หน้าแรกวรรณกรรมนวนิยายไทย "มันทากินีซิตี้" : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

นวนิยายไทย “มันทากินีซิตี้” : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

“คุณต้องการให้ผมอ่านสมุดบันทึกของคุณอย่างนั้นหรือ  คุณเคยอ่านให้ผมฟังตั้งหลายรอบแล้วนี่”

“ฉันแค่อยากให้คุณเก็บไว้ในฐานะของที่ระลึก  และได้แต่หวังว่า  เรื่องราวเหล่านั้น…จะไม่ทำให้คุณต้องเจ็บปวดอีกต่อไป”

ผมรับถุงย่ามสีแดงจากมือที่สั่นเทาของเธออย่างว่าง่าย  แล้วขอร้องให้เธอนอนหลับพักผ่อน  แม้เธอจะไม่ค่อยชอบเตียงไม้เก่า ๆ ในห้องที่ค่อนข้างจะรกรุงรังนี้เลย  

เมื่อเธอได้ฟังคำขอร้องของผมก็ยิ้มออกมา  นั่นอาจจะเป็นรอยยิ้มที่ดูเหน็ดเหนื่อย  แต่ก็เต็มไปด้วยความสุข  ดวงตาที่เคยหม่นหมองของเธอกลับเป็นประกาย  เธอจ้องมองผมอยู่นานก่อนจะหลับตาลง  มีเพียงมือซ้ายอันบอบบางของเธอเท่านั้นที่ยังคงกุมมือของผมเอาไว้  

ในเวลานั้น  ผมหวังว่าเมื่อเช้าวันพรุ่งนี้มาถึง  อาการป่วยของเธอจะดีขึ้น  และคงรับประทานอาหารได้บ้าง  นอกเหนือไปจากน้ำฝนในกระติกน้ำทหารเหมือนตลอดสองวันที่ผ่านมา  แต่บางสิ่งบางอย่างได้ทำให้ผมรู้สึกสังหรณ์ใจว่า  เธออาจจะไม่ตื่นขึ้นมาสนทนากับผมอีกแล้ว  ความคิดเป็นลางร้ายดังกล่าวคงเกิดขึ้น  เพราะสมองฟั่นเฟือนของผมเป็นตัวการทำให้คิดเลอะเทอะไปเช่นนั้นใช่ไหม  เธอเคยป่วยมาหลายครั้งในระหว่างที่เราเดินทางร่วมกัน  ทุกครั้งเธอจะหายป่วยและกลับมาเดินได้อย่างแข็งแรงเสมอ  ครั้งนี้ก็จะไม่มีข้อยกเว้น  ผมบอกกับตนเอง  แล้วยิ้มอย่างมีความหวัง  ก่อนจะใช้มือข้างที่่ปราศจากการเกาะกุมล้วงเอาสมุดบันทึกออกมาจากย่ามสีแดง  

ผมนั่งสงบใจนิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง  จากนั้นเปิดสมุดบันทึกหน้าแรก  และเริ่มต้นอ่านออกเสียงเรื่องราวที่เขียนขึ้นด้วยลายมือของเธออย่างช้า ๆ  พร้อมกับคิดไปว่า  การอ่านครั้งนี้ก็เพื่อเอาใจเธอเท่านั้น

.

.

เขาหายเข้าไปในห้องปิดทึบไร้หน้าต่างซึ่งครั้งหนึ่งฉันเคยเดินออกมา  ระหว่างการรอคอยอันแสนนานนั้น  ฉันตั้งใจว่าจะใช้เวลาให้หมดไปกับการจดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยหลุดออกจากปากของเขา  ฉันจึงเขียนข้อความลงในสมุดบันทึกอย่างง่าย ๆ และเป็นระเบียบ  ด้วยลายมือหวัดแกมบรรจงที่ฉันรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย  ฉันเขียนอย่างตั้งอกตั้งใจและมุ่งมั่น  ราวกับทั้งหมดนั้นคือความทรงจำของฉันเอง  ฉันไม่รู้หรอกว่าจะเขียนไปเพื่ออะไร  แต่บางทีนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียกกันว่า “ความสุข” ก็เป็นได้

หลังจากเขียนบันทึกจนจบ  ฉันก็ต้องพยายามทำใจให้สงบลง  ท่ามกลางเสียงดังหึ่ง ๆ ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เล็ดลอดออกมาจากภายในห้องนั้น  ระหว่างที่ฉันนั่งอยู่บนม้านั่งยาวตามลำพังภายในห้องใต้ดินขนาดใหญ่  ผนังคอนกรีตหนาหนักทุกด้านล้วนทาทับด้วยสีขาวสะอาด  ช่างเป็นห้องที่เต็มไปด้วยสีขาวเหมือนกระดาษสำหรับวาดภาพหรือเขียนหนังสือ  ไม่เว้นแม้แต่ฝ้าเพดานที่เรืองรองด้วยแสงสีขาว  มีเพียงพื้นห้องเท่านั้นที่ปูด้วยกระเบื้องยางสีเทา  จำได้ว่าฉันเคยพบตัวเองอยู่ที่นี่มาก่อน  จึงไม่แปลกที่ฉันจะจดจำเสียงดังหึ่ง ๆ อันประหลาดนั่นได้ดี  แม้จะไม่สนิทสนมกับมันสักเท่าไรนักก็ตาม  ด้วยเหตุที่ฉันชอบความเงียบสงบ  เสียงดังอย่างจักรกลทำให้ฉันรู้สึกหดหู่  ถ้าเปลี่ยนเป็นบทสนทนาได้ยังจะดีเสียกว่า  ฉันบอกกับตัวเอง  ยามนี้ฉันจึงได้แต่เฝ้ารอให้เวลาผ่านไป  สายตาคอยจับจ้องอยู่ที่ประตูสีฟ้าหน้าห้องเล็ก ๆ ห้องเดียวที่ตั้งอยู่กลางห้องใหญ่  เขาเดินเข้าไปในห้องนั้นนานพอ ๆ กันกับที่เสียงดังหึ่ง ๆ เล็ดลอดออกมา  แล้วฉันก็ตั้งความหวังว่า  เขาจะเดินออกมาภายในไม่ช้านี้  เพื่อที่ฉันจะได้มีเพื่อนสนทนาถึงเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีรสชาติ  และได้ออกไปเดินเล่นร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง

ฉันไม่รู้หรอกว่า  ทำไมถึงได้รู้สึกถูกชะตากับเขานัก  อาจเป็นไปได้ว่า  เขาคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ฉันมีอยู่ภายในดินแดนอันโดดเดี่ยวนี้  ที่สำคัญเขายังเป็นคนไม่มีพิษมีภัยเหมือนกระต่ายชราตัวหนึ่ง  ฉันสามารถไว้ใจเขาได้มากทีเดียว  และต้องยอมรับว่า  ฉันชื่นชอบเรื่องราวที่เขาเคยเล่าให้ฉันฟังอยู่เสมอ  แต่เมื่อเขาเดินออกมาจากห้องประตูสีฟ้านั่นแล้ว  เขาก็จะไม่สามารถเล่าเรื่องราวเก่า ๆ ของเขาให้ฉันฟังได้อีกต่อไป  มีแต่ฉันที่จะต้องเป็นฝ่ายเล่าให้เขาฟังเป็นการชดเชย  มันอาจนับเป็นการตอบแทนได้หรือไม่  ฉันถามตัวเอง  ทว่าความจำของฉันก็ย่ำแย่เต็มที  ฉันจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก  เพื่อบันทึกเรื่องราวทั้งหมดลงในสมุดบันทึกสักเล่มหนึ่ง  ซึ่งฉันได้เตรียมพร้อมเอาไว้ภายในย่ามสีแดง  ที่สะพายติดตัวไปไหนต่อไหนด้วยเสมอ  ฉันคิดว่ามันง่ายกว่า  ถ้าจะต้องหยิบสมุดบันทึกออกมาเขียนและอ่านเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังอย่างช้า ๆ  แม้ว่ามันจะไม่มีความหมายอะไรแก่เขาอีกต่อไปแล้วก็ตาม

ในห้วงความคิดของเขา  เคยมีภาพของเหยี่ยวดำตัวหนึ่งอยู่ในความทรงจำ  เขาเล่าให้ฉันฟังในวันแรกที่เราได้พบกันภายในอาคารร้างแห่งหนึ่ง  ถัดจากห้องใต้ดินสีขาวนี้ไปเพียงไม่กี่ช่วงตึก  เขาบอกว่า  มันเป็นเหยี่ยวดำตัวที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก  มันหายไปจากชีวิตของเขานานมาก  แล้วจู่ ๆ ระหว่างที่เขากำลังยืนละล้าละลังอยู่ภายในห้องพักอันกว้างขวาง  ซึ่งดูหรูหราเกินกว่าที่เขาเคยคาดคิดเอาไว้  เขาก็เกิดระลึกถึงเจ้าเหยี่ยวดำตัวนั้นขึ้นมาได้  พลางนึกสงสัยว่า  ยามนี้เจ้าเหยี่ยวดำตัวนั้นจะยังคงบินวนเวียนอย่างสงบอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างหรือเปล่าหนอ  เขาบอกฉันว่า  ในความทรงจำของเขา  ทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า  เขามักจะแลเห็นมันบินสูงเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกาอย่างโดดเดี่ยวอยู่เสมอ  เหยี่ยวดำบินวนดุจเดียวกับที่เขาเคยพาลูกชายของเขาขี่จักรยานไปรอบหมู่บ้าน  ลูกชายของเขานั่งอยู่บนอานรถจักรยานแม่บ้าน  มือเล็ก ๆ คู่นั้นเกาะแฮนด์จักรยานเอาไว้แน่นด้วยความสนุกแกมตื่นเต้น  ขณะที่เขานั่งอยู่ทางด้านหลังบนตะแกรงท้าย  แล้วใช้เท้าถีบบันไดจักรยานให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า  มือที่ใหญ่กว่าคอยบังคับแฮนด์จักรยานไว้อย่างระแวดระวัง  สองพ่อลูกพากันขี่รถจักรยานแล่นไปรอบ ๆ หมู่บ้านเป็นวงกลมรอบแล้วรอบเล่า  ยามนั้นเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว  มีหลายครั้งที่เขาอยากรู้ว่า  การบินวนอยู่ในท้องฟ้าคือสิ่งที่ทำให้เหยี่ยวดำมีความสุขใช่หรือไม่  และการได้เดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นครั้งแล้วครั้งเล่า  ก็ทำให้มันหลงคิดว่า  ยังมีเวลามากมายสำหรับการเริ่มต้นใหม่  มันเป็นความคิดที่ประมาทมากเกินไปใช่ไหม  เขาถามตัวเอง  

“ในที่สุดคุณก็มาถึงห้องของผมจนได้  ตอนนี้คุณคงเห็นแล้วว่า  มันคือจุดสูงสุดของมันทากินีซิตี้  นับเป็นการเดินทางอันยอดเยี่ยมของคนในวัยอย่างเรา  ที่สามารถเอาตัวรอดปลอดภัยจากพวกกบฏมาได้  ผมขอปรบมือให้อย่างจริงใจ  คุณมีความสามารถไม่ต่างจากพวกคนหนุ่มสาวเลยทีเดียว  อาจจะดีพอ ๆ กันกับที่ผมได้เคยทำไว้เมื่อนานมาแล้ว  ใช่  นานมากทีเดียว  อีกหน่อยคุณก็จะรู้เรื่องพวกนี้เอง  สักวันหนึ่งมันจะเข้าไปอยู่ในหัวของคุณอย่างชัดเจน  ความเจ็บป่วยจะไม่สามารถเล่นงานคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนในอดีต  เมื่อมาถึงตรงนี้  คุณคงยอมรับว่า  มนุษย์อย่างเราต้องผ่านอะไรต่อมิอะไรมามิใช่น้อย  หยดเลือดและหยาดน้ำตา  ต้องสูญเสียไปเท่าไร  กว่าจะได้พบกับความสำเร็จในชีวิต  รางวัลมิใช่ว่าจะเป็นของทุกคน  เส้นทางสายนี้ช่างน่าพิศวงเหลือเกิน  คนส่วนใหญ่จึงยังคงต้องการจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา  แม้ว่ามันจะทำให้พวกเขาเจ็บปวดรวดร้าว  มีคนเพียงเล็กน้อยอย่างพวกกบฏเท่านั้น  ที่อยากลืมเรื่องราวทั้งหมด  นับเป็นความเห็นผิดอย่างยิ่งในสายตาของฝ่ายตรงข้าม  ผมเองก็เคยปฏิเสธแนวความคิดพวกนั้น”

เขาเล่าให้ฉันฟังต่อไปว่า  สันติสุขในชุดทักซิโด้สีดำกล่าวถึงตรงนี้ก็ดีดตัวลุกขึ้นจากโซฟา  แล้วทำท่าลุกลี้ลุกลนเหมือนกำลังตัดสินใจว่า  จะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งมีความสำคัญมาก  นาทีต่อมาสันติสุขจึงค้อมศีรษะที่สวมหมวกทรงสูงสีดำให้แก่เขา  ในเวลานั้นด้วยสัญชาตญาณระแวดระวัง  เขารับรู้ว่าชายผู้มีชื่อเหมือนเขาคนนี้  คงจะมีเรื่องราวบางประการปกปิดเอาไว้อย่างแน่นอน  บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งซึ่งอยู่ภายในใจของมนุษย์คนหนึ่ง  ทว่าเขาสามารถสัมผัสได้จากแววตาและปฏิกิริยาภาษากาย  ที่อีกฝ่ายแสดงออกมาอย่างไม่ตั้งใจ  เรื่องแปลกไปกว่านั้นกลับเป็นเสียงพูดซึ่งฟังดูทุ้มปนแหบเครือตามประสาชายชรา  มันช่างเป็นเสียงพูดอันคุ้นหูเหลือเกิน  แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเสียงพูดที่เขาไม่ชอบใจเอาเสียเลย  เขารู้สึกเช่นนั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบและได้ยินเสียงของสันติสุขแล้ว  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเดินทางมาถึงห้องนี้ได้สำเร็จ  เขาก็ไม่อยากใส่ใจกับเรื่องไร้สาระอื่นใดอีก  ด้วยสิ่งแปลกประหลาดอาจเกิดขึ้นได้เสมอในมันทากินีซิตี้  และเป็นไปได้ว่า  ทั้งหมดนี้คือการทดสอบผู้มาเยือน


ในเวลาต่อมา  เขาหันไปมองรอบ ๆ ห้องอย่างพิจารณา  ลักษณะของการตกแต่งภายใน  เครื่องเรือน  และลวดลายของกระดาษปิดผนัง  ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกว่า  เขากำลังอยู่ภายในห้องพักโรงแรมชั้นหนึ่งมากกว่าที่จะเป็นบ้านพักของคนทั่วไป  ยกเว้นก็แต่ภาพถ่ายและภาพวาดที่ใส่กรอบแขวนอยู่ตามผนังห้อง  ซึ่งเป็นภาพพอทเตรทของสันติสุขในอิริยาบถต่าง ๆ  พวกมันมีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างแขวนอยู่อย่างกระจัดกระจาย  แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยในแบบฉบับของเจ้าของห้อง  ที่น่าสังเกตก็คือ  ทุกภาพล้วนเป็นภาพสันติสุข  ขณะกำลังสวมหมวกทรงสูงสีดำหลวม ๆ ใบนั้นเอาไว้ทั้งสิ้น  ไม่เว้นแม้แต่ภาพยามนอนเปลือยกายในอ่างอาบน้ำ  นั่งก้มหน้าอยู่บนชักโครก  หรือนอนคุดคู้อยู่บนเตียงนอนทรงกลมที่คลุมไว้ด้วยผ้าแพรไหม  ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกว่า  หมวกใบนั้นช่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับศีรษะของสันติสุขเสียเหลือเกิน  ประหนึ่งว่ามันได้ถูกยึดติดไว้ด้วยกาวอย่างดีที่เหนียวแน่นเป็นพิเศษ  สันติสุขอาจจะไม่เคยถอดมันออกจากศีรษะเลยก็เป็นได้  แม้แต่ในเวลานอนหลับสนิท  เขารู้สึกทึ่งไปกับการคาดเดานั้น  และเริ่มนึกอยากได้หมวกสวย ๆ สักใบหนึ่งเป็นของตนเองบ้าง

“เชิญนั่งครับ  ทำตัวตามสบาย  คิดเสียว่าเป็นบ้านของคุณก็แล้วกัน  เมื่อคุณคิดบ่อย ๆ คุณก็จะเชื่อ  แล้วอีกหน่อยมันจะกลายเป็นความจริงอยู่ในศีรษะของคุณเอง”

แม้รู้สึกประหลาดใจอยู่หลายเรื่อง  แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะกล่าวอะไรออกมา  การต้องอยู่ตามลำพังเป็นเวลานานทำให้เขาสูญเสียทักษะการพูดกับผู้อื่นไปมาก  ต่างจากการสนทนากับตนเองที่เขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ  และสามารถพูดงึมงำพึมพำได้ตลอดเวลาที่รู้สึกตัว  ทั้งนี้ต้องบอกว่า  การพูดกับตัวเองช่วยทำให้เขามีสมาธิขึ้นมาก  รวมถึงจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย  ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กล่าวอะไรออกไป  นอกจากพยักหน้ารับคำของสันติสุข  และเลือกนั่งลงบนอาร์มแชร์ตัวหนึ่งแทนที่จะเป็นโซฟายาวซึ่งสามารถนั่งได้หลายคน  เขาเอนหลังพิงลงไปบนพนักพิงอันใหญ่โต  มันนุ่มกำลังดีทีเดียว  อีกทั้งยังมีกลิ่นของหนังวัว  หรืออันที่จริงอาจจะเป็นกลิ่นของน้ำยาฟอกหนังก็เป็นได้  มันทำให้เขาหวนคิดถึงเก้าอี้บุหนังวัวในบ้านที่เคยเติบโตขึ้นมาในวัยเด็ก  พ่อของเขามักจะนั่งเล่นอยู่บนเก้าอี้ตัวดังกล่าวในยามว่างเสมอ  การคิดถึงอดีตทำให้เขารู้สึกเศร้า  และเริ่มเป็นกังวลถึงเรื่องราวบางประการ  เขาพยายามบังคับใจตนเองให้อยู่กับปัจจุบัน  พร้อมกันนั้นก็พยายามลืมอดีตเล็ก ๆ น้อย ๆ ทิ้งไปบ้าง  เพื่อปล่อยให้ร่างกายที่ตรากตรำมานานได้ผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า  โดยไม่หาภาระใหม่ให้แก่มัน

“ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวและขอโทษ  ถ้าผมจะเผลอลืมเรื่องราวต่าง ๆ ไปอย่างน่าโมโห  คุณเองก็เคยเหมือนผมนี่  จากนั้นก็เป็นทุกข์เป็นร้อน  ถูกต้องไหม  แต่ตอนนี้ผมกำลังเริ่มหาความสุขด้วยการลืม  คุณน่าจะลองดูบ้างนะ  อ้อ  ไม่ใช่สิ  คุณเคยรู้รสชาติของมันมาแล้ว  มันก่อให้เกิดความรู้สึกน่ากลัว  ชวนให้หวาดหวั่น  แต่มันก็เป็นอะไรที่สุดยอดมากเลยทีเดียว  อย่างไรก็ดี  มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่อยากลืม  พวกเขาหวาดกลัวการลืมและการถูกลืม  พวกเขาจึงเรียนรู้ที่จะบันทึกความทรงจำไว้บนผนังถ้ำ  ก้อนหิน  แผ่นดินเผา  หนังสัตว์  ต่อมาก็บนกระดาษ  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ลืมหรือถูกลืม  การลืมเป็นเรื่องน่ากลัวและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน  แม้ว่าเรื่องที่ลืมจะเป็นเรื่องราวที่ทำให้มนุษย์ปวดร้าวใจก็ตาม  ว่าแต่ตอนนี้เราควรจะดื่มอะไรกันดีล่ะ  แชมเปญดีไหม  แต่บอกก่อนเลยว่า  ผมไม่ค่อยจะชอบมันสักเท่าไหร่นักหรอก  วิสกี้น่าจะดีกว่า  มันเรียบง่าย  อีกทั้งยังเป็นความทรงจำแรกเกี่ยวกับรสชาติของเหล้า  ปากและลิ้นของผมชาไปหมดในครั้งแรกที่แอบดื่มวิสกี้ของพ่อ  ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้นประถม  ขวดเหล้าถูกเก็บไว้ภายในลิ้นชักโต๊ะทำงาน  ฝายังไม่เคยถูกเปิด  มันน่าตื่นเต้นมาก  และผมก็ไม่เคยลืมรสชาติของมันเลย  ไม่ต่างไปจากจูบแรก  แม้ว่ามันจะงดงามไม่เท่ากันก็เถอะ  ผมเคยรู้มาว่าคุณเองก็ชอบวิสกี้เหมือนกัน  ดังนั้นคุณคงยอมรับว่า  ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้ดื่มเหล้าที่เราชอบและคุ้นเคยอีกแล้วจริงไหม  ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ความคุ้นเคยในความทรงจำก็ตาม  แต่ให้ตายเถอะ  ในคืนพิเศษเช่นนี้  ผมไม่อยากเมาเลย  ความเมามายชั้นเลวทำให้เราลืม  แต่ความเมามายชั้นดีมักจะทำให้ความทรงจำของเราฝังแน่นเสมอ  แต่ผมไม่กลัวหรอกนะ  ผ่านคืนนี้ไปแล้วผมก็จะลืมทุกเรื่องในชีวิต  โดยไม่ต้องพึ่งพาความเมามายชั้นเลว  ผมจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามอีกต่อไป  ใช่ครับ  ไม่ต้องเลย  แม้จะว่าไปแล้วมันก็น่ากลัวอยู่นะ  เหมือนความตายนั่นแหละ  แต่ผมก็จะชินไปเองโดยไม่รู้ตัว”  สันติสุขพูดออกมาอย่างรวดเร็วและยาวเหยียด

“คุณพูดเหมือนพวกกบฏ  แต่ผมไม่สนใจหรอก  ดังนั้นอย่าเสียเวลาเลยครับ  เรามาสนทนาเรื่องลงทะเบียนกันเถอะ  ผมคิดว่าถึงตอนนี้แล้ว  ผมไม่อยาก…”

“พับผ่าสิ  คุณนี่ยังคงใจร้อนเหมือนผมสมัยหนุ่ม ๆ เลยนะ  แต่รู้ไหม  เมื่อเข้าสู่วัยชราเต็มตัว  ผมกลับกลายเป็นคนใจเย็นขึ้นมาก  ผิดกับคุณที่…”  สันติสุขพูดพลางหัวเราะ  “…แต่ช่างเถอะ  เรามาว่ากันเรื่องที่คุณอยากรู้ดีกว่า  ความจริงไม่มีหรอกเรื่องลงทะเบียนอะไรที่ว่านั่นน่ะ  ขอเพียงคุณชอบที่นี่  แน่นอนครับ  ผมรู้ว่าคุณต้องชอบห้องนี้  ครั้งแรกที่ผมเห็น  ผมก็แทบจะตกหลุมรักมันในทันที  แม้ว่าไม่อาจเทียบเท่ากับความรู้สึกที่คุณเคยมีต่อตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวนั่น  ผมรู้ว่าคุณยังคงจดจำมันได้  มันอยู่ในความทรงจำของคุณ  ผมรู้ดี  หลายชีวิตโลดเต้นอยู่ในนั้นทุกครั้งที่คุณคิดถึงมันมิใช่หรือ  เอาเถอะ  ผมไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเตือนให้คุณคิดถึงเรื่องราวพวกนั้นหรอกนะ  มันทากินีซิตี้ย่อมเรียกความทรงจำของคุณกลับมาได้อย่างที่มันควรจะเป็นเสมอ  ตลอดระยะเวลาที่คุณเดินทางอยู่ในมหานครแห่งนี้  มันทากินีซิตี้จะคืนความทรงจำให้แก่คุณอย่างเต็มที่จนสมใจปรารถนา  นั่นทำให้อะไรที่เคยเป็นปัญหาของคุณ  มันจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป  แต่สำหรับผมแล้ว  ผมคงต้องขอบอกว่าผมเอียนเหลือเกิน  ความทรงจำในศีรษะของผมแทบจะทำให้ผมต้องอาเจียนออกมาเป็นเลือด  ตอนนี้ผมจึงขอสรุปเรื่องว่า  ถ้าคุณไม่ปฏิเสธ  ผมขอยกห้องนี้ให้คุณแบบให้เปล่า  โดยไม่ต้องการแม้คำขอบคุณ  แค่รับมันไว้อย่างเต็มใจ  เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”

“ขอโทษครับ  เมื่อสักครู่นี้คุณพูดถึงตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  คุณรู้จักมันด้วยเรอะ  หรือว่าก่อนหน้าที่ผมจะมาเยือนมันทากินีซิตี้  คุณเที่ยวติดตามสืบค้นชีวิตของผมด้วยความสาระแน  ทำตัวเหมือนพวกตำรวจลับในโลกของจอมเผด็จการกระหายอำนาจ  ข้อมูลทำให้คุณมีอำนาจมากขึ้นสินะ  นี่ผมควรโกรธดีไหมกับความจุ้นจ้านของคุณ  ให้ตายสิ  ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณทำไปเพื่ออะไร  ชีวิตผมไม่มีความหมายสำหรับใครมานานแล้ว  มันเป็นแค่ชีวิตที่ผิดพลาด  เป็นเพียงชีวิตของนักเขียนที่ล้มเหลว  ว่าแต่ถ้าผมย้ายมาอยู่ที่นี่จริง ๆ  แล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไป  คุณจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ  เอาเถอะ  ความจริงผมก็ไม่สมควรถาม  เพราะมันทากินีซิตี้กว้างใหญ่พออยู่แล้ว  และอันที่จริง  เราสองคนสามารถแบ่งห้องอยู่กันคนละครึ่งก็ยังได้  แม้ว่าการมีเพื่อนร่วมห้องอย่างคุณออกจะเป็นเรื่องพิลึกอยู่บ้างก็ตาม”


“การอยู่ที่นี่ต่อไปรังแต่จะทำให้ผมไม่ลืม  ดังนั้นผมขอจากไปดีกว่า”


“พอจะบอกได้ไหม  ว่าคุณอยากลืมไปทำไมกัน  การลืมย่อมเท่ากับการตายทั้งเป็น  แล้วคุณจะไปไหน  ผู้ชี้ทางเคยบอกว่า  หากต้องการรู้อะไรก็ให้ถามนายกเทศมนตรี  แต่ถ้าคุณจากไปแล้ว  ผมจะถามใครได้”

“การลืมของผมมันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ  ส่วนเรื่องข้อมูล  เดี๋ยวอยู่ไปเรื่อย ๆ คุณก็จะรู้เองนั่นแหละ  ตอนนี้แค่เอ่ยปากออกมาว่า  ขอรับห้องนี้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณก็เพียงพอแล้ว”

“นี่เป็นห้องพักที่สวยงามน่าอยู่  แม้มันจะดูหรูหราเกินฐานะของผมไปมาก  ว่ากันตามจริง  ผมเคยชอบสไตล์การตกแต่งห้องพักเหมือนโรงแรมมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ แล้ว  แต่เป็นรูปแบบที่เรียบง่ายและราคาประหยัดกว่านี้  ถ้านี่คือวันแรกที่ผมเดินทางมาถึงมันทากินีซิตี้  ผมคงรีบตกปากรับคำด้วยความยินดี  ทว่าตอนนี้  เมื่อขึ้นมาถึงห้องชั้นบนสุดได้สำเร็จ  มีหลายครั้งที่ผมนึกถึงการกลับบ้านมากกว่า  มันไม่เกี่ยวกับโรคคิดถึงบ้านหรอกครับ  ผมรักการเดินทางมาตั้งแต่อายุยังน้อย  ผมจึงเบื่อบ้านตั้งแต่เด็ก  อันที่จริงผมไม่แน่ใจนักหรอกว่า  ระหว่างความรักในการเดินทางกับความรู้สึกเบื่อหน่ายบ้านนั้น  อย่างไหนที่เกิดขึ้นก่อนกัน  น่าแปลกที่หลายวันมานี้  ระหว่างเดินเท้ามุ่งหน้ามายังอาคารแห่งนี้  ความคิดถึงบ้านก็ทวีความรุนแรงขึ้นมาโดยตลอด  เป็นไปได้ไหมที่ผมเพิ่งจะตระหนักว่า  ตัวเองอาจมีเวลาเหลืออยู่ไม่มากนัก  คุณก็รู้ไม่ใช่หรือครับ  ความตายเป็นเรื่องคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้เลย  นี่เป็นปัญหาน่ากลัวที่สุดประการหนึ่งของมนุษย์  นอกเหนือไปจากการหลงลืม  วิทยาศาสตร์ยังช่วยอะไรไม่ได้เหมือนเดิม  มีแต่จะพาเราออกทะเลห่างไกลจากฝั่งไปเรื่อย ๆ  สู่ความลึกลับที่ดำมืดไร้ขอบเขต  แม้กระนั้นมนุษย์อย่างผมก็ยังชอบคิดเข้าข้างตนเองเสมอ  ว่ายังคงมีเวลาสำหรับเรื่องนั้นเรื่องโน้นอย่างเหลือเฟือด้วยความประมาท  แต่มันย่อมเป็นเรื่องตรงกันข้ามทันทีที่เราหยุดพิจารณาอย่างซื่อสัตย์  อย่างไรก็ตาม  ความจริงหรือความตายก็ไม่แน่ใจนัก  มันบอกผมว่า  ผมควรจะรีบกลับบ้านได้แล้ว  ป่านนี้ภรรยาของผมคงใช้ลูกบุญธรรมเที่ยวตามหาตัวผมให้วุ่นไปหมด  ดังนั้นก่อนที่จะพูดกันถึงเรื่องอื่น  ผมขอถามอะไรสักหน่อย  แม้มันจะฟังดูน่าขำอยู่ไม่น้อย  ถูกต้องครับ  ผมรู้ว่าคุณคงเดาเรื่องได้ทันที  ใช่แล้ว  มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมไม่เคยคิดจะถามผู้ชี้ทางเลยก็คือ  ในกรณีฉุกเฉิน  นั่นแหละครับ  คุณฟังไม่ผิดหรอก  ในกรณีที่ผมต้องการกลับ  สมมุติว่าผมอยากกลับบ้านก็แล้วกัน  มันมีวิธีไหนบ้าง  หรือทางออกจากมันทากินีซิตี้อยู่ตรงไหน  กรุณาบอกผมในเรื่องนี้ด้วย”

“ขอโทษนะ  หากผมจะพูดรุนแรงไปบ้าง  ผมแค่อยากบอกคุณว่า  ความคิดถึงบ้านเป็นเรื่องของพวกเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเท่านั้น  ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดบาปอะไรเลย  ภายใต้ความต้องการจะเป็นลูกแกะเชื่อง ๆ  ที่ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยอยู่ภายในคอกแข็งแรง  เป้าหมายคือการนอนหลับสนิทและฝันดี  จงอธิษฐานให้เรื่องราวของลูกแกะหลงทางมีเพียงในฝันร้ายเท่านั้น  ตอนนี้คุณควรจะเอ่ยปากขอบคุณผมมากกว่าที่มอบห้องพักนี้ให้แก่คุณ  ขอเพียงทุกอย่างดำเนินไปอย่างถูกวิธี  คุณจะได้อยู่ไปนานเท่าที่ใจต้องการเลยทีเดียว  คุณจะไม่หิวกระหายความทรงจำ  หรือต้องใช้ความพยายามเพื่อระลึกถึงเรื่องราวในอดีตอีกต่อไป  ราวกับคุณได้ดื่มน้ำพุแห่งความทรงจำ  ความทรงจำของคุณจะปลอดภัย  ไม่ว่าคุณจะมีความสุขหรือความทุกข์ก็ตาม  ห้องนี้ไม่ต่างจากรางวัลชีวิต  มันมีระดับที่สุดสำหรับคนพิเศษเช่นคุณ  ถูกต้องแล้ว  มันอยู่สูงกว่าทุกห้อง  เหนือกว่าทุกชีวิต  เปรียบเทียบได้ดั่งยอดแห่งมหาพีระมิด  ใคร ๆ ก็ปรารถนาอยากได้ห้องนี้ด้วยกันทั้งนั้น  แต่เป็นเรื่องยากที่จะเดินทางมาถึงโดยไม่หลงทาง  หรือเลวร้ายที่สุดก็คือการถูกพวกกบฏจับตัวไป  พวกมันจะทำลายความทรงจำของคุณจนเหลือแต่ความว่างเปล่าถาวร  แต่ตอนนี้คุณได้พิสูจน์ด้วยตัวของคุณเองอย่างยอดเยี่ยม  แล้วดูสิ  หลังจากเหน็ดเหนื่อยมานาน  คุณแม่งเสือกพูดถึงเรื่องกลับบ้าน  กลับไปหาคนที่คุณลืมมานานแล้วงั้นเรอะ  กลับไปเพื่อผูกมิตรกับความชราอย่างหมาเชื่อง ๆ  กลับไปยังจุดเริ่มต้นที่น่าสมเพช  จริง ๆ แล้วคนที่ควรพูดเรื่องนี้ควรเป็นผมมากกว่า  คุณควรแบ่งให้ผมพูดบ้าง  ถ้านับจากเวลาที่ผมใช้ไปเพื่อดำรงอยู่ในมันทากินีซิตี้”

เขามองเห็นสันติสุขทำสีหน้าเหมือนฝืนยิ้ม  ขณะจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตามีเลศนัยอย่างเห็นได้ชัด  ภายใต้ความลุกลี้ลุกลนอันขัดหูขัดตา  ก่อนจะก้าวเดินไปรอบ ๆ ห้อง  แล้วอย่างทันทีทันใดก็หันมาพูดกับเขาว่า  


“รูปภาพพวกนี้เก็บทิ้งไปบ้างก็ได้นะ  หรือจะโยนลงถังขยะทั้งหมดก็ตามใจ  คุณคงอยากได้ภาพตัวเองมาแขวนแทนที่มากกว่า  ถ้าเป็นยังงั้นก็ไม่ต้องเกรงใจ  มันไม่ใช่ของที่ระลึกหรือมีคุณค่านัก  ไม่มีความจำเป็นอะไรที่คุณจะต้องมาระลึกถึงผม  คุณจำได้แต่เรื่องของคุณในตอนที่เกี่ยวกับตัวเองก็พอแล้ว  ต่อให้เรื่องราวของทุกคนเหมือนกัน  แต่ถ้าถูกผลิตขึ้นต่างกรรมต่างวาระ  มันย่อมมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้าง  ไม่มากก็น้อย”


เล่าถึงตรงนี้เขาก็หันมาสบตากับฉัน  รอยยิ้มของคนแปลกหน้าดูบริสุทธิ์ราวกับดวงตาของนักบุญ  ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า  สันติสุขก้าวไปที่มินิบาร์มุมห้อง  ท่าทางยังคงดูลุกลี้ลุกลนเช่นเดิม  ขณะรินวิสกี้สองแก้วอย่างรวดเร็วจนหกเลอะเทอะ  แล้วรีบเดินถือแก้วกลับมานั่งลงบนโซฟายาวใกล้กับอาร์มแชร์ของเขา


“ดื่มเสียหน่อยจะได้ครึกครื้นขึ้น”  สันติสุขยื่นแก้ววิสกี้ให้เขาด้วยอาการคะยั้นคะยออย่างเห็นได้ชัด


เขายกแก้วขึ้นดมพร้อมกับทำหน้าเบ้เล็กน้อย  เขาชอบทำหน้าแบบนั้นเสมอเมื่อได้กลิ่นไม่ถูกใจ  ทว่าในตอนนั้น  มันคงจะเป็นเพราะเขาไม่ได้ดื่มเหล้ามานานมากแล้ว  จึงรู้สึกเหมือนเด็กน้อยที่ได้กลิ่นเหล้าเป็นครั้งแรก  แต่เขาก็ตัดสินใจดื่มเหล้าในแก้วจนหมด  เขายอมรับกับฉันว่า  การดื่มเหล้าแก้วนั้นทำให้เขาอดคิดถึงใครคนหนึ่งไม่ได้  เขายอมรับ  แต่คน ๆ นั้นไม่ใช่ฉัน  และฉันต้องบอกตัวเองว่า  นี่คงเป็นมุกตลกของเขา  นั่นสินะ  เขาจะต้องมาคิดถึงหรือไม่คิดถึงฉันทำไมกัน  ฉันไปเกี่ยวข้องอะไรกับเขาด้วยล่ะ  ตอนนั้นเราสองคนเพิ่งจะรู้จักกันไม่นานนัก


“วิเศษจริง  นี่นับเป็นการลงทะเบียนที่เรียบง่าย  วิสกี้แก้วนี้จะทำให้คุณอยู่ในมันทากินีซิตี้ได้อย่างมีความสุขไปนานแสนนาน  แต่ถ้าคุณนึกเบื่อ…”


ผู้ดูแลมันทากินีซิตี้พูดค้างไว้เช่นนั้น  คล้ายทำไปเพื่อต้องการเรียกร้องความสนใจมากกว่า  แน่นอนว่า  มันย่อมทำให้เขาเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาในทันที  เพราะการดั้นด้นมายังมันทากินีซิตี้  นอกจากเพื่อหลบลี้หนีหน้าผู้คนแล้ว  ในตอนแรกเขาได้ตั้งความหวังว่า  จะขออาศัยอยู่ในมหานครแห่งนี้ตลอดไป  เขาเบื่อหน่ายใบหน้าของมนุษย์ด้วยกันเต็มที  เขาหวังให้มันทากินีซิตี้เป็นเรือนตายของเขา  เขาสารภาพกับฉัน  แล้วยังทำท่าจะเอื้อมมือมาสัมผัสมือของฉันอีกด้วย  แต่ด้วยความที่เราเพิ่งจะรู้จักกัน  ฉันจึงรีบยกมือหนี  ไม่ใช่ด้วยความรังเกียจ  มันเป็นเพียงการระวังตัวตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง  เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฉันมองเห็นความผิดหวังในแววตาของเขา  และเริ่มคิดไปว่า  เขาคงบ้าจริง ๆ  ที่ทำท่าทางเหมือนพวกหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ยามคลั่งไคล้สาวสวย  ทั้ง ๆ ที่เมื่อจ้องมองดูใบหน้าของตนเองในแอ่งน้ำฝนริมถนน  ก็พบว่าความงดงามนั้นได้ร่วงโรยไปมากแล้ว


“ผมไม่อยากปิดปังข้อมูลหรอกนะ  แต่ก่อนอื่นคุณควรรู้เรื่องราวบางเรื่องซึ่งไม่เคยถูกบันทึกเอาไว้ที่ไหนมาก่อน  สักวันหนึ่งในอนาคต  หวังว่ามันคงจะมีสักวันหนึ่งที่ว่านั้นเถอะ  บางทีคุณอาจจะต้องเล่าให้ใครฟัง  เหมือนที่ผมกำลังจะเล่าให้คุณฟังอยู่ในเวลานี้  เรื่องมันเริ่มขึ้นตรงไหนนะ  นานมากเหลือเกิน  นานจนผมชักจะลืม ๆ ไปบ้างเหมือนกัน  เอาเป็นว่านานมาแล้ว  จะใช้คำว่า ‘กาลครั้งหนึ่ง’ ก็ยังได้  สมัยนั้นผมก็เหมือนกับคุณนี่แหละ  เบื่อหน่ายผู้คน  เบื่อสังคม  เบื่อขี้หน้าเพื่อนมนุษย์ไปหมด  วัน ๆ แทบจะไม่อยากพูดคุยสุงสิงกับใคร  หลังจากเขียนหนังสือเสร็จในแต่ละวันแล้ว  ผมมักจะนั่งดื่มเหล้าอยู่คนเดียว  ผมชอบอยู่ตามลำพังเสมอ  ความรู้สึกนี้นี่เองที่ทำให้ผมเดินทางมายังมันทากินีซิตี้  ไต่เต้าอยู่ไม่นานนักก็ได้เป็นนายกเทศมนตรี  ห้องพักนี้คือห้องประจำตำแหน่งของนายกเทศมนตรีแห่งมันทากินีซิตี้  มันจึงเป็นห้องที่สวยงามที่สุด  และยังอยู่บนยอดอาคารที่สูงที่สุดอีกด้วย  บนห้องนี้เราสามารถชื่นชมทัศนียภาพสามร้อยหกสิบองศาได้นานเท่าที่ใจปรารถนา  จะว่าไปแล้วมันก็ไม่ต่างจากทิพยวิมานของพวกเทวดาสักเท่าไรนักหรอก”

“อ้อ  คุณก็เป็นนักเขียนเหมือนกันหรือครับ  อันที่จริงผมไม่ควรแปลกใจเลย  หลายสิบปีมานี้ดูเหมือนว่าจะมีนักเขียนมากกว่าคนอ่านเสมอ  หากพูดกันในแง่มุมของการประชดประชัน  และถ้าห้องนี้เป็นห้องประจำตำแหน่ง…”  กล่าวออกมาได้เพียงเท่านี้เขาก็ต้องอ้าปากค้าง  เพราะนึกอะไรขึ้นมาได้


“มาฟังผมเล่าเรื่องต่อให้จบก่อนเถอะ  เวลาของผมเหลือน้อยเต็มที  อืม…เมื่อกี้ผมเล่าถึงตรงไหนแล้วล่ะ  เอาเป็นว่าหลังจากผมได้เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของมันทากินีซิตี้  ผมก็พยายามจัดระเบียบ  มหานครแห่งนี้ควรสงบเงียบ  โดดเดี่ยว ว่างเปล่า  ว้าเหว่  หรือจะเป็นห่าเหวอะไรก็ได้  ขอให้มันตรงกันข้ามกับความวุ่นวายสับสนอลหม่านและความคึกคักอันอัปลักษณ์ทั้งหลาย  ผมจึงกำจัดทุกคนที่เป็นพวกกลับกลอก  เป็นมนุษย์จำพวกที่เดินทางมาเพื่อเสพความเดียวดาย  แต่นานวันเข้าก็ถวิลหาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์ด้วยกันอีก  ทำตัวเหมือนพวกติดยาที่เลิกได้ไม่นานก็กลับไปเสพตามเดิม  ก่อนที่จะตายไปพร้อมกันกับมัน  ผมจึงชิงลงมือฆ่าพวกเขา  ก่อนที่ความเจ็บปวดจากความสัมพันธ์จะเล่นงานพวกเขา  นี่พอจะนับเป็นความเมตตาได้หรือไม่  การตายเช่นนั้นย่อมทรมานมากเกินไปในความหมายของมนุษยธรรม  สิ่งมีชีวิตอย่างเราควรมีมนุษยธรรมต่อกันมิใช่หรือ  ผมไม่ต้องการเห็นหยาดน้ำตาของพวกเขาอีก  แน่นอนครับ  มือของผมเปื้อนเลือด  ทว่ามองอีกด้านหนึ่ง  นี่เป็นความกรุณาที่ผมมอบให้แก่เพื่อนมนุษย์โดยไม่มีใครบังคับก็ว่าได้  สุดท้ายแล้วมันทากินีซิตี้ในเขตการปกครองของผมจึงไม่เหลือใครอีก  มันกลายเป็นมหานครแห่งความมืดสลัว  เดียวดาย  ว่างเปล่า ไร้ชีวิตอย่างแท้จริงในเวลานั้น  และเกือบจะแท้จริงในเวลานี้  ก็อย่างที่คุณได้สัมผัสมาตลอดระยะทางเดินอันยาวไกลนั่นแหละ  อ้อ  อย่าบอกนะว่าคุณไม่เคยสงสัย  ไม่มีผู้คนใช้ชีวิตอยู่ตามอาคารต่าง ๆ ในเขตปกครองของผม  ไม่เคยมีมานานมากแล้ว  ขอโทษด้วยถ้าก่อนหน้านี้ผมได้โกหกคุณ”


“ตอนที่พวกเขากำลังจะตาย  ใกล้ตาย  ผมหมายถึงคนพวกนั้น  พวกเขาเจ็บปวดหรือเปล่าครับ”


“ความเจ็บปวดงั้นเรอะ  ต้องขอบคุณที่ลูกปืนกระแทกเข้าแสกหน้าอย่างเหมาะเหม็งแทบทุกคน  หลังจากได้ยิงบ่อย ๆ  ฝีมือของคุณก็จะดีขึ้นเอง  ช่วงแรกอาจต้องยิงซ้ำบ้าง  ถ้านัดแรกโดนเข้าที่หัวนิ้วโป้งเท้าของคนที่พยายามวิ่งหนี  นัดต่อไปอย่างน้อยคุณควรจะยิงถูกใบหูนะ  ถ้าคุณยิงพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า  นั่นเท่ากับปล่อยให้พวกเขาหนีไปรวมตัวกับพวกกบฏ”

“นับว่าโชคดีมากที่ผมไม่ต้องตกเป็นเป้าให้คุณยิงเหมือนคนอื่น  ผมไม่ค่อยอยากจะหูแหว่งสักเท่าใดนักหรอก”


“เรื่องมันเศร้าก็ตรงนี้แหละ  ถ้าผมยิงคุณ  ผมก็จะไม่เหลือใครเลย  แต่อีกเหตุผลหนึ่ง  มันสำคัญมาก  ที่ผมไม่ยิงคุณก็เพราะว่า  ผมไม่อยากให้คุณกลับไปเป็นเหมือนเดิม  กล่าวคือเป็นเหมือนคนที่ตายไปแล้ว  ผมอยากให้คุณมีชีวิตอยู่ต่อไปกับความทรงจำอันมีค่าของคุณมากกว่า  อีกอย่างหนึ่งก็คือคุณสมบัติของคุณผ่าน  คุณจึงสามารถมาแทนที่ผมได้  ผมรอคนอย่างคุณมานานแล้ว  เชื่อผมเถอะ  ถ้าไม่มีคุณ  ผมจะไม่มีวันได้กลับไปยังสถานที่ผมหนีจากมา  บ้านหลังนั้นทำให้ผมคิดถึงภรรยาซึ่งไม่ยอมให้ผมดื่มเหล้าอีกเลย  หลังจากที่ผมพลั้งเผลอตีศีรษะหล่อนด้วยขวดแชมเปญ  ในคืนฉลองครบรอบสิบปีของการสมรสของเรา  การได้คิดถึงภรรยาที่อดทนมานานทำให้ผมคิดถึงแม่  ผู้หญิงคนแรกในชีวิตของผม  ในความทรงจำของผม  ผู้หญิงที่รักผมมากที่สุด”

“เดี๋ยวก่อนครับ  คุณบอกว่าจะกลับไปไหนนะ”


“ผมไม่อยากจะโกหกคุณอีกแล้ว  ให้ตายเถอะ  แต่จะบอกอะไรให้ฟังไว้สักหน่อย  หลังจากที่ผมต้องอยู่ในมันทากินีซิตี้มานานมาก  คิดดูสิ  นี่มันปีไหนแล้ว  โลกที่คุณจากมาคงร้อนราวกับอยู่ในนรก  และมนุษย์เราคงได้แต่ฝันถึงฤดูหนาวอันงดงาม  แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากกลับไปหามันอยู่ดี  ไปให้มันแผดเผาจนไหม้เกรียม  ด้วยเหตุนี้เอง  วันหนึ่งผมจึงเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายการอยู่ตามลำพังอย่างที่บอกคุณแล้ว  เอ๊ะ  ผมบอกคุณไปหรือยังนะ  แต่ช่างหัวแม่งเถอะ  เรื่องของเรื่องคือ  ผมควรจะสนิทสนมกับความโดดเดี่ยวพวกนี้  แต่ไม่เลย  ผมยังคงเป็นสัตว์สังคมเหมือนเช่นตอนที่พระเจ้าวางแผนสร้างมนุษย์ขึ้นมา  สิ่งเหล่านั้นอยู่ในรหัสพันธุกรรมของผมมาโดยตลอด  คืนหนึ่งผมฝันเห็นครอบครัวของผม  หลังจากที่ผมเคยหลงลืมพวกเขาแม้ในความฝัน  แล้วนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ผมก็คิดถึงพวกเขาทุกวันโดยไม่ต้องฝันถึงอีกต่อไป  ภรรยา  ลูกชาย  พี่น้อง  พ่อแม่  เพื่อนสนิท  ผมคิดถึงพวกเขาจริง ๆ  ผมโหยหาพวกเขาอย่างหนัก  ผมปรารถนาจะได้กลับไปพบหน้าพูดคุยกับพวกเขาอีก  สิ่งที่เจ็บปวดกลับเป็นความสงสัยภายในใจ  ผมไม่รู้ว่าพวกเขายังคิดถึงผมอยู่บ้างไหม  แต่ถ้าผมได้กลับบ้าน  ไม่ว่าพวกเขาจะจำผมได้หรือไม่  จะทักทายผมเหมือนคนแปลกหน้าคนหนึ่งหรือเปล่า  ผมก็สัญญากับตัวเองว่า  จะไม่ทำให้พวกเขาต้องรู้สึกเจ็บปวดเพราะผมอีก”


กล่าวถึงตรงนี้เจ้าของห้องก็ผุดลุกขึ้นจากโซฟาอย่างรวดเร็วท่ามกลางความประหลาดใจของเขา  แล้วโดยไม่คาดคิด  เขาแลเห็นร่างของสันติสุขวิ่งไปทางผนังห้องด้านหนึ่ง  ก่อนจะกระโดดพุ่งเข้าชนกระจกหน้าต่างอย่างจัง  แต่กระจกนั้นคงแข็งแรงมาก  สันติสุขจึงกระดอนกลับลงมานอนอยู่กับพื้นห้อง  และบิดตัวดิ้นราวกับเจ็บปวด  ทั้ง ๆ ที่กำลังหัวเราะร่วนอยู่ก็ตาม

“จำเอาไว้  ในมันทากินีซิตี้อาจจะเป็นเช่นนี้ได้เสมอ”   สันติสุขหันมาพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม  ก่อนใช้มือข้างหนึ่งขยับหมวกทรงสูงสีดำไปมา  น่าแปลกประหลาดที่มันไม่ยอมหลุดออกจากศีรษะนั้นเลยแม้จะดูหลวมมาก  


เขาหันหน้ามาบอกฉันพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ  นับเป็นการหัวเราะครั้งแรกที่ฉันเคยเห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา  


จากนั้นเขาก็เล่าต่อไปว่า  ในช่วงเวลาดังกล่าวนี่เอง  สันติสุขค่อย ๆ ใช้แขนและขายันร่างตัวเองลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ  และเมื่อตั้งหลักได้  ก็ใช้มือผลักบานกระจกหน้าต่างเปิดออกกว้างจนสุด  จังหวะนั้นเองที่ลมหนาวได้พัดกรูเข้ามาปะทะเข้ากับร่างของเขา  ซึ่งนั่งอยู่ห่างจากหน้าต่างหลายเมตรจนสั่นสะท้าน

“ฟังสิ  ได้ยินเสียงอะไรไหม  มันคือเสียงเรียก  พวกเขากำลังเรียกผมให้กลับไปแล้ว”


“มันเป็นเพียงแค่เสียงลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเท่านั้น”  เขาแย้งด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับถ้อยคำรำพึงรำพัน

“ในมันทากินีซิตี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ” สันติสุขส่ายหน้าช้า ๆ  “แม้กระทั่งความคิดหลายต่อหลายเรื่องในสมองของคุณ  อย่างเช่นความต้องการความสงบ  คุณคิดหรือว่าคุณต้องการสิ่งนั้นจริง ๆ  ไม่ใช่เลย  คุณปรารถนาในเรื่องอื่นมากกว่า  สิ่งซึ่งมีคุณค่าและความหมายต่อการมีชีวิตอยู่ต่อไปของคุณ  คุณเดินทางมายังมันทากินีซิตี้เพราะหวังจะได้บางสิ่งบางอย่าง  แล้วเมื่อได้รับโอกาสนั้น  คุณก็ตระหนักดีว่า  จะไม่มีวันยอมสูญเสียมันไปอีก  ตราบใดที่คุณยังอยู่ที่นี่  มันจะเป็นของคุณตลอดไป  ดังนั้นคุณจึงไม่อาจตัดใจอำลาจากมันทากินีซิตี้”


สันติสุขยิ้มให้เขาอีกครั้งหนึ่ง  แล้วยกมือขึ้นโบก  สีหน้าของชายผู้นั้นดูมีความหวัง  ก่อนจะกระโดดตัวลอยออกทางช่องหน้าต่างอย่างรวดเร็ว  


เขาบอกฉันว่า  ในตอนนั้นเขาตกใจมาก  แต่ทำได้แค่รีบวิ่งโขยกเขยกฝ่าลมหนาวตรงไปยังช่องหน้าต่าง  เขาชะโงกหน้ามองลงไปยังเบื้องล่าง  ขณะนั้นมองไม่เห็นอะไรเลย  นอกจากเมฆหมอกลอยขวางอยู่  ไม่ต้องสงสัยว่าร่างของสันติสุขจะมีสภาพเช่นใด  เขาพยายามทำไม้ทำมืออธิบาย  ด้วยความสูงขนาดนั้น  ร่างที่ร่วงหล่นลงถึงพื้นถนนเบื้องล่างย่อมแหลกเหลว  จนสามารถจับยัดใส่กระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้วได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว  เว้นเสียก็แต่ว่าชายคนนั้นจะตกลงไปไม่ถึงพื้นถนน  ซึ่งก็คงมีเพียงในความฝันและในภาพยนตร์แนวแฟนตาซีทั่วไป  ฉันได้แต่รับฟังและพยายามคิดตามคำบอกเล่าของเขาด้วยความสนใจ  ฉันไม่ต้องการจะทำให้เขารู้สึกว่า  การฟังเรื่องเล่าของเขาเป็นเพียงแค่การเอาใจเท่านั้น

ฉันเห็นเขาถอนหายใจ  แต่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด  นาทีต่อมาเขาก็บอกฉันว่า  ชีวิตของมนุษย์แต่ละคนเปรียบได้ดังเช่นหนังสือเล่มหนึ่ง  เหมือนกับที่เคยมีผู้เปรียบเปรยเอาไว้  เขารู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ  แต่หลังจากเห็นสันติสุขกระโดดออกไปนอกหน้าต่างได้ไม่นาน  จู่ ๆ เขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า  นี่เป็นการเปรียบเปรยที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่  


“คุณเห็นด้วยไหมกับการเปรียบเปรยเช่นนี้”  เขาถามฉันอย่างต้องการคำตอบที่แท้จริง  แต่ฉันไม่มีคำตอบให้ตามที่เขาต้องการ  ฉันตอบไปว่า  ฉันไม่รู้อะไรเลย  เขายิ้มเศร้า  ไม่ได้ถือสาในความไม่รู้ของฉัน  และยังได้ดึงร่างของฉันเข้าไปสวมกอด  แม้ในทีแรกฉันจะพยายามขัดขืนอยู่บ้างก็ตามด้วยความประหลาดใจ  แต่สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย  ในวัยขนาดฉันนี้  ไม่ใช่วัยที่จะต้องมาขัดขืนการโอบกอดของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกแล้ว  ฉันเตือนตัวเอง

เขาคงได้รับความพึงพอใจจากการกระทำของเขาอยู่พอสมควร  เขาจึงเริ่มเล่าต่อไปว่า  ในห้วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวของมันทากินีซิตี้  เขามีเวลาได้อยู่อย่างสงบตามเป้าหมายที่วางเอาไว้  แต่ด้วยความเป็นนักเขียน  เขาจึงตกลงใจว่า  จะเล่าเรื่องราวชีวิตของชายคนหนึ่งลงในหน้าหนังสือที่เคยว่างเปล่ามานาน  รวมถึงวาดภาพพอทเตรทของชายเจ้าของเรื่องลงบนหน้าปกหนังสือเล่มดังกล่าวด้วย  เขาบอกฉันว่า  เขาตั้งใจจะทำให้ชีวิตของมนุษย์ผู้นั้นกลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่งตามคำเปรียบเปรยที่เคยได้ยินมา


หนังสือเล่มดังกล่าวมีโครงเรื่องและเนื้อหาเรียบง่าย ความสลับซับซ้อนพิสดารของเนื้อเรื่องมิใช่ความจำเป็นแต่อย่างใด  รายละเอียดปลีกย่อยที่เต็มไปด้วยชีวิตและความเป็นจริงคือสิ่งสำคัญกว่า  มันรอให้ใครสักคนหนึ่งมาเปิดอ่านอย่างใส่ใจ  เพื่อที่จะได้พบกับความงดงามของความจริง  ความจริงจะทำให้มันกลายเป็นเส้นทางตรง  และเส้นทางตรงย่อมจะพาใครคนนั้นไปถึงจุดหมายได้รวดเร็วกว่าเส้นทางขรุขระวกวน  ใครก็ตามหากมีเวลามากพอจะอ่านหนังสือทุกเล่มบนโลก  คนผู้นั้นย่อมทราบดีว่า  ทุกเรื่องที่ตนคิดจะเขียนล้วนมีผู้เคยเขียนเอาไว้จนหมดครบถ้วนแล้ว  ดังนั้นในมันทากินีซิตี้  เขาจึงเลือกเขียนชีวิตของชายคนหนึ่งออกมาเป็นหนังสืออย่างเฉพาะเจาะจง  ซึ่งเขายอมรับอย่างเหนียมอายว่า  ชายผู้นั้นก็คือตัวเขานั่นเอง  เขาจำต้องยอมรับความจริง  เพราะมีเพียงความจริงเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้นานขึ้น  ถึงแม้ว่าความจริงดังกล่าวจะทำให้เขาหรือฉันเจ็บปวดมากที่สุดก็ตาม  แต่เพราะมีความเจ็บปวด  เขาจึงมีชีวิตและตัวตนขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า  ในอีกแง่มุมหนึ่งมันจึงเป็นความงดงามอย่างยิ่งยวด  ทั้งนี้เขายังหวังว่า  สุดท้ายแล้วฉันจะเข้าใจ


เขาวางแผนเขียนเรื่องของตนเองลงในหนังสือหน้ากระดาษว่างเปล่าโดยไม่รีบร้อน  เขาถามฉันว่าจะต้องรีบร้อนไปทำไมกันเล่า  ในเมื่อเขามีเวลาอย่างล้นเหลือ  วันใดวันหนึ่งที่เขาเขียนจบและได้พบกับคนอ่านคนแรก  ในตอนนั้นเขาจะไม่สนใจเลยว่าคนอ่านคนแรกนั้นจะเป็นใคร  พื้นเพภูมิหลังเน่าเฟะเหม็นคลุ้งแค่ไหน  เคยอ่านหนังสือจนจบเล่มมาก่อนหรือไม่  และรังเกียจการอ่านหนังสือหรือเปล่า  เขาขอทึกทักเอาอย่างง่าย ๆ ว่าคนอ่านคนแรกจะต้องชื่นชอบหนังสือเล่มนี้  ขอเพียงแต่ได้อ่านจนจบโดยละเอียด  มิใช่พลิกอ่านข้ามไปทีละหลายบรรทัดหรือหลายหน้า  เพียงเพื่อจะได้ชื่อว่าอ่านหนังสือของเขาจนจบแล้วเท่านั้น


ในช่วงเวลาดังกล่าว  ด้วยความที่เขามีเวลาไม่จำกัด  เขาเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี  เขาจึงหวังต่อไปอีกว่า  นักอ่านคนแรกจะอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า  อ่านจนจดจำได้ทุกตัวอักษร  ระหว่างที่จมอยู่ภายในห้องพักอันหรูหรานี้  ห้องซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพกว้างไกลสุดสายตาของมันทากินีซิตี้  นับเป็นความงามอันน่ามหัศจรรย์เหนือกว่าห้องใด ๆ  เขารู้ดีว่าคนผู้นั้นจะหลงใหลมันภายในไม่ช้าก็เร็ว

“จงอ่านให้มากครั้งที่สุด”  เขากล่าวออกไปเช่นนั้นเสมอ  โดยอ้างว่านี่ไม่ใช่คำสั่งของจอมเผด็จการ  เขาพยายามแนะนำอย่างสุภาพด้วยความปรารถนาดีต่างหาก  เขายังย้ำว่าหนังสือเล่มนี้จะสนทนาเป็นเพื่อนคนอ่านผ่านทางความคิดของตัวละครไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่ง  ทำให้ชีวิตของผู้อ่านคนแรกและคนต่อไปมีความหวัง  และอดทนเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอดจนถึงวันแห่งความสมหวัง  ไม่ว่าวันดังกล่าวจะเดินทางมาถึงหรือไม่ก็ตาม


ในตอนนั้นเขาคิดว่า  เมื่อเขาจากไปแล้ว  อย่างที่ควรจะเป็นนั่นแหละ  ผู้มาใหม่ในฐานะนักอ่านคนแรก  ก็จะนั่งลงบนอาร์มแชร์ตัวที่ให้ความรู้สึกสบายมากที่สุด  ภายหลังมันย่อมกลายเป็นเก้าอี้ตัวโปรดของเจ้าของคนใหม่  โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาแย่งชิงไป  จากนั้นโดยไม่มีพิธีรีตองอันเยิ่นเย้อ  นักอ่านคนแรกจะเริ่มต้นพลิกเปิดหน้าปก  แล้วไล่อ่านไปทีละหน้ากระดาษ  นักอ่านคนแรกจะอ่านทุกถ้อยคำด้วยการเปล่งเสียงออกมาเพื่อให้ตนเองได้ยินเรื่องราวทั้งหมด


เขาเล่าให้ฉันฟังว่า  สันติสุขเป็นตัวละครสูงวัย  อายุประมาณ 64 ปี สูง 171 เซนติเมตร  โดยที่มีน้ำหนักไม่เกิน 63 กิโลกรัมมานานมากแล้ว  เนื่องจากกินอาหารแต่น้อย  แถมยังชอบออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ  รูปลักษณ์ดูจากภายนอกไม่มีอะไรเป็นพิเศษ  สันติสุขตัดผมสั้นตามมาตรฐานชายไทยอย่างที่เรียกกันว่า “รองทรง”  เส้นผมสีขาว ๆ เทา ๆ ของเขายังคงดกอยู่มาก  หากนำไปเทียบกับชายศีรษะล้าน  เขายังชอบสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำคู่กับกางเกงขายาวสีดำ  ถุงเท้าและรองเท้าหนังหุ้มส้นก็ยังเป็นสีดำอีกด้วย  เราอาจจะหาตัวละครลักษณะอย่างนี้ได้เป็นกองทัพ  ถ้าเกิดมีใครต้องการขึ้นมาจริง ๆ  ฉันเองก็เคยคิดเช่นนั้น  เมื่อได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสันติสุขเป็นครั้งแรก


ในฐานะที่เขาเป็นนักเขียน  เขากล้าสาบานเป็นร้อยครั้งหรืออาจจะถึงพันครั้งต่อหน้าฉันว่า  เขาไม่ได้คิดตัวละครตัวนี้ขึ้นมาอย่างลอย ๆ  แต่ “สันติสุข” เกิดขึ้นมาจากภาพในกระจกเงาบานใหญ่บนประตูตู้ใส่เสื้อผ้าที่เขาส่องดูอยู่ทุกวัน  อย่างน้อยเขาก็เคารพในความเป็นนักเขียนของตนอย่างสูง  แม้ว่าเรื่องที่เขาเขียนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจะไม่เป็นที่นิยมก็ตาม  และมันยังเป็นความจริงอีกเช่นกันที่ต้นฉบับงานเขียนจำนวนมากของเขาเคยถูกทิ้งลงตะกร้าของบรรณาธิการในสมัยก่อน  จากนั้นในสมัยต่อมาก็เปลี่ยนเป็นถูกส่งเข้าโครงการใช้กระดาษสองหน้าเพื่อแสดงออกว่ารักโลกและสิ่งแวดล้อม  เรื่องพวกนี้เขาไม่เคยปิดบังใครเลย  แต่เขายังคงเขียนต่อไปด้วยความศรัทธาในงานวรรณกรรมซึ่งเป็นงานแห่งชีวิตของเขา  ฉันรับฟังและพยายามเข้าใจ  


เขายังเล่าต่อไปว่า  เขาชอบเขียนเรื่องแต่งที่มีพื้นฐานมาจากความจริง  เขาไม่ชอบความเพ้อฝันมากเกินไปนัก  เขามีอุดมคติในแบบของเขาเสมอ  เขาจึงเป็นนักเขียนที่มีแนวคิดและแนวทางเป็นของตนเอง  เขาบอกว่าทั้งหมดที่เขาทุ่มเททำไปก็เพื่อวรรณกรรมเท่านั้น  ถึงแม้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาจะไม่เคยได้รับรางวัลจากการเขียนหนังสือเลยก็ตาม  นั่นอาจเป็นเพราะว่าพรสวรรค์ในเชิงการประพันธ์ของเขามักจะพุ่งขึ้นในระดับสูงสุดอยู่เสมอ  ซึ่งก็ทำให้มันอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่กรรมการตัดสินงานวรรณกรรมคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคณะจะรับมือไหว  

ฉันเองเมื่อมีโอกาสได้อ่านงานเขียนของเขาก็ยังต้องอ่านไปคิดไป  และพักหายใจอยู่บ่อย ๆ  สมองส่วนที่มองโลกในแง่ดีของฉันบอกกับตัวเองว่า  คงต้องรอให้เวลาทุบตีมันนานสักหน่อย  ฉันหมายถึงต้นฉบับของเขา  อาจจะร้อยปีหรือมากกว่านั้น  ถึงจะพอย่อยเป็นคำเล็ก ๆ ให้พอเคี้ยวออกได้บ้าง  ฉันสารภาพกับเขาว่า  เวลาคงจะช่วยให้อ่านหนังสือของเขาได้รสชาติมากขึ้น  เหมือนหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ที่ต้องใช้เวลาหมักบ่ม  เมื่อถึงวันนั้น  วันอันเหมาะสม  ทุกคนก็จะเข้าใจได้เองว่า  หนังสือของเขาไม่ได้เขียนขึ้นมาอย่างมักง่ายเลย  เขาใช้จินตนาการสร้างสรรค์ทุกถ้อยคำด้วยพลังงานทั้งหมดภายในร่างซึ่งบัดนี้ชราไปมาก  เนื้อเรื่องของนวนิยายของเขาจึงต้องเกิดขึ้นในอนาคตอันไกลโพ้น  เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก  เขาเคยเสแสร้งว่าเกลียดอดีตเหลือทน  นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาต้องเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคต  ตอนเริ่มเขียนร่างแรกนั้น  เขาคงไม่แน่ใจนักหรอกว่า  มันจะเป็นอนาคตไกลออกไปสักแค่ไหน  เขาไม่นิยมชมชอบการเขียนที่มีโครงเรื่องตายตัว  แต่รักการด้นสดเป็นชีวิตจิตใจ  พูดง่าย ๆ ก็คือเขียนหนังสือเหมือนเดินอยู่คนเดียวในถ้ำมืด  ดังนั้นยิ่งเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในอนาคตไกลออกไปเท่าไร  มันก็ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมจินตนาการของเขาให้ยังคงล่องลอยอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง  แต่ถ้ามีใครสักคนหนึ่งถามเขาเหมือนกับที่ฉันได้เคยถามออกไป  เขาก็คิดว่าเหตุการณ์ภายในเรื่องนี้น่าจะเกิดขึ้นในอีกยี่สิบข้างหน้า  อาจจะมากหรือน้อยกว่านั้นไม่มากนัก  ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมหรือจินตนาการ  บวกหรือลบไม่เกินห้าปี  เวลานั้นฉันจึงเข้าใจว่า  นอกจากจะเสแสร้งแกล้งเกลียดอดีตแล้ว  เขายังรู้สึกชิงชังการคำนวณอีกด้วย  มันทำให้เขานอนไม่หลับอยู่เป็นประจำ  และเมลาโทนินชนิดเม็ดขนาด 5 มิลลิกรัมก่อนนอน  ก็แทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย  นอกจากในบางคืนจะทำให้เรื่องราวในฝันดูสมจริงและยุ่งเหยิงไปหมด


เขายอมรับกับฉันว่า  เขามักจะครุ่นคิดถึงตัวละครชื่อสันติสุขอยู่เสมอ  ชายชราผู้เดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในมันทากินีซิตี้  และคราวนี้โดยมิได้เสแสร้งแต่อย่างใด  เขากลับรู้สึกชอบใจในชีวิตของตัวละครตัวนี้ตรงที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์มานานหลายปี  แล้วอยู่ดี ๆ ก็เกิดจำอะไรต่อมิอะไรขึ้นมาได้อีกครั้ง  และในเวลาต่อมาสันติสุขรับรู้ว่า  ความทรงจำของตนที่หวนคืนมานี้จะคงอยู่ได้อีกไม่นานนัก  เขาจึงต้องรีบเดินทางไปยังมันทากินีซิตี้  อาจเป็นไปได้ว่า  เพราะชีวิตของสันติสุขก็เหมือนกับชีวิตประจำวันของเขา  ตรงที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย  ความเป็นคนว่างงานและเบื่อหน่ายในความว่างงานของตนอยู่บ่อยครั้ง  หลังจากต้องกินอาหารราคาถูก ๆ คุณภาพต่ำ ๆ จากเงินสวัสดิการของรัฐแทบทุกวัน  จากนั้นก็ออกเดินหางานสัปดาห์ละห้าวัน  โดยที่เขาจะได้หยุดความเป็นคนว่างงานก็ในวันเสาร์กับวันอาทิตย์  เพื่อเค้นพลังสมองเขียนนวนิยายอยู่กับบ้าน  เช้าวันจันทร์คือนรกที่สุด  เพราะเขาจะต้องคอยตอบคำถามเพื่อนบ้านปากอยู่ไม่สุข  ซึ่งชอบถามเขา  ขณะฆ่าเวลาด้วยการเดินออกกำลังกายรอบหมู่บ้านว่า  “วันนี้ไม่ไปทำงานหรือครับ”  หรือไม่ก็  “ติดรถหนูไปลงปากซอยไหมคะ  หรือจะให้ไปส่งที่ทำงานก็ได้นะคะ”  นั่นทำให้เขานึกอยากลาออกจากการว่างงานอยู่บ่อย ๆ  แต่ก็ทำไม่ได้  เพราะคนเราควรมีอะไรให้ทำในฐานะเป็นงานประจำบ้าง  (แม้จะเป็นการว่างงานก็เถอะ)  ก่อนจะริอ่านเป็นนักเขียนที่ไม่ค่อยทำเงิน  ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยาก  แต่ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ตรง ๆ ก็คือ  หนังสือของเขาขายไม่ดีอย่างน่าบัดซบระดับต้น ๆ ของพวกนักเขียนในตำนาน  และเขาภาคภูมิใจกับความเหมือนนี้มากเลยทีเดียว


สมัยก่อนเขาชอบบอกทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตว่า  เขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว  เขารู้เป้าหมายแนวทางชีวิตของตนตั้งแต่ในตอนนั้น  เรื่องนี้เขายอมรับว่า  เขาฉลาดและมีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย  แม้ติดจะขี้โม้โอ้อวดอยู่บ้างตามประสาคนเชื่อมั่นในตัวเอง  แถมยังมีจินตนาการสูงในระดับชนเพดานเสียด้วยสิ  เขาจึงเขียนทุกอย่างที่คิดขึ้นได้  เขาสร้างมันออกมาเป็นบทความ  บทกวี  เรื่องสั้น  และเมื่อทุกอย่างสุกงอม  เขาจึงเริ่มต้นเขียนนวนิยายเหมือนนกน้อยที่ฝึกบินมานาน  แล้วถึงเวลาที่จะต้องบินไกลเพื่อการอพยพครั้งใหญ่  เรื่องเศร้าก็คือหลังจากเขียนจนจบ  รวมถึงผ่านการขัดเกลาจนเกลี้ยงราวกับขาอ่อนขาวของสาวแรกรุ่น  ต้นฉบับนวนิยายของเขากลับหาใครพิมพ์ให้ไม่ได้เลย  นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่านวนิยายของเขาเป็นชีวประวัติในรูปแบบนวนิยาย  แต่มันไม่ใช่อัตชีวประวัติหรือเรื่องราวของเขาเองหรอกนะ  เขาบอกกับฉัน  แท้จริงแล้วรายละเอียดทั้งหมดเป็นของมนุษย์คนหนึ่ง  ผู้ซึ่งเขารับรู้เรื่องราวชีวิตผ่านทางความฝัน  ในยามที่เขาเมาหลับไป  โดยจะต้องเป็นการเมาหลับหลังจากดื่มเหล้าอย่างหนักอีกด้วย  ในความฝันนั้น  เขามักจะพบเห็นชายชื่อสันติสุขอยู่เสมอ  เขาจึงได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของสันติสุขที่ต้องสูญเสียความทรงจำไปอย่างน่าเจ็บปวด  ซึ่งหลังจากรับรู้เรื่องนี้แล้ว  เขาก็เกิดความประทับใจจนกลายเป็นแรงบันดาลใจ  มันมีอะไรมากไปกว่าชีวิตประจำวันอันน่าเบื่อหน่ายของเขาราวกับของจริงกับของปลอม  หลายครั้งหลายคราเขาต้องประหลาดใจในชีวิตของสันติสุขที่ได้พบเห็นในอีกโลกหนึ่ง


ตอนนั้นถ้าฉันจะกล่าวหาว่าเขาวิกลจริตก็คงได้  เมื่อเขาเชื่ออย่างหัวปักหัวปำว่า  มันเป็นเรื่องของคู่เหมือนของเขาในโลกคู่ขนาน  ภาษาต่างประเทศเรียกว่า “ดอปเพลแกงเกอร์” หรืออะไรทำนองนั้น  เขาเชื่อในทฤษฎีนี้อย่างลุ่มหลง  เช่นเดียวกันกับที่อาร์มสตรองเชื่อว่าตัวเองเคยไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วจริง ๆ  ไม่มีอะไรจะมาสั่นคลอนความเชื่อนั้นได้  คงไม่ต่างจากที่มนุษย์เชื่อกันว่าโลกกลมเหมือนผลส้ม  แม้ส่วนใหญ่จะเชื่อไปตามตำรา  ตามอาจารย์  หรือตามเหตุผลแวดล้อม  เพราะสมัยนั้นมีมนุษย์เพียงไม่กี่คนที่เคยออกไปนอกโลก  แล้วได้เห็นโลกกลมด้วยสายตาตนเอง  ใช่  มันเคยเป็นเช่นนั้นในอดีต  แต่การเดินทางสมัยใหม่ได้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง  เรื่องโลกกลมจึงไม่ต้องอาศัยความเชื่ออีกต่อไปแล้ว  และทั้งหมดนี้ก็คือความคิดของเขาที่พยายามถ่ายทอดให้ฉันฟังและเชื่อตาม

ในเวลาต่อมา  ชีวิตของเขาเริ่มมีรสชาติแตกต่างไปจากความสามัญทั่วไป  เมื่อเขารับรู้ได้ถึงรสชาติดังกล่าวดุจเดียวกับการชิมอาหารในจานจริง ๆ  มิใช่แค่การใช้ลิ้นเลียไปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน  ซึ่งรับรู้ได้เพียงความสากคายของฝุ่นผงที่เกาะอยู่  แรงบันดาลใจดังกล่าวส่งผลทำให้เขากลายเป็นนักเขียนนวนิยายสมดังใจปรารถนา  แม้ว่าในเวลานั้น  นวนิยายเรื่องดังกล่าวจะเป็นเพียงต้นฉบับกระดาษขนาดเอสี่ปีกใหญ่ก็ตาม  แต่แล้ววันหนึ่งมันก็กลายเป็นหนังสือ  ถูกต้องแล้ว  หนังสือกระดาษดี ๆ กระดาษแท้ ๆ สำหรับมนุษย์หลายคนที่ยังคงหลงใหลในกลิ่นกระดาษและกลิ่นหมึกอยู่อย่างไม่เสื่อมคาย  


ก่อนหน้านั้นเขาพยายามเสนอต้นฉบับนวนิยายให้แก่สำนักพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อตีพิมพ์ผลงานเรื่องนี้  ทว่าไม่มีใครสนใจแม้แต่จะอ่านให้จบ  (โคตรแม่งเอ๊ย  มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วสำหรับชีวิตนักเขียนผู้ถูกสาป  เขาสารภาพกับฉันอย่างไม่อาย)  การถูกปฏิเสธสามสิบหกครั้งจากสำนักพิมพ์สามสิบสามแห่งคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  พวกนั้นต้องตาไม่ถึงอย่างแน่นอน  ต้นฉบับถูกปฏิเสธเหมือนที่พวกเด็ก ๆ ส่ายหน้าให้กับสลัดผักใบเขียวหวานกรอบ  หรือคนป่วยที่ทำหน้าผะอืดผะอมให้แก่ยาสมุนไพรสุดขมหม้อใหญ่  วันเวลาเปลี่ยนรสนิยมของพวกนั้นไม่ได้เลย  เขาเล่าว่ามีสำนักพิมพ์สามแห่งได้รับต้นฉบับของเขาซ้ำถึงสองครั้ง  เพราะเขาหลงลืมว่าเคยส่งไปให้พิจารณาแล้ว  ความผิดหวังคงทำให้สมองส่วนความทรงจำของเขาเริ่มชำรุดทรุดโทรมอย่างช้า ๆ  และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาได้รับจดหมายปฏิเสธซ้ำสองครั้งอย่างน่าขัน  เขาถึงกับบันทึกเรื่องนี้ไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวของเขาเพื่อจะได้ไม่ลืม  เขาบอกว่าเขาจะลืมไม่ได้เลย  เพราะมันคงกลายเป็นเรื่องตลกที่สุดในวันที่เขาประสบความสำเร็จ  เขาไม่เคยรู้เลยว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริง  มันกลับไม่ใช่เรื่องตลกแต่อย่างใด


สุดท้ายแล้ว  เมื่อชีวิตนักเขียนไม่เป็นอย่างที่คิด  ความสุขไม่ใช่สิ่งที่หาได้จากการเร่ขายต้นฉบับนวนิยาย  เขาจึงกลายเป็นโรคซึมเศร้า  ตามข้อเท็จจริงแล้ว  อย่างน้อยเขาก็เชื่อว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้า  มันไม่ใช่เรื่องของสมัยนิยมแต่อย่างใด  ที่บ้าที่สุดเลยก็คือ  เขาไม่กล้าไปพบจิตแพทย์  เพราะคนในสังคมของเขาไม่นิยมไปหา “หมอโรคจิต” กันสักเท่าไร  ไม่มีใครอยากได้ชื่อว่าเป็นคนบ้านักหรอก  แม้บางครั้งมันจะฟังดูเท่ก็ตาม  ในกรณีที่คุณได้เป็นศิลปินมีชื่อเสียงแล้ว  ยิ่งระดับโลกยิ่งวิเศษเข้าไปใหญ่  การเดินเข้าสู่โรงพยาบาลคนบ้า  หรือแม้แต่โรงพยาบาลคนดี  เพียงแค่เฉียดกรายผ่านแผนกจิตเวชเท่านั้น  ก็อาจทำให้ผู้คนรอบข้าง  ไม่ว่าจะข้างกายหรือข้างบ้าน  ถ้าพวกเขาบังเอิญผ่านมาพบเห็นเข้า  ย่อมจะมองดูคุณด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล  มันจะไม่มีวันกลับมาเป็นสายตาปกติดังเดิมอีกต่อไป  เขาตระหนักถึงปัญหาเรื่องนี้  และค่อนข้างจะเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยทีเดียว  ดังนั้นเขาจะไม่มีวันบังคับตัวเองให้ยอมรับว่าเขาเป็นโรคบ้า ๆ นี้อย่างเด็ดขาด  เขาจึงวางแผนฆ่าตัวตาย  ขณะสวมบทเป็นสันติสุขในมันทากินีซิตี้  นวนิยายเรื่องเยี่ยมของเขา  เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีก  มันย่อมเป็นความสุดยอดไปเลย  ถ้านักเขียนคนหนึ่งจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในนวนิยายของตัวเอง  แล้วตายไปพร้อมกันกับมัน  คุณว่างั้นไหมล่ะ  เขาถามฉัน  


เมื่อเขาอ่านทบทวนแก้ไขต้นฉบับมาจนถึงบรรทัดดังกล่าวก็ต้องยิ้มให้กับตนเอง  ซึ่งในความเป็นจริงเขายิ้มให้แก่ความคิดเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด  ไม่ต่างจากการยิ้มในเวลาที่ใครสักคนนั่งมองดูบุตรธิดาตัวน้อยของตนเริ่มหัดเดิน  แม้จะเป็นไปอย่างเตาะแตะก็ตามที  ไม่มีใครไม่ยิ้มให้กับภาพตรงหน้า  ฉันเห็นด้วย  และคิดว่าคงไม่มีแน่  มันต้องเป็นเรื่องยากลำบากในการบังคับสีหน้าให้นิ่งเข้าไว้  ไม่ต่างจากเขายามนั่งอ่านเรื่องราวแต่หนหลัง  ทั้งเรื่องทุกข์และเรื่องสุข  อย่างน้อยในท่ามกลางความทุกข์ยังคงมีดอกไม้ดอกเล็ก ๆ บานขึ้นภายในนั้นให้เขาได้ชื่นชม  มันคงเป็นดอกเดียวกันกับที่เขาเคยเด็ดใส่ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งตามเรื่องเล่าของเขา  บัดนี้กาลเวลาคงจะทำให้สีชมพูของมันซีดจางลงจนกลายเป็นซากสีน้ำตาลแห้งกรอบ  ไม่ต่างจากความรัก  ชีวิต  และความทรงจำ  ตลอดจนมหานครอันมีนามเรียกขานว่า “มันทากินีซิตี้” ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเขา


การมาเยือนมันทากินีซิตี้ของเขาอาจนับได้ว่าเป็นครั้งแรก  แต่เขาหมายมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำให้มันเป็นครั้งสุดท้าย  แผนการซึ่งลงทุนคิดไว้ทั้งหมดดำเนินไปก็เพื่อตัดความรำคาญและความยุ่งยากต่าง ๆ ในชีวิต  เขาจึงแข็งใจไม่ยอมหันกลับไปมองอดีตของวันวานและวันที่อยู่ไกลออกไป  แม้กระทั่งสีหน้าเย็นชาของภรรยาผู้ชรา  หรือรอยยิ้มอย่างเยาะ ๆ ของลูกชายคนเดียว  ซึ่งเขาได้เคยทำในสิ่งที่เหมือนการทอดทิ้งราวกับไม่มีเยื่อใยหรือความรัก  ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงลูกชายบุญธรรมที่รำคาญความป่วยไข้ของเขาเต็มทน  รวมไปถึงความไร้ตัวตนของบรรดาญาติ  พี่น้อง  และเพื่อนฝูง  ที่สูญหายไปจากชีวิตของเขามานานมากแล้ว


เขาจึงกล้ำกลืนทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงความชราลงไปในลำคอและเรือนกาย  ในหนังสือของเขาระบุว่า  รสชาติของมันช่างขมขื่นและหอมหวานเหมือนเครื่องดื่มชั้นดีในชีวิต  จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเอาสายหมอกแห่งมันทากินีซิตี้เข้าสู่สมองและหัวใจ    เพียงไม่กี่วินาทีฝนก็เริ่มร่วงหล่นลงมาเป็นสายอย่างเชื่องช้า  และทำให้เขาหวนคิดถึงสถานที่อันไกลโพ้น  รวมถึงใครคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ส่วนตัวของเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  ซึ่งแน่นอนว่าใครคนนั้นย่อมไม่ใช่ฉัน  

เขาสะบัดหน้าสองสามครั้งเพื่อขับไล่อดีตและอาการเหม่อลอยที่เกิดขึ้น  ก่อนจะทอดสายตามองฝ่าสายฝนออกไปยังหมู่ตึกระฟ้าแห่งมันทากินีซิตี้  ดินแดนสำหรับมนุษย์ผู้หน่ายโลก หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเบื่อขี้หน้ามนุษย์ด้วยกันนั่นเอง  ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีตัวตนจับต้องได้หรือมนุษย์ในสื่อสังคมออนไลน์  คนพวกนั้นล้วนทำให้เขายอมลงทุนเดินทางมายังมันทากินีซิตี้ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า  


ร่ำลือกันว่า ดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์ประเภทเดียวกันกับเขานิยมเดินทางมาพักใจ  และหลังจากได้มาถึงแล้ว  ทุกคนก็ไม่คิดจะหวนคืนสู่สังคมเดิมอีกเลย  ดังนั้น  แม้เขาจะเคยรับรู้มาว่า  มันทากินีซิตี้มีมนุษย์อาศัยอยู่จำนวนไม่น้อย  แต่ผู้มาก่อนไม่นิยมแสดงตัวตนหรือออกจากที่พักมาทักทายผู้มาใหม่  หากสังเกตดูให้ดีจะพบว่า  ตามช่องหน้าต่างของตึกระฟ้าที่เห็นเรียงรายสูงต่ำลดหลั่นกันไปนั้น  ไม่มีช่องหน้าต่างและประตูบานใดเลยที่มีแสงไฟ  การหลบหน้าไม่พบกันย่อมเป็นเรื่องดีที่สุดเพื่อเห็นแก่ความสงบทางจิตใจ  เขาจึงมีเวลาอย่างเต็มที่ในการพิจารณาดูความเป็นไปของตึกระฟ้าที่เกาะกลุ่มกันเป็นเงาทะมึน  ภายใต้แสงสลัวจากท้องฟ้าของมันทากินีซิตี้ที่ดูงดงาม  เงียบเหงา  และแสนเศร้าในเวลาเดียวกัน  ทว่าเมื่อเขาก้มหน้าลง  ภาพตรงหน้าของเขาก็คือถนนราดยางแอสฟัลต์อันว่างเปล่า  เส้นจราจรสีขาวแบ่งกลางถนนยังดูใหม่เอี่ยม  ทางม้าลายเหมือนไม่เคยถูกเหยียบย่ำมาก่อน และรอบตัวของเขาไม่มีเศษขยะเลยแม้สักชิ้นเดียว  ขณะนั้นเขาแลเห็นคราบน้ำฝนเคลือบคลุมอยู่บนผิวถนน  มันกำลังสะท้อนแสงสลัวจากท้องฟ้าแลดูระยิบระยับวับไหว  แสงน้อย ๆ ดังกล่าวยังสะท้อนเข้ากับหยาดฝนซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นตรงสั้น ๆ ที่กำลังตกลงมาอย่างเชื่องช้า  ไกลออกไปมีเสียงฟ้าคำรามแว่วมา  แต่ไร้สายฟ้าแลบปรากฏให้เห็น  ฝนคงตกอยู่ ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของมันทากินีซิตี้  เขาคาดคะเน

ในที่สุด  เขาก็ยอมรับว่า  มันทากินีซิตี้คือดินแดนแห่งความเงียบสงบโดยแท้  และในยุคสมัยที่โลกเต็มไปด้วยสิ่งเสมือนจริงในชีวิตประจำวัน  เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า  มันทากินีซิตี้อาจเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายที่ยังคงหลงเหลือความเป็นความจริงเอาไว้สำหรับมนุษย์อย่างเรา  เขากล่าวออกมาโดยไม่ได้หมายถึงแนวคิดทางปรัชญาหรือลัทธิทางศิลปะใด ๆ  เขาบอกว่า  เขาแค่นึกถึงคำมั่นสัญญาของสันติสุข  ในเวลานั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใดมารบกวนจิตใจของเขาตามคำสัญญา  มันช่างคุ้มค่าเหลือเกินกับการจ่ายค่าเดินทางด้วยเงินทั้งหมดในบัญชีส่วนตัวของเขาที่หลงลืมมานาน  อย่างไรก็ตาม  เขายังได้ขอโทษสำหรับการใช้จ่ายที่เป็นไปเพื่อสนองความปรารถนาของตนเอง  และนั่นก็ทำให้ฉันต้องยิ้มเหรอหราด้วยความประหลาดใจ  ในวินาทีนั้นเหมือนฉันจะเข้าใจ  แต่กลับไม่เข้าใจอะไรเลย  ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว  มันทากินีซิตี้ย่อมเป็นสถานที่คุ้มค่าสำหรับเขาอย่างแน่นอน  เขายอมรับโดยไม่ปิดบังว่า  เขารู้สึกได้ถึงความสมปรารถนา  ในอดีตเขาเคยฝันถึงสถานที่แห่งนี้  เขาโหยหาที่จะได้มาเยือน  และต่อมาก็ได้รับรู้ว่ามันมีอยู่จริง  ผู้คนบางประเภทต้องการมาเยือนมันทากินีซิตี้สักครั้งหนึ่งในชีวิต  โดยต่างก็หวังให้ครั้งแรกนั้นยืนยาวตลอดไปจนกระทั่งกลายเป็นครั้งสุดท้าย  ด้วยในมันทากินีซิตี้ทุกคนจะได้ในสิ่งที่ตนต้องการเสมอ  ดังผู้ชี้ทางชื่อสันติสุขเคยกล่าวเอาไว้ว่า  “ในโลกแห่งนี้  คุณจะไม่ต้องพบใครอีก  แต่จะได้อยู่กับความทรงจำอันมีค่าและเป็นความจริงของคุณ  ตลอดระยะเวลาที่ได้รับอย่างเต็มอิ่ม”  และในทันทีที่สันติสุขกล่าวจบ  เขาก็รีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันทีโดยไม่มีข้อต่อรองใด ๆ


การไม่ต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์อีกจะช่วยทำให้เขาลืมความรู้สึกต่าง ๆ อันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ  เกลียด  เคียดแค้น  ชิงชัง  ตลอดจนความรู้สึกรัก ๆ ใคร่ ๆ ทั้งหลาย  เขารู้ดีว่ามันจะเป็นไปเช่นนั้น  มีเพียงความหวังนี้เพียงประการเดียวที่ทำให้เขายังคงมีลมหายใจต่อมาได้  หลังจากนั้นถ้าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความตาย  เขาย่อมไม่หวาดหวั่นต่อความรู้สึกอันลึกลับนั้นอีกเลย  ใช่  เขาไม่เกรงกลัวความตาย  แต่ยังคงหวาดหวั่นในความไม่รู้ของตน  อย่างไรก็ตาม  เขาเชื่อว่าความตายจะเป็นวาระสุดท้ายที่งดงาม  และเป็นสภาวะที่สงบเยือกเย็นที่สุด  หากได้ทิิ้งชีวิตไว้ที่มหานครอันมีนามว่า…มันทากินีซิตี้


ในเวลาต่อมา  เขาเงยหน้ารับความเย็นฉ่ำจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างช้า ๆ  เพื่อให้ความเย็นและความเงียบสงบช่วยดับเปลวไฟภายในร่างของเขา  ทำให้มันสร่างซาลง  เปลวไฟที่ไม่เคยมอดดับเลยนับตั้งแต่มันลุกฮือขึ้นจากความบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ  ทว่าด้วยเหตุนี้  จึงมีเรื่องราวมากมายให้จดจำและโหยหาเสมอ  เรื่องราวที่เป็นอมตะอยู่ภายในชีวิตของเขา  วิธีการนับร้อยนับพันก็ไม่อาจลบเลือนความทรงจำเหล่านี้ได้  พวกมันฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้สึกไว้ภายในตัวตนของเขาอย่างเป็นการเฉพาะ  ไม่ต่างจากปรสิตที่ฝังตัวลึกลงไปภายใต้ความดำมืด  พวกมันดำรงชีวิตอยู่ภายในนั้น  ด้วยการกัดกินความรู้สึกจากความทรงจำของเขามาโดยตลอด  ราวกับพวกมันต่างก็รู้ดีว่า  ความทรงจำของเขาจะไม่มีวันสิ้นสูญดุจเดียวกัน

เขายกสองมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าและผมเผ้าที่เปียกปอนเพื่อรวบรวมสติ  ก่อนจะก้าวผ่านประตูทางเข้าขนาดมหึมา  กล่าวได้ว่ามันมีลักษณะเหมือนประตูชัยในนครต่าง ๆ ที่เขาเคยพบเห็นในอดีต  สมัยนั้นเขาชื่นชอบการเดินทางและหาเรื่องเดินทางอยู่เสมอ  ซึ่งต่อมาก็ทำให้เขารู้สึกผิดอย่างมหันต์  ยามเมื่อย้อนทบทวนความทรงจำ  เขาไปไหนต่อไหนมามากมาย  แต่ไม่เคยเดินทางกลับไปยังหุบเขาแห่งนั้น  จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี  ทว่ามันก็สายเกินกว่าที่จะย้อนเวลาหรือบางสิ่งบางอย่างกลับคืน  ดังนั้นด้วยความรู้สึกโศกเศร้า  เขาจึงค่อย ๆ ก้าวฝ่าสายฝนที่กำลังโรยตัวลงมาอย่างแช่มช้า  ซึ่งได้มอบความเย็นยะเยือกให้แก่เขาเป็นพิเศษ  แรงกระทบของหยาดฝนที่มีรูปลักษณ์ไม่ต่างจากเข็มเล่มใหญ่ช่วยตอกย้ำว่า  เขายังคงมีตัวตนอยู่อย่างแท้จริง


เดินได้เพียงไม่กี่ก้าว  เขาก็หยุดชะงัก  แล้วหันหลังกลับไปแหงนหน้ามองดูประตูอันใหญ่โตมโหฬารของมันทากินีซิตี้  ด้วยความรู้สึกทึ่งในความมหัศจรรย์ของมัน  ดูเหมือนว่าประตูนี้จะสร้างขึ้นจากโลหะสีเงินแวววาว  มีประกายของสายรุ้งหล่อเลี้ยงอยู่บนเนื้อโลหะประหลาดนั้น  แต่ในบางแง่มุมก็ดูราวกับว่าวัสดุที่ใช้สร้างประตูนี้จะโปร่งแสงจนมองทะลุผ่านไปได้  นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต  ทันใดนั้นเองหัวใจของเขาก็เต็มตื้นด้วยความยินดี  การผ่านเข้าสู่ดินแดนแห่งความสงัดเงียบและเดียวดายนี้  ได้ก่อให้เกิดความปีติขึ้นภายในหัวใจของเขา  มันเป็นสัญญาณที่วิเศษมาก  เขารู้สึก  อีกทั้งบังเกิดความมั่นใจว่า  จะได้ในสิ่งที่ต้องการตามข้อตกลง  โดยไม่มีเล่ห์กลใด ๆ  อย่างน้อยมันทากินีซิตี้ก็น่าจะถูกควบคุมดูแลด้วยผู้ซื่อตรง  การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นการหลบหนีครั้งสุดท้ายของเขา  คิดได้ดังนี้แล้ว  เขาก็ยิ้มให้แก่ความหวังที่บังเกิดขึ้น

เขาออกเดินอีกครั้ง  เมื่อพ้นจากประตูทางเข้ามันทากินีซิตี้มาได้ราวหนึ่งร้อยเมตร  เขาก็หยุดสำรวจความเป็นไปต่าง ๆ ด้วยการกวาดสายตามองไปโดยรอบ  ขณะนี้ทุกหนทุกแห่งภายใต้แสงสลัวกำลังชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนที่ยังคงตกลงมาตลอดเวลา  แม้ว่าจะเป็นการร่วงหล่นอย่างเชื่องช้าก็ตาม  หยดน้ำที่ร่วงหล่นลงมาอย่างช้า ๆ นี้  กระตุ้นเตือนให้เขาคิดถึงสายฝนในหุบเขาแห่งนั้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  มันทำให้เขารับรู้ว่าความเจ็บปวดยังคงดำรงอยู่ภายในจิตใจของเขาดุจเดิม  ความทรงจำก่อให้เกิดความรวดร้าวทุกคราวที่เขาหวนคิดถึงเรื่องราวชีวิิตในอดีต  เขาปรารถนาจะลืมเรื่องราวเหล่านั้นหลังจากเฝ้าจดจำมาชั่วชีวิต  การลืมได้สำเร็จอาจหมายถึงการยอมให้อภัยแก่ตัวเอง  แม้ว่าแท้ที่จริงแล้วจะไม่มีใครอยากให้อภัยเขาเลยก็ตาม


เขาบอกฉันว่า  ความคิดอันสับสนดังกล่าวทำให้เขาตัดสินใจก้าวเดินต่อไป  ด้วยความหวังว่าสภาพจิตของเขาจะดีขึ้นภายในไม่ช้า  การดำรงอยู่ในมันทากินีซิตี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น  เสียงพื้นรองเท้าของเขาที่ย่ำลงไปบนผิวถนน  ซึ่งแม้จะราดด้วยยางแอสฟัลต์  แต่ก็ยังก่อให้เกิดเสียงก้องสะท้อนกลับไปกลับมาอย่างน่าประหลาด  ความเงียบสงัดถูกทำลายลงเป็นระยะ ๆ  เขาจึงพยายามเดินลงส้นให้เบาที่สุด  จนกระทั่งไปหยุดยืนอยู่บนสี่แยกแห่งหนึ่งกลางถนนสายเปลี่ยว  ภายในใจของเขารู้สึกว่า  ดินแดนแห่งนี้ช่างเปี่ยมล้นด้วยความโดดเดี่ยวอย่างที่เขาต้องการ  และคงจะเป็นด้วยความเปล่าเปลี่ยวของบรรยากาศในเวลานั้น  จึงทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลง  ทัศนียภาพใกล้และไกลออกไปไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอยู่เลย  นี่แหละคือความวิเศษ  เขาพูดกับตัวเอง  การไม่ต้องพบใครอีกเลยนับเป็นความปรารถนาอันสูงสุดของเขา  แผนการสุดท้ายก็คือ  เขาจะไม่ไปไหนอีก  รวมถึงไม่กลับบ้าน  สถานที่ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่มีใครเฝ้ารอเขาเลย  ดังนั้นเขาจึงต้องหาทางดำรงอยู่ในมันทากินีซิตี้ตลอดไปให้จงได้


แม้กระนั้นจิตใจที่ไม่ยอมหยุดนิ่งของเขาก็ได้ตั้งคำถามขึ้นมาอีกว่า  ด้วยเหตุใดกันนะ  เขาถึงได้มาหยุดยืนอยู่ตรงนี้  หรือนี่อาจนับเป็นการรีรอเพื่อที่จะค้นหาคำตอบบางประการ  เขารู้สึกไม่แน่ใจนัก  ความต้องการแท้จริงของเขาคือการมุ่งหน้าไปทางไหนกันแน่  เขามาถึงมันทากินีซิตี้แล้วอย่างแท้จริง  เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย  ทว่าเขายังคงมุ่งหน้าเดินต่อไป  โดยพยายามไปให้ไกลที่สุด  จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต  แต่ในความเป็นจริงแล้วมันทากินีซิตี้คือสถานที่ประเภทใดกันแน่  เมื่อลองคิดใคร่ครวญดูเขากลับไม่แน่ใจ  ขณะนั้นเขารับรู้เพียงข้อเท็จจริงว่า  การเดินทางมาที่นี่คือความต้องการของเขาโดยแท้  ไม่มีผู้ใดบังคับหรือชักจูง  มันควรจะเป็นความต้องการของเขาเองอย่างไม่ต้องเคลือบแคลง  เขามีอิสระในการตัดสินใจเลือกเหมือนเช่นมนุษย์ทั่วไป  การเดินทางมายังมันทากินีซิตี้มิใช่ความต้องการของใครอื่น  และเขาก็ทำได้สำเร็จไปแล้วราวหนึ่งในสิบส่วน  แต่มันอาจจะเป็นการมาถึงที่สูญเปล่าก็เป็นได้  หากเขาตัดสินใจผิดพลาด  เขาเตือนตนเองว่าควรจะต้องระมัดระวังให้ดี  เพราะในอดีตสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน  ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางมาเยือนมันทากินีซิตี้  เคยมีผู้แสวงหาความสงบเงียบกล่าวถึงไว้พอสมควร  แม้จะไม่ได้แพร่หลายอย่างเปิดเผยสักเท่าใดนัก  ทุกคนที่ปรารถนาจะมาเยือนมันทากินีซิตี้  ต่างก็ไม่ต้องการแพร่งพรายข่าวดีนี้แก่ผู้คนที่หวังเพียงขุมทอง  ซึ่งมีแต่จะทำให้มันทากินีซิตี้เสื่อมทรามลง  ตามประสามนุษย์ผู้ปราศจากอุดมคติและความตั้งใจจริง  ประกอบกับความโลเล  ไร้ความเด็ดเดี่ยว  ไม่ได้ต้องการอยู่ตามลำพังอย่างแท้จริง  ความปรารถนาของผู้คนเหล่านี้กลายเป็นเพียงการให้คำสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ไม่ต่างจากคำพูดของพวกนักการเมืองโสโครก  การผลิตสินค้าประเภทเดียวกันเกินความต้องการในระบบทุนนิยม  หรือแม้กระทั่งหล่มปลักโคลนในงานศิลปะ  ที่ล้อยานพาหนะแต่ละคันถลำลึกลงไปในหลุมเดิมทุกวี่วัน  มันจะเป็นเช่นนั้นอีกหรือไม่นะ  เขาคิดสงสัย  แล้วรู้สึกราวกับว่า  ความคิดนั้นกำลังส่งเสียงพูดคุยอยู่กับเขาอย่างเอาจริงเอาจัง  


ในมันทากินีซิตี้  เขามักจะได้ยินเสียงภายในอยู่เสมอ  มันคือเสียงของเขานั่นเอง  เขาจึงสนทนากับเสียงนั้น  ซึ่งชอบถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องเดิม ๆ  เขายอมรับว่า  เขาเสพติดเสียงดังกล่าวเสียแล้ว  จึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากหรือรู้สึกเบื่อหน่าย  ในการทบทวนคำถามและคำตอบอย่างละเอียด  วนเวียนเป็นวัฏจักรวงแล้ววงเล่า  จากนั้นเขาก็จะมึนงง  จิตสำนึกล่องลอยสะเปะสะปะราวกับการก้าวเดินของคนโง่  ผู้คลำทางอยู่ในความมืดอย่างมะงุมมะงาหราด้วยความป่วยไข้  ดูเหมือนเขาจะไม่เคยแน่ใจในคำถามต่าง ๆ เอาเสียเลย  อย่าว่าแต่จะพยายามตอบให้ดูดีมีความฉลาดเยี่ยงนักปราชญ์ทั้งหลาย  ครั้นแล้วเขาก็ต้องยิ้มออกมา  เมื่อคิดได้ว่า  นี่คงเป็นอาการฟั่นเฟือน  อันเป็นผลข้างเคียงจากการปรับตัวให้เข้ากับมันทากินีซิตี้เป็นแน่แท้  สันติสุขเคยเตือนเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้วเหมือนกัน  มันคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้มาเยือน  แต่สันติสุขก็ไม่ได้เน้นย้ำอย่างมีนัยสำคัญอะไร  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่เขาจะจดจำไม่ได้ในคราวแรก  และนั่นก็ทำให้มันไม่น่าจะเป็นเรื่องต้องวิตกกังวลมากจนเกินไปนัก  เขายอมรับกับฉันตามตรงว่า  ทั้งหมดนี้คือความคิดของเขาในขณะนั้น


ด้วยความเคยชินเก่า ๆ  เขายกแขนขึ้นเพื่อดูนาฬิกาที่เคยผูกไว้บนข้อมือ  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า  เขาถอดมันทิ้งไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือเพื่อเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง  เมื่อตอนตัดสินใจออกจากบ้านมา  และเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ  เครื่องบอกเวลาหรือนาฬิกาไม่ได้มีความหมายในดินแดนแห่งนี้เลย  เขาจึงเปลี่ยนมาสังเกตท้องฟ้าซึ่งปกคลุมด้วยเมฆฝนดำทะมึนก้อนมหึมา  จากประสบการณ์ที่เคยเดินทางไปเห็นท้องฟ้าตามเมืองต่าง ๆ มาไม่น้อย  ทำให้เขาคาดว่าตอนนี้คงจะดึกมากแล้ว  ใกล้จะได้เวลาที่เขาควรเข้านอนในแต่ละคืน  เขาเข้านอนเร็วขึ้นหลังจากเลิกดื่มสุราเพื่อสุขภาพ  

สมัยก่อน  กลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เขามักจะตาสว่างอยู่เสมอ  และมีชีวิตโลดแล่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  จนกว่าแสงแดดยามเช้าจะสาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่าง  ยามนี้เขากลับหาวเล็กน้อย  พร้อมกับคิดว่า  แทนที่จะเดินเข้าไปในอาคารร้างตรงหน้า  เพื่อหาซอกมุมเหมาะ ๆ สำหรับนอนหลับรวดเดียวสักตื่นหนึ่ง  เขาน่าจะล้มตัวลงไปบนถนนสายว่างเปล่าตรงจุดที่กำลังยืนอยู่นี้มากกว่า  จากนั้นก็ปล่อยให้สายฝนที่ตกลงมาอย่างช้า ๆ ชำระล้างทุกสิ่งทุกอย่าง  เขาอยากกลับไปเป็นมนุษย์ที่สะอาดอีกครั้งหนึ่งเหลือเกิน  สะอาดเหมือนกับบรรดาฝูงผีเสื้อสีขาวซึ่งเขาเคยพบเจอเมื่อนานมาแล้ว  ในสมัยที่ยังเป็นหนุ่มแข็งแรงและเต็มไปด้วยพลังชีวิต


สุดท้ายแล้ว  เขาก็ตัดสินใจล้มตัวลงนอนไปกับพื้นถนนด้วยท่าทางสบาย ๆ  สองมือประสานกันอยู่บนหน้าอก  ขาทั้งสองข้างเหยียดยาว  ไม่เป็นไรหรอกนะ  อย่าห่วงเลย  เขาคิดคำนึงอยู่ภายในใจ  ที่นี่จะไม่มียวดยานใด ๆ แล่นมาทับร่างของผู้หลับใหลเหมือนเช่นในมหานครที่เขาจากมา  เขาจะไม่มีวันได้รับบาดเจ็บที่นี่  แต่หากมีรถยนต์วิ่งมาทับร่างชราของเขาจนแหลกเหลวลง  ในเวลานั้น  เขาคงกำลังหลับสนิทอยู่เป็นแน่  มันจึงไม่มีความหมายใด ๆ  เขาจะไม่ได้รับความเจ็บปวด  เพราะเขาย่อมตายในขณะไม่รู้สึกตัว  ทว่าโลกจะหมุนวนต่อไปตามวิถีทางของมัน  อีกทั้งดวงดาวทั้งหลายก็ยังคงโคจรอยู่ในห้วงอวกาศต่อไปด้วยเช่นกัน  คิดได้เช่นนี้แล้ว  เขาจึงหลับตาลงโดยไม่กังวลใจอีก  แม้กระนั้นก็ต้องยิ้มเล็กน้อย  เมื่อระลึกได้ว่าเขากำลังนอนอยู่ที่ไหน  เขาทำได้สำเร็จแล้ว  การมาถึงมันทากินีซิตี้กลายเป็นความจริงอย่างน่าเหลือเชื่อ  ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกตัวสั่นเล็กน้อย

หลายนาทีต่อมา  ภายในจิตใจของเขายังคงทำงานอยู่อย่างเงียบ ๆ  แม้ว่าเขาอยากจะนอนหลับได้โดยง่าย  แต่กลับเฝ้าใคร่ครวญครุ่นคิดถึงคำถามบางประการที่เคยสงสัยมาทั้งชีวิต  จะพอเป็นไปได้ไหมที่บนถนนสายนี้  ในความง่วงงุนท่ามกลางความหลับใหล  เขาจะได้รับคำตอบซึ่งมีคุณภาพ  เป็นคำตอบที่เหมาะสมกับสภาพจิตใจอย่างพอดี  ราวกับชุดสูทและรองเท้าหนังซึ่งได้รับการวัดตัวตัดเย็บมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ  หาไม่แล้วเขาก็อาจจะต้องรอค้นหาคำตอบอันเหมาะสมที่สุดในวันถัดไป  หากชีวิตของเขาจะยืนยาวจนถึงวันพรุ่งนี้  แล้วได้รับโอกาสให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งนี่ก็คือความเชื่อของมนุษย์โดยทั่วไป  ทุกคนมักเชื่อว่าตนจะได้ตื่นขึ้นในทุกเช้าเสมอ  และมีอายุยืนยาวราวกับว่าชีวิตจะไม่มีวันสิ้นสุด  ความตายถูกทำให้รู้สึกว่าอยู่ไกลออกไปจนยากจะเดินทางมาถึง  ความเชื่อนี้กล่อมให้มนุษย์ยอมหลับลงแต่โดยดี  ความหวาดกลัวความตายจึงเป็นเรื่องของคนป่วยหนัก  คนที่กลัวจะสูญเสียความบันเทิงในชีวิต  หรือไม่ก็เป็นผู้เต็มไปด้วยความห่วงหน้าพะวงหลังไม่รู้จบสิ้น  ซึ่งหาใช่เขาในเวลานั้นไม่  เขาเพียงแต่พยายามระลึกถึงการเข้านอนอันแสนสุขในอดีต  ที่จะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว


“ง่วงแล้วพ่อ  เล่านิทานให้ฟังหน่อย”

“อยากฟังเรื่องไหนล่ะ”


“เรื่องอะไรก็ได้”

“เดี๋ยวขอพ่อคิดดูก่อนนะ”


เขาจำได้ว่า  ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจหนึ่งก็สามารถควานหานิทานเรื่องใหม่่พบ  มันอยู่ในนั้น  ในห้วงจินตนาการอันสลับซับซ้อน  เขาค้นพบแล้วนำมันออกมาเล่าให้ลูกชายของเขาฟังได้สำเร็จ  

เมื่อเขาเล่าถึงตรงนี้  ฉันก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ  เมื่อรับรู้ว่าคนอย่างเขาก็มีลูกเหมือนกัน  เขาสารภาพด้วยว่า  รู้สึกดีใจเหมือนที่เคยดีใจอยู่เสมอ  เมื่อเห็นลูกชายยิ้มอย่างมีความสุขทั้งใบหน้า  ขณะนอนหลับตาพริ้มฟังนิทานจากปากของเขา  ชั่วขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่หัวใจของเขาช่างอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก  ก่อนจะล้มตัวลงนอนเพื่อฟังเสียงหายใจอันแผ่วเบาและสม่ำเสมอจากร่างน้อยที่ผล็อยหลับไปแล้ว


ไม่นานนักเขาก็หลับสมใจปรารถนาและเริ่มต้นฝัน  ในความฝัน  เขามองเห็นตนเองนอนแน่นิ่งอยู่ในดินแดนที่ไม่รู้จัก  ร่างของเขาไม่ต่างจากคนตายทั่วไป  


เขาคิดว่าตนเองคงหลับไปนานทีเดียว  เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้ง  เขาจึงโล่งใจที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม  ฉากไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปเหมือนในโรงละครเวที  เขายังคงนอนทอดกายอยู่กลางสี่แยกบนถนนสายว่างเปล่าของมันทากินีซิตี้  โดยไม่มีร่างของภรรยาผู้ชรานอนเคียงอยู่บนเตียงไม้เก่าแก่  ภายในบ้านพักหลังนั้น  มือผอมเกร็งของเขาลูบคลำสำรวจลูบไล้ไปตามเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวสีดำที่ยังคงเปียกชื้นอยู่  ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างที่กังวล  เขาบอกกับตัวเอง  ที่สำคัญตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว  แต่เขายังคงได้ยินเสียงฟ้าร้องแว่วมาจากสถานที่อันห่างไกล  เขาตะแคงศีรษะและเงี่ยหูฟังเพื่อพิจารณาอย่างตั้งใจ  เขาคิดว่าเสียงนั้นคล้ายจะเป็นเสียงของกระแสน้ำที่ไหลอยู่ในลำคลองเสียมากกว่า  เขาได้แต่สงสัยว่ามันดังมาจากทิศทางใดกันแน่  ด้วยมองไม่เห็นต้นน้ำหรือภูมิประเทศที่จะมีแม่น้ำลำคลอง  อย่างไรก็ตาม  ภายหลังเขานึกออกว่า  ตนเองเคยได้ยินเสียงน้ำไหลตั้งแต่อยู่ในความฝันแล้ว  แม้โสตประสาทของเขาจะเสื่อมโทรมเต็มที  แต่เสียงนั้นยังคงดังเข้าไปถึงในความฝัน  มันเป็นเช่นนี้มานานนับสิบปีแล้ว  และยิ่งหนักข้อขึ้นในแต่ละวัน  จมูกกลับทำงานได้ดีเหมือนสมัยเป็นหนุ่ม  ตอนนี้มันก็ยังได้กลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณซึ่งเขากำลังนอนอยู่  แทนที่จะเป็นกลิ่นของยางแอสฟัลต์อย่างที่ควรจะเป็น  มันเป็นกลิ่นอายดินหลังฝนตกนั่นเอง  เขาสามารถสัมผัสรับรู้ได้


เขาค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเซื่อง ๆ เหมือนคนเกียจคร้านซึมเซา  ถ้าไม่ใช่เป็นด้วยความชราก็ต้องเป็นเพราะภายในใจยังคงนึกทบทวนความฝันอย่างไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ  เขาจำได้ว่า  บางขณะความฝันดูจะชัดเจนจนกลายเป็นเรื่องราวซับซ้อน  แต่เมื่อพยายามเค้นภาพในความฝันเหมือนกับที่เคยเค้นความทรงจำ  เพื่อทำให้มันชัดเจนขึ้นอย่างที่ต้องการ  ภาพในความฝันพลันพร่าเลือนลงจนกระทั่งซีดจางห่างหายไป  เขาพยายามย้อนคิดทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า  ทว่ายิ่งจดจำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน  นอกจากเสียงประหลาดที่แว่วมาแล้ว  มีเพียงความรู้สึกบางประการที่หลงเหลืออยู่  นั่นคือความโกรธที่ติดตรึงอยู่ภายในใจ  มันอาจเป็นความโกรธครั้งแรก  หรือไม่ก็เป็นความโกรธที่เขาสะสมมาตลอดชีวิต  แต่เขาจำไม่ได้เสียแล้วว่าเขาโกรธใครบ้าง  และอะไรทำให้เขารู้สึกโกรธ  หรือว่าจะเป็นเสียงฟ้าร้องนั่นกระมัง  แต่คนประเภทใดกันเล่าที่สามารถโกรธได้แม้กระทั่งเสียงฟ้าร้อง  ซึ่งอันที่จริงแล้วอาจจะเป็นเพียงแค่เสียงน้ำไหลในลำคลองเท่านั้น

“ความโกรธครั้งแรกในชีวิตอย่างนั้นหรือ”  เขาหันมามองหน้าฉัน  แล้วถามขึ้นลอย ๆ เหมือนไม่ต้องการคำตอบ  ในเวลาต่อมา  เขาก็ยอมรับว่า  มันน่าประหลาดจริง ๆ ที่เขาจดจำเรื่องพวกนี้ไม่ได้เลย  แม้ตลอดชีวิตเขาพยายามที่จะควบคุมความโกรธซึ่งลุกไหม้อยู่ภายในใจเสมอ  เขาจึงให้ความสำคัญกับเรื่องความโกรธเอามาก ๆ  แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นเรื่องยากที่จะระบุให้แน่ชัดว่า  ความโกรธครั้งแรกในชีวิตของเขาเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่ออายุเท่าไร  เขาสงสัยว่า  เขาได้ลืมมันไปแล้วอย่างสิ้นเชิงกระนั้นหรือ  คนที่ชอบฝังใจกับความโกรธอย่างเขาสามารถลืมมันได้อย่างไม่น่าเชื่อ  เขาสมควรจะขบขันตัวเองดีหรือไม่นะ  อันที่จริงมันน่าจะเป็นเรื่องยอดเยี่ยมไปเลย  ถ้าเขาจะลืมความรู้สึกอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกับความโกรธในครั้งกระโน้น  เขาต้องการลืมอย่างสมบูรณ์แบบ  ต่อให้ในความสมบูรณ์แบบจะซุกซ่อนความไม่สมบูรณ์แบบเอาไว้ด้วยก็ตาม  แต่เขารู้ดีว่าความปรารถนาเยี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  คนที่แนะให้เขารู้จักมันทากินีซิตี้เคยกล่าวว่าเมื่อมาถึงมันทากินีซิตี้  ความปรารถนาใด ๆ ของมนุษย์ย่อมอาจเป็นจริงได้เสมอ  เขาจึงอยากลืมเรื่องราวมากมายเสียในคราวเดียว  เขาไม่ต้องการปล่อยให้มันกัดแทะกินความสุขของเขาอีกต่อไป  การลืมควรจะเริ่มจากถ้อยคำในหนังสือหลายเล่มที่เขาเคยอ่าน  ถ้อยคำในหนังสือพวกนั้นได้ทำให้ความทรงจำของเขาฝังรากลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม  จริงด้วยสิ  เขาว่า  ทุกครั้งที่นึกทบทวนโดยไม่ตั้งใจ  เขามักจะเผลอคิดถึงพวกมันอยู่บ่อย ๆ  คงเป็นเพราะเขาอ่านหนังสือเหล่านั้นวนเวียนหลายเที่ยวจนเกินไป  ภายหลังเมื่อชีวิตย่างเข้าสู่วัยกลางคน  เขาได้กลายมาเป็นคนชอบอ่านหนังสือเล่มโปรดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เสมอ  หนังสือเหล่านั้นเป็นสะพานเชื่อมโยงอดีตของเขาเข้ากับปัจจุบัน  ส่วนเรื่องราวในอนาคต  เขาเองไม่อาจคาดเดาหรือพยากรณ์ได้  เขาจึงปล่อยให้สายป่านภายในมือหมุนออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งลืมมันเสียสนิท  และเมื่อสายป่านตึงหรือถูกกระตุกอย่างแรง  เขาจึงค่อยรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง

“ผมพยายามยิ้มให้เธอ  ทว่ารอยยิ้มของผมก็ไม่อาจปรากฏขึ้น  ราวกับว่ากล้ามเนื้อทุกมัดทุกเส้นภายใต้ใบหน้าของผมได้หมดสมรรถภาพไปเสียแล้ว  แต่่ด้วยเหตุใดกันนะ  มันจึงแข็งค้างราวกับใบหน้าของศพที่แช่เย็นเอาไว้ปานนั้น”


เมื่อถึงช่วงปลายเดือนธันวาคม  ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มที่แล้ว  ตัวเลขอุณหภูมิบนหน้าจอสมาร์ทโฟนต่ำกว่าสิบองศา  และเทศกาลเฉลิมฉลองคือบรรยากาศของโลกในห้วงยามนั้น  ซึ่งจะมีก็แต่ผู้เยาว์วัยที่สามารถสนุกสนานได้ราวกับคนไม่มีความทุกข์  นั่นเป็นเพราะว่าความทุกข์ของพวกเด็ก ๆ ดำรงอยู่ในอนาคต  และอนาคตของเด็ก ๆ เหล่านั้นก็ยังอยู่ไกลเกินไปสำหรับการคิดกังวล

ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีร่าเริงกับสีหน้าชื่นบานของผู้คน  เขาบอกฉันว่า  เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทน  แม้ในความนึกคิดของเขาแล้ว  ไม่เชิงว่าจะชิงชังรังเกียจความสนุกสนานอันเอะอะครึกโครมอะไรนัก  เพียงแต่การได้อยู่ในความเงียบตามลำพังคือสิ่งที่เขาปรารถนามากกว่า  ยามเมื่อชีวิตเดินทางมาถึงบั้นปลาย  ย่อมหมายความว่าเขาได้รับความสนุกสนานมามากพอแล้ว  และในค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่ไม่มีใครเลย  ภรรยาผู้ชราของเขาหอบของขวัญกล่องเล็กกล่องน้อยออกไปเยี่ยมบรรดาญาติ ๆ  ส่วนตัวเขาเลือกที่จะอยู่ตามลำพัง  แล้วหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านซ้ำเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็จำไม่ได้  ครั้นเอนหลังอ่านถึงตรงนี้  เขาก็ปิดหนังสือเล่มนั้นพักไว้บนอก  พลางครุ่นคิดถึงข้อความที่เพิ่งอ่านจบไป


“คุณชอบอ่านหนังสือออกเสียงไหมครับ”

“ไม่รู้สิคะ  ในสมองของฉัน  ไม่มีเรื่องราวทำนองนั้นเลย  สมััยนี้ยังมีคนอ่านหนังสือกันอยู่อีกหรือคะ”


“ผมยังอ่านอยู่  เป็นคนกลุ่มน้อยที่ยังยึดติดอยู่กับความบันเทิงอันเก่าแก่นี้  น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมไม่มีหนังสืออยู่ในมือสักเล่ม  ถ้าคุณไม่รังเกียจก็นั่งฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการอ่านหนังสือจากความทรงจำของผมไปพลาง ๆ ก่อนนะ”

ในวันและวัยที่ชีวิตเข้าใกล้ความชราเข้าไปทุกที  เขาจึงเรียนรู้ที่จะออกเสียงทุกครั้งยามนั่งหรือนอนอ่านหนังสือเล่มโปรด  การใช้ชีวิตคร่ำเคร่งตรากตรำอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์มากเกินไปน่าจะมีส่วนทำให้เขากลายเป็นคนสมาธิสั้น  การอ่านออกเสียงช่วยทำให้เขามีสมาธิยาวนานมากขึ้น  เขาจึงเปล่งเสียงพอให้ตัวเองได้ยิน  แต่ละถ้อยคำจะหลุดออกมาอย่างเชื่องช้าทีละคำ  ทีละคำ  เขาหันมาใช้วิธีนี้กับหนังสือทุกเล่มที่สะสมไว้  พวกมันเป็นหนังสือเล่มโปรดทั้งหมด  แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก  เขาเลือกอ่านหนังสือบางเล่มเป็นพิเศษในยามใกล้คลุ้มคลั่งด้วยความคิดถึงใครบางคน  มนุษย์ผู้ซึ่งเขาเคยกลัวว่าจะถูกลบลืมไปจากความทรงจำของเขาอย่างไม่อาจฝืนเอาไว้ได้  และความปรารถนาจะกลับไปสู่ความทรงจำเหล่านั้นอีกครั้งในยามใกล้ตายย่อมเป็นไปไม่ได้  เพราะสุดท้ายแล้วเขาจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  ทั้งหมดนี้คือความคิดและความเชื่อของเขา  ก่อนหน้าที่จะได้พบกับผู้ชี้ทางแห่งมันทากินีซิตี้  


เขายืนยันกับฉันว่า  หลังจากหนังสือเล่มโปรดผ่านการอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  การได้ยินเสียงถ้อยคำในหนังสือพวกนั้นด้วยโสตประสาทที่เสื่อมโทรมเต็มที  ย่อมเป็นความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากความทรงจำดั้งเดิม  ราวกับการได้แลเห็นใบไม้ในป่าเปลี่ยนสีสัน  หรือได้มองดูท้องทะเลสีครามหลังจากห่างเหินกันไปนานมาก  และทุกครั้งที่เขาคิดถึงตรงนี้  เขาจะต้องยิ้มออกมา  เขาจำได้ว่า  เขาหยิบหนังสือซึ่งวางอยู่บนแผ่นอกขึ้นมาส่องดูภาพบนปก  ก่อนจะตัดสินใจย้ายมันไปวางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือตามเดิม


หลังจากนั้นเขาเดินกลับมานอนลงบนโซฟาตัวเดิม  ภายในใจยังคงอ้อยอิ่งอยู่กับเรื่องราวของผู้หญิงคนนั้น  ครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบเธอ  ผู้เป็นรอยประทับอยู่ในความทรงจำอันเก่าแก่ของเขา  โลกภายในซึ่งซุกซ่อนหญิงสาวเอาไว้หลายคน  แต่ละคนถูกฝังอยู่ในซอกหลืบของความทรงจำสลับซับซ้อนประหนึ่งหนทางไปสู่ขุมสมบัติ  เขาพยายามไม่ขุดเอาทรัพย์สินมีค่าเหล่านี้ออกมา  แต่ซุกซ่อนไว้ลึกลงไปภายใต้ก้อนภูเขาน้ำแข็ง  มันเคยเป็นวิธีการหนึ่งของความพยายามที่จะลืมด้วยความเขลา  ทว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เขาเคยตั้งใจจะลืมเธอตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยหนุ่ม  ด้วยรู้สึกป่วยการเปล่าที่จะฝันถึงสิ่งซึ่งไม่อาจกลายเป็นความจริงได้ดังเดิม  ครั้นเมื่อได้พบเธออีกครั้งแม้จะโดยบังเอิญ  มันก็ทำให้ความทรงจำของเขาหนักแน่นและฝังรากลึกยิ่งขึ้นไปอีก  ดุจซากศพในหลุมเก่าแก่ที่ถูกโบกทับด้วยปูนหนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ความทรงจำของเขาถูกถมทับซ้อนกันจนเป็นผลึกแข็งแกร่งยากต่อการทำลาย  เขาเคยคิดเช่นนั้น  และยังเคยเชื่อด้วยว่า  มันจะกลายเป็นอมตะในที่สุด

ค่ำคืนหนึ่งเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน  เธอกับเขาเดินสวนกันโดยบังเอิญบนถนนเล็ก ๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่  หลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานมากแล้ว  เวลานั้นถนนทั้งสายถูกปิดกั้นไม่ให้รถยนต์แล่นผ่านไปมาเป็นการชั่วคราว  นักท่องเที่ยวกำลังเดินเล่นอยู่เต็มถนน  ซึ่งมีร้านค้าชั่วคราวขนาดเล็กตั้งเรียงรายกันไปตลอดสองฟากฝั่ง  ร้านค้าที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าช่วยกันประดับประดาด้วยข้าวของต่าง ๆ จนแลดูน่ารักนี้  มีไว้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน  และตั้งใจใช้วันหยุดสองสามวันให้หมดไปอย่างสนุกสนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


ขณะนั้นเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ เมื่อได้สบสายตากัน  เขาก็สังเกตเห็นว่าเธอทำตาสองชั้นแล้ว  แต่คงเพิ่งจะผ่าตัดมาได้ไม่นานนัก  นั่นทำให้เธอเปลี่ยนไปมากทีเดียว  ส่วนที่เป็นเปลือกตาดูกว้างและลึก  ดวงตาของเธอจึงเบิกโพลงจนเกินกว่าจะใช้คำว่า “ตาโต” ได้  ร่องรอยของสาวไทยเชื้อสายจีนถูกเฉือนทิ้งไปด้วยมีดผ่าตัดราวกับการหั่นเศษเนื้อที่ไร้ประโยชน์ทิ้งไป  แต่ท่าทางของเธอเหมือนจะภูมิใจในตาสองชั้นคู่นั้นมากทีเดียว


สามีผมทองของเธอกับพวกผู้ชายทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มหลายคนที่กำลังยืนเล่นกันอยู่บนถนน  ต่างจ้องมองเธอด้วยสายตาชื่นชม  ความมีเสน่ห์น่ารักของเธอซึ่งเขาไม่อาจจำแนกแยกแยะได้ว่าคือสิ่งใดกันแน่  อาจจะเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ บนริมฝีปากที่เขาเคยจุมพิต  หรือไม่ก็เป็นอากัปกิริยายามเคลื่อนตัวของเธอ  ที่เขาเคยเฝ้ามองอย่างไม่วางสายตา  ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม  สิ่งเหล่านั้นยังคงทำให้เธอเป็นเป้าสายตาของใครต่อใครได้เสมอ  ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเวลาดังกล่าวเธอมีอายุมากแล้ว  แต่ดูอ่อนเยาว์กว่าความเป็นจริง  มิหนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนสาว ๆ ด้วยการสวมเสื้อกล้ามคอกลมสีขาว  มีลวดลายการ์ตูนอยู่บนอก  และสวมกางเกงยีนฟอกขาสั้นอวดท่อนขาที่เขาเคยสัมผัส  เขาจำได้ว่า  ขาอ่อนของเธออวบหนามากขึ้นกว่าในคืนซึ่งเขาได้จับต้อง  แล้วประทับรอยจูบเอาไว้  ยามนั้นขาอ่อนของเธอไม่เรียวงามและเต่งตึงเท่าเดิมอีกแล้ว  ท่อนขาของหญิงวัยกลางคนย่อมแตกต่างไปจากเรียวขาของสาวน้อยเป็นเรื่องธรรมดา  เขากล่าวกับฉันด้วยสายตาที่เลื่อนลอย  


หลังจากนั้นเขาได้กล่าวย้ำถึงสามครั้งว่า  เขาจ้องมองดวงตาของเธอซ้ำอีกครั้งหนึ่ง  หน้าต่างบานซึ่งเขาเคยมองเห็นความรู้สึกมากมายที่มีเพียงเขาอยู่ภายในนั้น  อาจเป็นไปได้ว่าคงจะมีเขาแค่คนเดียวที่นึกเสียดายดวงตาในอดีตของเธอ  แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปให้เธอเสียใจ  เพราะเขากลายเป็นใบ้ตั้งแต่วินาทีแรกที่แลเห็นเธออีกครั้งโดยไม่คาดฝันแล้ว  ทว่าในห้วงยามนั้น  ถ้าเขาสามารถพูดได้ทัน  หรือเอ่ยขึ้นอย่างที่ใจปรารถนา  โดยไม่ให้ภรรยาผู้ซึ่งในปีนั้นยังไม่อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในวัยชรา  ที่กำลังเดินอยู่ข้างกายของเขาจับพิรุธในเรื่องนี้ได้  เขาก็อยากบอกเธอว่า  ความรู้สึกของเขาไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว  เขารับรู้ในเรื่องนี้ดี  นับตั้งแต่เธอแต่งงานกับสามีไปใช้ชีวิตคู่อย่างหวานชื่น  จากสีหน้าของเธอ  เธอคงอยากจะบอกเขาเช่นกันว่าเธอมีความสุขมาก  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเกิดอะไรขึ้น  สามีของเธอแค่อยากให้เธอทำศัลยกรรมดวงตา  และเธอเลือกที่จะตามใจสามี  นี่น่าจะเป็นความรู้สึกของเธออย่างแท้จริง  เขาไม่อาจแม้แต่จะแสดงถึงความเสียดายออกไป  การทำศัลยกรรมดวงตาของเธอกลับช่วยทำให้เขาสามารถตัดใจได้ง่ายขึ้น  เมื่อยอมรับว่า  จะมีก็แต่ดวงตาของสาวไทยเชื้อสายจีนคู่นั้นที่ยังคงเป็นของเขา  แม้มันจะไม่มีตัวตนอยู่บนดาวดวงนี้  หรือดาวดวงไหนอีกต่อไปแล้วก็ตาม


เรื่องราวระหว่างเขากับเธอจบไปนานมากแล้ว  เป็นอดีตอันไกลโพ้น  และเลือนรางเต็มทีสำหรับสมองของคนใกล้ชราในเวลานั้น  อันที่จริงก่อนหน้าจะได้พบกันโดยบังเอิญ  เขาเคยเห็นภาพถ่ายของเธอกับครอบครัวแลดูอบอุ่น  ภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ที่คนส่วนใหญ่เป็นสมาชิก  ภายในภาพนั้นมีเธอกับสามีต่างชาติและลูกชายหญิงทั้งสองของเธอ  ทุกคนยิ้มให้กล้องถ่ายรูป  ดูจากคุณภาพของรูปถ่ายแล้วน่าจะบันทึกด้วยกล้องสมาร์ทโฟน  แต่อุปกรณ์ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย  เขาเพียงแค่มองอย่างพิจารณาในรายละเอียดอย่างช้า ๆ  ไม่ต่างจากการเปล่งเสียงออกมาทีละคำขณะอ่านหนังสือ  ตอนนั้นเธอยังไม่ได้ทำตาสองชั้น  แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือรอยยิ้มของเธอ  นับเป็นรอยยิ้มอันงดงามซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  ทำให้เขาเชื่อว่า  เธอยิ้มออกมาด้วยความสุขภายในเหมือนเช่นที่เคยยิ้มให้แก่เขา  ในวันคืนซึ่งเขามีโอกาสได้ทำให้เธอมีความสุข  แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาแสนสั้นราวกับการดำรงอยู่ของดาวตกดวงหนึ่งในยามค่ำคืน  สภาวะอันเป็นจริงซึ่งจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว


ความคิดนี้ทำให้เขาคลายมือที่เกาะกุมอยู่กับมือของเธอ  ก่อนจะปล่อยให้ภาพของหญิงสาวจางหายไป  เขาไม่รู้หรอกว่าในวันข้างหน้าจะทำได้อีกหรือไม่  และยิ่งไม่รู้ว่า  ภาพเธอขณะกำลังมีความสุขอยู่กับเขาจะหวนกลับมาอีกครั้งเมื่อใด  อย่างไรก็ตาม  เขาพยายามฝึกที่จะไม่คิดถึงเธออีกต่อไป  เขาบอกกับฉันความคิดถึงแม้จะงดงาม  แต่มันก็เจ็บปวดทรมานเสมอ  เขาต้องทำใจยอมรับว่า  เธอกับเขาไม่ได้เป็นของกันและกันอีกแล้ว  ความสุขเก่า ๆ จะไม่มีวันหวนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม  ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงละครเวทีฉากหนึ่งที่จัดแสดงขึ้นเพียงรอบเดียว  การจากกันทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง  ไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สอง  และเมื่อพิจารณาดูความคิดของตนเอง  เขาก็พบว่ายังมีร่องรอยของความเศร้าหลงเหลืออยู่ภายในนั้น  เขายอมรับอย่างคนที่รู้เท่าทัน  ทั้ง ๆ ที่มันไม่ควรจะมีความหมายอะไรอีก  เขาต้องปล่อยเธอไป  แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะลืมว่าครั้งหนึ่งเธอเคยรักเขา  แต่คนเราไม่อาจอยู่กับความไม่ยั่งยืนนี้ได้ตลอดไปหรอกนะ  เขาปรารภกับตัวเอง  ทว่าเหมือนตั้งใจจะบอกแก่ฉันไปด้วยพร้อม ๆ กัน

เขายังเล่าว่า  บนถนนแห่งมันทากินีซิตี้  เขาพยายามขับไล่ความทรงจำเกี่ยวกับอดีตคนรักให้จางหายเหมือนหมอกควัน  ด้วยการมองตรงไปตามทางข้างหน้าซึ่งยังคงเปียกแฉะ  แล้วในเวลาต่อมา  เขาก็เริ่มก้าวเดินอย่างช้า ๆ


“ถ้ามีไม้เท้าสักอันไว้ค้ำยันหรือพยุงความชราก็คงจะดีไม่น้อย”  การพูดกับตนเองทำให้ความจำของเขาแม่นยำขึ้น  ครั้นแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า  แค่ยังคงเดินตัวตรงหลังตรงก็นับว่าโชคดีกว่าคนในวัยเดียวกันเท่าไรแล้ว  เขานึกชอบใจในความกระฉับกระเฉงเกินอายุของตัวเองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว  มีความภาคภูมิใจอยู่ภายในนั้นด้วย  แต่สิ่งที่วิเศษสุดสำหรับเขาย่อมเป็นการมาถึงมันทากินีซิตี้ตามที่ตั้งใจไว้  เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมาถึงที่นี่ได้สำเร็จ  ถ้าหากไม่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้ามากพอ


ครั้นเสื้อผ้าแห้งสนิท  เขาค่อยรู้สึกสบายตัวมากขึ้น  และนึกสนุกที่จะทำอะไรตามใจชอบเหมือนสมัยยังเป็นเด็ก  เขาบอกกับฉันว่า  ในตอนนั้นเขาอยากเดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย  บางทีอาจจะดีกว่าถ้าชีวิตจะไม่มีจุดหมาย  เขาคิดเช่นนั้น  เพื่อที่ในระหว่างทางเขาจะได้ไม่ต้องพบกับความเจ็บปวด  หรือถ้าเขาไม่คิดอะไรมาก  เขาก็ควรออกสำรวจไปให้ทั่วมันทากินีซิตี้  ด้วยดินแดนแห่งนี้กว้างใหญ่  และมันจะเป็นการผจญภัยครั้งสุดท้ายของเขา  ความคิดดังกล่าวนี้นี่เองที่ทำให้เขารู้สึกเป็นอิสระจากการกดทับหรือจับจ้องมองดู  เมื่อไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ อยู่เลยจึงเท่ากับว่า  เขาไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าปั้นตารักษาภาพลักษณ์เหมือนเช่นยามอยู่บนโลกที่จากมา  โลกซึ่งเขาเคยเสียเวลาไปกับมันตั้งมากมาย  แต่ในมันทากินีซิตี้  เขาจะไม่ต้องพบเจอมนุษย์คนใด  ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก  ทั้งที่เคยเกลียดชังและเคยรักใคร่


บนท้องถนนสายร้างว่างเปล่า  หลายครั้งที่เขาหันซ้ายแลขวาเพื่อมองเข้าไปภายในอาคารสองข้างทาง  ผ่านช่องประตูหรือหน้าต่างกระจกที่เกือบจะมืดสนิท  เขาเคยคิดสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้น  หากจู่ ๆ ก็มีผู้คนมากมายพากันวิ่งกรูออกจากอาคารเหล่านี้  แล้วตรงเข้ามาทักทายเขาอย่างคนที่เคยรู้จักมักคุ้นกัน  ใช่แล้ว  จะมีก็แต่คนรู้จักกันเท่านั้นที่จะวิ่งมาหาเขา  ทักทายเขา ว่าแต่เขาควรจะทำสีหน้าอย่างไรดีล่ะ  เย็นชาหรือยิ้มต้อนรับ  ในเมื่อเขาสู้อุตส่าห์เดินทางมายังมันทากินีซิตี้ก็เพื่อหลบลี้หนีหน้าจากมนุษย์ทุกคนมิใช่หรือ  


ในเวลาต่อมา  เขาตระหนักว่า  ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความฟุ้งซ่านของวัยชราเท่านั้นเอง  ในความเป็นจริงจะไม่มีใครหน้าไหนโผล่ออกมาให้เกะกะลูกนัยน์ตาของเขา  เพราะมหานครแห่งนี้เต็มไปด้วยความเดียวดาย  คิดได้อย่างนี้แล้วเขาก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาก  จนถึงกับผิวปากออกมาดังก้องกังวานไปทั่วท้องถนน  มันเป็นท่วงทำนองหวานเศร้าที่ถูกทำให้ฟังดูร่าเริงมากขึ้น  เสียงผิวปากดังประสานไปกับเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นถนน  ซึ่งดูเหมือนจะดังกึกก้องยิ่งกว่าตอนที่ถนนยังเปียกน้ำอยู่ด้วยซ้ำ  แต่ในเวลาต่อมา  เขาจึงรู้สึกตัวว่า  แท้จริงแล้วมันเป็นเสียงสะท้อนของรองเท้ามากกว่าหนึ่งคู่  นั่นทำให้เขาประหลาดใจ  ทว่าไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลย  เขาชราเกินกว่าจะหวาดกลัวสิ่งใดอีก  และถ้าจะกล่าวอย่างซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่า  นับตั้งแต่ได้แลเห็นมันสมองของแม่กระเด็นขึ้นไปติดอยู่บนเพดานห้องนอน  ในสมัยที่ยังเป็นเพียงเด็กน้อย เขาก็เลิกหวาดกลัวต่อทุกสิ่งทุกอย่างนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากการมองด้วยหางตา  เขาพบว่าใครคนหนึ่งกำลังเดินตามมาห่าง ๆ  เมื่อเขาลองหยุดเดิน  คนผู้นั้นก็หยุดด้วย  ลักษณะเหมือนกำลังเล่นตลกอยู่กับเขา  ครั้นเมื่อเขาหันกลับไปเป็นฝ่ายเดินเข้าหาบ้าง  มนุษย์ลึกลับซึ่งเขายังไม่รู้ว่าเป็นใครก็รีบเดินหนี  เขาพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นจนเกือบจะเป็นวิ่ง  แต่ไม่อาจเข้าใกล้เป้าหมาย  ระหว่างนั้นเขาฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่า  หรือคน ๆ นี้จะเป็นสันติสุข  ชายผู้อาศัยอยู่ในมันทากินีซิตี้มานานแสนนาน  กล่าวกันว่าสันติสุขเป็นคนมีนิสัยประหลาด  บางครั้งเย็นชา  ทว่าบางครั้งก็เต็มไปด้วยความร่าเริง  ตามปกติมักจะไม่ค่อยปรากฏตัวให้ใครเห็น  ยกเว้นก็แต่ในเวลาที่มีธุระสำคัญ  อย่างไรก็ตาม  ร่างสีดำ  แสงเรืองรองจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆฝนดำหนาหนัก  บรรยากาศอันวังเวง  และทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นมหานครแห่งนี้  ทั้งหมดดูราวกับความฝัน  หรือว่าแท้จริงแล้วเขายังหลับใหลอยู่กันแน่  ในเวลานั้นเขานึกสงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  ความฝันควรเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอันสงบสุขเพื่อหลบลี้หนีจากโลกแห่งความเป็นจริง  ซึ่งนั่นย่อมเป็นฝันดีอย่างแน่นอน  เขาเองก็เป็นเหมือนเช่นคนอื่น ๆ ที่ไม่ชอบฝันร้าย  ฝันร้ายอันชัดเจนทำให้เขาเหนื่อยหอบได้เสมอ  เขายังคงอยากได้ความฝันที่สมปรารถนามากกว่า  


ครั้นแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า  ตนเองเดินทางมายังมันทากินีซิตี้ไม่ใช่เพื่อมาพบกับความฝัน  แต่เพื่อค้นหาความสงบทางใจมิใช่หรือ  ความปรารถนาสูงสุดคือไม่ต้องเกี่ยวข้องกับมนุษย์คนใดอีก  ชีวิตที่เหลือได้แต่ท่องเที่ยวไปโดยลำพัง  แล้วบัดนี้เขาจะวิ่งตามร่างสีดำนั่นไปทำไมกันเล่า  คิดได้ดังนี้  เขาจึงหยุดไล่ติดตาม  และวินาทีต่อมาก็พบว่า  ร่างดังกล่าวเป็นเพียงแค่เงาของเขา  ที่ทอดยาวอยู่บนถนนเท่านั้น

“บัดซบสิ้นดี”

ด้วยความไม่สบอารมณ์  เขารีบหันหลังเดินกลับไปตามทางเดิม  โดยไม่ยอมหยุดแวะชื่นชมอาคารบางหลังที่มีลักษณะงดงามมากเป็นพิเศษ อาคารดังกล่าวมีรูปแบบศิลปะอย่างสมัยใหม่อันแปลกตา  หากยามนี้เขาอยู่ในสภาพของคนอารมณ์ดีก็อาจเป็นไปได้ว่า  เขาจะใช้เวลาหยุดชื่นชมงานสถาปัตยกรรมพวกนี้นานเป็นพิเศษ


เขาเดินทำใจให้สงบอยู่นาน  น่าแปลกที่เขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย  จนกระทั่งเดินมาถึงถนนสายหนึ่งซึ่งแยกตัวออกจากถนนสายหลัก  ในเวลานั้นเองที่เขาเริ่มมีอาการใจลอยเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์  แล้วก็ถึงกับต้องหยุดยืนอยู่กับที่  หัวใจซึ่งเสื่อมโทรมลงมากแล้วพลันสั่นระรัวขึ้นอย่างทันทีทันใด  เมื่อรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า  เส้นทางสายนี้ช่างเหมือนกับถนนในความทรงจำของเขา  เส้นทางที่หากเดินต่อไปก็จะได้พบบ้านซึ่งเขาเคยอาศัยอยู่เมื่อตอนเป็นเด็ก  

มันคือบ้านไม้ทาสีขาวหลังเล็กของแม่ของเขานั่นเอง  ความทรงจำนี้ทำให้เขาเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะก้าวไปเผชิญหน้ากับบ้านหลังนั้นอีกสักครั้งหนึ่ง  แม้ว่าหัวใจของเขาอาจจะไม่เข้มแข็งพอก็เป็นได้  มันจะเจ็บปวดทรมานแค่ไหนกันนะ  เขาถามตนเอง  ถ้าคนเรามองเห็นบ้านเก่าในวัยเยาว์ซึ่งไม่อาจเข้าไปพักพิงได้อีกแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่คนผู้นั้นกำลังต้องการบ้านอันอบอุ่นยิ่งกว่าสิ่งใด


ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้  เขารู้สึกประหนึ่งตัวเองเป็นเด็กชายตัวน้อย  ผู้กำลังหลงอยู่กลางป่ารกชัฏในคืนข้างแรมอันมืดสลัว  ครั้นมีแสงฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นทำให้พอมองเห็นเส้นทางเดินอยู่ข้างหน้า  เส้นทางสายนั้นคงมิใช่เส้นทางในฝันเป็นแน่  แต่คือหนทางเดินกลับบ้านหลังแรกในชีวิตที่เขาได้จากมานานมากแล้ว  ป่านนี้บ้านของแม่จะเป็นอย่างไรบ้างนะ  เขาถึงกับรำพึงรำพันออกมาโดยไม่รู้ตัว  และในที่สุดก็รู้สึกว่าหัวใจตนเองสั่นไหวไปหมด  มันสะทกสะท้านจนลุกลามแสดงออกมาตามผิวกาย  ทำให้เขาต้องยกแขนขึ้นมากอดตัวเองเอาไว้แน่น  พลางนึกสงสัยว่าปัจจุบันนี้จะมีคนคอยดูแลมันอยู่ไหม  เขาหมายถึงการดูแลด้วยความรักดุจเดียวกับที่แม่ของเขาเคยทำไว้ในอดีต

เพียงไม่กี่นาทีต่อมาบ้านไม้สีขาวหลังนั้นก็ปรากฏแก่สายตาของเขาในระยะใกล้  เมื่อเดินถึงดงไม้แห่งมันทากินีซิตี้  บริเวณนั้นมีลำคลองสายเล็กไหลเอื่อย ๆ ดูร่มรื่นด้วยความมีชีวิต  และทำให้เขาเชื่อว่า  นี่อาจจะเป็นแหล่งกำเนิดของเสียงแว่วในอากาศ  เสียงประหลาดที่เขาเคยหลงคิดว่ามันเป็นเพียงเสียงฟ้าคำรามจากระยะไกล


ดูนั่นสิ  บ้านทั้งหลังกำลังหลับใหลอยู่ภายใต้แสงสลัวของมันทากินีซิตี้  มันดูเล็กกว่าภาพในความทรงจำของเขามากทีเดียว  ไม่มีเสียงใด ๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากทางด้านใน  ประตูและหน้าต่างทุกบานปิดสนิทเหมือนคนหลับตานอน  บัดนี้ต้นจำปีสูงใหญ่ตรงหน้าบ้านที่เคยส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจได้หายไปเสียแล้ว  มีความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นพอสมควร  แต่โดยรวมก็นับว่ายังคงเหมือนเดิมอยู่มากทีเดียว  เป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะขอเจ้าของคนใหม่เข้าไปสัมผัสความทรงจำภายในนั้น  ความทรงจำที่ไม่มีค่าแก่ผู้ใดเลยนอกจากหัวใจของเขาเอง  เขาต้องการเห็น  เขาต้องการได้ยิน  และเขายังต้องการสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นตัวบ้านหลังนี้  ขณะนั้นเขาคิดอยากจะเคาะประตูเรียกคนที่อยู่ข้างในแต่ไม่กล้า  เขาไม่ชอบให้ใครมารบกวนขณะพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน  ดังนั้นผู้อาศัยคนใหม่ก็คงไม่ชอบใจเช่นเดียวกัน  หากจะมีชายชราคนหนึ่งมาส่งเสียงร้องเรียกกลางดึก  เขาจึงตัดสินใจนั่งลงพักขาบริเวณริมตลิ่งริมลำคลองข้างบ้าน  ตรงนั้นมีกลิ่นดินโคลนเปียก ๆ และน้ำคลองโชยมาค่อนข้างแรง  เขายิ้มออกมา  รู้สึกดีใจแกมเศร้าใจ  นี่เป็นคลองที่แม่ของเขาเคยเล่าว่า  เขาชอบโยนช้อนส้อมหนาหนักราคาแพงลงไป  แม่เคยตีมือของเขาหลายครั้งเป็นการลงโทษ  แต่เขาก็ยังชอบโยนช้อนส้อมของแม่ทิ้งอยู่ดี  เป็นไปได้ไหมว่า  นั่นจะเป็นวิธีเรียกร้องความสนใจของเด็กน้อยอย่างเขา


วันหนึ่งเขาแอบเดินลงไปที่ริมตลิ่ง  แล้วสะดุดขาตัวเองกลิ้งตกลงไปในน้ำ  ถ้าไม่มีชายแปลกหน้าเดินผ่านมาพบเห็นเข้าเสียก่อน  เขาก็คงจะไม่มีชีวิตรอดอยู่มาจนถึงทุกวันนี้  ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า  เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตของเขาในภายหลังจะไม่มีวันเกิดขึ้น  แม่ไม่เคยรู้เลยว่าเขาเดินลงไปแถวนั้นทำไม  เขายังเด็กมาก  อายุเพียงสองสามขวบ  เขาเชื่อว่าตนเองเดินลงไปเก็บช้อนส้อมที่เคยโยนทิ้งไว้เพื่อนำกลับมาคืนแก่แม่ของเขา  เขาหวังทำให้แม่พอใจ  ไม่ตีมือของเขาอีก  แล้วแม่จะมีความสุข  


เขาบอกกับฉันว่า  เขาอยากเห็นแม่มีความสุขเหลือเกิน  แม่จะได้ไม่ต้องหนีจากโลกของแม่ด้วยการฆ่าตัวตาย  จากนั้นเขาก็นิ่งเงียบไปนานเลยทีเดียว  ก่อนจะเอ่ยปากเล่าต่อไปว่า  คลองเล็ก ๆ สายนั้นเคยมีขนาดกว้างและลึกกว่าที่เห็น  มันเป็นกิ่งก้านสาขาของแม่น้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก  เขายังคงนึกเห็นภาพตัวเองยืนซื้อไอศกรีมจากแม่ค้าที่แจวเรือไม้ลำน้อยผ่านมาในตอนบ่าย  เดี๋ยวนี้มันตื้นเขินขึ้นมาก  สายน้ำไหลเอื่อยอ่อนล้าคล้ายกำลังใกล้จบชีวิต  ลำคลองก็เล็กลงดุจเดียวกับตัวบ้าน  ช่างแตกต่างไปจากภาพฝังใจของเขา  เขาเพิ่งตระหนักว่าหลายสิ่งหลายอย่างในอดีตพากันหดตัวเล็กลง  ไม่ต่างไปจากสิ่งต่าง ๆ ในความทรงจำของเขา  พวกมันต่างก็สูญเสียความใหญ่โตไปตามกาลเวลาเพื่อที่จะสูญสลายหายลับไปในวันใดวันหนึ่ง  จนกระทั่งไม่มีใครพูดถึงหรือแม้แต่จะจดจำได้อีกเลย

วินาทีนั้นภาพเคลื่อนไหวสีขาวดำบนจอโทรทัศน์ในตู้ไม้ก็สว่างวาบขึ้นในห้วงความคิดของเขา  มันคือภาพของชายผู้มีนามว่า “นีล อาร์มสตรอง” ขณะกำลังก้าวถอยหลังลงจากยานลูนาโมดุล  ก่อนจะประทับรอยรองเท้าของมนุษย์คนแรกลงบนพื้นผิวดวงจันทร์อย่างยิ่งใหญ่


เขาเล่าว่า  ในเวลานั้นเขากำลังสนุกอยู่กับรถเด็กเล่นที่แม่เพิ่งซื้อให้  มันเป็นรถยนต์คู่ใจของมนุษย์ค้างคาว  มีไฟปลอมสีเหลืองสดผลุบเข้าผลุบออกทางท่อไอเสีย  ขนาดของมันเล็กพอดีกับมือของเขาในตอนนั้นเลยทีเดียว  สีของตัวถังรถยนต์ดำเป็นมันเงาเหมือนสีรถจริง  แต่ไม่มีเครื่องยนต์กลไกอื่นใด  แม้กระนั้นก็สร้างความสนุกให้แก่เด็กอย่างเขาได้มาก  


แม่ซื้อรถคันนี้ให้อย่างเสียมิได้  หลังจากเขาลงทุนอย่างหนักด้วยการทิ้งตัวลงไปนอนดิ้นกับพื้นทางเดินสกปรกในตลาด  พร้อมกันนั้นก็ร้องไห้งอแงเหมือนที่พวกเด็ก ๆ มักจะทำกันเสมอ  เวลาที่นึกอยากได้อะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมา  มันน่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาทดลองทำอะไรแบบนั้น  เขาคงจะจำตัวอย่างมาจากเด็กคนอื่น ๆ  ไม่รู้ว่าแม่ของเขาซื้อให้เพื่อตัดความรำคาญ  หรือแม่คิดว่าเขาต้องการของเล่นนี้อย่างแท้จริง  เขาไม่เคยมีโอกาสถามแม่เลย  แต่ถ้าในตอนนั้น  แม่ของเขารู้ดีว่าอีกไม่นานแม่ก็จะไม่มีชีวิตอยู่เพื่อเขาอีกต่อไปแล้วล่ะ  เขาได้แต่นึกสงสัย    


ความทรงจำในเรื่องดังกล่าวทำให้หัวใจอันเสื่อมโทรมของเขากระตุกเหมือนเครื่องจักรเก่า ๆ ที่ทำงานไม่ราบรื่น  มิหนำซ้ำยังใกล้จะหยุดเดินเต็มที  แต่เขาคงยังไม่ตายง่าย ๆ เหมือนแม่หรอกกระมัง  เขากล่าวกับฉัน  การฆ่าตัวตายของแม่ไม่เคยมีข้อสรุป  สมัยนั้นยังไม่มีโรคซึมเศร้า  หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ยังไม่มีใครในสังคมพูดถึงมัน  และใช้โรคซึมเศร้าเป็นเหตุผลให้แก่การฆ่าตัวตายของใครสักคนหนึ่งท่ี่ไม่มีจดหมายอำลา  ดังนั้นสาเหตุการตายของแม่ของเขาจึงเป็นเพียงแค่จินตนาการบวกกับข้อสันนิษฐานเท่านั้น  เพราะกว่าแม่จะยิงตัวตายจริง ๆ ก็อีกหลายปีต่อมา  อาจเป็นไปได้ว่า  แม่ของเขาจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานแล้วนั่นเอง


ความทรงจำในวันคืนเหล่านั้นได้สูญหายไปราวกับถูกผ่าตัดออก  แล้วนำเอาไปซ่อนเร้นไว้ในสถานที่ซึ่งเขาจะตามหามันไม่พบ  เขาเคยพยายามไขว่คว้าตามหามันกลับมาแต่ไม่สำเร็จ  ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า  มันเป็นความทรงจำอันเจ็บปวดที่ยากแก่การแบกรับไหว  เขาจึงเลือกที่จะลืมแทนการจดจำ  นี่อาจจะเป็นความจริง  จริงเหมือนกับที่ความทรงจำต่าง ๆ ซึ่งเขายังไม่ลืม  ล้วนจับต้องได้อยู่ในความเชื่อของเขาเสมอ  จริงสินะ  เขาพูดกับฉัน  ความทรงจำก็คือความเชื่อ  และชีวิตของเขาอยู่ได้ด้วยความเชื่อเหล่านี้  หากปราศจากความเชื่อแล้ว  เขาก็คงไม่เหลืออะไรอีกต่อไป  ทุกสิ่งในชีวิตของเขาจะพังครืนลงมาราวกับตึกถล่ม  แม้กระนั้นมันก็อาจเป็นเรื่องดีงามได้เหมือนกัน  หากชีวิตของเขาจะไม่เหลืออะไรไว้เลย  มีเพียงแค่ความว่างเปล่าภายในสมองและหัวใจ  สำหรับคนบางคน  นี่อาจจะเป็นเรื่องวิเศษที่สุดก็เป็นได้  แต่มันทากินีซิตี้ก็จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


เมื่อนั่งเล่นนานพอสมควรแก่เวลาแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน  และมองดูบ้านในวัยเด็กอีกครั้งเป็นการอำลา


“ลาก่อนบ้านเก่า  และนี่คงเป็นครั้งสุดท้าย…”  เขากล่าวพึมพำ  ก่อนจะเดินจากมาอย่างเซื่องซึม

แท้จริงแล้วในฐานะชายชราผู้หนึ่ง  เขาได้หลบหนีออกจากสังคมมนุษย์ด้วยการเดินทางมายังมันทากินีซิตี้  เพื่อดับความรู้สึกไม่พอใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา  ดังนั้นในห้วงยามนี้  เขาจึงไม่ควรจะรู้สึกเศร้าสะเทือนใจอีกต่อไป แต่สมควรได้รับรสชาติของความสุขที่แท้จริงเสียที  เขายอมรับกับฉันว่า  เขาเองเป็นคนประเภทรู้สึกอ่อนไหวง่าย  โดยเฉพาะกับความโกรธ  มันทำลายความสุขของเขาอยู่เสมอ  แม้ในเรื่องเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นกระทำต่อเขา  จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม  เขาก็สามารถเก็บเอาการกระทำเก่า ๆ ของคนพวกนั้นกลับมารู้สึกโกรธซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อยู่บ่อยครั้ง  บางเรื่องย้อนหลังไปได้หลายสิบปีเลยทีเดียว  แม้กระนั้นเขาก็ยังคงรู้สึกโกรธด้วยความรู้สึกที่สดใหม่อย่างน่าเหลือเชื่อ  เพียงแค่ได้นึกถึงเรื่องราวพวกนั้นอีกครั้ง…และอีกครั้ง  


ที่ผ่านมาชีวิตของเขาจึงเต็มไปด้วยความโกรธ  มันช่างมากมายเกินไปจริง ๆ  เขาอยากจะแผ่เมตตาให้แก่เพื่อนมนุษย์หลายคน  พร้อมกันนั้นก็ร้องเรียกให้ทุกคนกลับมาชกหน้าของเขาซ้ำลงที่เดิม  และด่าทอเขาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงสะใจกว่าเก่า  เพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้มีความสุขมากขึ้นในอีกระดับหนึ่ง  ซึ่งถ้าหากทำได้จริง  เขาก็หวังว่าการฝึกเช่นนี้อาจจะทำให้เขาสามารถยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตรให้แก่ทุกคน  แม้จะเป็นเรื่องยาก  แต่คงฝึกฝนกันได้  หาไม่แล้ว  ในเวลาที่คนพวกนั้นกำลังจะสิ้นใจตายอย่างทรมาน  มันย่อมเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เขาจะหัวเราะเยาะหยันให้สาแก่ใจ  เขารู้ว่า  ไม่ใช่เรื่องดีเลยที่คนเราจะมีหัวใจอัปลักษณ์เช่นนั้น  มันไม่ใช่วิสัยของมนุษย์ที่แท้จริง  นั่นสินะ  เขากล่าวพึมพำเบา ๆ  ก่อนที่จะรู้สึกตัว  แล้วหันหน้ามาทางฉัน  พลางสารภาพว่าเขาอาจจะไม่ใช่มนุษย์ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาก็เป็นได้  แต่เขาคือปิศาจผู้ซ่อนวิญญาณร้ายอยู่ภายใต้ร่างมนุษย์อันเสื่อมทรามนี้  ที่ผ่านมาเขาจึงพยายามจะเป็นมนุษย์อยู่เสมอ  ทว่ากลับล้มเหลวอยู่ร่ำไป  ด้วยไม่อาจขัดขืนต่อความปรารถนาอันรุนแรงภายในตัวตนของเขา  เมื่อตรองดูอีกครั้งหนึ่ง  เขาจึงนึกขึ้นได้ว่า  การเดินทางมายังมันทากินีซิตี้นี้  แท้จริงแล้วก็คือความพยายามจะเป็นมนุษย์ของปิศาจอย่างเขาโดยไม่ต้องสงสัยเลย

หลังจากใช้เวลาหมดไปกับการเดินอยู่นานพอสมควร  เขาเริ่มมารู้สึกถึงความแปลกประหลาดของสิ่งต่าง ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัว  แต่ในช่วงเวลานั้นเขาไม่อาจรับรู้ว่าตนเองใช้เวลาไปนานเท่าไรแล้ว  เวลาในมันทากินีซิตี้ราวกับไม่มีอยู่จริง  หรือไม่ก็แตกต่างไปจากสถานที่อื่น ๆ ในความทรงจำของเขา  ต่อมาไม่นานนัก  เขาเกิดฉุกใจคิดสงสัยขึ้นมาว่า  ทำไมในมันทากินีซิตี้จึงมีบ้านเก่าของเขาปรากฏให้เห็น  หรือบ้านหลังนั้นจะเป็นเพียงบ้านฝาแฝดที่เหมือนกันโดยบังเอิญ  เขาแค่นยิ้มให้กับความคิดนี้  มันช่างบังเอิญราวกับว่าเขากำลังอยู่ในห้วงความฝัน  หรือบางทีมันทากินีซิตี้อาจจะดำรงอยู่ในโลกคู่ขนานก็เป็นได้  เขากล่าวขึ้นมาลอย ๆ  ก่อนจะหัวเราะให้กับความคิดดังกล่าว  


หากเป็นสมัยก่อน  เขาคงคิดว่าเป็นเพราะดูภาพยนตร์แนวไซไฟมากจนเกินไป  แต่ตลอดระยะเวลายี่สิบปีมานี้  เขาไม่ได้ดูภาพยนตร์เลยแม้แต่เรื่องเดียว  ไม่ว่าจะในโรงภาพยนตร์  หรือบนอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงต่าง ๆ ภายในบ้านพัก  มีเพียงหนังสือกระดาษแท้เท่านั้นที่เป็นความบันเทิงส่วนตัวของเขา  และเขาได้ค้นพบว่า  ตนเองชอบอ่านหนังสือออกเสียงมากกว่าที่จะอ่านในความเงียบ  การอ่านเสียงดังนอกจากจะทำให้สมาธิของเขายาวนานขึ้นแล้ว  ในหลายต่อหลายครั้งยังช่วยทำให้เขางีบหลับได้ง่ายอีกด้วย  หลังจากที่อ่านออกเสียงอยู่สักพักหนึ่ง  จากนั้นการหลับก็จะทำให้เขาฝัน  จึงอาจเป็นไปได้ว่า  บ้านหลังนั้นจะปรากฏขึ้นภายในความฝัน  แต่มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้นเองหรือ  ความคิดดังกล่าวทำให้เขาสามารถสัมผัสรับรู้ถึงความเศร้า  ทว่าชั่วขณะหนึ่งความเศร้าภายในใจกลับดูงดงามอย่างน่าประหลาด  เขาอดยิ้มให้แก่ความรู้สึกภายในของเขาไม่ได้  


ถึงตรงนี้เขาก็อธิบายกับฉันว่า  เขาพยายามเล่าถึงประสบการณ์ทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา  แต่เรื่องเล่าของเขากลับทำให้ฉันรู้สึกสะเทือนใจโดยไม่มีเหตุผล  ทั้ง ๆ ที่คิดว่าตัวเองไม่อาจเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างลึกซึ้งเลย  อย่างไรก็ตาม  ชีวิตของเขายังคงเดินต่อไป  วันหนึ่งขณะกำลังเดินอยู่บนทางเท้าซึ่งมีสองข้างทางเป็นอาคารพาณิชย์สมัยใหม่  แสงสลัวมัวซัวจากท้องฟ้าที่สะท้อนกับพื้นถนนทำให้สามารถมองผ่านกระจกใสเข้าไปภายในอาคาร  เขาจึงแลเห็นสินค้าซึ่งตั้งอยู่ตามชั้นวางอย่างเป็นระเบียบ  แม้จริง ๆ แล้วภาพในสายตาของเขาจะเป็นไปอย่างค่อนข้างเลือนลาง  แต่ก็ยังพอดูออกว่าทั้งหมดคือสินค้าราคาแพง  ส่วนมากมักจะเป็นสิ่งของที่เขาเคยนึกอยากได้อย่างฉาบฉวยในอดีต  แน่นอนว่ามันย่อมเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย  ที่ผ่านมาเขาต้องฝึกตัวเองให้ตัดใจจากความต้องการพวกนั้นอยู่เสมอ  ทั้งนี้ก็เพื่อเก็บเงินเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ  ครั้นชีวิตล่วงเลยมาถึงวัยชรา  ท่ามกลางความโดดเดี่ยวของมันทากินีซิตี้  เขากลับไม่รู้สึกต้องการข้าวของพวกนี้เลย  ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถเดินเข้าไปหยิบฉวยออกมาได้ตามใจชอบก็ตาม  มันไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว  สมัยก่อนพวกมันอาจเป็นเพียงแค่ความอยากได้  ผลพวงจากการพบเห็นโฆษณามากจนเกินไป  ทั้ง ๆ ที่เวลาของเขาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับการทำงานและการอ่านหนังสืออย่างหนัก  แม้กระนั้นโฆษณาต่าง ๆ ก็ยังสามารถหาช่องทางเข้ามากระตุ้นความอยากของเขาได้อยู่เสมอ

การตระหนักถึงความจริงภายในใจทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงมาก  จนอาจพูดได้ว่ากำลังไร้ความทุกข์  สภาวะสั้น ๆ นั้นราวกับเทวดาที่เพิ่งจะเสวยสุขในผลบุญที่ตนสะสมมาทุกชาติภพ  ทว่ามันทากินีซิตี้ไม่ใช่สวรรค์ของทุกคนหรอกนะ  เขาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่เบาลง  บางทีมันอาจจะเป็นสวรรค์ของผู้สามารถเดินทางมาถึง  และยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นในความทรงจำ  ว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความปกติธรรมดาของชีวิต  แต่มันเป็นสวรรค์ประเภทไหนกันแน่นะ  เขาถามขึ้นแล้วก็ยักไหล่  ด้วยบรรยากาศของมันทากินีซิตี้ไม่ค่อยมีแสงสว่างเรืองรอง  ทว่ามักจะเต็มไปด้วยความสลัวมัวซัว  ในเวลานั้นรอบกายของเขาค่อนข้างจะเย็นชื้น  แม้ไม่ถึงกับหนาวสั่นก็ตาม  มันทากินีซิตี้เป็นสถานที่ดำรงอยู่อย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับคนบางคน  มีแต่ผู้ปรารถนาความโดดเดี่ยวจึงจะมาเยือนที่นี่  อีกทั้งคนผู้นั้นยังไม่ต้องการหวนคืนสู่สังคมมนุษย์อันวุ่นวายอีกด้วย  จึงเลือกใช้ชีวิตเพื่อเสพความทรงจำอยู่ที่นี่ตลอดไป  ดังเช่นตัวเขาเป็นต้น  ซึ่งในที่สุดก็ได้อยู่คนเดียวโดยไม่มีใครรบกวน  ความคิดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันกับที่สายตาของเขามองเห็นว่า  บนถนนข้างหน้าไกลออกไป  มีร่าง ๆ หนึ่งกำลังเดินตรงมาตามทางที่เขาเดินอยู่  ร่างดังกล่าวย่อมไม่ใช่เงาเคลื่อนไหวได้อย่างแน่นอน  ในเวลานั้นแม้เขาจะรู้สึกประหลาดใจแกมสงสัยอยู่ไม่น้อย  ประกอบกับความรู้สึกขุ่นใจซึ่งเจือปนอยู่ในความรู้สึกผิดหวัง  เขาจึงตัดสินใจรีบเดินเลี้ยวขวาที่หัวมุมถนนสายหนึ่ง


กล่าวได้ว่ามันทากินีซิตี้คือดินแดนที่เต็มไปด้วยสี่แยกและหัวมุมถนน  ผู้สร้างเชื่อมโยงเส้นทางทุกสายเข้าเป็นเครือข่ายอันใหญ่โตมโหฬาร  สะดวกต่อการเดินทางและเป็นระเบียบ  ทว่าเครือข่ายพวกนี้ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน  เพราะหากใครรู้จักมันดี  ย่อมสามารถวางแผนดักจับผู้หลบหนีได้อย่างง่ายดาย  เหมือนที่เขากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับใครคนหนึ่ง  ซึ่งยืนจังก้าขวางบนถนนอยู่ในเวลานี้

จากสายตาของชายชรา  คนผู้นั้นน่าจะเป็นชายโดยไม่ต้องสงสัย  รูปร่างและส่วนสูงมีขนาดพอฟัดพอเหวี่ยงกันกับเขาเลยทีเดียว  ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบในกรณีต้องต่อสู้กันด้วยมือเปล่า  หรือพูดให้ถูกก็คือ  การชกต่อยอย่างสะเปะสะปะแบบมวยวัดนั่นเอง  


เมื่อเดินเข้าไปใกล้กันมากขึ้นอีก  เขาจึงเห็นได้ถนัดตาว่ามนุษย์ผู้นี้สวมชุดทักซิโด้สีดำสนิท  มีเพียงเสื้อเชิ้ตตัวในเท่านั้นที่เป็นสีขาว  สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับเป็นหมวกทรงสูงสีเดียวกันกับเสื้อนอกและกางเกง  มันคลุมศีรษะของชายคนนั้นเอาไว้จนปิดหน้าปิดตาเพราะมีขนาดหลวมกว่าปกติ  แน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องยากที่จะคาดคะเนอายุ  เขาแทบจะมองไม่เห็นใบหน้าของชายผู้นี้เลย  ด้วยมันซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดของปีกหมวกทรงสูงใบนั้น  และเป็นเพราะว่าไม่อาจหลบหลีกได้  เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปเผชิญหน้า  โดยไม่แสดงท่าทางท้าทายหรือประสงค์ร้ายแต่อย่างใด


“คุณต้องการอะไรจากผมงั้นเรอะ”


“ผมคือสันติสุข”

“สันติสุข…คุณคือสันติสุขคนนั้นจริงหรือครับ  ให้ตายเถอะ  ผมไม่คิดว่าจะได้มาเจอคุณในตอนนี้เลย  อ้อ  ผมเห็นหน้าคุณไม่ค่อยถนัดนัก  หวังว่าคุณคงไม่ได้ล้อผมเล่นหรอกนะ  สมัยนี้ผู้คนนิยมการล้อเล่นกันแผลง ๆ เสมอ  แต่ต้องบอกตามตรงนะครับ  ว่าผมไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าคนที่มีชื่อเหมือนผมสักเท่าไหร่นัก  มันเป็นความรู้สึกติดตัวมาตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่นแล้ว”  


เขายอมรับกับฉันว่า  ในตอนนั้นเขาออกจะรู้สึกประหลาดใจอยู่มาก  เนื้อตัวสั่นไปหมดเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร    และหัวคิ้วของเขาคงขมวดเข้าหากันอย่างที่มักจะเป็นอยู่เสมอ  ยามเกิดความสงสัยใคร่รู้


“แต่ในมันทากินีซิตี้ควรมีข้อยกเว้นบ้าง  ถ้านี่เป็นเรื่องจริง  ผมก็ขอบอกว่า  ผมยินดีมากที่ได้พบกับสันติสุขแห่งมันทากินีซิตี้  แม้จะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักเท่าไรนัก  ที่ต้องมาพบมนุษย์ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง  แต่ผมก็ยินดีกับความรู้สึกนี้ไปแล้ว  อาจเป็นเพราะผมเองเคยได้ยินเรื่องราวของคุณมาพอสมควร  ซึ่งก็ต้องขอบอกตามตรงว่า  ผมรู้สึกอิจฉาคุณเหลือเกิน”


“อิจฉางั้นหรือ  อย่าปล่อยให้ความรู้สึกนั้นมาบั่นทอนหัวใจของคุณเลย  สมมุติว่า  หากวันใดวันหนึ่งคุณต้องมารับหน้าที่แทนผม  ความคิดของคุณอาจเปลี่ยนไปก็เป็นได้”  
พูดจบสันติสุขก็ชวนเขาไปหาเครื่องดื่มเพื่อสร้างความผ่อนคลาย  แล้วจะได้นั่งสนทนากัน


“มันทากินีซิตี้มีร้านเครื่องดื่มด้วยหรือครับ”  เขาถามอย่างสงสัย  “ผมคิดว่ามันจะมีแต่ความมืดมัว  หรือความโดดเดี่ยวเท่านั้น”


“ถ้าเราต้องการให้มี  มันย่อมมี  ถ้าเราต้องการให้เป็นจริง  มันย่อมเป็นจริง  ดูนั่นสิ”

เขาหันหน้ามองไปตามทิศทางที่สันติสุขพยักพเยิดให้ดู แล้วก็ต้องประหลาดใจ  เมื่อแลเห็นห้องกระจกห้องหนึ่งกำลังสว่างไสวอยู่ภายในอาคารพาณิชย์สไตล์ชิโนโปตุกีส  ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่ชิดขอบทางเท้าอันกว้างใหญ่ที่เขายืนอยู่  


ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดของมหานครแห่งความโดดเดี่ยว  เขาพบว่าบนจั่วหน้าร้านเหล้าดังกล่าวมีป้ายชื่อร้านประดิษฐ์ด้วยหลอดนีออนสีม่วง  ลักษณะเหมือนลายมือเขียนอย่างที่เคยนิยมกันในสมัยก่อน  อ่านได้ความว่า “มันทากินีซิตี้”  เมื่อมองทะลุผ่านผนังกระจกใสขนาดใหญ่เข้าไปก็เห็นเคาน์เตอร์ไม้สีน้ำตาลและเก้าอี้สตูลหลายตัวตั้งอยู่อย่างเป็นระเบียบ  


ยามนั้นบาร์เทนเดอร์คนหนึ่งกำลังเช็ดแก้วอยู่อย่างขะมักเขม้น  และเขายังสังเกตเห็นด้วยว่า  ทางด้านหลังของบาร์เทนเดอร์เป็นชั้นวางขวดสุรานานาชนิด  เครื่องดื่มที่เขาเคยสนิทสนมเป็นอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม  แสงสว่างจากหลอดไฟสีเหลืองอุ่นอันเรืองรองจากห้องกระจกเล็ก ๆ ในความมืดสลัวของมันทากินีซิตี้  กลับยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปล่าเปลี่ยวในดินแดนแห่งนี้มากขึ้น  ขณะนั้นไม่มีลูกค้านั่งอยู่เลยแม้สักคนเดียว

“ผมคงต้องศึกษาเรื่องมันทากินีซิตี้อีกมาก  ผมหมายถึง…ถ้าผมมีเวลามากพอ”


“คุณทำได้อยู่แล้ว  ผมเชื่อเช่นนั้นนะ  แต่เวลานี้เราไปหาอะไรดื่มกันก่อนเถอะ  วิสกี้ร้านนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย  ผมขอเอาศีรษะเป็นประกัน”  กล่าวจบสันติสุขก็ผายมืออย่างเชื้อเชิญ  ก่อนจะออกเดินนำหน้าด้วยท่าทางกระตือรือร้น

ภายในร้านซึ่งในเวลาต่อมา  เขายอมรับว่ามันเป็นร้านเหล้าจริง ๆ  และเริ่มรู้สึกคุ้นตาคล้ายเคยพบเห็นร้านเหล้านี้มาก่อน  แต่นานมาแล้วที่เขาไม่ได้ไปนั่งเมามายที่ไหนเลย  เขาจึงคิดว่า  นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขานึกถึงสถานที่นี้หรือความเชื่อมโยงต่าง ๆ ไม่ออก  หรือแท้จริงแล้ว  มันอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ไม่สลักสำคัญอะไรนักก็เป็นได้  ทว่าจากคำพูดของสันติสุข  และขวดสุรามากมายที่ตั้งอยู่บนชั้นวางด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์  ก็ทำให้เขานึกถึงรสชาติของเหล้าหลายต่อหลายแก้วที่เคยดื่ม  ไม่ว่าจะเป็นเหล้าแก้วแรกในสมัยยังเป็นวัยรุ่น  เหล้าแก้วที่เพื่อนในช่วงวัยต่าง ๆ ร้องชวนให้ดื่ม  เหล้าแก้วที่เด็กสาวผู้น่ารักคนนั้นแย่งจากมือไปดื่มจนหมด  เหล้าแก้วที่หญิงสาวหลายคนเคยดื่มเป็นเพื่อนแก้เหงา  และเหล้าแก้วที่สาวใหญ่คนหนึ่งป้อนใส่ปากเขาด้วยริมฝีปากของเธอเอง  รวมไปถึงเหล้าแก้วที่ทำให้เขาเมามายยามผิดหวังในความรัก  กลิ่นและรสชาติของมันยังคงแจ่มชัดดุจเดียวกับใบหน้าของผู้คนที่เขาเคยรู้จัก  


ท่ามกลางกลิ่นสุราชั้นดี  เขาไม่อาจตัดสินใจได้ว่า  ควรลืมความทรงจำดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวหรือไม่  ด้วยการคว้าเหล้าขวดใดขวดหนึ่งมากรอกใส่ปากให้เมาพับหลับไป  เหมือนเช่นที่เคยทำในวันซึ่งร่างกายยังคงแข็งแรงดีอยู่  ทว่ามันคงไม่จำเป็นอีกแล้ว  เขาได้แต่บอกตัวเอง  สมัยก่อนเขาเคยเรียนรู้ว่า  ความเมามายนั้นสามารถเยียวยาความปวดร้าวได้ดีกว่าความพยายามที่จะลืม  อย่างน้อยก็ในเวลาซึ่งเขาสูญเสียสติสัมปชัญญะชั่วคราว  ชั่วขณะนั้นภายในหัวใจของเขาจะเต็มไปด้วยความไม่ยี่หระต่อชีวิต  และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้น  เขาจะต้องผวาเข้าหาขวดสุรา  เพื่อเริ่มต้นการเยียวยาอีกครั้งและอีกครั้งเสมอ  จนกว่าร่างกายอันเสื่อมโทรมจะรับไม่ไหว  จนฟุบหลับไปอีกครั้งหนึ่งด้วยความเมามายอันซ้ำซาก  ในเวลานั้นเขาไม่เคยแยแสหรอกว่า  สุราดังกล่าวจะฆ่าเขาหรือไม่


“ดื่มอะไรดีครับ”


“มีกาแฟหรือชาไหม  ผมเลิกดื่มเหล้ามานานมากแล้ว”

“น่าเสียดาย  วิสกี้ที่นี่ล้วนคัดมาแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น”


“ใช่ครับ  น่าเสียดาย  ถ้าผมยังหนุ่มกว่านี้…”

“ไม่ดื่มก็ดีเหมือนกัน  ผมรู้ว่าพิษของมันจะทำให้คุณเจ็บปวดอีกครั้งหนึ่ง  เหล้าช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอก  เหมือนบรรดาผู้หญิงของคุณที่ชอบร้องไห้เวลาดื่มเหล้าเมา  แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดย่อมเป็นมาช่า  ป่านนี้เธอน่าจะรู้เรื่องแล้วว่าคุณหายตัวไปจากบ้านพัก  ในระหว่างที่เธอเดินทางไปอังกฤษ”


เขารู้สึกประหลาดใจกับข่าวใหม่ที่เพิ่งได้ยิน  แต่ในฐานะผู้ดูแลมันทากินีซิตี้  สันติสุขย่อมมีช่องทางรับข่าวสารอยู่มาก  และรู้เรื่องของเขาดี  หาไม่แล้วก็คงไม่ปล่อยให้เขาเข้ามาเดินป้วนเปี้ยนอย่างที่เป็นอยู่  อย่างน้อยข้อมูลทั่วไปของเขาในใบตรวจคนเข้าเมือง  สันติสุขน่าจะเคยได้อ่านผ่านตามาบ้างแล้ว

ในเวลาต่อมา  เขาได้รับกาแฟร้อนถ้วยหนึ่งจากฝีมือการชงของบาร์เทนเดอร์หนุ่ม  ผู้ซึ่งแทบจะไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลย  นอกจากในบางครั้งที่จำเป็นต้องพูดตามหน้าที่  ด้วยเสียงซึ่งเปล่งออกมาราวกับเสียงของหุ่นยนต์  ส่วนสันติสุขได้รับวิสกี้ในแก้วสั้นที่รินให้มากเป็นสองเท่า  เมื่อเทียบกับมาตรฐาน


“ดื่มให้แก่มันทากินีซิตี้”


สันติสุขชูแก้ววิสกี้ขึ้นสูงในระดับสายตา  ก่อนจ่อริมฝีปากแล้วดื่มจนหมด  เขาเห็นดังนั้นจึงคว้าถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบบ้าง  หลายปีมานี้หลังจากเลิกดื่มสุรา  เขาก็หันมาดื่มกาแฟดำเป็นการทดแทน  เพียงเพื่อให้พอมีอะไรดื่มแก้เหงาปากในบางอารมณ์เท่านั้น  ตามปกติเขามักจะดื่มกาแฟร้อนในตอนเช้า  เมื่อล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว  กับอีกครั้งหนึ่งในตอนบ่ายยามที่รู้สึกง่วงงุน  แต่ไม่อยากงีบหลับเหมือนเช่นเด็กและคนชราทั่วไป  เขาไม่นิยมชมชอบการงีบหลับในตอนบ่ายเลย  ด้วยการตื่นขึ้นมาในยามบ่ายคล้อยมักจะทำให้เขารู้สึกเศร้าสร้อยอยู่บ่อยครั้ง  และจะยิ่งเศร้าซึมมากขึ้น  หากเผลอหลับยาวจนไปรู้สึกตัวตื่นในตอนเย็น  ซึ่งนาน ๆ ครั้งจึงจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง  เมื่อร่างกายของเขาอ่อนแอลงอย่างกะทันหัน  ผลลัพธ์ของการนอนตอนบ่ายย่อมหมายถึงช่วงกลางคืนที่ยาวนานเป็นพิเศษ  อันจะทำให้มีเวลาครุ่นคิดฟุ้งซ่านขณะอยู่ตามลำพังไปจนฟ้าสาง


“คุณตั้งใจมาเที่ยวชมมันทากินีซิตี้นานแค่ไหน  เวลาสามสิบวันเพียงพอไหม  แต่ไม่พอมันก็ต้องพอนั่นแหละ  คุณได้รับโควต้ามาแค่นั้น  ที่สำคัญกว่าจะครบกำหนด  มาช่าคงตามหาคุณให้วุ่น  มาช่าผู้น่าสงสาร  คุณทำให้เธอเป็นทุกข์อีกแล้ว”


“เที่ยวชมหรือครับ  เข้าใจผิดแล้ว  ผู้ชี้ทางไม่ได้บอกคุณหรอกเรอะ  ว่าผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อการท่องเที่ยว  ผมต้องการจะอยู่ให้นานที่สุดต่างหาก  ผมหวังจะได้รับโควต้าเพิ่มขึ้นอีกสักสองหรือสามเท่าก่อนในเบื้องต้น  ถ้าตลอดไปได้คงวิเศษที่สุด อ้อ  มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมต้องขอร้อง  นั่นก็คือ  อย่านำเอาภรรยาของผมมาเกี่ยวข้องด้วยเลย  มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ  ถึงแม้คุณจะเป็นผู้ดูแลมันทากินีซิตี้ก็ตาม”


เขาเห็นสันติสุขยิ้มตรงมุมปาก  และถ้าเขาตาไม่ฝาด  รอยยิ้มนั้นมีร่องรอยของการเยาะเย้ยอยู่ในที  เขาไม่แน่ใจนักหรอกว่ามันเป็นความจงใจ  หรือแค่การเผลอตัวของคู่สนทนาเท่านั้น

“การที่ผมเอ่ยถึงมาช่าเป็นเพียงการเกริ่นเพื่อเข้าเรื่องของคุณต่างหากล่ะ  ใจจริงผมอยากจะแสดงความยินดีที่คุณได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์ไพรซ์  จากผลงานที่ไม่เคยมีใครเห็นคุณค่ามาก่อน  นอกจากเจ้าของสำนักพิมพ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  ซึ่งเสี่ยงพิมพ์ให้เมื่อสามสิบปีก่อน  แล้วก็ต้องรอถึงยี่สิบแปดปี  จึงมีนักแปลผู้โชคดีคนนั้น  นำเอาเรื่องของคุณไปแปลจนได้รางวัลร่วมกัน  แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด  คงต้องยกความดีความชอบให้แก่มาช่า  ดูเหมือนว่า  เธอจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ  ถูกต้องไหมครับ”


“จริงเรอะ  ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้พวกเลย  ราวกับว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้อยู่ในหัวของผม  ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ผมเขียนเคยได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ  หรือภาษาอื่น ๆ  อย่าบอกนะว่าตอนที่ผมป่วยอยู่นั้นมีคนนำไปแปล  แต่คุณก็บอกผมแล้ว  ถ้านี่เป็นเรื่องจริง  ก็ย่อมเป็นภรรยาของผมนั่นเองที่ถือวิสาสะอนุญาต  จะเป็นใครไปไม่ได้เลย  ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ค่อยชอบผลงานของผมสักเท่าไรนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่คุณพูดถึง  มาช่าเคยบอกผมว่า  ทุกครั้งที่ได้อ่าน  เธอมักจะรู้สึกหึงหวงผมอยู่เสมอ  มันเป็นนิสัยของเธอมานานแล้ว”


“ยอมรับเถอะ  ไม่ต้องเขินอาย  ไม่ต้องแกล้งทำเป็นดัดจริตดีดดิ้นในความสำเร็จของตัวเอง  ราวกับว่าคุณเป็นคนถ่อมตัวมาตั้งแต่เกิด  คุณยอมรับได้อย่างภาคภูมิอยู่แล้วว่า  นวนิยายเรื่องเอกที่คุณลงทุนลงแรงไปมาก  ใช่  ภายในตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวนั่นแหละ  มันได้รับรางวัลนี้ไปอย่างเหมาะสม  กรรมการและนักวิจารณ์ที่โน่นชอบเรื่องนี้กันมาก  แต่ดูคุณจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับความสำเร็จของคุณเลยนะ  สิ่งที่คุณได้รับกลับคืนมาดูท่าจะมีความหมายมากกว่า”


“ผมควรจะดีใจกับรางวัลครั้งแรกของผมอย่างนั้นหรือครับ  หลังจากที่เขียนหนังสือมาทั้งชีวิต  สมัยก่อนผมเคยอยากได้รางวัลมากเหลือเกิน  มันคงจะเป็นกำลังใจสำหรับนักเขียนคนหนึ่งเพื่อช่วยให้สามารถยืนหยัดเขียนต่อไปได้  แต่มาถึงตอนนี้กับความชราในมันทากินีซิตี้  รางวัลหรือความสำเร็จห่าเหวอะไรก็ไม่มีความหมายอีกแล้ว  จริง ๆ นะครับ  สิ่งที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับผมในเวลานี้คือ  การได้อยู่ที่นี่ตลอดไปมากกว่า  ผมต้องการอยู่อย่างสงบในบั้นปลายชีวิต”

“ไม่ใช่หรอก  คุณไม่ได้ต้องการความสงบ  แต่ต้องการอยู่ที่นี่ตลอดไปกับความทรงจำของคุณต่างหากเล่า  นั่นคือสิ่งเดียวที่คุณหวงแหน  คุณเคยสูญเสียมันไป  หลังจากนั้นคุณก็ได้มันกลับมาเป็นการชั่วคราว  คุณรู้ว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราว  มีแต่มันทากินีซิตี้เท่านั้น  ที่จะเรียกความทรงจำของคุณกลับมาได้อย่างถาวร  แต่มันย่อมหายไปอีกครั้ง  ถ้าคุณต้องกลับบ้าน  แม้กระนั้นคุณก็ไม่นึกห่วง  เพราะถ้าคุณได้กลับมาที่นี่อีก  มันทากินีซิตี้จะเรียกความทรงจำของคุณกลับมาได้เสมอ  เว้นเสียก็แต่คุณโชคร้ายถูกพวกกบฏจับตัวไปล้างสมอง  อย่างไรก็ดี  จะวิเศษที่สุดถ้าคุณจะไม่ลืมอีก  คุณจึงต้องการอยู่ให้นานที่สุด  แล้วคุณก็คิดว่าไม่น่าเป็นเรื่องยากกับการอยู่ที่นี่ตลอดไป  ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างที่คุณปรารถนา  คุณมองดูดินแดนแห่งนี้พร้อมกับคิดว่า  มันทากินีซิตี้ออกจะกว้างใหญ่ไพศาล  ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร  ถ้าจะรับคุณเป็นพลเมืองถาวร  ถูกต้อง  มหานครแห่งนี้กว้างใหญ่อย่างน่าเหลือเชื่อ  แต่ใช่ว่าจะรองรับมนุษย์ทุกคนที่มาเยือนได้  ด้วยทุกคนต่างก็ต้องการพื้นที่ว่างรอบ ๆ ตัวเป็นวงกว้างเกินความเป็นจริง  เราจึงต้องคัดเลือกเอาแต่ผู้เหมาะสม  คุณรู้อะไรไหม  มนุษย์บางคนชอบจินตนาการว่าตนเองต้องการความสงบเงียบ  ความโดดเดี่ยว  เดินไปตามลำพังเหมือนสัตว์เปล่าเปลี่ยว  ทั้ง ๆ ที่ความปรารถนาที่แท้จริงของพวกเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับความรู้สึกดังกล่าว  แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย  มันจึงเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายมาก  เมื่อผมต้องคอยจัดการแก้ไขปัญหาที่คนพวกนี้เข้ามาก่อเอาไว้ในมันทากินีซิตี้”


“แล้วต้องทำอย่างไรล่ะ  ผมถึงจะได้อยู่ที่นี่ตลอดไป  มันต้องแลกด้วยอะไรบ้าง”


“มันทากินีซิตี้จะบอกคุณเองเมื่อถึงเวลา  และบางทีอาจจะบอกคุณผ่านปืนกระบอกนี้”  พูดจบสันติสุขก็ล้วงเอาปืนสั้นที่เหน็บเอวไว้ขึ้นมาวางบนเคาน์เตอร์  ก่อนจับมันหมุนไปมาด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง  “กรุณาเข้าใจด้วยนะครับ  ในกรณีจำเป็น  ผมต้องลงโทษคนสร้างปัญหา  หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด  อาจถึงขั้นต้องกำจัดคนที่เป็นภัยต่อความสงบของมันทากินีซิตี้”


“ผู้ชี้ทางไม่ได้เตือนผมในเรื่องนี้เลย”


“เวลานั้นสันติสุขคงคิดว่า  มันไม่ใช่เรื่องสำคัญกระมัง  ในแต่ละช่วงวัยหรือช่วงเวลา  คนเรามักจะคิดผิดแผกแตกต่างกันออกไปได้เสมอ  หรือเขาอาจจะเคยเตือนแล้ว  แต่คุณไม่ยอมรับฟังเอง  คนอย่างคุณมักไม่ได้ยินในบางเรื่องที่สำคัญ  คุณเลือกที่จะได้ยินเฉพาะในสิ่งที่คุณต้องการ  ยอมรับเถอะว่าคุณทำเช่นนั้นเสมอ  และยังต้องการอะไรใหม่ ๆ ไม่รู้จบสิ้น  เมื่อเวลาผ่านไป  สิ่งที่คุณมีอยู่ต่อให้ดีแค่ไหน  ก็ย่อมกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย  แล้วบางสิ่งบางอย่าง  เช่น  เกียรติยศ  รางวัล  หรือชื่อเสียง  พวกมันก็ไม่มีค่าอะไรเลย  หากตกเป็นของคุณในวันที่ไม่รู้สึกหิวกระหาย  ดูสิ  คุณรู้สึกอย่างไร  ในวินาทีแรกที่รับรู้ว่าได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์ไพรซ์  ความรู้สึกมันพลุ่งพล่านรุนแรงยิ่งกว่าตอนรู้ว่าได้ตีพิมพ์ผลงานครั้งแรกในนิตยสารไหม  ผมหมายถึงตอนที่คุณระลึกขึ้นได้น่ะ  เพราะในยามที่คุณลืม  แม้แต่ความทรงจำที่มีค่าที่สุดก็ยังไร้ความหมาย  ความจริงคุณควรจะดีใจพร้อมกันกับภรรยาด้วยซ้ำ  เธอภาคภูมิใจกับรางวัลนี้มากทีเดียวราวกับเป็นคนเขียนเสียเอง  อ้อ  มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเตือนคุณเอาไว้  แม้มันอาจไม่สำคัญสำหรับคุณเลยก็เป็นได้  ผมแค่จะบอกว่า  บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในความคิดหรือความทรงจำของคุณ  ไม่ใช่ความจริงเสมอไป  มันอาจถูกกำหนดไว้เพื่อให้การมาเยือนมันทากินีซิตี้ของคุณมีเรื่องราวครบถ้วนเท่านั้น  แต่ไม่ต้องห่วง  ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย  สิ่งที่ถูกต่อเติมเข้าไปไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนัก  สิ่งที่มีความหมายต่อจิตใจของคุณ  พวกมันยังคงอยู่กันครบถ้วน  มันจะไม่ถูกบิดเบือน  ข้อนี้ขอให้คุณวางใจได้”


เขารับฟังโดยไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา  ภายในใจเพียงครุ่นคิดทบทวนความทรงจำ  และความต้องการจากส่วนลึก  ในอดีตเขาเคยมีความปรารถนามากมาย  ด้วยความเชื่อว่า  เมื่อสมปรารถนาแล้วจะมีความสุข  แต่ความรู้สึกเหล่านั้นก็ผ่านไปเหมือนกับภาพต่าง ๆ ที่เขาเคยเห็น  ยามนั่งอยู่ริมหน้าต่างรถยนต์หรือรถไฟในสมัยก่อน


“ไม่ต้องคิดมาก  ผมคงไม่ยิงคุณง่าย ๆ  ในกรณีเลวร้ายที่สุด  การปล่อยให้พวกกบฏล้างสมองของคุณ  น่าจะถือว่าปรานีตามสมควร  พอพวกนั้นล้างสมองคุณแล้ว  ขั้นตอนต่อไปก็แค่ปล่อยให้คุณอยู่กับสมองที่ว่างเปล่าไปตลอดชีวิต  ภายในอาคารร้างหลังใดหลังหนึ่งของมันทากินีซิตี้  ซึ่งจะไม่มีใครรบกวนคุณอีกเลย  แน่นอนว่า  มันจะต่างไปจากกรณีที่คุณอยู่ในมันทากินีซิตี้จนครบกำหนด  แล้วถูกส่งตัวกลับบ้าน  ที่นั่นความทรงจำของคุณจะไม่หายไปในทันที  แต่จะค่อย ๆ จางหายไปเหมือนหมอกควัน  คุณย่อมจะเจ็บปวดมากกว่า  เมื่อรู้สึกได้ว่า  ความทรงจำของตัวเองกำลังสลายไปอย่างช้า ๆ ”


“ฟังดูโหดเหี้ยมมาก  แต่ความจริงแล้วผมไม่ได้กังวลเรื่องพวกนี้  และผมเองก็ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกกบฏมาก่อนเลยด้วยซ้ำ  ถึงกระนั้นผมก็พอเข้าใจได้ว่า  ความขัดแย้งย่อมมีอยู่ในทุกองค์ประกอบของธรรมชาติ  โดยไม่ต้องเอาตัวเราเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย  แต่เอาเถอะ  เพื่อความเป็นพลเมืองดี  ผมจะพยายามไม่ขัดใจคุณ  อ้อ  ขอถามอะไรสักหน่อยได้ไหม  พอดีผมเกิดความสงสัยอะไรนิดหน่อย  สมมุติเอานะครับ  ถ้าผมแย่งปืนมาจากคุณ  แล้วหันปากกระบอกปืนยิงใส่คุณ  มันจะได้ผลเหมือนกันไหม”


คำถามนี้ทำให้สันติสุขถึงกับหัวเราะออกมา  ก่อนจะตอบว่า  “มันถูกออกมาแบบมาเพื่อคนอย่างคุณ  สำหรับผมแล้วชอบอะไรที่สยดสยองมากกว่านั้น  ในความหมายและความรู้สึกของผู้คนร่วมสมัยเดียวกันกับผม”


“การถูกยิงตายก็น่าสยดสยองมากพออยู่แล้วสำหรับผู้ถูกยิง  ผู้พบเห็นและต้องเป็นพยานในความตายนั้นกลับชวนให้สยองขวัญยิ่งกว่า  แต่ถ้าจะพูดไปแล้วความตายก็น่ากลัวเหมือนกันหมดนั่นแหละ  ไม่ว่าจะเป็นการตายอย่างมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม  แม้กระนั้นคงไม่มีใครอยากตายโดยไม่มีเหตุผล  เหตุผลไม่เข้าท่าก็ยังเป็นเหตุผลด้วยตัวของมันเอง  รู้อย่างนี้แล้วผมคงต้องระวังไม่ทำอะไรขัดใจคุณ  ผมจะพยายามเป็นเด็กดี  แม้ชีวิตจะเข้าสู่วัยชราแล้วก็เถอะ จริงสินะ  ทั้ง ๆ ที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะเป็นคนแก่เมื่อไม่นานมานี้นี่เอง  ก่อนหน้านี้ผมยังจำได้ว่ายังเป็นหนุ่มอยู่เลย  ชั่วประเดี๋ยวเดียวกลับชราลงอย่างรวดเร็ว  บางสิ่งเสื่อมโทรมลงจนแทบตั้งตัวไม่ติด  นี่จึงเป็นเหตุผลเร่งเร้าให้ผมรีบเดินทางมายังมันทากินีซิตี้  แม้จะต้องใช้เงินทองทั้งหมดที่มีอยู่  ผมได้แต่หวังว่าคงตัดสินใจไม่ผิด”


“คุณอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ  ทำตามสามัญสำนึกของมนุษย์คนหนึ่ง  คุณจะไม่ได้พบผมบ่อยนัก  เราจะคุยกันเท่าที่จำเป็น  การได้พบกันรังแต่จะสร้างความรำคาญให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ  ผมรู้ดี  ไม่ใช่ในตอนเริ่มต้นก็ในบั้นปลาย  ผู้คนมาที่นี่ก็เพื่อแสวงหาความสงบสันโดษตามที่พวกเขาเข้าใจ  แม้ว่าแท้จริงแล้ว  พวกเขามาเยือนมันทากินีซิตี้ก็เพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำที่เลือนหายไปต่างหาก  ดังนั้นการได้รับช่วงเวลาที่จะไม่ต้องวุ่นวายกับใครเลย  แต่มีความสุขอยู่กับเรื่องราวในอดีต  เหมือนนักตกปลาผู้นั่งอยู่ตามลำพังริมลำธารในหุบเขา  ในมือมีเพียงคันเบ็ดไม้ไผ่และความเดียวดาย  อดีตคือสหายที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา  อารมณ์ความรู้สึกในทำนองนั้นนั่นแหละคือจุดเด่นของมันทากินีซิตี้  ซึ่งผมมีหน้าที่ต้องรักษาเอาไว้”


“แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ  ตอนนี้พวกเขาไปอยู่ที่ไหนกันหมด    ตั้งแต่ผมเดินทางมาถึงก็ไม่เคยพบเห็นใครเลย  แม้จะโดยบังเอิญก็ตาม   คุณคือมนุษย์คนแรกที่ผมพูดด้วย  ส่วนบาร์เทนเดอร์ที่เช็ดแก้วไม่เคยเสร็จสักทีคนนี้  ไม่รู้ว่าจะนับเป็นคนที่สองได้หรือไม่”

“คุณยังต้องการพบใครอีกงั้นรึ  มันทากินีซิตี้เป็นโลกที่คุณต้องการให้มีแต่ความโดดเดี่ยวตั้งแต่ในตอนออกเดินทางมาเยือน  อย่าบอกนะว่าตอนนี้คุณเปลี่ยนใจแล้ว”


“ไม่ใช่คำถามสำคัญหรอกครับ  ผมแค่อยากรู้  ผมยังคงไม่ต้องการพบใครเหมือนในตอนเริ่มต้นออกเดินทาง”


“ดีแล้ว”  สันติสุขผงกศีรษะไปมา  ก่อนจะยกแก้วเหล้าที่บาร์เทนเดอร์เพิ่งรินให้ใหม่ขึ้นดื่มจนหมดอีกครั้ง  “คนอื่น ๆ ต่างแยกย้ายกันอยู่  พวกเขาไม่ชอบออกมาเดินเพ่นพ่านเหมือนคุณหรอก  ดังนั้นคุณจะไม่ได้พบพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล เรื่องนี้คุณน่าจะเดาได้  มันเป็นข้อกำหนดพื้นฐานของมันทากินีซิตี้อย่างที่คุณต้องการ  คุณคงไม่อยากเจอหน้าใครในดินแดนแห่งนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวด  ในเวลาที่คุณคิดถึงพวกเขา”


“ความเจ็บปวดเป็นเพียงอดีตสำหรับผมเท่านั้น  ว่าแต่ตอนนี้ผมไปได้หรือยัง  ผมเริ่มอยากออกเดินแล้ว  หรือพูดอีกทีก็ต้องบอกว่า  ผมอยากอยู่คนเดียวอีกครั้งหนึ่ง”


“คุณคงเบื่อขี้หน้าผมเต็มทนแล้วสินะ  ผมเข้าใจ”


“ขอถามอีกสักเรื่องเถอะ  ผมจะกลับมาใช้บริการร้านนี้ได้อีกหรือไม่”


“เสียใจด้วย  คุณจะไม่ได้เห็นมันอีก  มันเป็นแค่ร้านเหล้าเฉพาะกิจเท่านั้น”


“แล้วถ้าผมหิวล่ะ  ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ  ตั้งแต่เดินทางมาถึงที่นี่”


“ตามปกติจะมีตู้ขายอาหารและเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญอยู่หน้าอาคารบางแห่ง  เหรียญเงินที่คุณได้มาในตอนแรกยังอยู่ครบใช่ไหม  นั่นแหละ  หยอดเหรียญลงไป  แล้วกดเลือกรายการอาหารตามใจชอบ  รสชาติของมันไม่เลวเลยทีเดียว  แม้จะเป็นอาหารขยะก็ตาม  อ้อ  จำไว้อย่างหนึ่งว่าตู้พวกนั้นไม่มีแสงไฟ  เรื่องนี้คุณคงเข้าใจได้  คุณจึงต้องสังเกตให้ดี  ไม่ต้องสงสัยว่ากลไกต่าง ๆ ภายในตัวตู้ยังคงทำงานอยู่หรือไม่  แม้มันจะดูเหมือนถูกทอดทิ้งมานานแล้วก็ตาม”

เขาพยักหน้ารับ  รีบลุกขึ้นยืน  และทำท่าเหมือนจะเดินออกไปจากร้านเหล้า


“คุณควรดื่มกาแฟในถ้วยนี้ให้หมดนะ  มันจะช่วยทำให้คุณอยู่ในมันทากินีซิตี้ได้นานขึ้นอีกสองสัปดาห์  เมื่อรวมกับคำขอเดิมก็จะรวมเป็นระยะเวลาถึงหนึ่งเดือนครึ่ง  ผมขอมอบให้คุณเป็นกรณีพิเศษ  แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นอีกก็คือ  กาแฟถ้วยนี้จะทำให้ความทรงจำของคุณชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย  มันช่วยเรียกส่วนที่เสียหายกลับมามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  หวังว่าคุณคงพอใจกับความทรงจำของคุณ  และถ้าหากผมเป็นคุณ  ผมจะรีบรู้สึกกับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ก่อนที่เวลาในมันทากินีซิตี้จะหมดลง  ส่วนเรื่องการปักหลักอยู่อย่างถาวร  คุณคงต้องใช้ความพยายามให้ถึงที่สุดแล้วล่ะ”


“ผมว่าผมจ่ายจนหมดตัวแล้วนะ”

“เรื่องเงินเป็นแค่ตัวหลอกเท่านั้น  มันเป็นเพียงระบบคัดกรองผู้มาเยือน  แท้จริงแล้วเงินไม่มีความหมายอะไรเลย  เหมือนชื่อเสียงนั่นแหละ  สิ่งที่คุณต้องทำให้ได้ไม่มีอะไรมาก  แค่คุณพยายามไปให้ถึงห้องเพนเฮ้าส์บนยอดตึกระฟ้าที่สูงที่สุดของมันทากินีซิตี้  จงเดินทางไปลงทะเบียนที่นั่น  มันจะทำให้คุณได้รับอภิสิทธิ์และสามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป  เอาเถอะ  ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกหากไม่รู้เรื่องนี้  สันติสุขหรือผู้ชี้ทางคนนั้นไม่ได้มาเยือนมันทากินีซิตี้นานมากแล้ว  เขากลายเป็นคนที่รักจะอยู่ในโลกเก่ามากกว่าโลกใหม่  อยู่กับความว่างเปล่าของเขา  มันคือบทสรุปซึ่งเขาเป็นผู้เลือกเอง  ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นจะเข้าใจ  คุณน่าจะรู้ว่าทุกคนล้วนมีเหตุผลเป็นของตนเองด้วยกันทั้งนั้น  ถ้าพูดอย่างคนที่ไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่น  หรือแท้จริงแล้วไม่กล้าหาเหตุผลที่ดีกว่ามาคัดง้าง  ผมก็คงต้องบอกว่า  ขอเคารพการตัดสินใจของเขา  ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่จำเป็นต้องบอกคุณทุกเรื่อง  และอีกประการหนึ่ง  ตอนนี้เขาอาจลืมเรื่องที่พูดกับคุณไปจนหมดสิ้นแล้วด้วยซ้ำ  การต้องพูดคุยกันมากเกินไปในเรื่องซึ่งเราจดจำไม่ได้นั้น  ย่อมเป็นเรื่องน่าเศร้า”

“โกงกันชัด ๆ  นั่นมันเงินทุกบาททุกสตางค์ของผมเลยนะ”


“เขาไม่ใช่นักธุรกิจการเมืองหรือเผด็จการทหารนี่ครับ  จะได้ซื่อสัตย์กับการถลุงเงินทุกบาททุกสตางค์ของคุณ  แม้ในเวลาที่คุณไม่ได้สติหรือกำลังบ้าคลั่ง  แต่บอกแล้วไงว่าที่นี่เงินไม่มีความหมาย  ถ้าคุณต้องการมันคืน  ผมสามารถโอนกลับให้คุณเดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้”


ในเวลานั้นเขาจึงได้แต่ยืนนิ่ง  ครุ่นคิด  และเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์  ความจริงเขาก็แค่ต้องการลองหยั่งเชิง  รวมถึงอยากเรียกร้องเวลาจากสันติสุขมากขึ้นเท่านั้น  แต่ราวกับอีกฝ่ายหนึ่งจะล่วงรู้ความคิดของเขา  สันติสุขสั่นศีรษะและคะยั้นคะยอให้เขาดื่มกาแฟ  เขาจึงรีบยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มจนหมด  ก่อนจะวางมันลงบนเคาน์เตอร์ค่อนข้างแรงจนบาร์เทนเดอร์หนุ่มหันหน้ามามอง  แล้วรีบเดินตรงเข้ามาเก็บถ้วยกาแฟไปล้างในทันที


“ขอถามอะไรหน่อยเถอะ  เราสองคนเคยรู้จักกันมาก่อนไหม”


“ไม่…ไม่เลย  เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  แม้หลายครั้งเราทั้งสองอาจจะรู้สึกไปว่า  มีบางสิ่งบางอย่างที่เราเคยใช้  หรือมีประสบการณ์ร่วมกันก็ตาม”


“ขอบคุณ  ตอนนี้ผมคงต้องขอกล่าวว่า…ลาก่อน”


“เชิญครับ  ระหว่างทางคุณควรระวังพวกกบฏเอาไว้บ้างก็ดี  ถ้าพวกมันจับคุณได้  คุณจะไม่เหลืออะไรอยู่ในหัวของคุณเลย  นอกจากเรื่องราวทั่วไปเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต  นี่ถือว่าผมเตือนคุณแล้วนะ  ถ้าคุณพลาดท่าเสียที  ก็อย่าหาว่าผมส่งคุณไปติดกับ”


ก้าวพ้นออกจากร้านเหล้ามาได้  เขาก็ถึงกับถอนหายใจโล่งอก  รู้สึกเหมือนคนกลัวเครื่องบินที่ต้องทนนั่งอยู่ภายในนั้นเป็นเวลานาน  การได้พบกับผู้ดูแลมันทากินีซิตี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก  ข้อมูลต่าง ๆ ที่เพิ่งรับรู้ยังทำให้เขาเกิดความวิตกกังวล  ไหนจะรอยยิ้มลับลมคมในนั่นอีกเล่า  ดังนั้นการที่เขาเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาหลังจากดื่มกาแฟเข้าไป  เขาจึงใช้มันเป็นเหตุผลบอกตัวเองให้ออกจากร้านเหล้าโดยเร็ว  แต่แท้จริงแล้วเหตุผลก็คือการอยู่ห่างจากชายผู้มีอาวุธอันตรายนั่นเอง  อย่างไรก็ตาม  ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับห้องพักบนอาคารที่สูงที่สุดก็ทำให้เขาต้องครุ่นคิดอย่างหนัก  เขายอมรับว่าปรารถนาเดินทางไปให้ถึงห้องนั้น  เขาไม่รู้หรอกว่าที่นั่นจะมีอะไรรออยู่  แต่สัญชาตญาณบอกว่าเขาจะต้องไปให้ถึง  มีบางสิ่งบางอย่างสำคัญรอเขาอยู่  อย่างน้อยก็คือการได้รับสิทธิพำนักอยู่ในมันทากินีซิตี้ได้ตลอดไป  คิดดูเอาเถอะ  ในตอนนั้นจะมีอะไรวิเศษยิ่งไปกว่านี้อีกเล่า  เขาถามฉันด้วยรอยยิ้มอย่างขัน ๆ

เดินมาได้สักครู่หนึ่ง  เขาก็มองเห็นตู้จำหน่ายอาหารอัตโนมัติ  มันตั้งอยู่หน้าอาคารยอดแหลมซึ่งมีลักษณะผิดแผกไปจากอาคารทั่วไป  ตู้ขายอาหารแลดูเป็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ในความมืด  เขาพบมันขณะเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อมองหายอดตึกระฟ้าที่สูงที่สุด  ทว่าในตอนนั้นยังคงค้นไม่พบ  เนื่องจากอาคารสูงรอบตัวได้บดบังทัศนียภาพของมหานครกว้างใหญ่เอาไว้จนหมดสิ้น  ในเวลาต่อมา  เขาจึงมีความคิดที่จะลองเปลี่ยนวิธีการใหม่  เป็นไปได้ว่าเขาจะต้องหาทางขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคารหลังใดหลังหนึ่ง  เขาเริ่มคิดอย่างมีความหวัง  ขณะล้วงกระเป๋ากางเกงควานหาเหรียญเงินซึ่งผู้ชี้ทางมอบให้ไว้หนึ่งกำมือ  เขาไม่แน่ใจหรอกว่าพวกมันมีอยู่ด้วยกันกี่เหรียญ  เขารับเหรียญพวกนี้มาโดยไม่ได้สนใจเลย  ด้วยมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้เดินทางไกลเหมือนสมัยก่อน  


เขาเดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าตู้จำหน่ายอาหารแบบหยอดเหรียญ  ซึ่งมองดูเหมือนของเก่าจากยุคที่สิ่งต่าง ๆ บนโลกมนุษย์ยังไม่ได้เชื่อมต่อกันด้วยระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง  เขาพยายามเพ่งมองสิ่งประดิษฐ์ของโลกเก่าที่ไร้แสงไฟ  ไม่มีแม้กระทั่งแสงกะพริบเป็นสัญญาณบอกการทำงาน  เพราะแสงไฟถือเป็นการรบกวนผู้มาเยือนอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  แต่ด้วยความหิวโหย  เขาก็หวังว่ากลไกภายในตู้จะยังคงทำงานได้ตามปกติ  ดังนั้นเขาจึงรีบหยอดเหรียญลงไป  แล้วกดปุ่มเลือกแฮมเบอร์เกอร์กับน้ำอัดลม  ตามรูปภาพบนตู้ที่ปรากฏอยู่อย่างเลือนลางในความมืด  อึดใจต่อมาก็มีเสียงหึ่ง ๆ ดังขึ้น  มันน่าจะเป็นเสียงการทำงานของกลไกอะไรสักอย่างหนึ่ง  ในเวลาเดียวกันนั้น  แก้วน้ำทำจากกระดาษก็เคลื่อนตัวตกลงมาในช่องว่างด้านล่าง  แล้วอย่างทันทีทันใด  เขาก็มองเห็นและได้ยินเสียงน้ำอัดลมถูกฉีดใส่แก้วดังซ่า ๆ  มีกลิ่นเฉพาะตัวของโคล่าฟุ้งกระจายออกมาค่อนข้างแรง  นี่เป็นเครื่องดื่มที่ไม่ได้อยู่ในความทรงจำของเขามานานมากแล้ว  ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้เขาจะไม่ได้แตะต้องน้ำอัดลมเลย  หมอและภรรยาผู้ชราของเขาสั่งห้ามดื่มอย่างเด็ดขาดในระหว่างที่เขากลายเป็นคนป่วย  เวลานั้นเขาจึงคิดว่า  การดื่มน้ำอัดลมในมันทากินีซิตี้สักแก้วหนึ่ง  คงไม่ถึงกับทำให้เขาล้มลงไปนอนชักดิ้นชักงออย่างแน่นอน


เมื่อได้อาหารและเครื่องดื่ม  เขาก็ถือโอกาสเดินเล่นพร้อมกับกินไปด้วย  แฮมเบอร์เกอร์รสชาติไม่ต่างจากในความทรงจำของเขา  ครั้งเคยนั่งกินตามร้านแฟรนไชส์ในศูนย์การค้าต่าง ๆ  ส่วนโคล่ายังมีรสใกล้เคียงกับที่เขาเคยดื่มมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กประถม  และการได้เดินกินเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นก็สร้างความพึงพอใจให้แก่เขาไม่น้อยทีเดียว  เนื่องจากบัดนี้ไม่มีใครมาคอยห้ามปราม  ที่ผ่านมามักจะมีคนคอยห้ามเขาไม่ให้ทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ  ส่วนใหญ่มักจะเป็นภรรยาผู้ชราของเขา  เหตุผลก็ไม่มีอะไรใหม่  ทุกครั้งจะมีแต่เรื่องสุขภาพเป็นข้ออ้างทั้งสิ้น  เขาจึงแทบจะทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้เลย  โดยที่ยังไม่ต้องกล่าวถึงในเรื่องซึ่งเป็นนามธรรม  เขาเคยคิดด้วยความสงสัยว่า  ถ้าคนเราไม่อาจหาความเพลิดเพลินกับสิ่งต่าง ๆ บนโลกนี้ได้แล้ว  มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรกันเล่า  ทว่าในเวลานั้น  ความรื่นรมย์ที่สุดก็คือความสงบใจยามได้อยู่ตามลำพัง  เขาไม่เหงาเลย  แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความสุข


หลังจากกินแฮมเบอร์เกอร์จนหมดก้อน  เขาค่อย ๆ เช็ดมือกับกางเกงที่สวมอยู่อย่างง่าย ๆ  และยกแก้วโคล่าขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่  ต่อมาเขาคิดจะทิ้งแก้วเครื่องดื่ม  จึงมองหาถังขยะแต่ไม่พบ  แล้วจู่ ๆ ก็มีถังขยะพลาสติกสีเขียวทรงกระบอกสี่เหลี่ยม  ความสูงเท่ากับเอวของเขา  ผุดขึ้นจากพื้นทางเท้าตรงหน้าอย่างทันทีทันใดราวกับใช้เวทมนตร์  เขาเริ่มรู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมาทันที  พลางคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องปกติสักเท่าใดนักที่จะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น  แต่ความเคร่งเครียดภายในใจของเขาก็เลือนหายไป  เมื่อมองเห็นบ้านสีขาวสองชั้นหลังหนึ่งตรงหัวมุมถนน  ห่างจากจุดที่เขายืนอยู่ราวร้อยเมตร  เขารีบเปิดฝาถังขยะทิ้งแก้วน้ำลงไป  และก้าวเดินอย่างเร่งรีบเหมือนเด็กน้อยที่วิ่งซอยขาอย่างรวดเร็ว  เมื่อมองเห็นพ่อกับแม่มารอรับอยู่หน้าประตูโรงเรียน  แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ความชราของเขา  มันทำให้ขาทั้งสองข้างไม่ค่อยจะเป็นใจสักเท่าไรนัก

ครั้นเข้าไปใกล้มากพอแล้ว  เขาก็ต้องหยุดจ้องมองบ้านหลังนั้นอยู่เป็นเวลานาน  เขาสารภาพกับฉันว่า  ในตอนนั้นเขาแทบจะไม่อยากเชื่อสายตาตนเองเลย  เมื่อสิบสี่ปีก่อนเขาเคยกลับไปค้นหามัน  แต่ก็พบเพียงซากปรักหักพังซุกซ่อนตัวอยู่ภายในดงไม้รกร้าง  ทว่าบ้านหลังที่เห็นอยู่ในมันทากินีซิตี้ในช่วงเวลาดังกล่าว  ยังคงมีสภาพดุจเดียวกับที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งอายุสิบเจ็ดปี  เขาไม่มีวันลืมรายละเอียดของบ้านสีขาวไปได้อย่างแน่นอน  แต่ด้วยเหตุผลใดกันเล่า  ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะว่า  เขาได้รู้จักกับน้าแก้วเป็นครั้งแรกก็ภายในบ้านหลังนั้น


ในเวลาต่อมา  เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องของน้าแก้วให้ฉันฟังด้วยรอยยิ้มเศร้า ๆ  เขาบอกกับฉันว่า  น้าแก้วหนีออกจากบ้านมาด้วยความเชื่อว่าไม่มีใครรักเธอเลย  เธอจึงเที่ยวเดินไปตามท้องถนนซึ่งในระยะแรกมีผู้คน  แต่นานวันเข้าท้องถนนก็ว่างเปล่าราวกับเมืองร้าง  อย่างไรก็ตาม  เธอยังคงเดินต่อไปอย่างไม่รู้จักท้อแท้  จนกระทั่งได้พบถนนอีกสายหนึ่ง  บนเส้นทางสายนี้นี่เองที่ความโดดเดี่ยวอันน่าประหลาดกำลังรอเธออยู่  และทำให้เธอคิดว่า  ความโดดเดี่ยวคือความสุข  เธอปรารถนาจะอยู่กับความรู้สึกนี้ไปจนวันตาย  เธอเคยเชื่อว่า  อีกไม่นานเธอจะตายจากโลกของเธอไปอย่างเรียบง่าย  เธอจึงได้แต่เฝ้ารอคอยให้ความตายอันงดงามมาถึง  ภายในใจของเธอหวังว่า  มันจะมาทักทายอย่างสงบในวาระสุดท้าย  วินาทีซึ่งความเจ็บปวดทั้งชีวิตได้มลายหายไปจนหมดสิ้น

แต่แล้ววันหนึ่งน้าแก้วก็ได้พบรถยนต์สีแดงตกอยู่ข้างทาง  ภายในรถคนนั้นมีร่างของชายวัยกลางคนนอนฟุบหมดสติอยู่ด้านหลังพวงมาลัย  เธอรีบปฐมพยาบาลชายผู้นี้ด้วยความรู้สึกทางมนุษยธรรม  และเมื่อเขาฟื้นขึ้นมาพอบอกทางได้  เธอจึงรับอาสาขับรถพาเขากลับไปยังบ้านพักภายในหุบเขาแห่งหนึ่ง  และอยู่ดูแลจนกระทั่งเขาหายป่วย


ภายหลังชายวัยกลางคนผู้นี้ตอบแทนน้าแก้วด้วยการขอเธอแต่งงาน  ในขณะนั้น  แม้ว่าเธอจะไม่ได้รู้สึกรักชายคนดังกล่าวเลย  แต่เธอกลับตอบตกลงอย่างง่ายดาย  นั่นคงเป็นเพราะว่าการพักอยู่ในบ้านสีขาวเป็นเวลานาน  ได้ทำให้เธอเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายการเดินทางไปบนถนนสายว่างเปล่า  ถนนซึ่งดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด  น้าแก้วปรารถนาการได้พักผ่อน  ก่อนจะออกเดินทางอีกครั้งเมื่อหัวใจของเธอพร้อม


ภายในบ้านสีขาวอันเป็นเรือนหอ  น้าแก้วได้ถอดเสื้อยืดรัดรูปออกจากร่างที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ  และแทนที่ด้วยเสื้อคอกระเช้าสีฝาดแลดูเคร่งขรึม  กระโปรงสั้นถูกเปลี่ยนเป็นผ้าซิ่นสีดำยาวกรอมเท้ากลมกลืนไปกับบรรยากาศ  น้าแก้วพยายามปรับตัวให้เข้ากับหุบเขานั่นเอง  

เขายังจำได้ดีเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้  ครั้งหนึ่งเธอเคยบอกเขาว่า  มันคือจังหวะที่เหมาะสำหรับการลงหลักปักฐาน  เป็นความรู้สึกลงตัว  เธอเริ่มรู้สึกมั่นคง  ปลอดภัย  หายเหนื่อย  หายกลัว  ทุกสิ่งทุกอย่างช่างง่ายดาย  เมื่อเธอเองรับรู้ว่าชายกลางคนก็ไม่ได้รักเธอเลยเช่นกัน  ชายผู้นี้ต้องการเพียงแค่ครอบครองสาวงามไว้เป็นสมบัติเหมือนเช่นชายทั่วไป  จากนั้นไม่นานก็เบื่อหน่าย  แล้วหันไปแสวงหาหญิงสาวคนใหม่ตามแรงขับภายใน  ไม่มีผู้ชายคนไหนเคยอิ่มกับเรื่องทำนองนี้  พวกเขาหิวกันอยู่ตลอดเวลา  แต่หลายคนรู้ดีว่า  ความหิวอาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  พวกเขาจึงยอมอดกลั้นต่อความหิวกระหายดังกล่าว  ทว่าเหตุผลนั้นใช้ไม่ได้กับสามีของน้าแก้ว  ชายผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด  สามีของน้าแก้วเคยยอมรับว่า  สำหรับชายที่ยังคงมีความสามารถและอำนาจ  ย่อมแสวงหาการเติมเต็มเมื่อรู้สึกพร่องหรือหิวโหย  อีกทั้งยังหวังการตอบสนองที่ดีจากเหยื่อตรงหน้า  ถ้าเหยื่อดิ้นรนต่อสู้  นั่นย่อมจะเป็นความสนุกอย่างถึงที่สุด  เหยื่อที่ตายแล้วไม่มีค่าอะไรอีก


การอยู่อย่างไร้ความรักทำให้น้าแก้วปราศจากความเจ็บปวด  พฤติกรรมของสามีไม่เคยสร้างความรวดร้าวใด ๆ ให้แก่หัวใจของเธอเลย  น้าแก้วไม่คาดฝันมาก่อนว่าวันหนึ่งเธอจะได้พบกับเขา  เธอเคยสารภาพเช่นนั้น  และยังกล่าวว่าเขาทำให้เธอมองเห็นโลกนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป  เธอกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง  แม้ความเป็นไปเยี่ยงนั้นจะทำให้เธอรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของความเจ็บปวด  ความรู้สึกที่เธอหลงลืมไปนานมากแล้ว  ทว่าภายในหุบเขาย่อมแตกต่างกันออกไป  มันคือความเจ็บปวดซึ่งทำให้โลกและท้องฟ้ากลับมางดงามเหมือนเช่นเดิม  น้าแก้วยังสารภาพด้วยว่า  เธอรู้สึกคุ้มค่าเหลือเกินกับการได้สัมผัสถึงความรู้สึกเจ็บปวดนั้น


จากสีหน้าท่าทางของเขา  ทำให้ฉันมองเห็นได้ว่า  เขาทบทวนและเล่าเรื่องราวภายในความทรงจำช่วงนี้อย่างกระตือรือร้น  แม้จะทำให้เขาสะเทือนใจมากก็ตาม  ความทรงจำในห้วงยามนั้นช่างดูสดใหม่อย่างน่าประหลาด  เขาจึงยังคงรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของเธอเหมือนเช่นครั้งแรก  เขากล่าวว่า  เขาจดจำเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับเธอได้เป็นอย่างดี  จนกระทั่งเกิดแรงปรารถนาที่จะหวนกลับไปหาเธออย่างรุนแรง  ทว่าที่ผ่านมา…ถึงตรงนี้เสียงพูดของเขาก็ขาดหายไป  เขาต้องใช้เวลาปรับอารมณ์อยู่นานกว่าจะเริ่มต้นเล่าเรื่องได้อีก  เขาบอกว่านี่อาจฟังดูเหมือนข้อแก้ตัว  เขาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่เบาลงมากจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ  ทำให้ฉันรับรู้ว่า  ความจำเป็นหลายอย่างทำให้เขาไม่อาจเป็นตัวของตัวเอง  กระทั่งหลายสิบปีต่อมา  ในวันที่เขากลายเป็นชายวัยกลางคนไปแล้ว  ความชราได้คืบคลานเข้าสู่ร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเขา  เว้นเสียก็แต่ความทรงจำบางส่วน  ด้วยเหตุนี้เมื่อลูกชายบุญธรรมของเขาได้ตัดสินใจพาเขาเดินทางไปยังหุบเขาแห่งนั้น  ความทรงจำในวันเก่าแก่ครั้งเป็นเด็กหนุ่มก็ถูกกระตุ้นเตือนให้ตื่น  และทำให้เรื่องราวทั้งหมดราวกับเพิ่งเกิดขึ้น


“ยิ้มหน่อยค่ะ”  เด็กสาวร้องสั่งเสียงใส  ก่อนจะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพเขาซึ่งกำลังยืนเหม่ออยู่ตามลำพัง  โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสีเขียวอมคราม  เมื่อเขาหันกลับไปมองก็แลเห็นเมฆขาวหม่น ๆ ลอยเรี่ยต่ำ  ประหนึ่งกำลังโอบกอดทุกคนเอาไว้  ครั้นถ่ายรูปเขาเสร็จแล้ว  เด็กสาวได้ขอร้องให้ช่วยถ่ายรูปเธอคู่กับลูกชายบุญธรรมของเขา


เขารับโทรศัพท์จากมือของเด็กสาว  ทว่าด้วยความที่สายตายาวจึงต้องหรี่ตาเพ่งมองภาพบนจอ  และเลื่อนเข้าเลื่อนออกอยู่นาน  ในเวลานั้นเขาต้องยอมรับว่า  ยิ่งจ้องมองจอภาพนานเท่าไร  ภาพบนจอก็ยิ่งสะกิดใจมากขึ้นเท่านั้น  ภาพของคู่รักคู่หนึ่งซึ่งกำลังยืนอยู่ต่อหน้าฉากธรรมชาติอันงดงาม  ได้ทำให้ความทรงจำเก่าแก่ของเขาถูกฉายซ้ำอยู่ในห้วงความคิด  ความมีชีวิตชีวาและความรักของเด็กรุ่นลูก  ทำให้เขาอดคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้นภายในหุบเขาแห่งนี้ไม่ได้


“การมีชีวิตอยู่คือความเจ็บปวด”


น้าแก้วเคยกล่าวออกมาให้เขาได้ยินเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม  ทว่าการหวนคืนในวันซึ่งร่างกายกำลังเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา ณ ใจกลางหุบเขาแห่งความทรงจำ  และทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง  แต่ถ้อยคำของเธอยังคงแว่วมาให้เขาได้ยินครั้งแล้วครั้งเล่า  ดุจเดียวกับเสียงก้องสะท้อนจากปากของนักท่องเที่ยวหนุ่มสาว  ที่กำลังสนุกสนานอยู่กับการตะโกนถ้อยคำใส่กำแพงภูเขา


ไม่นานนักฝนในหุบเขาก็ร่วงหล่นลงมา  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า  สายฝนจะทำให้เขาหวนคิดถึงเรื่องราวคืนสุดท้ายในหุบเขา  เขายังคงจดจำความรู้สึกในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี  ราวกับว่าได้สลักเสลาเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ภายในหัวใจ


คืนนั้นช่างเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะไม่เผลอหลับใหลไปในความง่วงงุนและความมืดมิดของคืนข้างแรม  เขาเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ตามเดิม  เขาบอกว่า  ต้องฝืนลืมตาโพลงอยู่ภายในมุ้งตามลำพัง  หลังจากที่น้าแก้วได้จากไปแล้ว  ในเวลานั้นไม่มีอะไรให้ทำอีก  นอกจากนอนตะแคงเงี่ยหูฟังเสียงน้ำค้างหยดจากชายคาดังเปาะแปะ  เสียงดังกล่าวดังเป็นจังหวะเมื่อกระทบพื้นดิน  ประสานกับเสียงแมลงกลางคืนที่ร้องระงมไปทั่วหุบเขา  จมูกของเขาได้กลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ป่า  อีกทั้งยังมีกลิ่นดินล่องลอยมาตามกระแสลม  กลิ่นธรรมชาติดังกล่าวผสานเข้ากับกลิ่นหอมอันหวานซึ้งบนปลอกหมอนและผ้าห่ม  ทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนรัญจวนใจ  ก่อนที่จะหลงเหลือเพียงความเจ็บปวดเก็บซุกซ่อนเอาไว้ในภายหลัง  

ใจหนึ่งเขาปรารถนาจะหลับตาลงเพื่อฝันถึงเรื่องราวอันงดงามระหว่างน้าแก้วกับเขาไปชั่วชีวิต  แต่หากลองได้หลับสนิทเสียแล้วก็ย่อมจะเผลอไผลหลับยาวนานจนถึงพลบค่ำของอีกวันหนึ่ง  มันจะสายเกินไปสำหรับการหลบหนี  แผนการซึ่งได้วางเอาไว้คงล้มเหลว  แม้ว่าหลายต่อหลายครั้งที่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้  เขาก็นึกอยากให้มันล้มเหลวเสียเหลือเกิน  เพื่อที่เขาจะได้อยู่กับน้าแก้วภายในบ้านสีขาวตลอดไป  ไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม  จะคนเป็นหรือคนตาย  เขายอมรับได้ทั้งสิ้น  ทว่าเขาเองก็ยังมีเรื่องราวในครอบครัวต้องสะสาง  ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกสับสนอย่างไรบอกไม่ถูก  สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความเศร้าและความรู้สึกใจหาย  เมื่อใกล้จะได้เวลาต้องจากเธอไป  ความสมหวังได้ลงโทษเขาด้วยการมอบความเจ็บปวดให้เป็นรางวัล  และนั่นก็คือความจริงที่เขาจำต้องยอมรับ


เรื่องราวระหว่างน้าแก้วกับเขาเริ่มต้นขึ้นในสายวันหนึ่งของฤดูร้อน  ปีนั้นโลกกำลังร้อนเป็นไฟ  เมื่อเขากับพ่อทะเลาะทุ่มเถียงกันยกใหญ่  เรื่องที่เขาแอบไปขับรถแข่งบนถนนหลวงจนถูกตำรวจจับกุม  แล้วกลายเป็นคดีความขึ้นมา


ในที่สุด  เขาตัดสินใจหนีออกจากบ้านด้วยจักรยานพับสีแดง  โดยมีกล่องพลาสติกใบใหญ่ใส่เสื้อผ้าและอาหารกระป๋องมัดติดอยู่บนตะแกรงหลังของรถจักรยาน  จากนั้นออกเดินทางไกลด้วยเรี่ยวแรงสองขาบวกกับความคึกคะนองของวัยรุ่น  


หลังจากขี่จักรยานเร่ร่อนเป็นวันที่สอง  เขาก็เดินทางมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง  จึงตัดสินใจพักค้างคืนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ  เนื่องจากมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นร่มรื่นอยู่ตามแนวตลิ่ง  ที่สำคัญไม่มีผู้คนให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว  ทั้ง ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากถนนและเชิงสะพานข้ามแม่น้ำ


การลงเล่นน้ำในแม่น้ำซึ่งไหลลงมาจากภูเขาช่วยเรียกความสดชื่นให้แก่เขา  น้ำนั้นใสแจ๋วและเย็นจัด  การได้อยู่ตามลำพังยังก่อให้เกิดความประทับใจมากเป็นพิเศษ  หลังจากเล่นน้ำอยู่นานเขาก็เริ่มรู้สึกหิว  เขาจึงหุงข้าวกินอย่างตามมีตามเกิด  โดยใช้น้ำจากแม่น้ำ  และเก็บกิ่งไม้แห้งมาเป็นเชื้อฟืน  แม้ภายหลังมันจะกลายเป็นข้าวสุกเละ ๆ ก็ตาม  ทว่าก็ยังให้ความรู้สึกเอร็ดอร่อยเมื่อกินกับปลากระป๋องในซอสมะเขือเทศ  ระหว่างกินอาหารอยู่นั้น  เขาทอดสายตามองสายน้ำไหลเอื่อย ๆ อย่างมีความสุข


เขาพักอยู่ที่ริมแม่น้ำสองคืนโดยไม่มีใครรบกวน  ก่อนจะตัดสินใจขี่จักรยานออกนอกเมืองไปไกลยิ่งขึ้น  เขาเลือกใช้ถนนเลียบพรมแดนประเทศซึ่งเป็นเส้นทางสายเปลี่ยว  ทว่างดงามด้วยธรรมชาติของป่าดิบและภูเขาเขียว  ระหว่างทางเขาแทบจะไม่ได้พบเห็นหน้ามนุษย์ด้วยกันเลย  และนั่นก็คือสิ่งที่เขาต้องการอย่างยิ่ง


จักรยานพับสีแดงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเงียบ ๆ  พลังงานจากสองขาถ่ายเทสู่โซ่เหล็กและยางล้อ  มันเป็นพลังที่เกิดขึ้นจากความต้องการจะไปจากสังคมให้ไกล  โลกที่ทำให้เขาเจ็บปวดอยู่เสมอ  แล้วก็คิดเอาอย่างง่าย ๆ ว่า  ปลายทางที่อยู่ไกลออกไปจะทำให้เขาได้พบกับโลกใหม่ซึ่งมีแต่ความสุข  ในสมัยก่อนเขาทำได้แค่แสวงหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ  ตั้งความหวัง  และพยายามไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ  ด้วยในสมัยนั้น  ผู้คนประเภทเขายังไม่รู้จักมันทากินีซิตี้  ความจริงมันอาจจะมีอยู่แล้ว  เพียงแต่ขาดผู้ชี้ทางอย่างที่คนรุ่นหลังได้รับโอกาส

ในเวลาต่อมา  เขาได้รับข้อมูลจากคำบอกเล่าของชาวบ้านป่าที่พบระหว่างทาง  แล้วถือโอกาสแลกเปลี่ยนอาหารกระป๋องกับไก่ย่าง  โดยไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียเปรียบ  ต่างฝ่ายต่างคิดว่า  ช่างเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าดีเหลือเกิน


ข้อมูลใหม่จากชาวบ้านป่าทำให้เขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางเขื่อนแห่งหนึ่ง  โดยใช้ถนนลาดยางยาวสุดสายตาเป็นเครื่องนำทาง  มันเป็นถนนสายเล็กซึ่งเต็มไปด้วยเนินและทางลาดสูง ๆ ต่ำ ๆ  เส้นทางสายนั้นยาวไกลมากเสียจนดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะไปให้ถึงปลายทาง  แต่เขาก็พยายามกัดฟันขี่จักรยานขึ้นเนินแล้วเนินเล่าอย่างสุดกำลังความสามารถ  ตามประสาเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว


ด้วยความที่สองข้างทางคือเนินเขาสลับพงหญ้า  ผสมผสานเข้ากับความเหน็ดเหนื่อยและแสงแดดที่แผดจ้า  ทำให้ในเวลาต่อมาเขานึกอยากจะจอดรถจักรยานเพื่อล้มตัวลงนอนริมถนน  ทว่าตอนนั้นบ่ายมากแล้ว  แสงแดดกำลังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง  บรรยากาศรอบตัวว่างเปล่าวังเวงเหมือนโลกนี้ไร้สิ่งมีชีวิต  สายตาอ่อนล้าของเขาพยายามมองหาสถานที่เหมาะสมสำหรับพักแรม  แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร  แสงแดดยามบ่ายจัดก็ยิ่งทำให้เขาร้อนมากขึ้นจนเหงื่อท่วมตัว  ลมหายใจเหมือนจะติดขัด  มันเข้าและออกจากปอดสองข้างอย่างยากเย็น  


อย่างไรก็ตาม  สายลมร้อนเดือนเมษายนที่พัดผ่านมาปะทะใบหน้าและแขนขาเป็นครั้งคราว  ก็ช่วยคลายความร้อนลงได้บ้าง  มันเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มคิดถึงห้องนอนส่วนตัวแสนสบาย  แต่ตอนนั้นเขาไม่นึกอยากกลับบ้านเลย  เขาเกลียดหลายสิ่งหลายอย่างที่นั่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของเขาเอง  คงเป็นเรื่องดีกว่าถ้าบ้านหลังนั้นจะไม่มีใครเลย  เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องหนีออกมาทรมานอยู่กลางเปลวแดดอย่างที่เป็นอยู่  เขาสารภาพกับฉันว่า  ในช่วงเวลาดังกล่าว  ไม่แปลกเลยที่เขาจะคิดเช่นนี้

“นี่มันนรกชัด ๆ”  เขาอดรนทนไม่ไหวจนต้องตะโกนออกไปประหนึ่งใกล้จะคลุ้มคลั่ง  ระหว่างที่ใช้ความพยายามสุดกำลังปั่นจักยานพับขึ้นเนินสูงอีกครั้ง  เมื่อถึงยอดเนินก็มองไปข้างหน้า  พร้อมกับเตือนตัวเองว่า  หลังจากปล่อยจักรยานไหลลงเนินนี้แล้ว  เนินถัดไปจะสูงกว่าทุกเนินที่ผ่านมา  ถึงเวลานั้นเขาน่าจะต้องลงจากอานเพื่อเดินจูงจักรยานไต่ขึ้นเนินอย่างช้า ๆ  เขาคิดว่า  ป่วยการเปล่าที่จะต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกด้วยการทำความเร็วอย่างที่ผ่านมา  แต่การปล่อยจักรยานพับสีแดงไหลลงเนินก็ก่อให้เกิดความรู้สึกอิสรเสรีอย่างยิ่ง  นี่อาจพอนับได้ว่าเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขา  หลังจากเพิ่งพบกับความเหน็ดเหนื่อยมาหยก ๆ  เขาชอบความรู้สึกยามได้นั่งอยู่บนอานในขณะที่จักรยานไหลลงเนินเสมอ  มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการขี่จักรยาน  แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยระหว่างไต่ขึ้นเนินสลับกันไปเนินแล้วเนินเล่า


ขณะกำลังสนุกอยู่กับการปล่อยให้จักรยานไหลลงเนินอยู่นั่นเอง  รถเก๋งสีแดงคันหนึ่งก็สะดุดสายตาของเขามาแต่ไกล  มันจอดตะแคงนิ่งสนิทอยู่ในพงหญ้าข้างทาง  อะไรบางอย่างบอกเขาว่า  คงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  เขาจึงบีบห้ามล้อหลังเพื่อลดความเร็วจักรยานทีละน้อย  เมื่อไปถึงรถยนต์คันนั้นก็หยุดจักรยานได้พอดี  เขาพยายามเพ่งสายตามองผ่านฟิล์มสีดำเข้าไปภายในตัวรถ  จึงพบว่ามีชายคนหนึ่งก้มหน้าฟุบอยู่บนพวงมาลัย  โชคดีที่ประตูรถไม่ได้ล็อกกลอนเอาไว้  ทำให้เขาสามารถเปิดได้อย่างง่ายดาย

  
เขารีบประคองร่างของชายผู้นั้นออกมาปฐมพยาบาลแบบงู ๆ ปลา ๆ จนฟื้นคืนสติ  และด้วยถือหลักการว่า  หากช่วยเหลือใครแล้วก็ต้องช่วยจนถึงที่สุด  ประกอบกับยังไม่มีจุดหมายในการเดินทางที่แน่ชัดนัก  เขาจึงอาสาขับรถเก๋งสีแดงที่ยังคงใช้งานได้ดีไปยังบ้านพักของคนป่วย  จากคำบอกเล่าที่เปล่งออกมาอย่างติด ๆ ขัด ๆ  เขาจึงรับรู้ว่ามันอยู่ภายในหุบเขาแห่งหนึ่ง  


อาจกล่าวได้ว่า  หุบเขาแห่งนั้นดูราวกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ในความปวดร้าว  หยดฝนคือหยาดน้ำตาของเธอ  ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นภายในใจบอกแก่เขาเช่นนั้น  เขาเล่าให้ฉันฟังด้วยรอยยิ้มอันแสนเศร้า  ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า  ระหว่างเดินทางเข้าสู่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความหม่นหมองนี้  สายตาของเขาแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย  โลกรอบตัวเกือบจะมืดสนิท  แลเห็นได้ก็เพียงบริเวณที่แสงจากโคมไฟหน้ารถส่องถึงเท่านั้น  ซึ่งไม่พ้นไปจากดินลูกรังสีแดงข้นคลั่กเป็นโคลนเหนียว  ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย  และยิ่งเข้าใกล้จุดหมายปลายทาง  สายฝนก็ยิ่งตกลงมาอย่างเชื่องช้ายิ่งขึ้น  เขารู้สึกว่านี่ช่างเป็นหยาดฝนที่ร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้าเสียเหลือเกิน  กระทั่งแลเห็นเป็นเส้นยาวราวกับเข็มโลหะจำนวนนับไม่ถ้วน   


ขณะนั้นชายผู้ที่ภายหลังเขาเรียกว่า “ลุงฉัตร” ซึ่งอาการดีขึ้นแล้ว  และกำลังนอนเอนหลังพักผ่อนอยู่ภายในรถ  ได้เล่าให้เขาฟังว่า  วันใดที่ฝนตกตลอดทั้งวัน  การขับรถยนต์ไปตามถนนสายนี้  ต้องใช้โซ่พันล้อรถเอาไว้เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะพื้นถนน  หาไม่แล้วก็อาจจะลื่นไถลตกลงไปยังหุบเหวลึกเบื้องล่าง  ที่เต็มไปด้วยป่าไผ่และความตาย


“น่าแปลกตรงที่แม้จะมีความตายรออยู่เบื้องล่าง  แต่มนุษย์จำนวนมากก็ยังคงปรารถนาจะได้ลิ้มรสชาติของการร่วงหล่นเสมอ  เป็นเพราะความน่าหลงใหลกระนั้นหรือ  ความเจ็บปวดงดงามในความรู้สึกของพวกเขาจนยากแก่การตัดใจใช่ไหม  ถูกต้อง  มันทรมานรวดร้าว  แต่ยังคงมีความสุขซุกซ่อนเอาไว้อยู่ภายใต้ความรู้สึกเหล่านั้น  ตอนนี้เธอคงไม่เข้าใจเรื่องที่ลุงพูด  เธอยังเด็กอยู่มากทีเดียว  แม้จะขับรถได้ดีกว่าผู้ใหญ่หลายคนที่ขับรถเก่ง ๆ ก็ตาม”


สองข้างทางของถนนสายนั้น  ด้านหนึ่งเป็นภูเขาที่ถูกระเบิดออกไปบางส่วน  แลเห็นก้อนหินน้อยใหญ่กองอยู่ตีนภูเขาที่ย่อยยับลงด้วยน้ำมือมนุษย์  ก้อนหินพวกนี้มีให้เห็นอยู่เกือบตลอดเส้นทาง  ขณะที่อีกด้านหนึ่งของถนนเป็นพงหญ้าและต้นธูปฤาษี  ห่างออกไปภายใต้แสงสลัวคือป่าไผ่ในหุบเหวลึก  

ยามนั้นเขาต้องตั้งใจขับรถมากเป็นพิเศษ  แม้จะมีประสบการณ์แข่งรถกินเงินเดิมพันบนถนนหลวงมาร่วมสองปี  แต่เขาก็เลือกใช้เกียร์ต่ำ  และประคองพวงมาลัยรถด้วยความระมัดระวัง  โดยมีลุงฉัตรคอยบอกเส้นทางอยู่เป็นระยะ  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย  เนื่องจากมันเป็นเพียงถนนลดเลี้ยวเคี้ยวคดที่ไม่มีทางแยกใด ๆ ให้สับสน  มิหนำซ้ำซุ่มเสียงของชายกลางคนก็แผ่วเบาเหนื่อยอ่อนอยู่ในความเงียบของห้องโดยสาร  เขารับรู้ว่าลุงฉัตรยังมีอาการไม่สู้ดีนัก 


ใช้เวลาขับรถอยู่นานหลายชั่วโมง  ในที่สุดก็บรรลุถึงบ้านไม้สองขั้นทาสีขาวหลังหนึ่ง  เขาค่อย ๆ จอดรถบนลานดินกว้างทางด้านหน้า  และจ้องมองดูตัวบ้านที่กำลังต้องแสงจากโคมไฟหน้ารถ  เขาสังเกตเห็นว่าประตูและหน้าต่างทุกบานล้วนปิดสนิท  ไม่มีแสงไฟลอดออกมาให้เห็น  บ้านหลังดังกล่าวจึงดูราวกับบ้านร้างกลางป่าลึก  มันทำให้เขารู้สึกวังเวงใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด


เมื่อลุงฉัตรก้าวลงจากรถ  แล้วเปิดประตูบ้านเดินเข้าไปข้างในโดยไม่ต้องอาศัยให้เขาช่วยประคอง  ลุงฉัตรก็จุดตะเกียงลานดวงเล็ก ๆ วางไว้บนโต๊ะไม้กลางบ้าน  จากนั้นบอกให้เขาพักค้างคืนที่นี่  พร้อมกับเตือนว่าอย่าได้เที่ยวเดินสอดรู้สอดเห็นไปทั่ว  ให้รอ “น้าแก้ว” มาดูแลเรื่องอาหารและที่นอน  พูดจบลุงฉัตรก็ขอตัวไปพักผ่อนยังชั้นบนของบ้าน  ซึ่งเขามารู้ในภายหลังว่าตามปกติแล้วลุงฉัตรจะไม่พักค้างคืนที่นี่  ชายกลางคนอาจจะไม่ค่อยชอบบ้านหลังนี้ก็เป็นได้  เสียงบันไดลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดก่อให้เกิดความรู้สึกและการรับรู้ถึงความเก่าแก่อันน่าขนลุก  ราวกับว่ามันดำรงอยู่หรือผ่านกาลเวลามานานมาก  ทั้งหมดนี้คือความคิดของเขาในเวลานั้น


ครั้นได้อยู่ตามลำพัง  เขากลับลืมคำพูดของลุงฉัตรเสียสนิท  ด้วยความที่รู้สึกเหนียวตัวเหนอะหนะมาตลอดทั้งวัน ประกอบกับในคืนดังกล่าวอากาศออกจะชื้นและอบอ้าว  ทำให้เขานึกอยากอาบน้ำขึ้นมาจนทนไม่ไหว  จึงถือตะเกียงลานเที่ยวเดินส่องหาสถานที่สำหรับอาบน้ำ  แล้วทันทีที่พบโอ่งดินเผาแบบโบราณตั้งวางเรียงรายกันอยู่นับสิบใบทางด้านหลังบ้าน  เขาก็รีบใช้ขันลงหินที่วางคว่ำอยู่บนฝาไม้ปิดปากโอ่ง  ตักน้ำขึ้นมาราดตัวครั้งแล้วครั้งเล่า  น้ำเย็นในโอ่งดินทำให้เขากลับมาสดชื่นอีกครั้ง  และหลังจากเปลี่่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว  ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกหิว  เขานึกถึงเสบียงในกล่องท้ายรถจักรยานซึ่งถูกเก็บไว้ในกระโปรงด้านหลังรถยนต์  แต่กุญแจไม่ได้อยู่ที่เขาแล้ว  


ขณะลังเลอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป  ในตอนนั้นเองที่น้าแก้วปรากฏตัวขึ้น  นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้พบกับน้าแก้วของเขา  เธอเดินถือถาดอาหารมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้า  พร้อมกับสั่งให้เขารีบกินแล้วเข้านอน  เธอออกตัวว่าไม่ได้เตรียมอาหารร้อน ๆ ไว้ต้อนรับเพราะไม่รู้ล่วงหน้า  แต่เรื่องที่นอนไม่ต้องเป็นห่วง  เธอได้ตระเตรียมห้องพักซึ่งมีเครื่องนอนหมอนและมุ้งกางเอาไว้พร้อมแล้ว  เขาไม่จำเป็นต้องกังวลใจในเรื่องนี้เลย


ภายใต้แสงวูบไหวไปมาของเปลวไฟจากตะเกียงลาน รูปร่างสมส่วนและหน้าตาของน้าแก้วทำให้เขาอดมองอย่างตกตะลึงไม่ได้  ใบหน้านั้นไม่ถึงกับพูดได้ว่ากลม  แต่ก็ไม่ใช่รูปไข่  ดวงตาคมโต  เบ้าตาลึก  จมูกโด่ง  และริมฝีปากที่เผยออย่างท้าทายในบางจังหวะ  ความงามอันน่าหลงใหลนั้นถูกเคลือบทับด้วยลิปสติกสีแดง  นอกจากนี้เธอยังไว้ผมบ๊อบสั้นซึ่งดูทันสมัยในปีนั้น  ทว่าเสื้อคอกระเช้าสีฝาดกับผ้าถุงยาวกรอมเท้าสีดำราวกับสีของความมืด  ก็ทำให้ดูขัดแย้งกันอย่างน่าประหลาด  แล้วโดยไม่ต้องคาดเดา  ด้วยอาการกระเพื่อมไหวของความงดงามที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน  อีกทั้งกลิ่นหอมอ่อนจางบางเบาจากเรือนร่างของเธอ  ที่ลอยมากระทบเข้ากับจมูกของเขา  ก็ยิ่งทำให้เขาไวต่อการสังเกตมากยิ่งขึ้น  เมื่อเธอมายืนอยู่ตรงหน้า  มีตัวตนและมีเลือดเนื้อ  ในห้วงยามนั้นเขาจึงอดจินตนาการไม่ได้ว่า  หากดึงร่างของเธอเข้ามาสวมกอด  ส่วนสูงที่สุดของเธอจะสูงเท่าใดกันแน่  เมื่อเทียบกับร่างกายที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของเขา  ทว่าเขาก็ไม่ได้มีความกล้าหาญมากพอจะทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นนั้น  หากเธอล่วงรู้เข้าคงจะโกรธมากทีเดียว  เขายอมรับกับฉันว่า  ในเวลานั้น  เขาเพียงแค่คิดด้วยอารมณ์ที่ปั่นป่วนหวั่นไหวไปกับอารมณ์เบื้องลึก  ตามประสาเด็กหนุ่มที่มีเลือดเนื้อคนหนึ่ง

นาทีต่อมา  ความหิวได้สั่งให้เขาจับช้อนตักข้าวเย็นชืดเข้าปาก  สลับกับใช้นิ้วมือคีบเนื้อเค็มที่แห้งและแข็งเหมือนย่างทิ้งไว้นานแล้วขึ้นมาฉีกกิน  ไม่นานนักเขาก็รับรู้ด้วยหางตาว่า  น้าแก้วกำลังนั่งมองดูเขาด้วยรอยยิ้มขบขัน  เขารู้สึกเขินอายจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก  ในเวลาเดียวกันก็ยังคงรู้สึกหิวอยู่  แต่พยายามกินไม่ให้ดูมูมมามจนเกินไป  อาหารมื้อแรกภายในหุบเขาทำให้เขาได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกว่า  การกินอาหารต่อหน้าสาวสวยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


ในเวลาเดียวกันนั้น  ภายในจิตใจของเขาเริ่มสงสัยเรื่องอายุของเธอขึ้นมา  เธอดูเป็นสาวเต็มตัวแล้ว  อายุน่าจะมากกว่าเขาราวสิบปี  ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า  ในสายตาของเธอจะมองหรือคิดอย่างไรกับเด็กหนุ่มอย่างเขา  ความเป็นไปได้ที่สุดก็คงเห็นเขาเป็นเพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น  ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจมากทีเดียว  มิหนำซ้ำยังอับอายที่ตัวเองอายุน้อยเกินไปอีกด้วย  เขาอยากเกิดให้เร็วขึ้นสักสิบปี  หรือสิบสองปีได้ยิ่งดี  ความเป็นเด็กหนุ่มทำให้เขาคิดฝันไปต่าง ๆ นานา  ไม่สะกิดใจเลยแม้แต่น้อยว่า  เธออยู่ในบ้านหลังนั้นในฐานะอะไร


วันต่อมาเขาได้รับรู้ว่า  ลุงฉัตรมีอาชีพเป็นพ่อค้าคนกลาง คอยรับซื้อหน่อไม้ป่าจากคนในท้องถิ่น  ทุกคืนยกเว้นเพียงวันพระ  จะมีชาวบ้านป่าแบกกระสอบบรรจุหน่อไม้ที่ขุดจากในป่านำมาขายให้แก่ลุงฉัตร  โดยชั่งน้ำหนักแล้วลงบัญชีไว้ในสมุดปกแข็งสีน้ำเงิน  เงินค่าหน่อไม้จ่ายให้ทุกสองสัปดาห์  หรือตามแต่จะตกลงกันเป็นพิเศษ


ภายหลังเมื่อจุดหมายปลายทางของเขาสิ้นสุดลงที่บ้านสีขาวหลังนั้น  เขาก็มีหน้าที่ต้องคอยชั่งน้ำหนักหน่อไม้  และบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในสมุดปกแข็งสีน้ำเงิน  แม้ว่าเขาจะมีปัญหาในการสื่อสารกับพวกขุดหน่อไม้ป่าอยู่บ้าง  มันออกจะเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจให้ได้สักเศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่ชาวบ้านป่าพูดด้วยรอยยิ้ม  ซึ่งโดยมากเป็นไปอย่างขบขันมากกว่าจะเป็นอย่างอื่น  คำพูดของเขาที่เปล่งออกมามักจะเรียกเสียงหัวเราะอันเยือกเย็นจากคนเหล่านั้นได้อยู่เสมอ


ชาวบ้านป่าหลายร้อยคนนิยมแบกกระสอบหน่อไม้ไว้บนแผ่นหลัง  แล้วเดินฝ่าสายฝนตรงเข้ามายังลานดินหน้าบ้านในตอนพลบค่ำ  เวลานั้นตะเกียงเจ้าพายุดวงใหญ่จะถูกจุดรออยู่บนโต๊ะไม้ซึ่งตั้งอยู่กลางลานดินกว้างขวาง  แสงขาวสว่างอันเจิดจ้าช่วยขับไล่ความมืดมน  และสายหมอกหนาทึบในหุบเขาออกไปไกลนับสิบเมตร  ด้วยเหตุนี้เอง  ในยามที่ชาวบ้านป่าเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง  จึงแลดูประหนึ่งว่าคนเหล่านั้นกำลังก้าวข้ามพ้นดินแดนแห่งความมืดเข้าสู่โลกแห่งแสงสว่าง  นี่อาจเป็นเพราะว่า  ทุกคนนิยมนุ่งห่มด้วยผ้าฝ้ายทอมือเนื้อหนาสีดำนั่นเอง  ชุดดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้ห่อหุ้มร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า  มีเพียงใบหน้า  มือ  และเท้าอันหยาบกร้านเท่านั้น  ที่โผล่พ้นผืนผ้าออกมารับอากาศอันชื้นแฉะและเย็นยะเยือกภายในหุบเขา

“พอรวบรวมได้มากแล้ว  ลุงจะบรรทุกหน่อไม้พวกนี้ใส่เกวียนหลายสิบเล่มไปส่งโรงงาน  มันอยู่ไกลจากที่นี่มากทีเดียว  โน่นแน่ะ  ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาที่ล้อมรอบหุบเขาของเราเอาไว้  ที่นั่นมีโรงงานคอยรับซื้อหน่อไม้อยู่หลายเจ้า  แต่ที่ติดต่อค้าขายกันมานานเป็นเจ้าใหญ่สุด  สักวันหนึ่งลุงจะพาโทนไปดูงานด้วย  รอให้ถึงวันที่โทนตัดสินใจจะอยู่ที่นี่ตลอดไปก่อนเถอะ”  ลุงฉัตรอธิบายให้เขาฟัง


ไม่นานนักเขาก็มีโอกาสได้รับรู้เรื่องราวของน้าแก้วมากขึ้น

“การมีชีวิตอยู่คือความเจ็บปวด”  


เธอกล่าวแก่เขาในค่ำคืนหนึ่ง  ขณะกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกริมหน้าต่างทางด้านหน้าของตัวบ้าน  อันเป็นตำแหน่งที่สามารถมองออกไปเห็นลานกว้างและถนนได้ถนัดตา

“ความเจ็บปวดหรือครับ  โทนเกลียดมันเหมือนกัน  โทนเลยชอบที่จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดด้วยการหลบหนีเสมอ”


“นี่คือเหตุผลที่ทำให้โทนหนีออกจากบ้านมาใช่ไหมจ๊ะ  แล้วสุดท้ายโทนหนีพ้นความเจ็บปวดได้สำเร็จหรือเปล่าล่ะ”

“ไม่รู้สิครับ  ตั้งแต่เด็กแล้ว  โทนชอบหนีทุกครั้งที่คิดว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด  แต่โทนก็ยังรู้สึกได้ถึงความมีอยู่ของมันเสมอ  บางทีคงมีแต่ความตายเท่านั้นที่จะเป็นการหนีอย่างสมบูรณ์แบบ  แต่โทนก็ยังไม่อยากตายหรอก ครับ  เป็นเพราะลึก ๆ แล้ว  โทนยังมีความกลัวอยู่มากทีเดียว  แม้ว่าการมีชีวิตอยู่จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างที่น้าแก้วว่าก็ตาม”


“การมีชีวิตอยู่อาจไม่ได้หมายความถึงแค่มีลมหายใจเท่านั้นหรอกจ้ะ  การที่เรายังมีความทรงจำหลงเหลืออยู่มากกว่าที่ทำให้เรามีตัวตนอยู่เพื่อจะเจ็บปวด  ต่อให้เดินทางไปอยู่ในโลกของความตายแล้วก็ตาม  ความเจ็บปวดไม่เคยสูญหายไปไหนเลยราวกับว่ามันเป็นนิรันดร์”


“น้ำเสียงและแววตาของน้าแก้วดูเศร้าจัง  เมื่อไหร่น้าแก้วถึงจะมีความสุขครับ  โทนอยากเห็นน้าแก้วมีความสุข  อย่าไปสนใจเรื่องราวข้างนอกนั่นเลย”


“โทนรู้ด้วยหรือ  แต่ความจริงมันไม่เกี่ยวกับว่าทุกคืนเกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่นหรอกจ้ะ  ฉันไม่เคยใส่ใจมานานแล้ว  หรือพูดให้ชัดเจนก็คือ  ฉันไม่เคยใส่ใจมาตั้งแต่เริ่มแรก  ฉันไม่มีวันรักคนที่ใช้อำนาจหรือเล่ห์กลบังคับหัวใจใครให้รักหรอกนะ  ดูสิ  แม้แต่เสรีภาพของฉัน  เขาก็ไม่เคยมอบให้  เขาเคยบอกว่าจะปลอดภัยกว่า  ถ้าฉันเชื่อฟังและยอมอยู่แต่ภายในบ้าน”


เขาหวนคิดถึงเหตุการณ์ในวันแรก ๆ ที่อาศัยอยู่ในหุบเขา คืนหนึ่งลุงฉัตรพาเขานั่งติดรถไปด้วย  คงเพราะเกรงว่าอาจจะเป็นลมหมดสติจนขับรถตกถนนอีกครั้งก็เป็นได้  การนั่งรถไปกับลุงฉัตรทำให้เขารับรู้เรื่องราวที่ไม่ควรรู้ นั่นคือหลังจากที่ลุงฉัตรขับรถวนเวียนไปตามบ้านหลังต่าง ๆ ที่ปิดไฟหมดแล้ว  สุดท้ายลุงฉัตรก็ขับรถไปจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง  ซึ่งภายในยังคงเปิดไฟสีเหลืองเอาไว้  คนที่อยู่ข้างนอกสามารถแลเห็นแสงสีเหลืองนี้  เล็ดลอดออกมาทางช่องลมเหนือบานประตูไม้ได้อย่างชัดเจน  และน่าจะเป็นเพราะเสียงรถยนต์ในยามวิกาลอันเงียบสงัด  คนในบ้านหลังนั้นจึงรีบมาเปิดประตู


ทันทีที่ประตูบ้านเปิดอ้าออก  เขาแลเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนพิงวงกบประตูอยู่ด้วยท่าทางอ่อนระทวย  ทรวดทรงของหล่อนขณะมองย้อนแสงแลดูเป็นเงาดำโค้งเว้าอะร้าอร่าม  และชวนให้คิดว่า  ถ้าได้เห็นใบหน้าถนัดตาก็น่าจะเป็นสาวงามอย่างแน่นอน  ภาพหล่อนยืนบิดตัวอยู่ตรงช่องประตูไปมาในชุดนอนโปร่งแสงนี้  ออกจะยั่วยวนใจเด็กหนุ่มอย่างเขาได้มากจนสุดจะกลั้นเลยทีเดียว


ลุงฉัตรก้าวลงจากรถและเดินเข้าไปหาผู้รอคอย  ก่อนที่ประตูบ้านหลังนั้นจะปิดลงตามเดิม  ส่วนเขาจะทำอะไรได้อีกเล่า  นอกจากนั่งตบยุงและฟังเสียงแมลงกลางคืนอยู่ในความมืด  ทว่าจินตนาการของเขากลับเตลิดไปไกล  มันช่างเป็นคืนที่ยาวนาน  อีกทั้งทรมานยิ่งกว่าการขี่จักรยานกลางเปลวแดดในฤดูร้อนของปีนั้นหลายเท่านัก  มีแต่การได้คิดถึงน้าแก้วที่ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น  รอยยิ้มอันอ่อนหวานของน้าแก้วทำให้หัวใจของเขามีความสุข

และแล้วฝนก็โรยตัวลงมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนให้รู้ล่วงหน้า  ฝนในหุบเขาแตกต่างจากโลกภายนอกมาก  มันร่วงหล่นลงมาอย่างช้า ๆ ราวกับหยดเลือดที่หลั่งรินออกจากร่างของมนุษย์ที่กำลังฉีกขาด  เขารู้สึกทึ่งไปกับการรับรู้ดังกล่าว  ลุงฉัตรเคยบอกว่า  ในหุบเขาแห่งนี้  ฝนอาจตกได้วันละหลายครั้งตามแต่อารมณ์ของผู้คนที่นี่จะพาไป  ในตอนนั้นเขารับฟังด้วยความงงงัน  นั่นเป็นเพราะเขาไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เช่นนี้มาก่อน  อีกทั้งยังเคยวางแผนว่า  อีกไม่นานก็จะขี่จักรยานจากไปตามทางของตน  แต่เขาก็ไม่ได้ทำตามที่คิดเอาไว้  จนกระทั่งอีกหลายสัปดาห์ต่อมา


“หนีไปกับโทนเถอะ  หนีไปจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้น้าแก้วเจ็บปวด”

คืนหนึ่งเขาเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง  หลังจากที่รู้จักน้าแก้วอย่างลึกซึ้ง  และไม่ต้องการเห็นเธอทนทรมานอีกต่อไป


“โทนเลี้ยงฉันไหวหรือจ๊ะ  ฉันกินเก่งนะ  ถ้าอยู่กับเธอ ฉันคงหิวบ่อย ๆ”


“ที่บ้านโทนมีอาหารเหลือเฟือ  แล้วโทนก็ยังพอหาเงินได้จากการแข่งรถกินเดิมพันด้วย”


“คนในบ้านของโทนจะต้อนรับฉันหรือ  เธอเองยังต้องหลบมาอยู่ที่นี่  ถ้าฉันหนีไปกับเธอ  ฉันคงต้องหาอะไรทำสักอย่าง  เผื่อว่าวันไหนเธอทิ้งฉันไปให้เหงาอยู่คนเดียว  ขายข้าวแกงดีไหม  เธอเคยชมว่าฉันทำอาหารอร่อยนี่”

“โทนไม่มีวันทิ้งน้าแก้วหรอกครับ”


ในเวลานั้น  เขาคิดถึงร้านอาหารของเธอซึ่งมีเขาเป็นผู้ช่วย  หัวใจของเขาพลันพองโตและเต้นแรง  รู้สึกมีความสุขจับใจอยู่ในความหวังอันแจ่มชัด  หัวใจของเด็กหนุ่มคนหนึ่งจึงเกิดความปีติ  เมื่อคิดขึ้นมาว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน  ความหวังทำให้คนเรามีความสุขอยู่ในอนาคตซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  เขาบอกแก่ฉัน  และมันก็เป็นเช่นนั้นเสมอ  เขาเคยปรารถนาให้ความหวังกลายเป็นความจริง  ถึงตอนนั้นเขาคงได้กินอาหารฝีมือของน้าแก้วทุกวัน  กินอย่างเอร็ดอร่อยไปชั่วชีวิต  แต่เขาก็ไม่เคยสมปรารถนาในสิ่งที่ตนเองรู้สึกว่าเป็นความสุขเลย


อย่างไรก็ตาม  ในที่สุดการหลบหนีก็เกิดขึ้นจริง ๆ  แต่เป็นการหลบหนีของเขาเพียงคนเดียว  น้าแก้วปฏิเสธไม่ยอมเดินทางไปด้วย


“โทนต้องหนีไปให้ได้นะจ๊ะ  รีบหนีก่อนจะสายเกินไป  โทนต้องออกทางประตูหลังเท่านั้น  อย่าเผลอหลับล่ะ  แล้วก็อย่าลืมว่า  เธอจะต้องออกไปในช่วงรอยต่อของกลางคืนกับกลางวัน  ในเวลานั้นเขามักจะหลับเป็นตายอยู่ที่บ้านของผู้หญิงคนใดคนหนึ่งเสมอ  รีบไปให้ถึงหน้าร้านขายของชำใจกลางหุบเขา  ที่นั่นโทนจะพบรถโดยสารสีส้มจอดรออยู่  จงไปกับรถคันนั้น  จักรยานไม่เร็วพอสำหรับการหลบหนีออกจากดินแดนแห่งนี้หรอก”

“ได้โปรดหนีไปกับโทนเถอะ”


“นี่คือความปรารถนาจากหัวใจของโทนอย่างแท้จริงหรือจ๊ะ”

“ถ้าน้าแก้วรักโทน…”


“เป็นไปไม่ได้หรอกจ้ะ  ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากไปกับโทนหรอกนะ  ฉันอยากเดินทางไปกับโทนในทุกหนทุกแห่งที่มีเราสองคน  แล้วก็ยังอยากพาโทนไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ที่ฉันจากมาด้วย  แต่ถ้าเราหนีไปด้วยกัน  เราคงไม่รอด  ไม่มีวันรอดอย่างแน่นอน  ไม่เคยมีผู้หญิงของเขาหลบหนีไปได้เลยสักคน  เพียงแค่เขาออกคำสั่ง  ชาวบ้านป่านับร้อยนับพันก็จะพากันออกมาล้อมเราเอาไว้จากทุกทิศทุกทาง  หลังจากนั้นเขาจะทรมานเราสองคนด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาจนกว่าเราจะตายจากกัน”


“โทนไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นคนขี้ขลาด  โทนไม่กลัว…”


“จงกลัวเถิด  ความกลัวจะทำให้โทนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้  อย่ารู้สึกผิดเลยนะ  หากจะต้องทอดทิ้งฉันไว้ที่นี่  หรือแม้กระทั่งทอดทิ้งผู้หญิงทุกคนที่โทนรัก  เพื่อเป้าหมายและความสำเร็จในชีวิตของโทนเอง  จำไว้นะจ๊ะ  พรุ่งนี้รีบกลับไปบ้านของโทน  ก่อนจะไม่ได้กลับเหมือนฉัน  ขอให้โทนตระหนักว่า  โลกนี้คนกล้าล้วนมาแล้วหายไป  มีเพียงความตายที่รอคนกล้าบ้าบิ่นเท่านั้น”

“หรือว่าโทนควรจะอยู่ที่นี่กับน้าแก้วตลอดไปครับ  โทนไม่อยากจากน้าแก้วไปไหนเลย  แค่คิดก็ใจหายแล้ว  แต่น้าแก้วต้องการให้โทนไปจริง ๆ อย่างนั้นหรือ  ตกลงครับ  โทนจะไปตามความต้องการของน้าแก้ว  แต่โทนก็จะคิดถึงน้าแก้วเสมอ  ขอให้โทนได้กลับไปหาพ่อก่อนนะ  โทนอยากจะกลับไปขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับพ่อ  ที่สำคัญคือป่านนี้พ่อคงเป็นห่วงโทนมาก  และนั่นคงเป็นเหตุผลว่า  ทำไมช่วงหลัง ๆ มานี้โทนจึงฝันเห็นพ่ออยู่เสมอ แล้วโทนจะรีบกลับมานะครับ  โทนจะเอารถแข่งของเพื่อนมาด้วย  เราสองคนจะหนีไปด้วยกัน  ไม่มีใครตามเราทันอย่างแน่นอน  เชื่อฝีมือขับรถของโทนเถอะ”


“แก้วย่อมแตกได้เพียงหนเดียวเท่านั้น  เหมือนชีวิตของทุกคน  ถนอมมันเอาไว้ให้ดีเถิด  ต่อให้โทนรักการร่วงหล่นลงไปยังเบื้องลึกของหุบเหวก็ตาม  กลับไปบ้านของโทน  แล้วลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ดีกว่านะจ๊ะ  การลืมจะช่วยทำให้โทนไม่รู้สึกเจ็บปวด  และวัยหนุ่มที่กำลังมาถึงก็จะทำให้โทนลืมฉันได้ในที่สุด”

เขาส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับเอื้อมมือไปสัมผัสกับมือของน้าแก้ว  ภายในใจคิดว่าป่วยการเปล่าที่จะปฏิเสธ  เธอไม่ยอมเชื่อคำพูดของเขาเลย  น้าแก้วคงมองว่า  เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่จิตใจยังไม่มั่นคง  มีแต่การกระทำเท่านั้นที่จะพิสูจน์ความรักของเขาได้  เขาจึงบีบมือของน้าแก้วแทนคำสัญญา  ทว่าขณะนั้นเขากลับรู้สึกใจหายอย่างไรบอกไม่ถูก  เขาจ้องมองดวงตาและใบหน้าอันงดงามของเธอ  ภายใต้แสงจากตะเกียงลานที่ลอดผ่านผ้ามุ้งเข้ามา  จ้องอยู่นานราวกับว่านั่นจะเป็นการได้เห็นกันเป็นครั้งสุดท้าย


“โทนจะรีบกลับมารับ  ถ้าในวันนั้นน้าแก้วยังต้องการโทนอยู่”

เขาขี่จักรยานพับสีแดงอย่างเร่งรีบฝ่าสายฝนซึ่งยังคงตกลงมาอย่างช้า ๆ  โดยมุ่งหน้าตรงไปยังร้านขายของชำใจกลางหุบเขาตามที่น้าแก้วสั่ง  เมื่อไปถึงด้วยความเหนื่อยหอบ  รถโดยสารสีส้มสภาพเก่าโทรมก็กำลังจะออกเดินทางอยู่พอดี  เขาต้องรีบยกมือข้างหนึ่งขึ้นโบกไปมาเป็นสัญญาณให้รอ  แล้วออกแรงถีบบันไดจักรยานหนักขึ้นเพื่อเพิ่มความเร็ว


ทันทีที่ก้าวขึ้นรถโดยสาร  เขาถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก  แต่เมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้ก็รู้สึกใจหายเหมือนกำลังสูญเสียสิ่งมีค่าไป  มีความเจ็บปวดรวดร้าวท่วมท้นอยู่ภายในหัวใจของเขา  และเขารู้สึกว่าตนเองกำลังจะร้องไห้ออกมา  จนต้องรีบข่มความรู้สึกดังกล่าวไว้ด้วยการพับรถจักรยานให้เล็กลง  ก่อนจะหิ้วมันเดินหาที่นั่งบริเวณตอนกลางของตัวรถ  ขณะนั้นไม่มีผู้โดยสารเลยแม้แต่คนเดียว


เมื่อรถโดยสารสภาพบุโรทั่งแล่นส่งเสียงดังกึงกังโครมครามออกมาได้สักครู่หนึ่ง  คนขับก็จอดรถรับวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนมอมแมม  เขาลองนับดูได้หกคน  อายุน่าจะพอ ๆ กันกับเขา  พวกวัยรุ่นกลุ่มนี้นั่งส่งเสียงคุยกันเอะอะอยู่ที่เบาะยาวด้านหลังอย่างสนุกสนาน  ดูเหมือนกำลังจะเข้าไปเที่ยวในตัวเมือง  แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก  สายตาเหม่อมองออกไปข้างนอกหน้าต่างรถโดยสารเกือบตลอดเวลา  เขาพยายามมองหาบ้านไม้สีขาวสองชั้นหลังนั้น  แต่เป็นเรื่องยากที่จะเห็นอะไรได้ในสายหมอกหนา  อีกทั้งสายฝนในหุบเขาก็ยังคงร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้าดุจเดิม  ในช่วงเวลาดังกล่าวมีเพียงบางส่วนของเทือกเขาที่โผล่พ้นเมฆหมอกสีขาวหม่นออกมาเท่านั้น


นี่อาจนับเป็นครั้งแรกที่เขาได้แลเห็นหุบเขาในเวลาซึ่งโลกสว่าง  แม้จะไม่เจิดจ้าด้วยแสงแดด  แทนที่จะเป็นในความมืดแห่งค่ำคืนอันลึกลับซ่อนเร้น  ทว่าความงดงามอันปรากฏแก่สายตาก็แตกต่างกันออกไป  น่าประหลาดที่เขากลับรู้สึกหลงใหลในหุบเขากลางคืนมากกว่า  ด้วยแสงดาวและแสงจันทร์ก็เพียงพอแล้ว  ต่อการสาดส่องให้เห็นถึงความงดงามของหญิงสาวคนหนึ่ง  ในเวลานั้นเองที่เขาจับความรู้สึกตนเองได้ว่า  ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกเศร้าใจมากยิ่งขึ้น  มันสะเทือนใจเขาเป็นพิเศษมากกว่าทุกครั้ง


รถโดยสารแล่นมาสักพักหนึ่งก็จอดลงอีก  คราวนี้มีชายสองคนแต่งชุดสีกากี  ท่าทางเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการ ทั้งคู่เดินผ่านเขาไปโดยไม่สนใจ  แท้จริงแล้วเป้าหมายคือกลุ่มวัยรุ่นที่นั่งอยู่ทางเบาะหลังนั่นเอง  ได้ยินเสียงดุ ๆ ดังขึ้นเมื่อขอดูบัตรประจำตัว  จากนั้นบรรยากาศก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย  พวกวัยรุ่นพากันร้องขอความเห็นใจ  แต่ยังคงถูกลากลงจากรถโดยสารอยู่ดี  เขาหันกลับไปมองทันได้เห็นท่าทางหวาดกลัวของกลุ่มวัยรุ่นพวกนั้น  ต่อมาเขาเริ่มนึกออกว่าทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นกับใบหน้าของทุกคน  ที่แท้ก็คือบรรดาลูกหลานของชาวบ้านป่านักขุดหน่อไม้  หน้าตาจึงดูราวกับถอดแบบมาจากพ่อแม่ที่ทำงานหนักอยู่ในพงไพร


รถโดยสารค่อย ๆ เคลื่อนตัวอีกครั้งหนึ่ง  มันแทรกผ่านสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง  ก่อนจะแล่นไปตามถนนที่กลายเป็นทะเลโคลนสีแดง  ในที่สุดก็ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ทางเบื้องหลัง


เล่าถึงตรงนี้เขาก็เงียบเสียง  ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขากำลังแอบร้องไห้ด้วยการหันหน้าไปทางอื่น  นานทีเดียวกว่าเขาจะหันหน้ากลับมาเล่าเรื่องของเขาที่ค้างอยู่  เขาบอกว่า  เขามารู้สึกตัวอีกครั้งในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง  ใบหน้าแรกในความทรงจำคือพ่อ  พ่อก้มตัวลงมากอดและซบหน้าลงบนอกของเขา  วินาทีต่อมาเขาจึงค่อยระลึกขึ้นได้ว่า  ตนเองก้าวลงจากรถโดยสารแถวตัวเมืองนครปฐม  เพราะมีเงินค่าโดยสารพอจ่ายเป็นระยะทางเพียงแค่นั้น  ก่อนจะตัดสินใจขี่จักรยานกลับเข้ากรุงเทพฯ  


จากคำบอกเล่าของใครหลายคน  ทำให้เขาได้รับรู้ว่าจักรยานของเขาถูกรถยนต์ที่แข่งความเร็วกันมาหลายคันเฉี่ยวชนจากทางด้านหลัง  อุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลให้เขาหมดสติไปนานหลายวัน  โชคดีที่ไม่ถึงกับเสียชีวิต  นอกจากอาการบาดเจ็บศีรษะแตกและขาหักข้างหนึ่งแล้ว  ก็ไม่มีอะไรต้องน่าเป็นห่วง  เรื่องเดียวที่ทุกคนไม่ยอมบอกเขาตั้งแต่วันแรก  โดยเขามารับรู้ในภายหลังตอนออกจากโรงพยาบาลคือเรื่องของพ่อ  พ่อของเขาฆ่าตัวตายหลังจากเขาหนีออกจากบ้านไปได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์  ด้วยวิธีการเดียวกันกับที่แม่ของเขาเคยใช้มาก่อน  ดังนั้นเขาจึงกลับมาอยู่บ้านตามลำพัง  โดยไม่มีใครคอยยุ่งวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวอีก  

และเมื่อฤดูร้อนปีนั้นสิ้นสุดลง  โรงเรียนกลับมาเปิดสอนตามปกติ  แต่เขาไปเรียนหนังสือในสภาพไม่เหมือนเดิม  นั่นมิใช่เป็นเพราะต้องเดินโขยกเขยกด้วยไม้ค้ำยัน  ทว่าเป็นเพราะเขาได้ปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปตามยถากรรม  ไม่ผิดกับปลาตายในแม่น้ำ  สุดท้ายแล้วเขาก็ถูกจับตัวส่งโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง


ในห้องผู้ป่วย  เขาได้รับการเปลี่ยนชื่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่  มันเป็นชื่อที่คนตั้งหวังว่าจะช่วยทำให้ชีวิตของเขามีแต่ความสุข  ทว่าเขากลับชอบชื่อเดิมมากกว่า  ด้วยชื่อเดิมทำให้เขายังคงจดจำทุกคนได้เป็นอย่างดี  ในเวลาต่อมา  เขาจึงถูกทำให้ลืมทุกคนที่เขารู้จักและรักใคร่  เขาต้องพยายามหาทางหลบหนีออกไปจากห้องแคบ ๆ นั้นเสมอ  แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ  จนกระทั่งเขาหายป่วย  เวลาหลายปีในห้องแคบ ๆ ดังกล่าวทำให้อาการของเขาดีขึ้น  และได้ออกจากโรงพยาบาลไปใช้ชีวิตที่ดูเหมือนปกติ  นานแสนนานกว่าเขาจะมีโอกาสหวนกลับไปที่หุบเขานั่นอีกครั้งหนึ่ง  ไม่มีใครในครอบครัวใหม่รู้ว่าเขามีความหลังกับดินแดนแห่งนี้ น่าเศร้าที่ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือไว้นอกจากความทรงจำ  และความทรงจำย่อมเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้มนุษย์สะเทือนใจได้โดยไม่ต้องกล่าวถ้อยคำใด ๆ ออกมา  เขาพูดเรื่องนี้กับตนเอง  ก่อนจะปลีกตัวจากลูกชายบุญธรรม  โดยอ้างว่าต้องการไปเดินเล่นทางด้านอื่น 


“อย่าเดินไปไหนไกลนะครับ  ถ้าไม่เชื่อ  ผมจะไม่พาออกมาเที่ยวอีกนะ”  ลูกชายบุญธรรมของเขากล่าวออกมาด้วยสีหน้าเหมือนดีใจ  ที่จะได้อยู่กับสาวคนรักตามลำพังเสียที

ความจริงพวกนั้นหารู้ไม่ว่า  เขาเองก็ต้องการอยู่ตามลำพังเช่นเดียวกัน  เพื่อครุ่นคิดและทบทวนถึงเรื่องราวในอดีต  แทนที่จะเป็นอนาคตเหมือนเช่นคนหนุ่มสาวทั่วไป  แม้ว่าสุดท้ายแล้ว  มันจะไม่ทำให้เขามีความสุขเลยก็ตาม  ความสุขของเขาอาจเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการลบลืมความทรงจำของตนเองเท่านั้น


ในหุบเขาแห่งความทรงจำ  ฝนเริ่มลงเม็ดอีกครั้ง  แล้วในที่สุดก็ตกซู่ เดี๋ยวนี้สายฝนไม่ตกลงมาอย่างช้า ๆ อีกแล้ว  เขารำพึง  หลายสิ่งหลายอย่างไม่อาจคงทนต่อกาลเวลา  พวกมันจึงไม่สามารถอยู่ในสภาพเดิมได้อีกต่อไป  เขาเฝ้าสังเกตเรื่องราวรอบตัวเพื่อตอบคำถามภายใน  ขณะเดินตากฝนย่ำไปบนท้องถนนลาดยางสีดำ  ที่นำทางเขาออกนอกตัวเมือง


บัดนี้เขารู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง  เมื่อได้อยู่ห่างไกลจากบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลาย  เพื่อปล่อยให้ความทรงจำพาเขากลับไปยังสถานที่ซึ่งอยู่ห่างไกลจากปัจจุบัน  ใช่แล้ว  ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก  แต่อดีตยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งนิรันดร์เสมอ  ความเป็นนิรันดร์ที่เบาบางลางเลือนเหมือนความฝัน  เขาไม่อาจลืมเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นภายในหุบเขาแห่งนี้  แม้ว่าในบางห้วงยามของชีวิต  เขาจะทำราวกับว่า  ได้ลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปจนหมดสิ้นแล้ว


ท่ามกลางความร่มรื่นของเงาไม้และก้อนเมฆ  เขาพยายามมองหาบ้านไม้สีขาวสองชั้นหลังนั้น  ทว่าโลกภายในหุบเขาเปลี่ยนแปลงไปมากจริง ๆ  แต่จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลยอย่างนั้นหรือ  เขาสงสัย  สิ่งเก่า ๆ หายไป  สิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นแทนที่  โลกของมนุษย์ที่เคยมืดสลัว  บัดนี้เมื่อเข้าสู่ยุคใหม่ก็พลันสว่างไสวไปทุกทิศทุกทาง  และทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่เคยซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เงามืดเลือนหายไป


แล้วโดยไม่ทันระวังหัวใจ  เมื่อเดินฝ่าสายฝนมาจนถึงหัวมุมถนนเล็ก ๆ อันเงียบงันสายหนึ่ง  เขาก็ต้องหลั่งน้ำตาออกมา  เมื่อระลึกขึ้นได้ว่า  ตนเองเคยเดินอยู่บนถนนสายนี้มาก่อน ภาพต่าง ๆ ปรากฏขึ้นในสายตาและห้วงความคิดราวกับได้สูดกลิ่นหอมของดอกปาริชาตเข้าไป  บ้านไม้ที่เคยมีสีขาวหลังนั้นยังคงตั้งอยู่ที่เดิม  แต่บัดนี้หลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง  มิหนำซ้ำยังถูกปกคลุมไว้ด้วยต้นไม้และเถาวัลย์อันรกครึ้ม  ดูไม่ต่างไปจากสภาพป่าดงดิบครั้งบรรพกาล

สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนไปเลยกลับเป็นรอยยิ้มอันมีเสน่ห์ชวนวาบหวามใจ   และคราบน้ำตาอันแสนเศร้าของหญิงสาวผู้นั้น  ซึ่งยังคงปรากฏเป็นภาพเคลื่อนไหวอยู่ภายในหัวใจของเขา  ขณะที่หยาดฝนเริ่มร่วงหล่นลงมาอย่างแช่มช้าอีกครั้งหนึ่ง


“ฉันไม่ได้ต้องการความรักหรอกนะ  ความรู้สึกงดงามซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง  ฉันเพียงปรารถนาจะได้พบใครสักคนหนึ่ง  ซึ่งจะเข้ามาอยู่ในชีวิตของฉัน  เพื่อพูดคุยกันด้วยเรื่องราวอันลึกซึ้ง  ไม่ใช่แค่ถามไถ่ความเป็นอยู่ของกันและกัน  หรือสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวสามัญดาษดื่นในสังคม  เรื่องราวของผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกภายในของเราเลย  แต่…แต่เป็นบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่จะเข้าใจได้  ในเวลานั้นฝนจะหยุดตก  ดวงอาทิตย์จะปรากฏขึ้น  และฉายแสงอันอบอุ่นเข้าไปในซอกมุมที่มืดมิดที่สุดของหัวใจเรา”


“โทนอยากเป็นคน ๆ นั้น  คนที่จะทำให้น้าแก้วมีความสุข”

“โธ่เอ๋ย  เด็กน้อย  อีกหน่อยโทนก็จะลืมความฝันในคืนเก่าที่ล่วงเลยไปแล้ว  และฉันก็จะได้เรียนรู้ว่าการรอคอยใครสักคนหนึ่งนั้นทรมานแค่ไหน  แต่โทนคงไม่มีวันเข้าใจ”

เรื่องราวแต่หนหลังทำให้เขารู้สึกสะทกสะท้อนใจ  เขาได้แต่พยายามลืมน้าแก้วอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับที่เธอเคยทำนายเอาไว้  แต่เพื่ออะไรกันเล่า  ถ้ามิใช่เป็นไปเพื่อรักษาความเจ็บปวดภายในใจของเขาเอง  มันอาจจะลดน้อยถอยลงบ้าง  เขารู้ตัวดีว่ากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว  เรื่องราวในอดีตกลายเป็นฝุ่นละอองที่ไม่สามารถก่อตัวขึ้นเป็นตัวตนได้ดังเดิม  เขาไม่อาจทำให้น้าแก้วมีความสุขได้ตามคำสัญญา  คำสัญญาซึ่งไม่มีวันเป็นความจริง  ไม่ว่าจะในอดีต  ปัจจุบัน  หรืออนาคต


เขาทรุดตัวนั่งลงตรงขอบทางเท้าที่มีต้นหญ้าเล็ก ๆ แทรกขึ้นมาตามรอยแตกของปูนเก่า  รู้สึกใจสั่นระรัวจนกลัวว่าจะล้มลงในวินาทีนั้น  รองเท้าหนังสีดำเหยียบอยู่บนพื้นถนนลาดยางแอสฟัลต์  เขาค่อย ๆ ซุกหน้าลงในช่องว่างระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้าง  กอดหน้าแข้งและหลับตาแน่น  รู้สึกประหลาดใจที่ภาพในความทรงจำชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ  หูของเขาได้ยินเสียงน้ำในลำคลองไหลเอื่อย ๆ  และต่อมาก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากสถานที่อันห่างไกล  บางทีสันติสุขอาจจะยิงใครสักคนก็เป็นได้  เขาคิด

  
อย่างไรก็ตาม  เสียงปืนนั่นทำให้เขานึกถึงเสียงปืนที่เคยได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิต  มันดังขึ้นภายในบ้านของเขาเอง  และเขาเป็นคนแรกที่เห็นศพของแม่  แม่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องรับแขก  เอนหลังคอพับ  มือขวาที่เคยจับปืนห้อยลงข้างตัว  ปืนรีวอลเวอร์รมดำของพ่อตกอยู่ที่พื้นห้องใกล้มือของแม่  เศษมันสมองบางส่วนกระเด็นขึ้นไปติดอยู่บนฝ้าเพดาน  ทุกครั้งที่นึกถึงภาพนี้  มันจะดูราวกับงานจิตรกรรมในรูปแบบนามธรรมของศิลปินวิกลจริต  คนใดคนหนึ่งในจินตนาการของเขาเลยทีเดียว

  
พ่อเคยบอกว่า  เขาหายไปอยู่โลกอื่นนานหลายวัน  ไม่พูดจา  ไม่กินอาหาร  มีเพียงโคคาโคล่าที่เขายอมดื่มทุกวัน  และใช้เวลาเป็นเดือนกว่าเขาจะกลับมาเปล่งเสียงอีกครั้งหนึ่ง  แต่ดูเหมือนว่า  บางสิ่งบางอย่างภายในใจของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลนับจากนั้น  


ไม่นานนักเขาก็กลับไปเรียนหนังสือ  แล้วพบว่าในยามบ่ายจัดใกล้เวลาโรงเรียนเลิก  แสงแดดของทุกวันจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มแต่ดูใสกระจ่าง  หากไม่มีคุณครูอยู่ในห้อง  เขาชอบที่จะมองออกไปทางช่องหน้าต่างด้านหลังห้องเสมอ  หน้าต่างบานนั้นเป็นหน้าต่างบานใหญ่ติดกับพนักเก้าอี้นั่นเอง  จิตใจของเขามักเลื่อนลอยยามเหม่อมองภาพที่อยู่ไกลออกไป  ครั้นเมื่อคุณครูกลับมาเห็นเข้า  ก็ชอบถามว่ากำลังมองอะไรอยู่  ทุกครั้งเขาจะชี้ให้ดูตึกระฟ้าสีขาวที่เห็นอยู่ไกลออกไปลิบ ๆ ตา  มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางแสงแดดสีเหลืองอันอบอุ่น  โดยมีกลุ่มเมฆขาวสว่างลอยเรียงรายลดหลั่นเป็นฉากหลัง  มันคือภาพที่ดูแล้วให้ความรู้สึกว่า  โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล  แต่อ้างว้างเหลือเกิน


“ตึกสีขาวหลังนั้นคงอยู่ไกลถึงขอบโลก  และมีขนาดใหญ่โตมากเลยนะครับ” ครั้งหนึ่งเขาเปรยขึ้นมาเหมือนพูดกับคุณครู  แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการสนทนากับตนเองเท่านั้น


เมื่อมองจากหน้าต่างห้องเรียน  ตัวอาคารที่แลดูนิ่งงันแฝงไว้ด้วยความเดียวดาย  เหมือนจะมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าก้านไม้ขีดไฟในท้องฟ้ากว้าง  ทำให้ผู้มองอย่างเขาเกิดความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวขึ้นภายในหัวใจ  ยิ่งมองยิ่งจมดิ่งลงสู่ความโดดเดี่ยว  ในความโดดเดี่ยว  เขาสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า  อีกทั้งความโศกเศร้ายังห่อหุ้มไว้ด้วยความเดียวดาย  ทว่าทั้งหมดนี้ก็มีความงดงามแฝงเอาไว้ด้วย  ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า  จนกลายเป็นความคุ้นเคยของผู้เฝ้ามองอย่างเขา


ความทรงจำแต่หนหลังผลักดันให้เขาเดินเข้าไปภายในตึกหลังหนึ่ง  ก่อนจะฝืนสังขารก้าวขึ้นบันไดไปจนถึงดาดฟ้า  การกระทำดังกล่าวไม่ใช่เพื่อมองหาตึกสีขาวอันโดดเดี่ยวในวัยเด็ก  แต่เป็นอาคารสูงที่สุดของมันทากินีซิตี้ในวัยชราของเขา

ท่ามกลางความมืดสลัวอันเป็นบรรยากาศและความสามัญของมันทากินีซิตี้  นี่ออกจะเป็นเรื่องยากที่จะสังเกตหาสิ่งใดได้โดยง่าย  ทว่าหลังจากใช้ความพยายามอยู่นาน  ในที่สุดเขาก็ค้นหาอาคารหลังนั้นจนพบ  มันตั้งอยู่ไกลออกไป ณ ใจกลางมหานคร  เขาจึงกำหนดทิศทางโดยอาศัยอาคารที่อยู่ใกล้กว่าเป็นเครื่องหมายเพื่อเดินมุ่งหน้าไปทางนั้น  และด้วยวิธีการนีี้นี่เอง  ทำให้เขาจำเป็นต้องเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคารอื่น ๆ เพื่อกำหนดทิศทางอีกหลายครั้ง  หาไม่แล้วก็อาจจะพลาดเดินวนเวียนชั่วชีวิตดุจคนหลงป่า  เนื่องจากงานสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ในมันทากินีซิตี้ล้วนมีสีสันและรูปทรงคล้ายกันไปหมด


ขณะกำลังใจลอยวางแผนการเดินทางอยู่บนดาดฟ้าอยู่นั่นเอง  ชายชื่อสันติสุขก็ปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลังของเขา  เสียงกระแอมของคนผู้นี้ทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย  ไม่ใช่เพราะความกลัว  แต่เป็นด้วยสัญชาตญาณระแวงภัยดั้งเดิม

“คุณคงรู้วิธีที่จะไปให้ถึงจุดหมายแล้วสินะ  ผมไม่ผิดหวังเลยที่เลือกคุณ”


“เลือกผมอย่างนั้นหรือ  เลือกเพื่ออะไร…”


“ไม่ต้องวิตกกังวล  ผมแค่อยากเลือกคุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมันทากินีซิตี้เท่านั้น  หวังว่าสักวันคุณจะได้อยู่ที่นี่อย่างถาวรตามที่คุณต้องการ  แล้วมีความสุขกับความทรงจำของคุณตลอดไป  โดยไม่ก่อเรื่องวุ่นวายจนต้องถูกลงโทษเหมือนคนอื่น  เว้นเสียก็แต่คุณจะเบื่อที่นี่แล้ว  เบื่อจนอยากกลับไปสู่สังคมมนุษย์ใจแทบขาด  เป็นเพราะคุณคิดถึงผู้คนเหล่านั้น  คนที่เคยรักคุณ  และบางคนยังคงรักคุณอยู่ตลอดมาโดยไม่เสื่อมคลาย”


“ผมอยากอยู่ที่นี่ตลอดไปมากกว่า  ถ้าเป็นไปได้นะ”


“งั้นคุณก็ต้องไปให้ถึงห้องเพนเฮ้าส์ของอาคารที่สูงที่สุด  มันจะช่วยทำให้คุณมีคุณสมบัติเหมาะสมในการลงทะเบียนพำนักถาวร  ถูกต้อง  มันคือการลงทะเบียนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนแห่งนี้ตลอดไป  การอยู่ในมันทากินีซิตี้อย่างยาวนานไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน  บอกตามตรงนะ  ผมเอาใจช่วยคุณอยู่  อย่าทำให้ผมผิดหวังล่ะ”


ถึงตรงนี้เขาก็จ้องมองฉันด้วยดวงตาที่เปี่ยมความรู้สึกและเรื่องราวมากมาย  ก่อนจะเล่าต่อไปว่า  ในตอนนั้นเขาต้องฝืนยิ้ม  ขณะเพ่งดูสันติสุขในชุดทักซิโด้สีดำ  เงาจากหมวกทรงสูงใบหลวมยังคงตกลงมาปกคลุมใบหน้าเอาไว้  ที่ผ่านมาเขามักจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อต้องสนทนากับชายผู้นี้  ขณะเดียวกันก็มีบางสิ่งที่ทำให้เขาไม่นึกกลัวเช่นกัน  ซึ่งโดยปกติเขาเองก็ไม่เคยหวาดกลัวอะไรอยู่แล้ว  มันน่าจะเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ได้พบกันครั้งแรก  ประสบการณ์ในชีวิตบอกเขาว่า  มีความลึกลับบางอย่างซุกซ่อนอยู่ภายในร่างชายผู้นี้  แต่เขายังไม่เข้าใจ


“ผมต้องขอตัวออกเดินทางต่อ”

“โชคดี  จำไว้ว่าผมเป็นกำลังใจให้คุณเสมอ  จงพยายามไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของคุณ”
“ขอบคุณ”


ระหว่างเดินมุ่งหน้าไปบนถนนมืดมัวอันอ้างว้างว่างเปล่าในมันทากินีซิตี้  ภาพตึกระฟ้าสูงที่สุดนอกจากจะทำให้เขาคิดถึงชีวิตในวัยเด็กแล้ว  มันยังทำให้เขานึกถึงใครอีกคนหนึ่งในมหานครอันกว้างใหญ่ที่เขาจากมาอีกด้วย  ใครที่ว่านั้นก็คือหญิงสาวซึ่งเคยพยายามรักษาหัวใจอันทุกข์ทรมานให้แก่เขาอยู่นานทีเดียว  นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขาไม่ได้เขียนนวนิยายมานานมากแล้ว  หลังจากทุ่มเทชีวิตจิตใจและเวลาเป็นปีนั่งเขียนอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  แล้วผลตอบแทนที่เขาได้รับก็คือไม่มีใครสนใจมันเลย  เขาจึงเปลี่ยนมาเขียนสารคดีและบทความต่าง ๆ  ต่อมาก็รับเขียนหนังสือในนามของพวกเศรษฐีหรือคนดังในสังคม  งานเขียนส่วนใหญ่เป็นชีวประวัติของคนเหล่านั้น  แน่นอนว่ามันทำเงินได้คล่องมือดี  เงินช่วยเขาไม่ให้คิดมาก  และไม่ยึดติดว่าจะต้องเขียนเฉพาะเรื่องที่ตนพอใจ  ในเวลานั้นเขาถึงขั้นเขียนเรื่องราวอันเสื่อมทรามหรือน่าขยะแขยงอย่างไรก็ได้  ขอเพียงมีเงินมาซื้อความสะดวกสบายก็เพียงพอแล้ว


เมื่อชีวิตล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคนพร้อมด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มพูน  เขาก็ได้รับการติดต่อทาบทามให้ไปเป็นบรรณาธิการนิตยสารฉบับหนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี  มีนักอ่านให้ความสนใจกันมากมาย  แม้ว่าเก้าปีหลังจากนั้นจะต้องปิดตัวลงก็ตาม  เนื่องจากผู้คนในทศวรรษต่อมาไม่สนใจซื้อนิตยสารอ่านกันอีกต่อไปแล้ว  แผงขายหนังสือน้อยใหญ่ที่เคยตั้งอยู่หน้าอาคารก็สูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนเดินถนนเช่นกัน  ผู้คนส่วนใหญ่หันมานิยมอ่านเรื่องราวสัพเพเหระในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเอาจริงเอาจัง  และสนุกสนานไปกับเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งสามารถเลือกเสพได้ตามใจชอบ  รวมถึงการแสดงความคิดเห็น  หรือทุ่มเถียงด่าทอกันอย่างอิสรเสรี  ด้วยเครื่องมือสื่อสารทันสมัยที่ทุกคนนิยมพกติดตัวแทนหนังสือ  โลกเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนมากเหลือเกิน  ในขณะที่เขาต้องยอมรับว่าตนเองเริ่มแก่เสียแล้ว


ทันทีที่นิตยสารปิดตัวลง  เขาในวัยสี่สิบเก้ากลายเป็นคนว่างงาน  เขาจึงหันมาดื่มเหล้าหนักทุกวัน  ในอดีตเขามักย้ำบอกภรรยาว่า  เหล้าช่วยทำให้เขาพอจะหลับลงได้บ้าง  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  เขายังชอบดื่มหลังจากที่ตื่นขึ้นมาได้สักพักหนึ่งด้วย  ไม่ใช่เพื่อจะหลับอีกครั้ง  แต่เป็นไปเพื่อครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำพัง  เขาอาศัยเหล้าเป็นเครื่องช่วยพาท่องไปในโลกของเขาเสมอ  นับเป็นความเพลิดเพลินหรือการฆ่าเวลาอย่างหนึ่ง  โชคดีที่เขายังพอมีที่ซุกหัวนอน  แม้ว่ามันจะเป็นบ้านของภรรยาซึ่งขณะนั้นได้อยู่กินกันมานานสิบกว่าปีแล้ว  ที่สำคัญเขายังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง  การดำรงชีวิตจึงไม่ฝืดเคืองอะไร  แค่ฟุ่มเฟือยมากนักไม่ได้เท่านั้น  

อย่างไรก็ตาม  ความสุขในชีวิตกลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด  ความสุขที่เขาพอจะหาได้บ้างก็คือการอาศัยเกาะกินดูดซับความรู้สึกนั้นจากมารีญา  หญิงสาวผู้มีความสัมพันธ์กับเขาอย่างลับ ๆ มานานหลายปี  ตั้งแต่สมัยที่กิจการนิตยสารยังรุ่งเรืองและมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนในวงการต่าง ๆ  แม้ภายหลังเขาจะกลายเป็นคนว่างงาน  เธอก็ยังคงไม่ทอดทิ้งเขาอย่างที่เคยกังวล  นับได้ว่ามารีญาเป็นเพื่อนมนุษย์คนสุดท้ายที่เขาสามารถบากหน้าไปพบ  หรือขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องหวั่นเกรงคำปฏิเสธใด ๆ  เธอพร้อมจะเปิดประตูต้อนรับเขาเสมอ  ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาประทับใจมากยิ่งขึ้น


สมัยนั้นความชรายังไม่ได้เล่นงานเขาหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้  เขาเพิ่งจะเริ่มแก่ตัวลง  และในวัยสี่สิบเก้าปีเขายังมีเวลาว่างมากมาย  อันเป็นบำเหน็จรางวัลหลังการตกงานอย่างถาวร ประกอบกับความหมางเมินจากภรรยา  ที่คงไม่พอใจในความไร้ประโยชน์ของเขา  เขาจึงนัดพบกับมารีญาอยู่เป็นประจำในคืนที่เธอไม่ต้องไปทำงาน  ซึ่งตามปกติจะตกประมาณเดือนละสองหรือสามครั้ง  เรื่องวันหยุดของหญิงสาวมักเอาแน่นอนไม่ค่อยได้  เธอจะแจ้งให้เขาทราบทางโปรแกรมสื่อสารออนไลน์ที่รู้กันเฉพาะสองคนเท่านั้น


ก่อนการนัดหมายทุกครั้งเขาจะหยุดเที่ยวเตร่  และหักห้ามใจไม่แวะร้านเหล้าเจ้าประจำ  รวมถึงไม่นั่งดื่มเหล้าในห้องเขียนหนังสือตามความเคยชิน  โดยมากเขามักจะออกไปเดินเล่นตามท้องถนนเหมือนเช่นที่ทำอยู่ในขณะนี้  ต่างกันก็เพียงแต่ในช่วงเวลาดังกล่าว  เขามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ห้องพักบนตึกสูงแห่งหนึ่ง  มันตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอันงดงาม  เจ้าของห้องและผู้มาเยืิอนสามารถมองเห็นสายน้ำที่เชื่อมต่อกับคลองเล็ก ๆ  ซึ่งไหลผ่านบ้านในวัยเด็กของเขา

ห้องพักของมารีญาได้รับการตกแต่งภายในแบบย้อนยุคสมัย  ดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง  ห้องนั้นจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายและความสวยงามของอดีตอันไกลโพ้น  แต่หากจะให้เขาระบุว่า  ระหว่างผู้เป็นเจ้าของห้องกับการตกแต่งภายในนั้น  คนหรือห้องคือสิ่งที่น่าพักพิงมากกว่ากัน  มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะตัดสินออกมา  ด้วยห้องพักสวยงามน่าอยู่เพราะข้าวของเก่า ๆ ที่ถูกจัดวางด้วยฝีมือทางศิลปะ  ในขณะที่หญิงสาวสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของความเจ็บปวดของเขาได้  อีกทั้งยังไม่เคยหมดความอดทนที่จะรับมือกับผลข้างเคียงของมัน  ทว่าในความเมามาย  เขามักจะไม่ได้ใส่ใจในเรื่องราวเหล่านี้สักเท่าไรนัก  บางทีมันอาจขึ้นอยู่กับว่า  ในความเจ็บปวดที่ยังคงดำรงอยู่  เขาต้องการเสพความงามจากวัตถุหรือหญิงสาวกันแน่  และความต้องการของเขาก็แปรปรวนอยู่เสมอ  หาความแน่นอนไม่ได้เอาเสียเลย  นี่อาจจะเป็นผลพวงจากพิษสุราที่เขาดื่มอย่างไม่บันยะบันยัง  มิหนำซ้ำยังชอบตามใจตัวเองเสียจนเลยเถิด  เขาอยากจะปฏิบัติต่อมารีญาและทุกคนในชีวิตให้ดีกว่านั้น  แต่เขามิได้ใช้โอกาสที่มีอยู่เพื่อการทำดีที่สุด  เมื่อลองคิดทบทวนย้อนหลังและนึกอยากแก้ตัว  ความปรารถนาของเขาก็เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว  การที่ยังมีความปรารถนาจะทำดีต่อทุกคน  นับเป็นการเรียกร้องเอาจากชีวิตมากเกินไปหรือเปล่า  เขารำพึงกับฉันด้วยความสงสัย


เขาจำได้ว่า  ในวันสุดท้ายของความสัมพันธ์  ขณะเดินมุ่งหน้าไปหามารีญา  แล้วใจลอยครุ่นคิดถึงเรื่องราวของเธออยู่นั้น  เขาบังเอิญได้พบกับชายคนหนึ่งซึ่งเป็นคนรู้จักกันเพียงผิวเผิน  เขาจึงหยุดทักทายตามมารยาท  แต่ดูเหมือนว่าเขาแทบจะไม่ได้ยินหรือใส่ใจกับคำพูดของชายผู้นี้เลย  การคุยโม้โอ้อวดถึงความเก่งกล้าสามารถของตน  รวมถึงลูกชายหญิงอย่างไม่ยอมหยุดปาก  ช่างเป็นเรื่องราวน่าเบื่อหน่าย  เขาจึงจมอยู่กับความคิดภายในใจ  แม้กระนั้นก็ยังผงกศีรษะเป็นระยะเพื่อทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี  บางขณะถึงกับยกมือขึ้นตบหลังตบไหล่ของคู่สนทนา  และถ้อยคำสำเร็จรูปถูกพ่นออกไปโดยอัตโนมัติราวกับผลิตจากเครื่องยนต์กลไก  แล้วในเวลาต่อมา  ทันทีที่รู้สึกตัว  การรับรู้นี้ก็ได้ทำให้เขาบังเกิดความเศร้าใจ  และพาลเหนื่อยหน่ายต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบ ๆ ตัว  จนกระทั่งปรารถนาจะไปให้ถึงห้องพักของมารีญาโดยเร็วที่สุด

  
แต่ในเวลานั้น  หลังจากปลีกตัวออกมาได้  เขายังคงเดินเหมือนไม่เร่งรีบอยู่ดี  เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกลมาก  เขาไม่แน่ใจว่าทำไมถึงได้เลือกการเดินเท้าอันเหน็ดเหนื่อย  แทนที่จะเรียกรถรับจ้างเหมือนคนทั่วไป  เขาเคยสงสัยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน  หรือว่าแท้จริงแล้ว  เขาต้องการไปถึงห้องพักของหญิงสาวให้ช้าที่สุด  แต่จะเป็นด้วยเหตุผลใดกันนั้น  เขาไม่อาจเข้าใจ  ในเวลาต่อมาเขากลับรู้สึกว่า  นี่ช่างเป็นการหมกมุ่นครุ่นคิดที่ไร้สาระเหลือเกิน  อย่างไรเสีย  เขาก็ต้องไปยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องพักของเธอจนได้  ไม่เคยมีวันนัดหมายใดที่เขาไปไม่ถึง  จากนั้นเขาจะเคาะประตูห้องที่มีเอกลักษณ์ผิดแผกไปจากห้องอื่น ๆ  เพราะแม้แต่บานประตูที่นำมาติดตั้ง  ก็ยังคงเป็นของเก่าในแบบที่มารีญาชื่นชอบ  และทุกครั้งเขาจะปฏิเสธการกดกริ่งไฟฟ้าเสมอ  วิธีสร้างเสียงให้ดังตามธรรมชาติถูกใจเขามากกว่า  เขาจึงเลือกการเคาะลงไปด้วยน้ำหนักที่เหมาะสม  เขาชอบฟังเสียงเคาะประตูห้องด้วยมือของตัวเอง  บางครั้งเขาจะเคาะเป็นเสียงสั้น ๆ  บางครั้งก็เปลี่ยนเป็นเสียงยาว  หรืออาจจะสลับกันสั้น ๆ ยาว ๆ แล้วแต่อารมณ์  บ่อยครั้งที่มันดังคล้ายเสียงดนตรี  และทำให้เขายิ้มออกมาได้


หากมารีญารับรู้ถึงการมาของเขา  และไม่รังเกียจที่จะเปิดประตูต้อนรับ  แน่นอนว่าเธอไม่เคยทำอะไรอย่างนั้นแม้สักครั้งเดียว  เขาก็จะรีบโผเข้าไปข้างในเหมือนคนหิวแทบตายกระโจนเข้าร้านอาหาร  ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟายาวอันนุ่มสบาย  โดยไม่ลืมดึงร่างเต็มไม้เต็มมือของหญิงสาวเข้ามาโอบกอดด้วยสองแขน  เพื่อจูบเธอเบา ๆ เหมือนต้องการประจบ  เขารู้ว่าเธอชอบให้ทำเช่นนั้น  ถ้าเขาลืมทำ  เธอก็จะน้อยใจ  และทำท่าเง้างอนเหมือนเด็กสาว  แต่ถ้าเขากล้าหาญพอจะกล่าวออกไปให้เธอได้ยิน  เขาก็อยากจะบอกว่า  เขาไม่ได้โอบกอดเธอไว้ด้วยความรักเลย  มันเป็นเพียงการเล่นไปตามบทเพื่อเอาใจเธอเท่านั้น  นี่ย่อมเป็นคำพูดที่ถูกต้องและตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง  ทว่าเจ็บปวดเกินไปสำหรับผู้ฟัง  เขารู้ดี  แม้กระนั้นการกล่าวว่า  เขาต้องการมารีญา  ก็เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์  เขาอยากให้เธอรับรู้ว่า  เธอทำให้ความเจ็บปวดภายในหัวใจของเขาบรรเทาลงได้เสมอ  ถ้าไม่มีเธอคอยช่วยเยียวยา  เขาคงไม่สามารถผ่านวันเวลาช่วงนั้นมาได้  แต่เขาไม่เคยรักเธอเลย  และมันก็ทำให้เธอเจ็บปวดตามประสาผู้หญิงคนหนึ่ง  เมื่อรับรู้เรื่องนี้ในเวลาต่อมา  นับเป็นเรื่องบ้าสิ้นดีที่เขาเผลอพูดความในใจออกไปจนได้  อันที่จริงเขาควรโกหกเธอตลอดไปมากกว่า  และด้วยความรู้สึกผิดบาปนี่เอง  เขาจึงพยายามหาวิธีเยียวยาเธอเพื่อตอบแทนบุญคุณ  เขาตั้งใจจะรักษาให้เธอรู้สึกดีขึ้น  แต่ไม่ใช่ด้วยการมอบความรักให้อย่างที่เธอปรารถนา  เธอจะต้องการความรักไปทำไมเล่า  เขาถาม  ในเมื่อบนโลกของเธอกับเขา  ความรักไม่เคยจีรังยั่งยืน  


“ผมจะไม่อยู่กับคุณตลอดไปหรอกนะ  วันนี้มันจะต้องจบลง  ใช่  มันควรจบลงเสียที  เพราะในความเป็นจริง  ผมไม่เคยรักคุณเลย  มารีญา”  เขาหลุดปากตะโกนบอกเธอดังลั่นห้อง  หญิงสาวทำสีหน้าท่าทางตกใจแทบเสียสติทันทีที่ได้ยิน  จากนั้นก็ทรุดตัวลงนอนกับพื้นห้อง  แล้วร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ


วันนั้นมารีญากับเขาได้มอบความเจ็บปวดให้แก่กันและกัน  เหมือนที่เคยเป็นมาตลอดระยะเวลาที่คบหา  วันสุดท้ายเกิดขึ้นเพียงเพราะเขารู้สึกว่า  ตนกับหญิงสาวควรยุติความสัมพันธ์ซึ่งไม่อาจพัฒนาได้นี้เสียที  ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องทนเจ็บปวดต่อไปครั้งแล้วครั้งเล่า  ทั้งในความรู้สึกของเธอและของเขาเอง  เขาจึงตัดใจเลิกติดต่อกับมารีญาอย่างเด็ดขาด  เขาเคยเลือกใช้วิธีนี้สลัดผู้หญิงหลายคนออกไปจากชีวิตซึ่งมันก็ได้ผลเสมอ  เขาแค่หวังว่าสักวันหนึ่ง  มารีญาจะได้พบกับคนที่ทำให้เธอมีความสุขอย่างแท้จริง  

ในเวลาต่อมา  เขาลงทุนเปลี่ยนการดำเนินชีวิตเสียใหม่  โดยเลิกดื่มเหล้าได้สำเร็จเป็นประการแรก  หลังจากผ่านการหักดิบอยู่หลายครั้ง  เขาไม่ไปดื่มเหล้าที่ร้านประจำอีกเลย  แล้วยังเลิกดื่มในห้องนอน  ในห้องเขียนหนังสือ  ในห้องครัว  หรือแม้กระทั่งในห้องน้ำ  กลิ่นสะอาดเริ่มกลับมาอยู่ตามซอกมุมต่าง ๆ จนดูราวกับบ้านพักคนชรา  หรือสถานพักฟื้นคนป่วยเลยทีเดียว  


เมื่อเขาไม่แตะขวดเหล้าอีก  ภรรยาของเขาซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยมีรอยยิ้มให้เห็น  ราวกับได้ลืมวิธีการยิ้มมานานแสนนาน  ก็ได้หวนกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนสมัยคบกันใหม่ ๆ  ยามนั้นชีวิตของเขาจึงได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง  เปลือกตาซึ่งหลับใหลมายาวนานกะพริบถี่ ๆ แล้วเบิกโพลง  ดูเหมือนว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความปรารถนาที่จะมาเยือนมันทากินีซิตี้ของเขา  แต่การเริ่มต้นอย่างแท้จริงเกิดขึ้น  หลังจากที่เขาหยุดดื่มเหล้ามานานหลายปี  เมื่อเขามีอาการผิดปกติทางสมอง  แต่ก็อดทนรักษาจนฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง  จากนั้นลูกบุญธรรมของเขาได้พาไปเปลี่ยนบรรยากาศในหุบเขาแห่งความทรงจำ  โดยไม่เคยรู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางแต่อย่างใด  นับเป็นความบังเอิญอย่างแท้จริง


ทันทีที่กลับจากหุบเขาแห่งความทรงจำ  เขาก็เริ่มค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับมันทากินีซิตี้อย่างกระตือรือร้น  จนกระทั่งสามารถรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องเหมือนนักต่อจิ๊กซอว์ตัวยง  แม้ว่ารายละเอียดบางแง่มุมของมันทากินีซิตี้  เขาจะต้องเสียเวลาปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่นานหลายปีก็ตาม  


เวลานี้เมื่อย้อนคิดดู  เขาก็ต้องยอมรับว่า  การเดินทางมาเยือนมันทากินีซิตี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  แต่ไม่อาจพูดได้ว่ายากเกินความปรารถนาของมนุษย์คนหนึ่ง  แม้จะต้องสละแทบทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน  เพราะว่าเมื่อทำได้สำเร็จ  มันย่อมคุ้มค่าอย่างยิ่ง  เป้าหมายคือเพื่อหลุดพ้นไปจากสังคมมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นสังคมจริงหรือสังคมในโลกเสมือน  เขาเชื่อว่าเมื่อไม่ต้องพบเห็นหน้าใครอีก  และสามารถใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังได้ตลอดไป  ในสภาพความเป็นไปเช่นนั้น  เขาย่อมจะไม่ถูกกระตุ้นให้โกรธ  เกลียด  หรือแม้กระทั่งรัก  และคิดถึงใครอีกเลย  เขาเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่เรียกกันว่าความสุข

เขาเล่าให้ฉันฟังต่อไปว่า  เขาเดินทางมามันทากินีซิตี้เพื่ออยู่ตามลำพัง  มิใช่เพื่อคิดถึงบรรดาผู้หญิงหลายคนในความทรงจำของเขา  แต่แล้วเขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาอีกว่า  การคิดถึงผู้หญิงที่เคยมีความสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้เขามีความสุขอย่างนั้นหรือ  เขาเคยคิดถึงพวกเธออยู่บ่อยครั้งโดยไม่ตั้งใจ  ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาไม่ได้คิดถึงเลยก็คือภรรยาผู้ชรา  ถ้าเธอล่วงรู้เข้าก็อาจจะไม่พอใจนัก  หรือในทางตรงกันข้าม  มีความเป็นไปได้ว่า  เธอคงหัวเราะชอบใจที่ภาพของเธอจะไม่ต้องปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของคนที่เย็นชาต่อเธอ  เขาไม่แน่ใจนักหรอกว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน  ด้วยปัจจุบันนี้เธอได้ลืมเรื่องราวระหว่างเธอกับเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว  และมันก็ทำให้หัวใจของเธอไม่ต้องรับรู้ทั้งความทุกข์และความสุข  ซึ่งเคยเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของมนุษย์คู่หนึ่งบนโลก


เขาเคยคิดว่า  ในตอนที่ภรรยาผู้ชรารับรู้ว่าเขาหายตัวออกจากบ้านอีกแล้ว  เธอคงรู้สึกโปร่งโล่งเบาขึ้นมากเลยทีเดียว  และสามารถใช้เงินรางวัลจากหนังสือของเขาได้อย่างสนุกมือ  มันเป็นเงินก้อนใหญ่ซึ่งเธอลงทุนเดินทางไปรับด้วยตนเอง  นี่ย่อมเป็นการแก้แค้นที่เหมาะสมในความคิดของเธอ  เขาอดยิ้มไม่ได้เมื่อคิดถึงเรื่องนี้  ไม่รู้สึกโกรธเคืองภรรยาผู้ชราเลยแม้แต่น้อย  กลับยอมรับว่า  เวลาหลายสิบปีในชีวิตสมรส  ได้ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายกันและกันมาอย่างยาวนาน  ความเหินห่างไม่ใช่เรื่องผิดปกติอันใด  ความเย็นชายิ่งกว่าความปกติสามัญ  หากไม่ต้องพบเห็นหน้าเขาอีก  เธออาจลืมเขาได้ในเวลาอันรวดเร็ว  และโดยอาศัยเหตุผลนี้  มันย่อมเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสมแล้ว  ถ้าเขาจะไม่หวนกลับไปทำให้เธอต้องเจ็บปวดซ้ำอีก  เขาสั่งและกำชับตนเองอย่างหนักว่าจะต้องไม่เปลี่ยนใจ  มันทากินีซิตี้คือบ้านหลังสุดท้ายของเขา  เขาจะต้องหาทางอยู่ที่นี่ให้นานที่สุดจนถึงวันอำลาชีวิต  เพื่อตายจากโลกนี้ไปตามลำพัง  เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสัมผัสรับรู้ถึงความโดดเดี่ยวของคอสมอสดอกนั้น  นั่นคงเป็นความรู้สึกอันยอดเยี่ยมเหลือเกิน  ที่ใครสักคนหนึ่งจะได้ใช้เวลานาทีสุดท้ายอยู่ในห้วงความอ้างว้างเดียวดาย  ความรู้สึกงดงามสำหรับมนุษย์ที่หลุดพ้นจากสังคมซึ่งเต็มไปด้วยความเอะอะเอ็ดตะโร  ความวุ่นวายสับสน  รวมไปถึงความเกรี้ยวกราดอันเกิดจากคำพูด  ตัวอักษร  และมวลความคิดขัดแย้งจำนวนมากมายมหาศาล  ไม่เคยมีสถานที่ใดว่างเปล่าพอให้เขาซุกตัวลงนอนได้อย่างเป็นสุขเช่นในมันทากินีซิตี้เลย


ครั้นเล่าถึงตรงนี้  เขาก็เอื้อมมืออันอบอุ่นมากุมมือของฉันไว้  แล้วบีบอย่างแผ่วเบา  ก่อนจะเล่าต่อไปว่า  เวลาผ่านไปนานมาก  นานเสียจนเขาจำไม่ได้ว่ามันผ่านมานานแค่ไหนแล้ว  ในที่สุดเขาเริ่มรู้สึกหิวกระหายอีกครั้งหนึ่ง  แม้กระนั้นเมื่อเดินผ่านตู้อาหาร  เขาก็ไม่ได้หยุดแวะกิน  เนื่องจากเหรียญเงินสำหรับใช้หยอดตู้ได้สูญหายไปโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ  ทั้ง ๆ ที่กระเป๋ากางเกงยังคงอยู่ในสภาพดี  ไม่ได้มีรูรั่วหรือฉีกขาดแต่อย่างใด  เขาพยายามนึกถึงเรื่องราวที่ประทับใจ  ด้วยหวังว่าความหิวจะเลือนหายไปเอง  แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  ความหิวกลับทำให้เขาหวนนึกถึงสมัยเริ่มเป็นนักเขียนใหม่ ๆ  มันคือช่วงเวลาที่เขาสนิทสนมกับความหิวราวกับเป็นเพื่อนรักกัน  เขาไม่ได้รักความหิวหรอกนะ  ทว่ารู้จักมักคุ้นกันนานเลยทีเดียวเชียวแหละ  ดังนั้นเมื่อต้องกลับมารู้สึกหิวอีกครั้ง  และเป็นความหิวอย่างแท้จริง  ไม่ใช่หิวเพราะพยายามควบคุมน้ำหนัก  หรือจำเป็นต้องงดอาหารตามที่แพทย์สั่ง  มันจึงเป็นเรื่องทรมานใจและร่างกายแตกต่างกัน

  
น่าแปลกที่ในมันทากินีซิตี้  เขาเริ่มชื่นชอบความหิวเพราะความหิวทำให้เขารู้สึกว่ายังมีตัวตนอยู่ในมหานครแห่งนี้  และที่สำคัญ  มันเป็นแรงบันดาลใจช่วยกระตุ้นให้เขาก้าวเดินต่อไป  จนกว่าจะถึงจุดสูงสุดบนยอดอาคารหลังนั้น  ซึ่งยังคงเห็นได้จากระยะไกล  ยามปีนขึ้นไปส่องบนดาดฟ้าของอาคารอื่น ๆ  แม้จะเป็นปลายทางที่เริ่มสร้างความคลางแคลงใจให้แก่เขามาได้สักระยะเวลาหนึ่งแล้ว  ด้วยมีหลายครั้งที่เขาสงสัยว่า  ถ้าสามารถเดินไปถึงที่นั่นสมใจปรารถนา  ความสุขจะกลายเป็นสมบัติของเขาอย่างนั้นหรือ  แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน  ด้วยบนโลกไม่เคยมีอะไรได้มาง่าย ๆ  โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกกันว่าความสุข  แต่ในมันทากินีซิตี้อาจจะแตกต่างกันออกไปก็เป็นได้  เขาพยายามบอกกับตัวเอง  แท้จริงแล้วการไปถึงห้องที่อยู่สูงสุดก็เพื่อรับสิทธิการดำรงอยู่ที่นี่ตลอดไปต่างหากเล่า  มันเป็นคนละเรื่องกับคำว่าความสุข  แม้ว่าในบางแง่มุมจะเหมือนเถาวัลย์สองเส้นที่เลื้อยพันซึ่งกันและกัน  เขาพยายามสรุปให้ฉันฟัง


สมัยที่เขายังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงวัยกลางคน  เขามักจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับภรรยาอยู่เสมอ  ต่างจากในวัยชราที่การทะเลาะทุ่มเถียงไม่เกิดขึ้นเลย  มันอันตรธานไปราวกับอากาศธาตุ  ช่างว่างเปล่า  ไร้ตัวตน  แต่ความขัดแย้งยังคงอยู่ภายในบางสิ่งบางอย่างที่จับต้องไม่ได้  และทุกครั้งที่มีปัญหากัน  เขามักจะคิดฝันถึงการได้จากไปตามทางของตนเอง  เขาปรารถนาการเดินทางตามลำพังเสมอ  เขารักฤดูหนาว  และหวังว่าจะได้เดินทางไปยังภาคเหนือของประเทศ  เพื่อที่สุดท้ายแล้ว  เขาจะนั่งหมดแรงอยู่บนชานชาลาในสถานีรถไฟเล็ก ๆ แห่งใดแห่งหนึ่ง  ซึ่งแต่ละวันมีรถไฟเก่า ๆ แล่นมาจอดเพียงไม่กี่ขบวน  เขาวางแผนจะนั่งอยู่ที่นั่นในความเหน็บหนาว  แล้วตายจากโลกนี้ไปอย่างเงียบ ๆ  


นี่คงเป็นด้วยอิทธิพลของตอลสตอยใช่หรือไม่  ที่สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องนี้ให้แก่เขา  นับเป็นการตายอย่างโรแมนติกสิ้นดี  ทว่าเขาก็ไม่เคยมีโอกาสเช่นนั้น  บัดนี้เขาได้มาอยู่ในมันทากินีซิตี้แล้ว  เขาเลยหวังว่ามันทากินีซิตี้จะมอบความตายอันโดดเดี่ยวให้แก่เขาบ้าง  แม้จะไม่มีชาวโลกคนไหนรับรู้เรื่องราวเลยก็ตาม  ยกเว้นก็แต่สันติสุข  แต่บุคคลผู้นี้มีชื่อเสียงในเรื่องการเก็บรักษาความลับของผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี  นี่จึงหมายความว่าเขาจะตายจากไปอย่างสงบงาม  ท่ามกลางความเดียวดายไร้มนุษย์สมดังใจปรารถนา


เขาบอกฉันอีกว่า  คงเป็นด้วยความชรานี่เอง  จึงทำให้เขาเปลี่ยนเป้าหมายปลายทางของชีวิตเป็นมันทากินีซิตี้   นัยว่าเพื่อความเป็นตัวของตัวเอง  เขาไม่ต้องการเดินซ้ำรอยใครอีกต่อไป  แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลังกลับกลายเป็นว่า  เขายังคงคิดถึงใครหลายคนที่เขาจากมาอยู่เสมอ  ยามนั้นถ้าเขาต้องตายโดยเลือกได้  อีกทั้งยังไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะมีใครคอยบันทึกเรื่องราวของเขาอยู่หรือไม่  เขาย่อมอยากตายโดยมีคนสำคัญทุกคนมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน  นี่เป็นขนบอันคร่ำครึที่มนุษย์นิยมกระทำเรื่อยมาในประวัติศาสตร์มิใช่หรือ  การต้องเสียชีวิตอย่างเดียวดายภายในห้องเช่าเล็ก ๆ หรือบนตึกร้างตามลำพัง  ย่อมจะกลายเป็นหัวข้อข่าวชวนให้สลดใจสำหรับผู้ยังมีลมหายใจอยู่  แต่ก็ได้อารมณ์เสมอสำหรับผู้เสพข่าวเพื่อความบันเทิงทั้งหลาย  ซึ่งจะพากันส่งเสียงหรือพิมพ์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา  ตามกรอบความคิดของตนเอง  ทั้ง ๆ ที่การตายอย่างอ้างว้างเดียวดายคือการชำระล้าง  เพื่อจากโลกนี้ไปยังอีกโลกหนึ่งในช่วงเวลางดงามที่สุด  ทว่าในวัยชราอย่างนี้  เขายังจะต้องการความงดงามอีกทำไมเล่า  ภายหลังเขาฉุกใจคิดขึ้นมาได้  จึงพยายามค้นหาความรู้สึกที่แท้จริงจากภายใน  และสงสัยว่ามีอะไรมาทำให้มันเบี่ยงเบนไปหรือไม่  หรือว่าแท้จริงแล้ว  นี่เป็นเพียงสิ่งที่จิตใจของเขาได้พยายามลวงตนเอง  เพื่อความอยู่รอดของร่างกาย  อาจเป็นไปได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงกลไกตามธรรมชาติ  และเขาจะต้องเอาชนะมันด้วยการรู้เท่าทันเท่านั้น


ณ หัวมุมถนนสายหนึ่ง  ระหว่างเดินไปคิดไปอยู่นานจนแข้งขาอ่อนล้า  เขาก็พบตู้อาหารและเครื่องดื่มยี่ห้อเดิม  แต่คราวนี้น่าประหลาดที่มีแสงไฟสว่างอยู่ใต้ปุ่มกดเลือกรายการอาหาร  หลอดไฟภายในส่องแสงสีแดงและสีเหลืองเป็นส่วนใหญ่  มีเพียงบางปุ่มเท่านั้นที่เป็นสีเขียว  ในบรรยากาศมืดสลัวของมันทากินีซิตี้  หลอดไฟทั้งหมดแลดูสว่างจ้าเด่นชัดเป็นพิเศษ  อีกทั้งยังให้ความรู้สึกถึงความหวังและความสนุกสนานได้เป็นอย่างดี  เพียงแค่เห็นในแวบแรก  ใครที่รู้สึกหดหู่อยู่ก็อาจจะกระตือรือร้นขึ้นมาในทันที  เขาค่อย ๆ ก้าวตรงเข้าไปหาตู้จำหน่ายอาหารดังกล่าว  พร้อมกันนั้นก็พยายามควานหาเหรียญเงินตามกระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกงอีกครั้งหนึ่ง  แต่ไม่พบเลยสักเหรียญเดียว


ในเวลาต่อมา  เขาได้ใช้ฝ่ามือสัมผัสและมองภาพของกินบนตู้อาหารด้วยอาการตาลาย  น้ำลายสอเมื่อนึกถึงรสชาติ  แต่เขาไม่มีเหรียญเงินเลย  ด้วยความโมโห  เขาจึงใช้เท้าเตะตู้อาหารเต็มแรงเหมือนกับที่เคยเห็นในภาพยนตร์หลายเรื่อง  ทันใดนั้นเอง  เรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นอย่างที่เคยปรากฏซ้ำซากในเรื่องราวต่าง ๆ  และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากการถูกรางวัลหรือชนะเดิมพันในการเสี่ยงโชค  เมื่ออาหารและเครื่องดื่มที่เขาต้องการ  พากันหลั่งไหลออกมาทางช่องรับอาหาร  จนในที่สุดกลายเป็นกองพะเนินอยู่บนทางเท้า


ภาพดังกล่าวทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้  เขาส่ายหน้าก่อนจะก้มลงคว้าแฮมเบอร์เกอร์ก้อนหนึ่งบนพื้นทางเดินขึ้นมาแกะห่อกระดาษออกด้วยมืออันสั่นเทา  แล้วค่อย ๆ ยกขึ้นกัดคำใหญ่  และเคี้ยวกินอย่างใจเย็น  มีความพึงพอใจอยู่ในการบดเคี้ยวนั้นมิใช่น้อย  เมื่อรู้สึกฝืดคอ  เขาก็จิบน้ำอัดลมในกระป๋องที่เย็นจัดจนแทบจะเป็นวุ้น  ข้อความข้างกระป๋องระบุว่า  นี่คือเครื่องดื่มประเภท “ไร้น้ำตาล”  เป็นยี่ห้อเดียวกันกับที่ภรรยาผู้ชราของเขามักจะเตรียมไว้้ให้ในตู้เย็นเสมอ  หลังจากรู้ว่าเขาป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมาอีกโรคหนึ่ง  แม้ว่าจะไม่ค่อยได้พูดจากันเลยก็ตาม  เธอคงทำไปตามหน้าที่กระมัง  เขาจ้องมองดูฉันก่อนจะเปรยขึ้นเบา ๆ  แล้วเขาก็กล่าวขึ้นอีกว่า  มนุษย์เรามีหน้าที่ของตนเองเสมอ  ใครคนหนึ่งหรืออาจจะหลายคนเคยบอกเขาไว้เช่นนั้น


บนถนนอันเงียบสงัด  เขาเดินกินแฮมเบอร์เกอร์จนหมดไปถึงสามก้อนด้วยกัน  ก้อนที่อยู่ในมือเป็นชิ้นที่สี่แล้ว  เขาเพิ่งกัดไปได้เพียงคำเดียว  แล้วก็ต้องยอมรับว่ากินต่อไปไม่ไหว  ดังนั้นเมื่อเดินผ่านถังขยะข้างทาง  จึงเปิดฝาเพื่อทิ้งแฮมเบอร์เกอร์ที่เหลือและกระป๋องน้ำอัดลมลงไป

ในตอนแรกนั้นเขาคิดว่าภายในถังคงจะว่างเปล่าเหมือนทุกครั้งที่เปิดเพื่อทิ้งขยะ  แต่คราวนี้กลับแตกต่างออกไป  เพราะที่ก้นถังขยะมีซองจดหมายวางอยู่ซองหนึ่ง  มันจ่าหน้าถึงเขาโดยตรง  เขาจึงรีบก้มลงไปหยิบขึ้นมาแกะอ่าน  ภายในใจรู้สึกไม่สู้ดีเท่าไรนัก


“ถึง  สันติสุข - ผมจำเป็นต้องขัดจังหวะการฟื้นฟูความทรงจำของคุณในมันทากินีซิตี้  เนื่องจากมาช่าทราบแล้วว่า  คุณเดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่  มาช่าสงสัยว่าคุณมาที่นี่ได้อย่างไร  ตามปกติเมื่อคุณออกจากบ้านและหลงทาง  มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น  ที่คนในครอบครัวจะไปรับตัวคุณได้  ถ้าไม่ใช่โรงพยาบาลก็ต้องเป็นสถานีตำรวจ  หรือสถานแรกรับคนหลงทาง  แต่คราวนี้มันแตกต่างออกไป  ก่อนหน้านั้นเธอไม่รู้จักมันทากินีซิตี้อย่างที่คุณรู้จัก  เธอแค่รู้จักตามที่คุณเคยกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งเท่านั้น  ตอนนี้เธอรู้จักมันทากินีซิตี้เป็นอย่างดีแล้ว  จนถึงขั้นพบช่องทางติดต่อกับกลุ่มกบฏเพื่อขอความช่วยเหลือ  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอติดต่อผ่านผม  เพื่อขอนำตัวคุณกลับไปรักษาตัวตามเดิม  แน่นอนว่าผมปฏิเสธเธอไป  เพราะมันเป็นความต้องการของคุณเอง  สำหรับเหตุที่ผมมัวรีรอไม่ได้บอกคุณแต่เนิ่น ๆ เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรมากนัก  ทั้ง ๆ ที่มาช่าเป็นห่วงคุณมากเลยทีเดียว  เธอพูดผ่านทางอุปกรณ์สื่อสารระหว่างโลกกับมันทากินีซิตี้ว่า “แม้สามีของดิฉันจะจดจำภรรยาของตัวเองไม่ได้  แต่ก็เป็นหน้าที่ของดิฉันที่จะต้องคอยดูแลเขาอย่างดีที่สุด  เขาไม่ใช่สิ่งของที่อาจทิ้งขว้างได้ยามไร้ประโยชน์”  และด้วยเหตุที่ตอนนี้เธอไปอยู่กับพวกกบฏแล้ว  ด้วยหวังว่าพวกกบฏจะช่วยเธอตามหาคุณได้  ผมจึงต้องแจ้งมาเพื่อให้คุณรับรู้ไว้ก่อน  เพราะการไปเข้ากับพวกกบฏย่อมหมายความว่าเธอจะไม่เหลือความทรงจำอีกต่อไป  เรื่องราวระหว่างพวกคุณสองคนย่อมถือว่าจบลงโดยสมบูรณ์  คุณจะกลับไปเป็นอิสระอย่างแท้จริงอีกครั้ง  และไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่ทอดทิ้งเธอเพื่อเดินทางมายังมันทากินีซิตี้  เอาล่ะ  ขอให้คุณพิจารณาตัดสินใจเรื่องราวทั้งหมดนี้ด้วยตัวของคุณเอง  หากคุณต้องการเดินทางออกจากมันทากินีซิตี้  กรุณาแจ้งต่อนายกเทศมนตรีซึ่งกำลังรอพบคุณอยู่  ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้จากนายกเทศมนตรีโดยตรง  มันง่ายกว่าจะมัวมารอถามผม  และยังต้องรอให้ผมตอบผ่านถังขยะพวกนี้ด้วย  เพราะเมื่อคุณได้อ่านข้อความนี้แล้ว  ย่อมหมายความว่า  ผมจะไม่ขอเกี่ยวข้องกับมันทากินีซิตี้อีก  เหตุการณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมแจ้งแก่คุณจะเป็นเพียงแค่อดีต – ด้วยความปรารถนาดี  /  ผู้ชี้ทาง”


เขายกมือเสยเส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าผาก  และยิ้มอย่างเคร่งเครียดให้กับจดหมายดังกล่าว  ทันใดนั้นเอง  เขาก็นึกอยากตะโกนออกมาลั่นถนน  ให้กับความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นภายในใจ  แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเช่นนั้น  เขารู้ดีว่าเขาจะไม่ตะโกนออกมา  เพราะเขาไม่ชอบการส่งเสียงดัง  ด้วยเกรงว่ามันจะเป็นการรบกวนความสงบของตนเอง  เว้นเสียก็แต่ในยามอ่านหนังสือเล่มโปรด  เวลานั้นเขาอดคิดถึงจดหมายฉบับหนึ่งไม่ได้  มันถูกเขียนขึ้นอย่างสั้น ๆ เช่นกัน


“ถึง  สันติสุข – หวังว่าเมื่อคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว  คุณจะทำตามที่ฉันขอร้อง  ซึ่งจะเป็นการขอร้องครั้งสุดท้ายของฉันในฐานะอดีตภรรยาของคุณ  สิ่งที่ฉันต้องการเป็นครั้งสุดท้ายจากคุณก็คือ  การออกไปจากชีวิตของฉันและลูกอย่างถาวร  ขอให้เราสองคนแม่ลูกได้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างสงบสุขด้วยเถิด  โดยไม่ต้องมีคนอย่างคุณเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป  ขอให้ลูกได้เติบโตขึ้นโดยไม่ต้องมีพ่ออย่างคุณเป็นต้นแบบ  คุณคงรู้ตัวดีว่า  คุณไม่เคยมีคุณสมบัติของความเป็นพ่ออยู่เลย  ตั้งแต่ในวันแรกที่ลูกได้ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกใบนี้  ดังนั้นการออกไปจากชีวิตของลูก  จึงนับเป็นเรื่องประเสริฐที่สุดเท่าที่คนอย่างคุณจะพอทำได้  ฉันหวังว่าคุณจะเข้าใจ  และขอขอบคุณหากจะกรุณาทำตามที่ฉันขอร้อง  –  วิไลวรรณ”


บางสิ่งบางอย่างภายในหัวใจสั่งให้เขารีบเร่งฝีเท้าเดินต่อไปเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายโดยเร็วที่สุด  ในขณะที่ความทรงจำยังคงอยู่ภายในสมองครบถ้วน  เขาหวังว่าภายในนั้นจะยังไม่มีอะไรสูญสลายไปอย่างถาวร  ทั้งเรื่องราวแห่งความสุขและเรื่องราวที่เป็นความทุกข์ในชีวิตของเขา  

อย่างไรก็ตาม  ไม่นานเท่าไรนัก  เขาก็ต้องเดินช้าลงจนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่กับที่  เมื่อเผชิญหน้ากับตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวริมถนนสายหนึ่ง  เขาเม้มริมฝีปากแน่น  แล้วในที่สุดก็ถึงกับกัดลงไปจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด  ความรู้สึกภายนอกและภายในผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว  นั่นแทบจะทำให้เขาหลั่งน้ำตาออกมา  แต่คนชราอย่างเขาไม่สามารถร้องไห้ได้เหมือนคนหนุ่มอีกแล้ว  ดวงตาของเขาแห้งผากมานาน  บ่อน้ำตาภายในกลายเป็นบ่อร้าง  เหลือเพียงตะกอนของชีวิตอยู่ภายใต้ก้นบ่อนั้น  ลึกลงไปในความมืดอันไร้ที่สิ้นสุด  มันคือสถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดสนใจ  ดังนั้นต่อให้เขาร่ำไห้ด้วยความปวดร้าวแสนสาหัสเพียงใด  คนอื่นที่บังเอิญหันมามองเห็นเข้า  อาจจะคิดว่าเขากำลังหัวเราะอยู่ก็เป็นได้  ด้วยอาการหัวเราะกับร้องไห้ของมนุษย์นั้นแทบจะไร้ความแตกต่าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อไม่มีหยาดน้ำตาหลั่งออกมาให้เห็น  ทว่านั่นอาจนับเป็นเรื่องเหมาะสมประการหนึ่งที่วัยชราได้มอบให้แก่เขา  และเช่นเดียวกับเหตุการณ์หลายต่อหลายครั้ง  การได้พบกับบางสิ่งบางอย่างที่คุ้นเคยก็ทำให้ความทรงจำของเขาชัดเจนขึ้น  อย่างเช่นตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวในเวลานี้  มันกระตุ้นให้เรื่องราวเก่า ๆ ภายในหัวใจของเขากลับมาโลดเต้น  ราวกับกำลังนั่งชมภาพยนตร์เรื่องโปรดที่ถูกฉายซ้ำอีกครั้งหนึ่ง    สมองชราของเขายังคงจดจำได้ว่าในปีนั้น  ชีวิตของเขาต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาโดยตลอด  มันทำให้เขาวุ่นวายอยู่กับเรื่องราวมากมาย  จนกระทั่งหลงลืมคนที่ไม่สมควรจะลืมไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ  การมีภารกิจทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญเกือบตลอดเวลา  ทำให้เขาหลงอยู่กับสิ่งเหล่านั้นจนไม่ได้ระลึกถึงเธอเลย  หรือไม่เขาก็อาจจะเคยคิดถึงเธออยู่บ่อย ๆ  แต่ที่ผ่านมาคล้ายกับว่าเขาจำไม่ได้  เขาไม่แน่ใจในความทรงจำของตัวเองสักเท่าไรนัก  การตระหนักในเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกเศร้าใจอย่างไรบอกไม่ถูก  ทว่าเท่าที่จำได้ก็คือ  เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว  เขากลับไปเรียนหนังสือต่อจนจบหลักสูตร  จากนั้นไม่นานก็ได้งานทำเป็นผู้ช่วยบาร์เทนเดอร์ในไนต์คลับแห่งหนึ่ง  


เขาทำงานหนักและเริ่มหัดดื่มเหล้า  นับเป็นช่วงเวลาที่เขาได้สนุกกับชีวิตคนกลางคืนอยู่นานหลายปี  ก่อนจะหันหลังให้แก่แสงสีอันสวยงามดาดดื่นพวกนั้น  แล้วตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่  คราวนี้เขาเลือกที่จะเป็นนักเขียน  ไม่รู้ผีบ้าหรือทูตสวรรค์องค์ใดดลใจให้เขาเลือกอาชีพนี้  หรืออาจจะเป็นเพราะว่า  เขามีวัตถุดิบมากพอแก่การเป็นนักเขียนแล้วนั่นเอง  เขาเคยเชื่อเช่นนั้นอย่างไม่สงสัย  เขาสะสมพวกมันไว้จนเต็มสมองและหัวใจ  ราวกับสัตว์ต่าง ๆ ที่กักตุนอาหารไว้แทะกินในฤดูหนาวอันยาวนาน  จะต่างกันก็ตรงที่เขากักตุนในสิ่งซึ่งเป็นทั้งความทุกข์และความสุข  เพื่อนำกลับมาโบยตีแล้วชโลมหัวใจของตัวเองสลับกันไป  ประหนึ่งคนวิกลจริตผู้หัวเราะและร้องไห้อย่างไร้เหตุผล  ด้วยมีหลายเรื่องราวที่เขาปรารถนาจะเล่าออกมาเป็นตัวหนังสือให้ใครสักคนได้อ่าน  แต่ชีวิตนักเขียนก็ไม่ได้เป็นอย่างเขาที่หวัง  


หลังจากต้องดิ้นรนอยู่นานร่วมสิบปี  โดยไม่เคยได้รับความสำเร็จใด ๆ  นอกจากพอจะขายต้นฉบับบทความ  สารคดี  และเรื่องสั้น  ให้แก่หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ ได้บ้างเป็นครั้งคราว  นอกเหนือไปจากนั้น  ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง  รางวัล  หรือการยอมรับใด ๆ จากผู้อ่าน  ล้วนไม่เคยปรากฏเป็นรูปธรรม  เขาจึงตัดสินใจละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองหลวงออกไปอยู่ในชนบท  เพื่อเขียนนวนิยายเป็นของตัวเองสักเรื่องหนึ่ง

  
ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวเหล่านี้  เขามักจะอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้  ภายในหัวใจของเขาท่วมท้นด้วยความละอายและความผิดบาปกับการตัดสินใจที่ผิดพลาด  มาย้อนคิดดูแล้ว  เขารู้สึกว่า  ตนเองช่างก่อเรื่องเลวร้ายอย่างเห็นแก่ตัวไว้มากมาย  และถ้าทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่ความทรงจำเสมือนจริง  เหมือนอย่างที่พวกคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่กำลังนิยมกันอยู่ก็คงดีไม่น้อย  ด้วยมันจะเป็นเพียงแค่ความลวงอันว่างเปล่าไร้แก่นสาร  แต่เขารู้มานานแล้วว่า  ในมันทากินีซิตี้จะมีก็แต่ความทรงจำอันแท้จริงเท่านั้น  และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเลือกเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้  เพื่อที่ความทรงจำของเขาจะกลับมาแจ่มชัดขึ้น  โดยไม่เสื่อมสลายหายไปอีก


“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า  คนกรุงเทพฯ อย่างน้าโทนจะชอบบ้านนอกอย่างนี้  น้าโทนหนีอะไรมาหรือเปล่าคะ”


“สิ่งใดในตัวน้าที่ทำให้จอยคิดยังงั้น  น้าเลือกมาอยู่ที่นี่ก็เพราะคิดว่า  มันน่าจะเหมาะกับการเก็บตัวเขียนนวนิยายสักเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง  ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้หรอก”
“น้าโทนเป็นนักเขียนหรือคะ  น่าทึ่งจัง”

“ดูไม่เหมือนรึไง”


“ถ้านัยน์ตาเศร้า ๆ ฝัน ๆ คือเครื่องหมายของนักเขียน น้าโทนก็พอจะเป็นได้อยู่หรอกค่ะ  เสียดายจอยไม่ค่อยชอบอ่านนิยายสักเท่าไหร่  แต่จอยอ่านหนังสือเรียนได้นะ  จอยชอบอ่านหนังสือเรียน  จอยสนุกกับการเรียนเสมอ  ความฝันสูงสุดของจอยคืออยากเรียนต่อพยาบาล  จอยอยากเป็นนางพยาบาล  แต่คงเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ  เพราะมันต้องใช้เงินมาก  และคนไร้สัญชาติอย่างจอยก็ไม่มีทางเดินให้เลือกมากนัก  ถึงเรียนจบมาก็ทำงานไม่ได้อยู่ดี  ความฝันเดียวที่เหลืออยู่ของจอยคือการได้ไปเห็นกรุงเทพฯ ด้วยสายตาตัวเองสักครั้งหนึ่ง  แย่จังที่ความฝันนี้ต้องใช้เงินเยอะเหมือนกัน  ที่สำคัญแม่บอกว่า  จอยควรเริ่มทำงานเสียที  แม่อยากให้จอยทำงานหาเงินมาช่วยใช้หนี้ให้กับทางบ้านน่ะ”

“…”


สมัยนั้นคนไร้สัญชาติในประเทศของเขาแทบจะไม่มีสิทธิใด ๆ  และมักจะต้องใช้ชีวิตอยู่ไปวันหนึ่ง ๆ โดยที่มองไม่เห็นอนาคต  การได้รับสัญชาติจึงเป็นความหวังสูงสุด  เขาได้ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวถ้อยคำออกไปอย่างไรดี  จึงจะเหมาะสมกับหัวใจอันอ่อนเยาว์ของเด็กสาวผู้นี้  มันสมควรเป็นถ้อยคำที่เพียงพอต่อการปลอบประโลมเธอ  ทำให้เธอคลายความทุกข์ลงได้บ้าง  ดังนั้นในเวลาต่อมา  เขาจึงมอบความสนิทสนมให้แก่เธอราวกับรู้จักกันมานานแสนนาน  ทว่าหลายเดือนหลังจากนั้น  เด็กสาวผู้นี้นี่เองกลับทำให้เขาเริ่มนึกถึงการออกเดินทางไกลอีกครั้งหนึ่ง  แต่กว่าจะได้เดินทางจริง ๆ ก็ต้องรอเวลาเป็นปี  เขาบอกฉันว่า  เรื่องราวในชีวิตของเขามักจะขึ้นต้นหรือลงท้ายด้วยการเดินทางอยู่เสมอ


พอเล่าถึงตรงนี้  เขาก็เอื้อมมือมากุมมือของฉันไว้อีกครั้งหนึ่ง  แล้วร้องไห้ออกมาอย่างเงียบ ๆ  เขาต้องใช้เวลาสงบใจอยู่นานเลยทีเดียว  ก่อนจะสามารถเล่าต่อไปได้  เขาบอกว่า  เมื่อย่างเข้าสู่เดือนเมษายนในปีถัดมา  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อีกไม่นานก็จะถึงวันสงกรานต์  แต่อากาศยามสายของฤดูร้อนปีนั้นยังคงหนาวเย็นอย่างน่าประหลาด  ดูเหมือนว่าจะไม่มีแดดออกมานานแล้วหลายวัน  โลกภายใต้ท้องฟ้าสีเทาหม่นถูกปกคลุมไว้ด้วยความเย็นยะเยือกอันแสนเศร้า  เขาสามารถรับรู้ถึงสภาวะอารมณ์ดังกล่าว  มันไม่แตกต่างกันเลย  ไม่ว่าจะเป็นในเวลานั้น  หรือแม้กระทั่งในท่ามกลางความเดียวดายแห่งมันทากินีซิตี้  ทุกเส้นทางที่เขาเคยก้าวเดินตามลำพังล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน


ภายในตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  เขาได้ยินข่าวจากเครื่องรับวิทยุขนาดเล็กยี่ห้อธานินทร์บนโต๊ะเขียนหนังสือ  ผู้ประกาศข่าวหญิงคนหนึ่ง  ฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะอยู่ในวัยสาว  รายงานอย่างเป็นทางการว่า  ประเทศไทยกำลังได้รับอิทธิพลจากพายุฤดูร้อนลูกหนึ่ง  ชื่อพายุถูกตั้งด้วยภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน  ซึ่งเรียกยากและยังจดจำได้ยากอีกด้วย  ในเวลาต่อมาเขาจึงลืมชื่อของมันไปเสียสนิท  ตามข่าวบอกว่าอุณหภูมิจะลดต่ำลงอีก  และอาจมีลูกเห็บตกด้วย  เขารับฟัง  

นี่คงเป็นความประหลาดบิดเบี้ยวของธรรมชาติเป็นแน่แท้  เขาคิด  ใครก็ไม่อาจคาดหวังว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะต้องเป็นไปตามครรลองอย่างที่ควรจะเป็น  แต่ที่แน่ ๆ ก็คือจากคำบอกเล่า  พื้นที่แถวนี้อาจเกิดพายุลูกเห็บได้เป็นเรื่องปกติ  ทว่าด้วยความที่ไม่เคยเห็นลูกเห็บมาก่อน  ตลอดระยะเวลาที่อาศัยอยู่ที่นี่  มันจึงทำให้เขาตื่นเต้นเล็กน้อย  ถ้าหากจะมีลูกเห็บตกลงมาจริง ๆ ตามข่าว  


ระหว่างนั้นเขาก้าวออกจากประตูตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวด้วยกิริยาท่าทางละล้าละลัง  เขาบอกฉันว่า  ท่าทางดังกล่าวคงดูไม่ต่างจากนักโทษผู้ถูกจองจำอยู่ในคุกมืดมาแรมปี  จนกระทั่งไม่คุ้นเคยกับโลกภายนอกอันเต็มไปด้วยอิสระ  เวลานั้นภายในใจของเขาได้ลืมเรื่องพายุลูกเห็บไปจนหมดสิ้น  เขาค่อย ๆ ย่างเท้าออกไปยืนอยู่เบื้องหน้าประตูตู้คอนเทนเนอร์  ซึ่งเขาใช้กักขังตัวเองมานาน  สีน้ำมันที่ทาไว้ยังไม่ซีดจาง  ทว่าดูกลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัวเหมือนเดิม  แม้จะเป็นสีเขียวสดใส  มิใช่สีเขียวใบไม้ก็ตาม

  
เขาเหลียวมองไปรอบตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ  หลังจากไม่ได้เห็นภาพพวกนี้มานานมาก  การได้แลเห็นอีกครั้งหนึ่งย่อมนับเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างน่าเหลือเชื่อ  แต่สิ่งที่เขาให้ความสนใจอย่างมากในยามนั้นกลับเป็นหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่  ซึ่งถูกเขียนด้วยปากกาเคมีสีดำเป็นลายมือตัวโต ๆ  ปรากฏอยู่บนผนังตู้คอนเทนเนอร์ใกล้กับประตูทางเข้าออก  ตัวเลขดังกล่าวสามารถแลเห็นได้อย่างเด่นชัดราวกับเพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน


ด้วยความรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง  ทำให้เขาอดใจยื่นมือออกไปสัมผัสกับลายมือบนผนังเหล็กทาสีเขียวไม่ได้  แล้วทันใดนั้นเอง  ก็เหมือนกับว่ามีก้อนอะไรสักก้อนหนึ่งแล่นขึ้นมาจุกอยู่ในอกของเขา  จนกระทั่งทำให้เขารู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาเหมือนเด็ก ๆ  แต่สุดท้ายแล้วเขาก็สามารถข่มความรู้สึกดังกล่าวเอาไว้ได้ด้วยการกัดฟันแน่น  กะพริบตาถี่ ๆ  และหายใจเข้าปอดอย่างรุนแรง   

ในเวลาต่อมา  เขาพยายามเปลี่ยนอารมณ์ด้วยการหันหน้าไปมองดูดอกคอสมอสจำนวนมากรอบ ๆ ตัว  บัดนี้พวกมันผลิบานอยู่ทั่วไปหมด  นับเป็นภาพที่แตกต่างจากเมื่อปีก่อนอย่างชัดเจน  และการได้เห็นดอกคอสมอสจำนวนมากนี้ก็ทำให้เขาต้องยิ้มออกมาทั้งน้ำตา  เขาบอกตัวเองว่า  ต้องรอให้เวลาผ่านไปนานกว่าหนึ่งปีเลยทีเดียว  เขาถึงได้เห็นการผลิบานของคอสมอสที่โดยมากเป็นสีชมพู  ตัวดอกประกอบด้วยกลีบเล็ก ๆ บอบบางบนก้านยาวที่กำลังไหวส่ายไปมาเป็นกลุ่ม ๆ  ยามต้องสายลมเย็นจัดชวนให้สั่นสะท้าน  เสื้อยืดแขนยาวสีดำที่เขาสวมออกมาค่อนข้างเนื้อบาง  แต่เขาก็ไม่คิดจะเดินกลับเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์เพื่อหยิบเอาเสื้อคลุมออกมาสวมใส่  


ยามนั้น  การได้แลเห็นดอกคอสมอสทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจมาก  แต่ยังคงพึงพอใจที่ได้ชื่นชมความงดงามรอบกาย  แท้จริงแล้วเขาสมควรดีใจและมีความสุขไปกับภาพตรงหน้ามิใช่หรือ  ทั้งหมดนี้นับเป็นผลงานจากความตั้งใจและน้ำใจของเด็กสาวโดยแท้  เธอคงลงแรงไปมากทีเดียว  เขาตระหนักได้ถึงความจริงดังกล่าว  มันจึงสมควรเป็นยามสายอันสดใส  ท่วมท้นด้วยความเบิกบาน  แต่เขาก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้  นอกจากโลกจะไร้แสงแดดแล้ว  กลุ่มเงาจากสักลำต้นตรงและใบใหญ่ที่เติบโตขึ้นตามแนวรั้ว  ยังแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณนี้  ทำให้บรรยากาศดูมืดมัวสลัวมากยิ่งขึ้น  เขาจึงได้แต่เดินอย่างเชื่องช้าเซื่องซึมไปตามทางดินแดงรอบ ๆ ตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว

ภายใต้เงาสลัวของใบสักซึ่งกำลังไหวส่ายไปมาอยู่ในเวลานั้น  นอกจากเสียงลมกับเสียงใบไม้แล้ว  ก็มีเพียงเสียงรองเท้าของเขาลากไปบนพื้นดิน  รวมถึงเสียงใบไม้แห้งดังกรอบแกรบยามถูกเหยียบย่ำ  นาน ๆ ครั้งจึงจะมีเสียงขันของไก่พันธุ์พื้นเมืองจากบ้านข้างเคียงแว่วข้ามรั้วมา  ทุกย่างก้าวยังได้กลิ่นควันไฟหวานหอมอ่อนจางล่องลอยมาจากสถานที่อันห่างไกล  เขาคิดว่ามันคงจะเป็นกลิ่นหญ้าแห้งในนาข้าว  ซึ่งถูกเผาเพื่อเตรียมผืนดินไว้ต้อนรับฤดูทำนาครั้งใหม่  


เขาย่ำเท้าลงไปบนคราบมอสสีน้ำตาลแห้ง ๆ ที่เกาะติดอยู่ตามก้อนดิน  แล้วยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ปลายฤดูแล้งอย่างนี้  ย่อมไม่อาจหลงเหลือความเขียวขจีอันนุ่มนิ่มไว้ได้อีกต่อไป  ต้องรอให้ถึงฤดูฝนหรือบางทีอาจจะเป็นฤดูหนาว  หญ้ามอสจึงจะกลับมาเขียวขจีอีกครั้งหนึ่ง

ในที่สุด  เขาก็เดินมาหยุดอยู่ใกล้กับจักรยานเสือภูเขาสีแดงคันหนึ่ง  ซึ่งถูกจับตั้งพิงผนังตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวเอาไว้  จักรยานอยู่ในสภาพอมฝุ่นและมีหยากไย่เกาะเต็มไปหมด  แมงมุมตัวโตตัวหนึ่งรีบเคลื่อนหนีอย่างรวดเร็ว  เมื่อเขาเข้าใกล้


จังหวะนั้นเอง  โลกรอบตัวของเขาพลันเงียบงัน  คงเหลือเพียงความเปล่าเปลี่ยวที่ก่อตัวขึ้น  เขาได้แต่พิจารณาดูสภาพของจักรยาน  มันถูกฝุ่นแดงจับหนาเตอะและยางล้อก็แบนติดพื้น  ถ้าจะนำไปขี่เล่นอีกครั้งคงต้องทำความสะอาดเป็นการใหญ่  แต่เขาไม่คิดจะขี่มันเล่นอีกแล้ว  แม้ภายในใจจะรู้สึกราวกับว่ากำลังได้ขี่จักรยานคันนี้อีกครั้งหนึ่งก็ตาม  มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เขาจะลืมเหตุการณ์ในอดีต  วันเวลาซึ่งเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อปลายฤดูหนาวของปีก่อน  เขายอมรับ  ขณะเอื้อมมืออันสั่นเทาออกไปสัมผัสรถจักรยานอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก


เขาบอกฉันว่า  รถจักรยานเสือภูเขาสีแดงคันนี้เคยเคลื่อนที่ราวกับล่องลอยไปตามถนนสายเล็ก ๆ  ซึ่งสองข้างทางเป็นท้องนาที่ผ่านฤดูเก็บเกี่ยวมาแรมเดือนแล้ว  จักรยานสีแดงแล่นขึ้นลงไปตามถนนในภูมิประเทศที่เป็นเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ เนินแล้วเนินเล่า  โดยมีเด็กสาวคนนั้นขี่จักรยานเสือภูเขาสีดำติดตามมาไม่ยอมห่าง  บางครั้งเธอจะเร่งปั่นอย่างรวดเร็วเพื่อหวังแซงหน้าเขาขึ้นไป  และเมื่อทำได้สำเร็จก็จะหันหน้ากลับมายิ้มปนหัวเราะจนตาหยีเหมือนเด็ก ๆ  เขาได้แต่ตั้งใจฟังเสียงหัวเราะพร้อมกับจ้องมองดูเธอ  ไม่อยากเชื่อสายตาว่าทั้งหมดนี้คือความเป็นจริง  แต่ราวกับนี่คือรางวัลแห่งชีวิต


เป็นที่รู้กันว่า  หลังจากผ่านความเหน็ดเหนื่อยมาอย่างหนัก  คนเราก็อาจจะได้พบกับความสุขบ้างเป็นการตอบแทน  ในเวลานั้น  หยดเหงื่อที่เกาะพราวอยู่บนหน้าผากและพวงแก้มทั้งสองข้างของเด็กสาว  ไม่ได้ทำให้เธอคลายความน่ามองลงเลยแม้แต่น้อย  เส้นผมยาวถึงกลางหลังที่ถูกรวบมัดเอาไว้ภายใต้หมวกแก๊ปสีดำ  ยังทำให้แลเห็นใบหน้ารูปไข่ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย  เขาพิจารณาดูดวงตาคมกับคิ้วเข้มของเธอ  รวมถึงจมูกค่อนข้างโด่ง  และริมฝีปากแดงซึ่งไม่หนาไม่บางเกินไป  นี่คือความงดงามตามธรรมชาติของเด็กสาว  ที่สำคัญเขาต้องยอมรับว่า  เธอช่างแตกต่างไปจากบรรดาหญิงสาวในเมืองหลวงที่เขาเคยพบเห็นมาตลอดชีวิต  การได้อยู่ใกล้เธอทำให้หัวใจของเขากลับมาสั่นไหวภายในอกอีกครั้งหนึ่ง  หากไม่ได้เดินทางมาที่นี่  เขาจะไม่มีวันรู้ว่าเธอมีตัวตนอยู่บนโลกนี้  เขาอยากจะดีใจแต่ก็อดเสียใจไม่ได้เหมือนกัน  หรือว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ควรมาที่นี่  ใช่แล้ว  เขาไม่ควรมาเหยียบดินแดนแห่งนี้เลย  แต่มันเป็นเพียงแค่ความบังเอิญอย่างนั้นหรือ  เขาตั้งคำถามอย่างอ่อนใจ  และต้องทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างจักรยานสีแดงเปื้อนฝุ่น

เขาจำได้ว่า  เมื่อเทศกาลปีใหม่สิ้นสุดลง  และกรุงเทพฯ ไม่มีสิ่งใดให้หวังอีกแล้ว  การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงต่อไปรังแต่จะทำให้เจ็บปวด  หัวใจของเขาจึงเหมือนหัวใจของคนตายที่จะไม่มีวันกลับมาเต้นได้ดังเดิม  อย่างไรก็ตาม  ถนนหนทางและสถานที่บางแห่งซึ่งเขาสัญจรผ่านไป  ยังคงทำให้เขาหวนคิดถึงอดีตอยู่ดี  อีกทั้งความทรงจำบางเรื่องก็ทำให้เป็นทุกข์ใจมากเกินกว่าที่จะร้องไห้ออกมา  โล่เกียรติยศ  เงินตรา  รางวัล  ชื่อเสียง  ตลอดจนคำยกย่องสรรเสริญจากผู้คน  ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างที่เขาใฝ่ฝันและพากเพียรแสวงหา  เขายอมรับว่าไม่เคยสารภาพความปรารถนานี้แก่ผู้ใดเลย  เขามักจะแสร้งบอกแก่ทุกคนว่า  เขาเขียนหนังสือก็เพื่อสนองความต้องการส่วนตัวเท่านั้น  เขาย่อมได้รับความพึงพอใจอย่างเต็มที่แล้ว  เมื่องานเขียนแต่ละเรื่องสำเร็จเสร็จสิ้นลง  แท้จริงแล้วเขาปรารถนาการยอมรับและเสียงปรบมือในระดับสูงสุด  ทว่าความสำเร็จในเส้นทางอาชีพนักเขียนก็เป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม  ไกลเกินกว่าที่จะเป็นจริงได้  ทั้ง ๆ ที่เพื่อการนี้  ต้องมีหัวใจหลายดวงเคยบอบช้ำอย่างหนัก  ดังนั้นยิ่งนานวันเข้า  หัวใจของเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความอ่อนล้า  เขาระลึกได้เสมอว่าตนเองต้องทำร้ายจิตใจผู้คนไปมากมายเพียงไร  มิหนำซ้ำยังเป็นไปอย่างโหดเหี้ยมเหมือนกับเขามิใช่มนุษย์  แต่เป็นเพียงคนบาป  และในมันทากินีซิตี้นี้นี่เอง  เขาสามารถรับรู้ถึงอดีตได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องเสแสร้งแต่อย่างใด  จนกระทั่งปรารถนาจะเขียนหนังสือประเภทคำสารภาพออกมาสักเล่มหนึ่ง  เสมือนว่ามันคือการสารภาพบาปต่อหน้าพระเจ้า  แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลยก็ตาม


สุดท้ายแล้วในวัยสามสิบปี  เขาก็ตัดสินใจหนีความล้มเหลว  ด้วยการเดินทางมุ่งหน้าไปยังบ้านพักในชนบทอันห่างไกล  เขาคิดว่าตนเองต้องการสถานที่เงียบสงบ  ไม่ปรารถนาจะสุงสิงกับมนุษย์คนใดอีก  เขาชิงชังแกมเบื่อหน่ายใบหน้ามนุษย์เกือบทั้งหมด  อีกทั้งในตอนนั้นก็ยังได้ตั้งความหวังอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ว่า  การได้อยู่ตามลำพังอาจจะช่วยทำให้เขาสามารถเขียนนวนิยายเรื่องแรกได้สำเร็จ  หนังสือเล่มต่อไปของเขาจะไม่ใช่บทความ  สารคดี  กวีนิพนธ์  รวมเรื่องสั้น  หรืองานที่เขียนขึ้นเพียงเพื่อเงินเลี้ยงปากท้อง  แต่จะเป็นนวนิยายแห่งชีวิตที่มีพลังการสร้างสรรค์ในระดับสุดยอด


ในห้วงความคิดฝัน  เขารู้สึกว่ามีแต่การเขียนนวนิยายเท่านั้น  ที่จะทำให้เขามีความสุขขึ้นมาได้บ้าง  มันจะเป็นรางวัลสำหรับชายผู้คร่ำเคร่งอยู่กับการพูดคุยคนเดียวบนหน้ากระดาษว่างเปล่า  ชีวิตของเขาจะมีความสุขยามได้ฟังเสียงความคิดของตนเอง  และทำให้ความคิดทั้งหมดนั้นกลายเป็นตัวหนังสือ  ในท่ามกลางความโดดเดี่ยวแห่งป่าเขาลำเนาไพร  เขาเคยคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้  ขณะนั่งเขียนตัวหนังสือแห่งชีวิตลงไปตัวแล้วตัวเล่า  จนกระทั่งตัวอักษรหลายตัวกลายเป็นถ้อยคำ  จากถ้อยคำนับร้อยนับพัน  สุดท้ายแล้วมันมีชีวิตอยู่ในห้วงจินตนาการเพื่อโลดเต้นอยู่ในหนังสือของเขา  ซึ่งนับว่าโชคดีที่หลายปีหลังจากนั้นได้มีสำนักพิมพ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งรับไปพิมพ์ให้  แต่โชคร้ายที่ขายไม่ดีเท่าไรนัก  พูดตามตรงก็คือขายได้เพียงไม่กี่เล่ม  พวกมันส่วนใหญ่นอนนิ่งสงบอยู่ภายในโกดังเหมือนหนังสือที่ตายแล้ว  อย่างไรก็ตาม  ในตอนนั้นเขายังคงหวังว่า  ผู้คนในอนาคตที่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นจะสามารถรับรู้ถึงความนึกคิดของเขา  ประหนึ่งว่ากำลังนั่งสนทนาอยู่กับเขาในสถานที่อันเป็นส่วนตัวของกันและกัน  ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า  ความคิดที่อยู่ภายในหนังสือจะมีชีวิตยืนยาวกว่าร่างกายของเขา  และทำให้เขาจากโลกนี้ไปอย่างสงบสุข  ในห้วงยามใกล้จะสิ้นลมเขาคงเชื่อว่า  ยังมีตัวตนบางส่วนบางเสี้ยวของเขาหลงเหลืออยู่บนโลก  ดาวสีฟ้าดวงนั้น  ดุจเดียวกับรอยเท้าบนทางเดินศิลาเก่าแก่อันเป็นอมตะ


สาวใหญ่คนหนึ่งผู้ซึ่งสนิทสนมกับเขาอย่างลับ ๆ  ได้เสนอบ้านพักหลังนี้สำหรับใช้เป็นสถานที่เขียนนวนิยายเรื่องแรกของเขา  มันตั้งอยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดชายแดนแห่งหนึ่ง  จากข้อมูลสถิติของทางราชการ  อำเภอนี้มีประชากรเพียงไม่กี่พันคน  และประชากรแฝงคือบุคคลไร้สัญชาติ  พื้นที่ในรัศมียี่สิบกิโลเมตรเป็นภูเขาสลับที่ราบลุ่ม  ซึ่งเต็มไปด้วยท้องนาและอ่างเก็บน้ำน้อยใหญ่  


ระหว่างการขี่จักรยานออกสำรวจ  เขาพบว่ามีบ้านเรือนผู้คนอยู่บ้างแต่ออกจะบางตา  สิ่งที่เห็นได้เป็นปกติก็คือ  ต้นไม้  วัวควาย  และรถไถโกโรโกโสของชาวนายากจน  คนพวกนี้ส่วนใหญ่ไร้สัญชาติ  มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเช่าที่นาของนายทุนในพื้นที่

สาวใหญ่คนนั้นยังได้บอกกับเขาว่า  บริเวณตัวอำเภอเป็นที่ตั้งของตลาดขนาดเล็ก  นับเป็นจุดซึ่งมีความคึกคักมากที่สุด  ทุกคนต้องมาหาซื้อข้าวของเครื่องใช้กันที่นี่  ในฤดูหนาวของทุกปี  อุณหภูมิทั้งอำเภอจะค่อย ๆ ลดลงจนหนาวเย็นยะเยือก  ขีดแดงบนเทอร์โมมิเตอร์มักจะต่ำกว่าห้าองศาเซลเซียสเสมอ  เนื่องจากอยู่ใกล้เทือกเขาสลับซับซ้อนที่ทอดตัวยาวไกลไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้าน


สาวใหญ่ผู้นี้นี่เองได้มอบรหัสแม่กุญแจประตูรั้ว  และบอกที่ซ่อนลูกกุญแจสำหรับไขเข้าประตูบ้าน  เมื่อครั้งเอ่ยปากอนุญาตให้เขาไปพักเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ  ความจริงหล่อนอยากเดินทางมาอยู่กับเขาด้วยซ้ำ  แต่เกรงว่าจะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว  ด้วยเหตุที่หล่อนยังไม่ได้หย่าขาดกับสามีอย่างเป็นทางการ  เขาฟังเหตุผลแล้วก็พยักหน้ายอมรับ  ทั้ง ๆ ที่รู้สึกเศร้าใจอย่างลึกซึ้งในชะตากรรมของหล่อน  ในเวลานั้นราวกับว่าหล่อนกำลังกล่าวทุกถ้อยคำออกมาจากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่


ที่พักของเขาเป็นตู้คอนเทนเนอร์ทาสีเขียวจำนวนสองตู้  มีช่องทางเดินตรงกลางเชื่อมระหว่างสองฝั่งเข้าด้วยกัน  มันถูกสร้างขึ้นจากวัสดุประเภทไม้สนและกระจกเสียเป็นส่วนใหญ่  ส่วนประตูทางเข้าอยู่ทางตู้หน้า  และเป็นทางเข้าออกเพียงทางเดียวเท่านั้น  นอกจากนี้ผนังเหล็กของตู้หน้าและตู้หลังยังถูกเจาะเป็นช่องหน้าต่างขนาดเล็กไว้หลายบาน  แต่ติดกระจกสีดำเอาไว้เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว


ครั้งแรกที่ได้เห็นที่พักใหม่  เขาก็ถึงกับตกหลุมรักมันในทันที  เขาเล่าให้ฉันฟังว่า  เขารีบเดินอ้อมไปทางด้านหลังของตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  ใกล้กับรั้วลวดหนาม  แล้วกวาดสายตามองหาก้อนหินขนาดใหญ่  แถวนั้นมีศิลาแลงขนาดประมาณลูกแตงโมเชื่อง ๆ อยู่ราวห้าถึงหกก้อนบนพื้นดินแดง  เขาจับศิลาแลงแต่ละก้อนพลิกดูด้านล่าง  จนกระทั่งพบกุญแจดอกหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ในซองพลาสติก  ตรงตามที่เจ้าของบ้านระบุไว้


ภายในตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวแบ่งออกเป็นห้องนั่งเล่น  ห้องครัว  และห้องนอน  ทุกห้องล้วนติดเครื่องปรับอากาศ  เจ้าของบ้านเคยบอกว่า  เครื่องปรับอากาศไม่ใช่เรื่องจำเป็นในฤดูหนาว  แต่ในฤดูร้อนที่บางวันอุณหภูมิอาจพุ่งขึ้นสูงถึง 45 องศาเซลเซียส  สิ่งอำนวยความสะดวกนี้ก็ถือเป็นอุปกรณ์จำเป็นขึ้นมาในทันที  หล่อนหวังว่ามันจะทำให้เขาสะดวกสบาย  และเขียนนวนิยายเรื่องแรกได้อย่างมีความสุข  หล่อนเชื่ออย่างที่นักเขียนหลายคนเชื่อว่า  นักเขียนควรมีนวนิยายเป็นของตัวเองอย่างน้อยสักเรื่องหนึ่ง  แต่สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดกลับเป็นห้องน้ำขนาดเล็กภายในห้องนอน  เวลานั้นเขาถึงกับเผลอใจคิดว่า  ตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวคงจะทำให้เขาเลิกนึกถึงการเดินทางไปได้อีกนานเลยทีเดียว


“เขียนหนังสือให้สนุกนะคะ  เรื่องน้ำประปากับไฟฟ้าไม่ต้องห่วง  มิเตอร์ที่นั่น  ฉันได้ทำเรื่องผูกไว้กับบัญชีธนาคารแล้ว  จากการตรวจสอบพบว่า  ค่ารักษามิเตอร์ยังคงถูกหักอยู่ทุกเดือน  ที่สำคัญสามีของฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย  หรือภายหลังหากรู้ขึ้นมา  เขาก็คงไม่มีมีเวลาไปทำเรื่องยกเลิกหรอกค่ะ  เขามักจะยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของตัวเองอยู่เสมอ  จนไม่มีเวลาให้กับเรื่องอื่นที่ไม่สลักสำคัญอะไรสำหรับเขา”


“ผมไม่รู้ว่าจะขอบคุณคุณนุ้ยอย่างไรดี”


“เขียนคำอุทิศลงในหนังสือเล่มใหม่ให้ฉันสิคะ  ไม่ต้องรักฉันก็ได้  แค่ทำให้ฉันมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  และได้อยู่ในหนังสือของคุณตลอดไป”


“ผมจะเขียนคำอุทิศและชื่อของคุณนุ้ยลงในนวนิยายเรื่องแรกของผมครับ  แต่หากไม่มีหนังสือเล่มนั้น  จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม  เช่น  สมมุติว่าผมเขียนไม่สำเร็จ  หรือเขียนเสร็จแล้ว  แต่หาสำนักพิมพ์พิมพ์ให้ไม่ได้  ใช่แล้วครับ  ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด  ผมอาจเขียนนวนิยายเรื่องนี้ไม่จบ  แต่เชื่อเถิดว่า  เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม  ผมจะหลั่งน้ำตาให้แก่คุณนุ้ยเป็นการทดแทน  ทั้งในความจริงและความฝัน  ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น  ผมสัญญา”


เมื่อสำรวจตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวจนพอใจแล้ว  เขาจึงเดินไปตลาดซึ่งอยู่ห่างประมาณสองกิโลเมตร  ครั้งแรกที่เขานั่งรถรับจ้างผ่านมานั้น  เขาสังเกตเห็นว่าทางด้านหน้าของตลาดมีร้านจำหน่ายจักรยานอยู่ร้านหนึ่ง  ในตอนนั้นเองที่เขาคิดเรื่องสนุก ๆ ขึ้นมาได้  เมื่อเสร็จธุระเรื่องที่พักจึงตัดสินใจซื้อจักรยานเสือภูเขา  ส่วนเหตุผลที่เลือกสีแดงคงเป็นเพราะว่า  มันทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง  ความทรงจำของเขาช่วงหนึ่งผูกพันอยู่กับจักรยานพับสีแดงที่พ่อเคยซื้อให้  แม้ว่าในเวลาต่อมา  จักรยานพับคันนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำให้พ่อของเขาเสียชีวิตก็ตาม  ทว่าการได้ขี่จักรยานสีแดงอีกครั้งก็นับเป็นการระลึกถึงพ่อของเขา  แม้จะเป็นการระลึกถึงที่ชวนให้รู้สึกเศร้าใจก็ตาม

แล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  เขาก็จะรีบตื่นเช้าเพื่อขี่จักรยานไปตามทางหลวงชนบทสายต่าง ๆ  กิจกรรมนี้เป็นทั้งการออกกำลังกายและการสำรวจภูมิประเทศไปพร้อม ๆ กัน  ทว่าภายในใจส่วนลึกแล้ว  เขายังหวังว่า  สักวันหนึ่ง  มันอาจจะกลายเป็นฉากสำคัญในนวนิยายของเขา


เป็นเรื่องปกติที่เขามักจะหลีกเลี่ยงถนนสายหลัก  โดยเลือกขี่จักรยานไปตามทางสายรอง  เส้นทางพวกนี้โดยมากมักจะเป็นดินลูกรังสลับกับยางแอสฟัลต์  จึงไม่ค่อยมีรถยนต์วิ่งผ่านไปมาสักเท่าใดนัก  ถ้าจะเห็นบ้างก็เพียงรถสี่ล้อบุโรทั่งที่ชาวนาสร้างไว้ใช้งานอย่างง่าย ๆ  นอกเหนือไปจากนี้ก็มีเพียงฝูงวัวควายเดินเป็นเจ้าถนนในตอนเช้า  เมื่อพวกมันถูกต้อนออกจากคอกไปกินหญ้าริมทุ่ง  และในตอนเย็น  เมื่อพวกมันต้องเดินกลับเส้นทางเดิมเพื่อเข้าคอกอันน่าเบื่อหน่าย


โลกใหม่นี้แตกต่างจากโลกเก่าที่เขาเพิ่งจากมา  เขายอมรับว่า  ในเวลานั้นเขาตื่นเต้นกับโลกใหม่มากทีเดียว  หลังจากขี่รถจักรยานเที่ยวจนเหงื่อท่วมตัว  เขาจะรีบกลับไปอาบน้ำในตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  ก่อนนั่งกินอาหารที่ผูกปิ่นโตกับหญิงชราข้างบ้าน  ผู้ซึ่งชอบมุดรั้วลวดหนามผุ ๆ  แล้วเดินกระย่องกระแย่งหิ้วปิ่นโตมาส่งอาหารทางหน้าต่างทุกวัน ๆ ละหนึ่งครั้ง  

ภายในปิ่นโตสีไข่ไก่แบบโบราณมีข้าวสวยและกับข้าวสองหรือสามอย่าง  ปริมาณอาหารมากพอจะกินไปได้ทั้งวัน  นั่นทำให้เขาไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องนี้อีกเลย  แน่นอนว่าอาหารบางมื้ออาจจะไม่ถูกปาก  แต่เขาไม่อยากเรื่องมากในเรื่องการกินการอยู่สักเท่าใดนัก  ที่สำคัญเขายังเป็นคนอดทนต่อความรู้สึกหิวได้เป็นพิเศษ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในยามที่เขากำลังตั้งใจจะเขียนนวนิยายหรือหนังสือดี ๆ ให้ได้สักเล่มหนึ่ง  และเรื่องนี้ก็ทำให้เขากลายเป็นคนผอมบางเรื่อยมา


“สวัสดีค่ะ  น้าคือคนที่เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ในตู้เหล็กสีเขียวนั่นหรือเปล่าคะ”

“…”


ภาพเด็กสาวอุ้มขันอลูมิเนียมขนาดใหญ่ไว้เต็มวงแขวนทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก  เป็นเพราะว่าในเวลานั้นเขายังไม่รู้จักเธอ  หรือจริง ๆ แล้วคือน้ำเสียงอันสดใสของเธอกันแน่  ที่ทำให้เขามีอาการอ้ำอึ้งได้ถึงเพียงนั้น  เขาเคยถามตัวเองด้วยความสงสัย


“ขอโทษนะคะ  พอดีจอยได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า  มีคนกรุงเทพฯ ย้ายมาอยู่ในตู้เขียวแล้ว  หลังจากที่น้านุ้ยปล่อยทิ้งไว้นานมาก  มันนานมากเลยนะคะ  อ้อ  จอยหมายถึงหลังจากที่พวกช่างทาสีจนเสร็จแล้วน่ะ”

“น้าชื่อโทน  คุณทานตะวันอนุญาตให้น้ามาพักที่นี่ได้ชั่วคราวครับ”


“อ้อ  เป็นเพื่อนกับน้านุ้ยนั่นเอง  ตอนนี้น้านุ้ยเป็นยังไงบ้างคะ  จอยไม่ได้เจอน้านุ้ยนานมากแล้ว  พี่น้องที่คริสตจักรถามหาอยู่เสมอ”


“มีความสุขดีครับ  อย่างน้อยก็หวังว่าเธอจะมีความสุขในโลกของเธอ”

“หรือคะ  มิน่าล่ะ  ถึงไม่เห็นน้านุ้ยมาที่นี่เสียนาน  คนมีความสุขไม่เลือกเดินทางมาที่นี่หรอกค่ะ  เอาละ  จอยไม่รบกวนน้าแล้ว  น้าจะออกไปขี่จักรยานก็ไปเถอะ  แหม  เสียดายจัง  จอยต้องอยู่รอตักบาตรก่อน  ไม่งั้นจะขอตามไปด้วย  จอยชอบขี่จักรยานเล่นเหมือนกัน  แต่ที่นี่ไม่มีใครขี่เป็นเพื่อนจอยเลย”


ยามนั้น  เสียงพูดและกิริยาท่าทางของเด็กสาวได้ทำให้เขารับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่าง  และบางสิ่งบางอย่างที่ว่านี้  ก็ได้ห่างหายไปจากชีวิตของเขามานานมากแล้ว
“เดี๋ยวน้าจะปั่นจักรยานไปรอที่หน้าตลาดก็แล้วกัน ว่าจะหาซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่ติดไปด้วย  ตักบาตรเสร็จแล้วค่อยตามไปนะ  น้าจะรอ…”


ดวงตาคมและรอยยิ้มอันสดใสของเธอหรือเปล่านะ  ที่ทำให้เขาปากไวจนกล้ากล่าวออกไปเช่นนั้น  เขายังคงอดสงสัยในพฤติกรรมของตนเองไม่ได้

หลังจากยืนรอเด็กสาวอยู่นาน  จนเขาคิดว่าเธอจะไม่มาเสียแล้ว  แต่ในที่สุดเธอก็ตามมาจริง ๆ  เด็กสาวแนะนำให้เขารู้จักกับ “สำลี” จักรยานเสือภูเขาสีดำของเธอ  เขาได้ยินก็หัวเราะอย่างขบขัน  ส่วนเธอได้แต่ทำสีหน้างุนงง  แล้วปล่อยให้เขาจ้องมองดูเธอในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีชมพูกับกางเกงขาสั้นสีดำ  หมวกแก๊ปที่สวมก็เป็นสีดำเช่นกัน  แลดูทะมัดทะแมงมากขึ้นกว่าเมื่อตอนที่เธอยังนุ่งผ้าถุงเก่า ๆ  เหมือนเด็กสาวชาวบ้านทั่วไป


เด็กสาวคนนั้นพาเขาขี่จักรยานไปตามถนนดินลูกรัง จนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง  มันตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอหลายกิโลเมตร  พอเข้าเขตหมู่บ้านแล้ว  เธอจึงชวนเขาแวะพักที่ร้านขายของชำซึ่งเป็นกิจการเล็ก ๆ ริมถนนอันเงียบสงบ  

เมื่อตั้งจักรยานได้มั่นคงดีแล้ว  เด็กสาวก็รีบเดินตรงดิ่งเข้าไปพร้อมกับส่งเสียงทักทายคนในร้านอย่างร่าเริง  ดูเธอจะคุ้นเคยกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดี  จึงถือวิสาสะเดินนำหน้าพาเขาตรงไปยังเตาขนมครก  หญิงชราเจ้าของร้านยิ้มเล็กน้อย  ขณะลุกหลีกทางให้อย่างรู้ใจ  ก่อนหน้านั้นเขาทันได้เห็นว่า  หญิงชราเพิ่งจะทาเบ้ากลมบนเตาขนมครกด้วยลูกประคบชุบน้ำมัน  จมูกของเขาได้กลิ่นหอมของน้ำมันมะพร้าวโชยมาอ่อน ๆ


เด็กสาวทรุดตัวนั่งลงยอง ๆ  แล้วใช้กระบวยไม้ตักแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำกะทิหยอดลงในเบ้ากลมเล็ก ๆ บนเตาขนมครก  เขาลองนับดูได้ประมาณสิบเก้าเบ้าหรือหลุม  เตาหรือแม่พิมพ์นี้ทำมาจากดินเผาสีแดง  และคงจะผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน  เขาสังเกตจากสีของดินเผาที่เปลี่ยนไปเป็นสีดำเกือบทั้งหมด


เมื่อหยอดแป้งขนมครกเสร็จเรียบร้อย  เด็กสาวก็หยิบฝาดินเผาเล็ก ๆ ปิดลงบนเบ้าเหล่านั้น  ครั้นคะเนว่าแป้งน่าจะสุกดีแล้ว  ด้วยการเปิดฝาออกดูจนแน่ใจ  เธอจึงหยิบช้อนด้ามสั้นข้างเตาขึ้นมาแคะขนมออกจากเบ้า  ทั้งหมดนี้เด็กสาวทำไปด้วยท่าทางร่าเริงเหมือนเด็กคนหนึ่ง  ขนมครกที่เธอแคะออกมาถูกจัดวางลงบนใบตองสดในถาดสังกะสี  เมื่อแคะได้สองหรือสามชิ้นก็ยื่นชิ้นใหม่ล่าสุดส่งให้เขา


“ชิมดูสิค่ะ”

เขารับขนมครกจากมือของเด็กสาว  และเพื่อเป็นการเอาใจ  เขาจึงจับขนมชิ้นนั้นใส่ปากเคี้ยวกินอย่างรวดเร็ว


“โอ๊ย  ข้างในยังร้อนอยู่เลย”  เขารีบอ้าปากร้อง  แทบจะคายขนมทิ้ง  แต่เปลี่ยนเป็นเป่าลมร้อนออกจากปากแทน


“ค่อย ๆ กินทีละนิดสิคะ  น้าโทน”  เด็กสาวหัวเราะตาหยี  เขาพลอยหัวเราะตามไปด้วย  ทั้ง ๆ ที่เพิ่งถูกขนมครกลวกปากแทบพอง  ทว่านี่คงเป็นขนมครกที่อร่อยที่สุดในความทรงจำของเขาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้  เขายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน  และนึกรู้ล่วงหน้าว่า  จะไม่วันลืมฉากดังกล่าวไปชั่วชั่วชีวิต  

“ไอ้หนุ่ม  กินเหล้าเป็นไหมล่ะ  เอานี่ไปลองดูซักกรึ๊บสิ  ข้าต้มเองสุดฝีมือเลยนะ”  ชายชราหนึ่งในสองคนที่นั่งอยู่ภายในร้านตั้งแต่แรกเอ่ยปากชวน  แล้วยื่นแก้วเหล้าใบน้อยส่งให้  


ชายชราทั้งสองนั่งขัดสมาธิหลังงุ้มอยู่บนแคร่ไม้ไผ่  ท่อนล่างนุ่งโสร่ง  ท่อนบนเปลือยอกอวดรอยสักสีเขียวเป็นรูปเสือเผ่น  ดูท่าทางแล้วคงจะติดลมกันมาตั้งแต่เช้า  เขาจึงลุกขึ้นเดินไปรับแก้วพลางยกมือไหว้ขอบคุณ  ก่อนที่จะถอยกลับมานั่งลงข้างเตาขนมครกตามเดิม  และยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับเหล้าป่าแก้วนั้นอย่างไรดี


“ขอเหล้าแก้วนี้ให้จอยเถอะ”  เด็กสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับแย่งแก้วเหล้าในมือของเขาไปดื่มรวดเดียวจนหมด

“บรื๋อ”  เด็กสาวทำคอย่นหลับตาปี๋  ขณะพ่นลมออกมาทางปาก  เนื้อตัวสั่นเหมือนขนลุก


“ดื่มไม่เป็นแล้วยังอยากจะดื่มอีกแน่ะ”

“ใครจะไปรู้ว่ามันร้อนยังกะไฟยังงี้ล่ะ”  เด็กสาวแก้ตัวเสียงใส  จังหวะนั้นเองที่เธอได้สบตากับเขาเข้าตรง ๆ อย่างไม่ตั้งใจ  ดูเหมือนว่าจะมีร่องรอยของอาการสะเทิ้นอายอยู่ในดวงตากลมดำคู่นั้น  นับเป็นความงดงามอย่างใสซื่อที่เขาไม่ได้พบเห็นมานานมากแล้ว


เขายอมรับว่า  ความสนิทสนมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ช่วยลบเลือนความรู้สึกบางอย่างภายในหัวใจของเขาออกไปอย่างสิ้นเชิง  การได้พบเธอทำให้ท้องฟ้าเหนือชีวิตของเขากลับมาแจ่มใสอีกครั้งหนึ่ง  หรือว่าถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะมีความสุขเสียที  ยามนั้นเขาคิดอย่างไม่มั่นใจนัก


ในเวลาต่อมา  เขาได้จ่ายเงินค่าเป็นค่าขนมครกให้แก่หญิงชราผู้เป็นเจ้าของร้าน  ซึ่งปฏิเสธไม่ยอมรับเงินจากมือของเขาอยู่นาน  ถึงขั้นต้องยัดเยียดให้กันเลยทีเดียว  ก่อนที่เขาจะชักชวนเด็กสาวขี่จักรยานไกลออกไปอีก  

วันนั้นเขารู้สึกสนุกสนานกับการขี่จักรยานมากเป็นพิเศษ  จนกระทั่งได้พบทุ่งดอกคอสมอสสีชมพูอันน่ามหัศจรรย์ในความงดงามและความกว้างใหญ่  สถานที่ซึ่งหากทอดสายตาไกลออกไปก็จะมองเห็นเทือกเขาสีเขียวอมคราม  ดูประหนึ่งกำแพงยักษ์ที่โอบกอด  หรือคุมขังทุกชีวิตในดินแดนแห่งนี้เอาไว้


“สวยจังน้าโทน  จอยไม่เคยเห็นอะไรสวยอย่างนี้มาก่อนเลย  ถึงแม้จอยจะอยู่ที่นี่มานานกว่าสิบแปดปีแล้วก็เถอะ  แม่ยังบอกว่าจอยเกิดที่นี่  และคงต้องตายที่นี่ด้วย”


“พูดเรื่องความตายทำไมกันนะ”

“โธ่  น้าโทน  ใคร ๆ ก็ต้องตายทั้งนั้นนี่นา”


“ใช่  ทุกคนต้องตาย  ความตายมันอยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิดเสมอ  แต่น้าไม่อยากได้ยินเรื่องความตายในเวลาที่เราสองคนกำลังมีความสุข”

“น้าโทนกำลังมีความสุขหรือคะ  งั้นดีเลย  น้าโทนจะได้ไม่เผลอใจมีความสุขมากจนเกินไป  เวลาทุกข์ก็จะไม่ต้องทุกข์มากนัก  ว่าแต่ดอกคอสมอสพวกนี้คงไม่ใช่ตัวแทนของความตายหรอกนะคะ  มันสวยงามมาก  แถมยังน่ารักเกินกว่าที่จะใช้เป็นเครื่องหมายแทนความตายของเราอีกด้วย”


“อย่างนั้นเรอะ  น้าก็เพิ่งจะเห็นว่ามันสวยที่สุดก็ในวันนี้นี่เอง  ในวันข้างหน้า  หากน้าไม่ตายเสียก่อน  ถ้าได้พบเห็นดอกคอสมอสที่ไหน  น้าคงอดคิดถึงจอยไม่ได้แน่  โอ๊ะ  ดูตรงนั้นสิ  มีผีเสื้อบินว่อนอยู่ตั้งหลายตัวแน่ะ ”


“นี่ยังนับว่าน้อยนะคะ  ไว้รอให้ถึงฤดูร้อนก่อนเถอะ  น้าโทนจะได้เห็นผีเสื้อเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ตัวเลย  แถวอ่างเก็บน้ำยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่  มันจะบินออกมาเต็มเมืองของเราแทบทุกปี”


เขายิ้มด้วยหัวใจที่สุขและเศร้าไปพร้อม ๆ กัน  เขารู้ดีว่ามันเป็นเช่นนั้น  และเขาอยากให้ฉันเข้าใจในสภาวะดังกล่าวอย่างถ่องแท้  ฉันจึงได้แต่พยักหน้า  เขายิ้มออกมาแล้วเล่าต่อไปว่า  เมื่อเดินผละจากจักรยานเสือภูเขามาหยุดอยู่ตรงประตูรั้ว  เขาทอดสายตามองไปยังบ้านไม้สองชั้นเก่า ๆ หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน  นั่นคือบ้านของเด็กสาวคนนั้น  ครั้งสุดท้ายที่เธอกับเขาได้สื่อสารกัน  มันเป็นเพียงการติดต่อผ่านช่องหน้าต่างกระจกของตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  เธอต้องการพบเพื่อพูดคุยกับเขา  เธอตั้งข้อสงสัยว่า  ทำไมเขาถึงได้หลบหน้าเธอ  แต่เขาปฏิเสธที่จะให้คำตอบ  ด้วยการปล่อยให้ความเงียบพูดแทนทุกสิ่งทุกอย่าง

เขาจำได้ว่า  แรกรู้จักกันใหม่ ๆ  จากคำบอกเล่าของเด็กสาว  เธอเพิ่งจะเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมในอำเภอได้ปีเศษ  เมื่อเธอรู้ว่าเขาเป็นคนกรุงเทพฯ  จึงชอบซักถามถึงเรื่องราวเกี่ยวกับมหานครที่จากมาอยู่เสมอ  เธอบอกว่าอยากเดินทางไปทำงานที่นั่น  มันเป็นความใฝ่ฝันของเธอมาหลายปีแล้ว  จากภาพของมหานครที่มองผ่านจอโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์  เธอรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นอีกดินแดนหนึ่งที่ยากแก่การเดินทางไปถึง  เธอไม่อาจไปไหนได้ตามที่ใจต้องการ  เนื่องจากเป็นเพียงคนไร้สัญชาติ  ซึ่งในเวลานั้น  การจะเดินทางออกนอกพื้นที่ของคนไร้สัญชาติยังไม่ใช่เรื่องง่าย  ทุกคนต้องทำเรื่องขออนุญาตจากทางการก่อนเสมอ  อย่างไรก็ตาม  เด็กสาวยืนยันกับเขาว่า  สักวันหนึ่งเธอจะต้องไปกรุงเทพฯ ให้จงได้  เมื่อสมหวังแล้วเธอก็จะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิดของเธอตลอดไป 


ครั้งหนึ่งเธอเคยกล่าวกับเขาว่า  มีแต่อากาศของที่นี่เท่านั้นที่เธอสามารถหายใจเข้าไปได้อย่างเสรี  และมีเพียงผืนดินของที่นี่เท่านั้นที่จะฝังกลบใบหน้าของเธอ  โดยไม่มีใครหรืออำนาจใด ๆ จะปฏิเสธมันได้


“จอยอยากขี่เจ้าสำลีไปให้ถึงกรุงเทพฯ จังค่ะ  ถ้าทำได้นะ  มันคงจะสนุกมากทีเดียว”  เด็กสาวพูดจบก็ยิ้มให้เขาอย่างเศร้า ๆ


เสือภูเขาสีดำของเด็กสาวเป็นจักรยานที่เพื่อนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง  ได้มอบไว้เป็นที่ระลึกในยามอำลาจากกัน  โชคดีที่รูปร่างของทั้งสองมีขนาดเล็กใกล้เคียงกัน  โครงจักรยานจึงไม่ใหญ่โตเหมือนของชาวตะวันตกทั่วไป  ทั้งสองรู้จักกันเพราะเธอไปช่วยงานของคริสตจักรในอำเภออยู่บ่อย ๆ  เป็นที่รู้กันดีว่าดินแดนแถบนี้มีคนผิวขาวมาเยือนอยู่เสมอ  ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป  ไม่ว่าจะเป็นการมาสำรวจเก็บข้อมูล  การเดินทางท่องเที่ยว  รวมถึงการเผยแผ่ศาสนาตามความเชื่อและแรงศรัทธา

เด็กสาวกับเขาสมัครใจออกไปขี่จักรยานด้วยกันทุกเช้า  นั่นเป็นช่วงปลายเดือนมกราคมซึ่งประเทศไทยยังคงอยู่ในฤดูหนาว  แต่ปีนั้นฤดูหนาวอากาศหนาวจัดยิ่งกว่าทุกปี  จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงกลางเดือนมีนาคม  เรื่องราวระหว่างเธอกับเขาจึงต้องยุติลง  แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความประทับใจก็ตาม  เขายอมรับว่า  ความสดใสของเธอได้ทำให้หัวใจของเขากลับมาสั่นไหวอีกครั้ง  มันเต้นเป็นจังหวะรับกับเสียงดนตรี  เสียงอันไพเราะล่องลอยมาจากสถานที่ใดที่หนึ่งซึ่งเขาไม่อาจแลเห็น  เสียงดนตรีแว่วดังพร้อมกับกลิ่นหอมจากทุ่งดอกไม้นอกเมือง  และทำให้เขาหลงรักทัศนียภาพของดินแดนดังกล่าว


เขาเล่าต่อไปว่า  เมื่อผละจากจักรยานสีแดงมาแล้ว  เขาก็เหลียวมองไปรอบ ๆ ตัว  ดอกคอสมอสสีชมพูที่เด็กสาวนำเมล็ดพันธุ์มาปลูกไว้กำลังบานและแกว่งไกวยามต้องสายลม  เขาแลเห็นผีเสื้อสีขาวสองตัวบินวนเวียนฉวัดเฉวียนใกล้ดอกคอสมอสสีชมพูดอกหนึ่ง  เขาเหม่อมองดูผีเสื้อสองตัวนั้นอยู่นานทีเดียว  แล้วในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้  


การตัดสินใจดังกล่าวนี้ทำให้เขารีบเดินกลับเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  แล้วรวบรวมกระดาษต้นฉบับลายมือเขียนอันเป็นร่างแรกของนวนิยาย  ตลอดจนข้าวของส่วนตัวที่มีไม่มากนักลงในกระเป๋าเดินทาง  ระหว่างนั้นมีอยู่หลายครั้งที่เขาอดใจไม่ได้  ต้องหันไปมองดูตำแหน่งที่เด็กสาวเคยเข้ามานั่งเล่นอยู่บ่อยครั้ง  ครั้งสุดท้ายที่เด็กสาวเข้ามานั่งในตำแหน่งนั้น  เขาได้รวบร่างเล็ก ๆ ของเธอเข้ามาสวมกอดไว้ในอ้อมแขน  เธอกอดตอบเขาแทบจะทันทีเหมือนไม่ได้นึกกลัวเลย  ก่อนจะซบหน้าลงบนแผ่นอกของเขา  


มันเป็นช่วงเวลาที่เขาได้กลิ่นหอมแห่งความเยาว์วัยจากร่างสะอาดของเธออย่างแท้จริง  กลิ่นนั้นคล้ายแป้งฝุ่นจากต่างประเทศซึ่งเขาคุ้นเคยสมัยที่ยังเป็นเด็กมาก  ดูเหมือนว่าจะเป็นแป้งฝุ่นของแม่ของเขานั่นเอง  ด้วยเหตุนี้กลิ่นหอมดังกล่าวจึงฝังแน่นอยู่ในความรู้สึกของเขามาโดยตลอด  ครั้นเมื่อได้กลิ่นหอมนี้อีกครั้งหนึ่งก็ทำให้เขามีความสุขจนเนื้อตัวสั่น  ร่างกายของเธอมอบความอบอุ่นให้แก่เขา  และทำให้น้ำแข็งภายในนั้นละลายลง  แต่แล้วเขาก็ต้องผละออกจากอ้อมกอดของเธอ  ทว่ายังคงจ้องดูดวงตากลมดำที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาเอ่อท้นคู่นั้น  เขามองเห็นร่องรอยความรู้สึกมากมายอยู่ภายในดวงตาอันไร้เดียงสา  และวินาทีนั้นเองที่เขาเกิดความรู้สึกหวั่นกลัวในอนาคตขึ้นมาอย่างทันทีทันใด  เขาเริ่มตระหนักว่า  จุดหมายปลายทางของเขาจะต้องไม่ถูกล้มเลิกด้วยความน่ารักหรือความน่าสงสารของใคร  เขาเตือนตัวเอง  แต่เขาจะบอกเธออย่างไรดีล่ะ  ใช่  จะบอกได้อย่างไรว่า  เขาไม่ปรารถนาจะเห็นดวงตาของเธอเปลี่ยนแปลงไปในทางโศกเศร้าเลย  เหมือนกับที่เขาได้เคยเห็นจากดวงตาของผู้หญิงหลายคนในอดีต  เขาไม่ต้องการเห็นใครโศกเศร้า  แต่เขาก็ไม่มีความสามารถมากพอจะทำให้ผู้หญิงคนไหนมีความสุขได้ตลอดไป


แม้จะเตือนตนเองเช่นนั้น  ทว่าเขากลับอดใจไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงไปจูบเธอตามแรงปรารถนา  เด็กสาวไม่ขัดขืนเลย  เธอเงยหน้าขึ้นรับรสจูบจากเขาด้วยความเต็มใจ  พร้อมกับโอบกอดเขาไว้ด้วยสองแขนของเธอ  ไม่นานนักเธอกับเขาก็เหลือแต่เพียงร่างเปลือยเปล่า  เขาตักตวงเอาความสุขจากเรือนร่างของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า  และพยายามทำให้เธอมีความสุขเช่นเดียวกัน  


เมื่อช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านพ้นไป  เหมือนเช่นที่มันได้เคยเกิดขึ้นกับหญิงชายมาแล้วมากมาย  นับตั้งแต่มีมนุษย์คู่แรกบนโลกนี้  เขาก็ทิ้งตัวนอนเหม่อมองดูเพดานห้อง  ขณะที่เด็กสาวพลิกร่างมาซบอยู่บนแผ่นอกของเขา  ขาผอมบางข้างหนึ่งเกยก่ายอยู่บนท่อนขาของเขา  เขาได้ยินเสียงลมหายใจอันแผ่วเบาของเธอเป็นจังหวะราวกับเสียงกระซิบ

“จอยรักน้าโทน”


เด็กสาวพูดเสียงอู้อี้  แล้วในเวลาต่อมาเขาก็รับรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้  เขาใช้นิ้วปาดน้ำตาให้เธอเบา ๆ

“วันไหนที่น้าโทนจะกลับกรุงเทพฯ  ช่วยพาจอยไปด้วยนะคะ”


“กรุงเทพฯ ไม่มีอะไรหรอก  ภาพชินตาก็คือรถติด  ควันพิษ  แล้วก็ขยะกองมหึมา  นอกเหนือไปจากนั้นก็คือความเจ็บปวด”
“เพราะเหตุนี้สินะ  น้าโทนถึงได้หนีมาอยู่ที่นี่”


“จอยยังไม่รู้จักน้าดีพอ”  เขาพยายามเปล่งเสียงพูดออกมาโดยไม่ให้ฟังดูสั่นเครือ  “โธ่  นี่น้าทำอะไรลงไปนี่  ทั้ง ๆ ที่จอยยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของน้าเลยด้วยซ้ำ”
“สำคัญด้วยหรือคะ  จอยมีเวลาทั้งชีวิตที่จะรู้จักน้าโทน”


“…”

“หรือว่าจอยให้ความสุขน้าโทนไม่ได้”


“มันไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก  จอยเพิ่งจะอายุแค่สิบแปด  คิดดูสิ  ชีวิตของจอยยังต้องเจอสิ่งสวยงามอีกมากมาย  พูดง่าย ๆ ก็คือ  จอยยังมีอนาคตอีกยาวไกล  ส่วนน้าไม่มีอะไรเลย”

“อีกแค่สองเดือนกว่าจอยก็จะสิบเก้าแล้วต่างหาก  และจอยก็อยากมีอนาคตร่วมกับน้าโทนมากที่สุด  เราสองคนจะมีอนาคตให้ฝันร่วมกันนะคะ”


“น้าไม่มีอนาคตให้ใครหรอกนะ  ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ทุกอย่างมันเลยเถิดแบบนี้  แต่จอยยังไม่รู้ว่าน้าน่ะ  เป็นผู้ชายที่เรียกได้ว่าไม่มีอนาคตเลย  อาชีพของน้ามันตีบตันที่สุด  มิหนำซ้ำยังตะโกนบอกใครไม่ได้เสียด้วย”


“น้าโทนก็หางานใหม่สิคะ  ในกรุงเทพฯ งานเยอะแยะไป  คนในหมู่บ้านที่มีสัญชาติไทยไปทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วก็กลับมาเยี่ยมบ้านทุกปี  เขาเคยบอกจอยว่า  งานหาไม่ยากหรอกถ้ามีเรี่ยวแรง  น้าโทนเองก็ยังไม่แก่ซักหน่อย”

“ใช่  ถูกต้อง  แต่ทั้งหมดที่จอยพูดมานี้  ก็แสดงให้เห็นว่า  จอยไม่ได้รู้จักน้าเลย”


“น้าโทนพาจอยไปกรุงเทพฯ เถอะ  ไปหาเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน  ถ้าน้าโทนไม่อยากทำงานอื่นก็ไม่เป็นไร  จอยจะให้น้าโทนนั่งเขียนหนังสืออยู่บ้านดีไหมคะ  จอยออกไปทำงานเอง  จอยทำงานอะไรก็ได้นะ  ขอเพียงให้ได้เงินมาใช้จ่ายเท่านั้นก็พอ  อาจต้องหลบซ่อนจากสายตาตำรวจบ้าง  แต่จอยจะมีเงินส่งให้แม่ใช้หนี้ด้วย  ข้อดีก็คือ  เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป  เพียงแค่นี้จอยก็มีความสุขแล้ว”


“น้าไม่อยากให้จอยมองโลกในแง่ดีเกินไป  บอกแล้วไงว่าจอยยังไม่รู้จักน้าดีพอ”

“น้าโทนไม่ได้รักจอยเลยหรือคะ”


เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน  แล้วก้มลงคว้าเสื้อผ้าที่กองอยู่กับพื้นห้องขึ้นมาสวมใส่  ก่อนจะเอ่ยปากสั่งให้เด็กสาวออกไปจากตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  และยังได้ย้ำหลายครั้งว่า  เธอไม่ควรกลับมาที่นี่อีก  


ในยามนั้นเองที่เขาได้แลเห็นสีหน้าประหลาดใจของเธอ  ขณะส่ายหน้าอย่างช้า ๆ  เด็กสาวคลานเข่ามาหยุดตรงหน้าของเขา  ปากน้อย ๆ ที่กำลังสั่นระริกพยายามรบเร้าถามถึงเหตุผล

“น้าคิดอะไรไม่ออกหรอก  ตอนนี้น้าแค่อยากอยู่คนเดียว”


“แล้วพรุ่งนี้เช้าล่ะ  เราจะยังไปขี่จักรยานด้วยกันอีกใช่ไหม”


“น้าว่าเราสองคนสนุกกันมามากพอแล้วนะ  ถึงเวลาที่น้าจะต้องเริ่มลงมือทำงานเสียที  การเขียนหนังสือให้ประสบความสำเร็จคือจุดประสงค์ที่ทำให้น้ามาอยู่ที่นี่  พูดตามตรงนะ  ในชีวิตของน้าไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการเขียนนวนิยายที่ดีที่สุดอีกแล้ว”

“จอยจะเอาผ้าปูที่นอนนี่ไปซักนะคะ”

“ไม่ต้อง  แม้จะซักนับครั้งไม่ถ้วน  มันก็จะไม่กลับมาขาวสะอาดได้อีกแล้ว  ปล่อยมันไว้อย่างนั้นเถอะ  โธ่  น้าไม่น่าทำลายความไร้เดียงสาของจอยเลย”

“อย่าเสียใจไปเลยค่ะ  คนเราไม่ควรเสียใจในสิ่งที่ได้ทำไปเพื่อความรัก  ว่าแต่จอยจะมาหาน้าโทนได้อีกหรือเปล่าคะ”

“…”


เขาบอกฉันว่า  เขายังคงเป็นชายคนเดิมที่ไม่กล้าพูดความในใจออกไปด้วยความขลาด  เขาเป็นเช่นนี้เสมอกับผู้หญิงเกือบทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต  ความเงียบแทนคำตอบเสมอ  ดังนั้นเขาจึงเงียบปากไม่พูดอะไร  หาไม่แล้วเขาก็จะพ่ายแพ้ให้แก่ความปรารถนาของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง


หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นแล้ว  เด็กสาวยังคงวนเวียนกลับมาหาเขาอีกหลายครั้ง  เธอมักจะมาหยุดยืนหรือนั่งพูดผ่านหน้าต่างกระจกสีดำของตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  เธอยังชอบตั้งคำถามเช่นเดิม  แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นคำถามที่เธอไม่เคยได้รับคำตอบที่แท้จริง


“จอยไม่รู้หรอกนะ  ว่าอะไรทำให้น้าโทนเปลี่ยนไป  เป็นเพราะความใจง่ายของจอยเองหรือเปล่า  แต่จอยจะรอ  รอให้น้าโทนออกมาคุยกับจอยอีก”
ไม่มีใครจะรอคอยได้ตลอดไปหรอกนะ  เขารู้ดี  การอำลาจึงเป็นความจริงและคงทนยิ่งกว่าการรอคอยเสมอ


“วันนี้จอยออกไปขี่จักรยานคนเดียว  น้าโทนรู้ไหมคะ ว่าตรงร้านที่เราเคยไปนั่งกินขนมครกกับเหล้าป่าแก้วนั้น  ตอนนี้พื้นที่ว่างฝั่งตรงข้ามถนนมีดอกคอสมอสสีชมพูบานอยู่เต็มไปหมด  มันสวยงามมาก  จอยอยากให้น้าโทนได้ไปเห็นด้วยสายตาตัวเองจังเลย”


เด็กสาวได้เอ่ยปากจะหาเมล็ดพันธุ์ดอกคอสมอสมาปลูกรอบตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  เธอคงล่วงรู้ว่าเขาชอบดอกคอสมอสมาก


“น้าโทนสบายดีนะคะ”  

วันหนึ่งเด็กสาวส่งเสียงทักทาย  หลังจากหายหน้าไปนานนับสัปดาห์

  
“จอยเอาเมล็ดของดอกคอสมอสมาปลูกไว้รอบ ๆ ตู้คอนเทนเนอร์แล้วนะ  หวังว่าพวกมันจะงอกงาม  จอยเก็บมาจากริมถนนที่เราเคยไปปั่นจักรยานด้วยกัน  เมื่อพวกมันเติบโตและออกดอก  อาจจะทำให้น้าโทนคิดถึงวันที่เราออกไปขี่จักรยานด้วยกัน  ส่วนจอยคงไม่ได้อยู่เห็นแล้ว  เพราะพรุ่งนี้จอยจะต้องไปทำงานที่อำเภออื่น  เป็นอำเภอที่อยู่ไกลมากทีเดียว  ถนนหนทางก็คดเคี้ยวเหลือเกิน  จอยไม่อยากไปทำงานนี้เลย  เมื่อคืนถึงกับฝันว่า  น้าโทนเอ่ยปากพาจอยหนีไปอยู่กรุงเทพฯ ด้วยกัน  แต่จอยรู้ดีว่าน้าโทนจะไม่มีวันทำอย่างนั้นหรอกค่ะ  ถ้าน้าโทนพูดออกมาอย่างนั้นจริง  จอยก็จะปฏิเสธอยู่ดี  เพราะจอยต้องอยู่ช่วยแม่  มันเป็นหน้าที่  จอยรู้มาว่าแม่เป็นหนี้เขาไว้มาก  เป็นหนี้สหกรณ์ชาวนาน่ะค่ะ  จอยเลยต้องไปทำงานในร้านคาราโอเกะเพื่อช่วยปลดหนี้ทั้งหมด  ไปแล้วก็คงไม่ได้กลับมาง่าย ๆ  แต่วันใดที่จอยได้กลับมาที่นี่อีก  จอยหวังว่าน้าโทนจะออกมาคุยกับจอยเหมือนเดิมนะคะ  เราจะออกไปขี่จักรยานด้วยกันอีก  อ้อ  แล้วเป็นเพราะรับปากว่าจะไปทำงานนี่แหละค่ะ  แม่เลยซื้อโทรศัพท์มือถือให้จอยเครื่องหนึ่ง  เป็นรุ่นฝาพับมีกล้องด้วยนะ  จอยดีใจมาก  นี่เป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของจอยเลย  แม้จะเป็นเครื่องมือสองก็เถอะ  จอยจะเขียนเบอร์โทรศัพท์ไว้ข้างประตูนะ  น้าโทนจะได้โทรหาจอยบ้าง  ถ้าน้าโทนมีมือถือกับเขาแล้ว  หรือจะหยอดเหรียญที่ตู้ในอำเภอก็ได้ค่ะ  จอยจะรอรับโทรศัพท์จากน้าโทน…”


ทั้งหมดนี้คือคำพูดสุดท้ายของเธอที่เขาได้ยินผ่านบานกระจกหน้าต่าง  หลังจากนั้นเขาจึงได้อยู่ตามลำพังอย่างแท้จริงและยาวนาน  จนกระทั่งสามารถเขียนนวนิยายจบสมบูรณ์ในปีต่อมาตามที่ตั้งใจไว้  เด็กสาวผู้นั้นจะรู้ไหมว่า  เธอได้มอบพลังแห่งการสร้างสรรค์ให้แก่ชายคนหนึ่งอย่างล้นเหลือ  แม้จะเป็นผลพวงจากความเจ็บปวดก็ตาม  ทว่าตอนจบของเรื่องราวความสัมพันธ์นับเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเธอเอง  เท่าที่ชะตากรรมจะมอบให้แก่เธอได้  เขาพยายามมองโลกในแง่ดี  แต่ฉันกลับรับรู้ว่า  เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นอย่างแท้จริงเลย  การหลอกตัวเองคงทำให้เขาเจ็บปวดน้อยลง  

เมื่อตัดสินใจเดินทางอีกครั้งหนึ่ง  เขาจึงหิ้วกระเป๋าออกจากตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  แม้จะยังไม่แน่ใจในจุดหมายปลายทางเท่าไรนัก  มันค่อนข้างจะคลุมเครืออยู่สักหน่อยกับความปรารถนาของเขา  นี่อาจนับเป็นชีวิตที่ถูกสาปก็ว่าได้  เขายอมรับว่าเขารู้สึกเช่นนั้น  ในบางจังหวะก้าวเดินของชีวิต


เขาจัดการซ่อนลูกกุญแจไว้ตามเดิม  จากนั้นได้เด็ดดอกคอสมอสสีชมพูติดมือมาด้วยดอกหนึ่ง  เขาตั้งใจจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกในสมุดบันทึก  ด้วยวิธีนี้อาจทำให้มันอยู่กับเขาไปได้นานที่สุดโดยไม่สูญหาย  


เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว  เขาก็เดินออกทางประตูรั้ว  จากนั้นคล้องกุญแจใส่รหัสไว้เช่นวันแรกที่เดินทางมาถึง  

ก่อนออกเดินทาง  เขายังอดเหลียวมองไปรอบตัวไม่ได้  เขาทอดสายตาดูตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวอีกครั้งหนึ่งเป็นการอำลา  แล้วลากกระเป๋าเดินทางไปตามถนนลาดยางสีดำ  ในเวลานั้นสภาพของเขาไม่ต่างจากนกตัวหนึ่งซึ่งกำลังบินอพยพไปยังถิ่นอื่น  เขาเคยดีใจเสมอยามออกเดินทาง  ด้วยมันทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเป็นอิสรเสรี  แต่ครั้งนี้ความรู้สึกดังกล่าวหายไปอย่างสิ้นเชิง  หรือเป็นเพราะเขาตระหนักว่า  คงจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว  ภาพประทับใจทุกภาพและเรื่องราวทุกเรื่อง  ที่เคยเกิดขึ้นในอำเภอแห่งนี้จะเป็นเพียงแค่ความทรงจำ  เขาจะทำได้เพียงแค่ระลึกถึงเรื่องราวในวันที่อยากมีความสุขบ้างเท่านั้น  ใช่แล้ว  เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่คือช่วงเวลาแห่งความสุขของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง  บัดนี้ชีวิตได้ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็นแล้วมิใช่หรือ  เขาคิดและพึมพำออกมา  สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเศร้าใจที่สุดก็คือ  การไม่ได้กล่าวคำอำลาแก่เด็กสาวคนนั้น  เธอจะรู้สึกเช่นไรนะ  เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน  บางทีเธออาจจะตรงมาที่ตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวก่อนเลยด้วยซ้ำ  เพื่อจะพบว่า  เขาได้จากไปแล้วโดยไม่เคยโทรศัพท์หาเธอเลย


ระหว่างเดินมุ่งหน้าไปยังตลาดเพื่อหารถรับจ้างสักคันหนึ่ง  เขามองเห็นผีเสื้อสีดำ  สีเขียว  และสีเหลือง  พวกมันบินมาจากทางอ่างเก็บน้ำ  ทั้งหมดดูราวกับล่องลอยอยู่ในสายลมอย่างร่าเริง  และพากันบินซิกแซกออกสู่ถนนที่เขากำลังเดินอยู่  สักประเดี๋ยวหนึ่ง  เขาก็แลเห็นผีเสื้อหลากสีนับพันตัวบินตามกันออกมาเป็นแถว  ภาพเบื้องหน้าทำให้เขาหวนคิดถึงคำพูดของเด็กสาวในวันนั้น  และนาทีต่อมา  ผีเสื้อหลากสีจำนวนนับพันก็กลายเป็นความสามัญไปในชั่วพริบตา  เมื่อฝูงผีเสื้อสีขาวนับไม่ถ้วนพากันบินออกสู่โลกกว้างจนเต็มท้องฟ้า  พวกมันเปลี่ยนท้องฟ้าสลัวสีทึมเทาให้กลายเป็นสีขาว  ระหว่างขยับปีกบินตรงเข้าห้อมล้อมดอกคอสมอสสีชมพูในมือ  และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาของเขากลายเป็นสีขาวจนหมดสิ้น  


ในความเป็นจริงแล้ว  เขาควรจะมีความสุขกับห้วงเวลาอันแสนบริสุทธิ์นี้  แต่ผีเสื้อทั้งหมดเป็นสีขาวจริงหรือ  เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่า  พวกมันคือปีกบินสีดำอันมืดมน  จริง ๆ นะ  มันช่างมืดมนเหลือเกิน  เขาบอกกับตัวเอง

หลายสิบปีผ่านไป  ฝูงผีเสื้อพวกนั้นกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในมันทากินีซิตี้  ในวินาทีที่เขารู้สึกโดดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด  เขาทำไม้ทำมือเหมือนกำลังปัดไล่ผีเสื้อในอากาศอยู่นานทีเดียว  ก่อนจะจะวิ่งโขยกเขยกออกมาจากตรงนั้น  


เมื่อหยุดวิ่งเพราะหมดเรี่ยวแรง  ก็ก้มตัวใช้มือกุมเข่าทั้งสองข้างเอาไว้  พร้อมกับหอบหายใจเอาอากาศอันเย็นชื้นเข้าสู่ปอดครั้งแล้วครั้งเล่า  นี่อาจเป็นเพราะว่า  เขากำลังรู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องราวในอดีตแต่หนหลัง  จึงมองเห็นสายฝนที่กำลังร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้าว่าเป็นฝูงผีเสื้อสีขาว

  
ยามนั้นเขานึกอยากกลับไปลืมอดีตเหมือนเดิม  เพื่อที่ความรู้สึกของเขาจะนิ่งสงบเหมือนเช่นสระน้ำซึ่งปราศจากระลอกคลื่น  เขาเคยคิดว่า  ขอเพียงไม่ต้องพบหน้ามนุษย์คนใดอีก  จิตใจของเขาก็คงหาความสงบได้โดยง่าย  แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่  มนุษย์ในความทรงจำยังคงติดตามมาปั่นป่วนอารมณ์ความรู้สึกของเขาอยู่เสมอ  นี่ย่อมทำให้เขาจากโลกอันมืดมนไปอย่างทรมาน  และไม่ว่าจะเป็นการตายจริงหรือตายทั้งเป็นก็ย่อมไม่แตกต่างกัน  ตราบใดที่เขายังคงมีความทรงจำแนบแน่นอยู่ให้รู้ตัว  ความระลึกได้ทำให้เขาปรารถนาจะกลับไปหาคนเหล่านั้นอยู่เสมอ  ทว่าเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากบอกใคร  มนุษย์อย่างเขามักจะเป็นเช่นนี้  เขาคิดด้วยความเศร้า  และพยายามที่จะไม่ถอนหายใจออกมาอย่างคนหมดพลัง


บัดนี้ยอดตึกสูงสุดแห่งมันทากินีซิตี้ที่แลเห็นโผล่พ้นจากยอดตึกอื่น ๆ  ได้ทำให้เขารับรู้ว่า  ความสำเร็จใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว  แต่เอาเข้าจริงเขากลับไม่รู้สึกยินดีสักเท่าไรนัก  ถึงกระนั้นเขาก็ยังก้าวเดินต่อไปราวกับว่ามันคือหน้าที่  แม้เขาจะไม่เคยมีหน้าที่อันใดนอกจากการมีมนุษยธรรม  ซึ่งเขาไม่เคยรักษาเอาไว้ได้เลย  ภายในความทรงจำชั่วชีวิตของเขา


ชั่วโมงต่อมา  เขาตัดสินใจเลี้ยวขวาตรงหัวมุมถนนข้างหน้า  เดินไปได้อีกสองช่วงตึกก็เลี้ยวซ้าย  การทำเช่นนี้ทำให้เขาสามารถมองเห็นเป้าหมายได้เต็มตา  แม้ว่ามันจะดูเหมือนอยู่ในระยะไกลจนแลเห็นเลือนลางในความมืดสลัว  แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้อยู่ไกลมากนัก  เขาจึงรีบเดินตรงไปข้างหน้าโดยไม่ออกนอกเส้นทาง  แล้วเมื่อไปถึงปลายทาง  สิ่งเดียวที่เขาจำได้ก็คือ  ภายในห้องชั้นสูงสุดของมันทากินีซิตี้  สันติสุขกำลังนั่งรอเขาอยู่ภายในห้องนั้น เมื่อมอบห้องดังกล่าวให้แก่เขาได้สำเร็จ  สันติสุขก็กระโดดออกไปทางหน้าต่างที่มีกระแสลมพัดแรง  เสียงหัวเราะของชายประหลาดยังคงแว่วอยู่นาน  ทั้ง ๆ ที่ร่างผ่ายผอมน่าจะกระแทกถึงพื้นถนนเบื้องล่างแล้ว


การอำลาจากไปของชายชราคนหนึ่งได้ทำให้เขามีสติขึ้น  ก่อนจะตระหนักว่า  ความทรงจำของเขาคือบทกวีของมนุษย์ผู้ไร้เดียงสาต่อโลก  งดงามแต่ไม่ใช่สัจธรรม  ประหนึ่งความฝันอันหนักอึ้งของเด็กน้อย  เขาสมควรกลับไปลืมเหมือนเช่นเดิมเสียที  ถูกต้องแล้ว  ชีวิตของเขาควรเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ  มีแต่การลืมที่จะทำให้คนเราหายจากความระทมทุกข์ได้บ้าง  

ก่อนจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง  เขาเคยบอกฉันว่า  เขาอยากหวนกลับไปหาภรรยาผู้ชราของเขา  หากเธอยังคงรออยู่เหมือนดังเช่นที่เคยรอมาตลอดชีวิตสมรส  เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้  เขาสารภาพกับฉัน  เมื่อนึกถึงถ้อยคำในจดหมายของสันติสุข  และภรรยาผู้ชราก็ยังทำให้เขาคิดถึงแม่ของเขาขึ้นมาด้วยเหมือนกัน  เขาไม่มีโอกาสได้ทำดีต่อแม่เลย  แม่ของเขาฆ่าตัวตายไปตั้งแต่เขายังเล็กมาก  แต่กับภรรยาผู้ชรา  เขายังพอมีโอกาสและเวลาเหลืออยู่บ้าง  ถ้าเพียงแต่เขาจะกลับไปหาเธอโดยเร็วที่สุด  กลับไปยังช่วงเวลาที่เธอยังไม่ได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากกลุ่มกบฏ  นั่นเป็นความคิดและความหวังของเขา  ขณะอยู่บนห้องที่สูงที่สุดของมันทากินีซิตี้


สุดท้ายแล้ว  มันทากินีซิตี้ก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปสำหรับคนอย่างเขา  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน  มีหรือไม่มีมนุษย์ ความทรงจำและความรู้สึกนึกคิดของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความทุกข์เสมอ  พวกมันถูกกักเก็บไว้ภายในจิตใจของเขาราวกับนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกแคบ ๆ  เขาต้องเสาะหาวิธีอื่นเพื่อปลดปล่อยพวกมันออกมา  และทำให้พวกมันเป็นอิสระเหมือนยามแรกเกิดของมนุษย์  แต่เขาจะกลับบ้านได้อย่างไรกันเล่า  เขาจากมาไกลเหลือเกิน  ครั้นแล้วเขาก็นึกหาวิธีกลับบ้านอย่างรวดเร็วขึ้นมาได้  มันต้องใช้ความกล้าหาญอยู่มาก  รวมถึงการมองเห็นความจริง  หาไม่แล้วเขาย่อมจะหวาดกลัวจนตัวสั่น  ประหนึ่งได้เห็นความตายมายืนจ้องมองอยู่ใกล้ ๆ  นี่คือปฏิกิริยาที่เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์  เขานึกถึงแววตาของนายกเทศมนตรี  ขณะยักแย่ยักยันปีนขึ้นไปยืนอยู่บนขอบหน้าต่าง  และก่อนที่ความลังเลจะบังเกิดขึ้น  ความรู้สึกนึกคิดอันสืบเนื่องจากความกลัวต่อความลึกลับย่อมทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง  เมื่อปล่อยให้มนุษย์มีเวลาคิดใคร่ครวญนานเกินไป  ทว่าท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังต้องการเวลาสำหรับคิดใคร่ครวญอยู่ดี  หลายคนอาจเรียกมันว่าความลังเลใจ  นั่นทำให้เขากระโดดกลับลงมายืนบนพื้นห้อง  ก่อนจะตัดสินใจเดินไปเปิดประตู  แล้วรีบวิ่งกระย่องกระแย่งลงบันไดหนีไฟไปยังล็อบบี้ชั้นล่าง  วินาทีนั้นเองที่เขารับรู้ถึงความจริงที่ว่า  ความหวังคือสิ่งสำคัญซึ่งทำให้มนุษย์ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้


เมื่อลงมาถึงล็อบบี้  เขากระโจนออกทางประตูใหญ่ไปยืนเคว้งคว้างอยู่กลางถนน  เขาพยายามมองหาร่างของสันติสุขแต่ไม่พบสิ่งใดนอกจากปืนรีวอลเวอร์สีดำ  บัดนี้มันตกอยู่บนพื้นถนน  นี่อาจจะเป็นความจงใจก็เป็นได้  ทว่าคงไม่ใช่แผนชั่วร้ายหรอกกระมัง  เขาพยายามคิดใคร่ครวญอย่างหนัก

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  เขาก็พยายามลืม  และออกไปใช้ชีวิตเป็นผู้ดูแลมันทากินีซิตี้  เขาเที่ยวเดินดุ่ม ๆ ตามลำพังท่ามกลางความมืดสลัวและสายฝนที่ร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้า  วันเวลาผ่านไปนานแสนนาน  วันแล้ววันเล่า  เขาทำประหนึ่งการเล่นไปตามเกมอย่างที่ควรจะเป็นเพื่อให้ถึงตอนจบ  และในที่สุดเขาก็หวนกลับมายังหน้าอาคารที่สูงที่สุดของมหานครแห่งความโดดเดี่ยวอีกครั้งหนึ่ง


ปืนรีวอลเวอร์สีดำกระบอกนั้นยังคงตกอยู่ที่เดิม  เขาตัดสินใจก้มลงหยิบมันขึ้นมาลูบคลำอย่างช้า ๆ  เหล็กรมดำเย็นเฉียบเหมือนแท่งโลหะในฤดูหนาว  ชั่ววูบหนึ่งเขาสงสัยว่า  หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น  มันจะเป็นเช่นที่คิดไว้หรือไม่  แต่เขาก็เลิกลังเลใจด้วยการยกมันขึ้นมาจ่อศีรษะ  แล้วเหนี่ยวไกในทันที  

เขาหวังจะพบทางออกหรือความเปลี่ยนแปลง  ทว่าเขาไม่ได้ยินเสียงปืนเลย  ภายในจิตใจเบื้องลึกเริ่มรู้สึกสยดสยอง  เมื่อตระหนักว่า  ตนเองกำลังเล่นอยู่กับความตาย  แม้กระนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า  คงจะดีไม่น้อย  ถ้าการยิงตัวตายของพ่อกับแม่จะเกิดขึ้นในมันทากินีซิตี้เช่นเดียวกัน  


ร่างของเขาค่อย ๆ โงนเงนล้มลงกองอยู่กลางถนน  ขาข้างหนึ่งเหยียดออก  ขณะที่อีกข้างงอเป็นมุมฉาก  แขนทั้งสองกางเหมือนพยายามจะบิน  มือขวาที่จับปืนไว้ยังไม่คลายออก  แก้มด้านซ้ายของเขาแนบอยู่กับพื้นถนน  นัยน์ตาเบิกค้าง  มุมปากเผยอเล็กน้อย  ดูเผิน ๆ แล้วไม่มีส่วนใดบนร่างกายของเขาบุบสลายเลย  นอกจากเลือดกองใหญ่ซึ่งไหลรินออกมาจากบาดแผลตรงบริเวณขมับด้านขวา  น่าประหลาดที่เขาไม่รู้สึกเจ็บปวด  แต่ยังคงรับรู้ถึงเรื่องราวต่าง ๆ ได้โดยไม่สิ้นสติไปเสียก่อน

ไม่นานเท่าไรนัก  ฝูงผีเสื้อสีขาวนับล้านตัวได้พากันโบยบินฉวัดเฉวียนออกมาจากซอกตึกต่าง ๆ  และตรงเข้ารุมล้อมร่างของเขาเอาไว้  ในเวลานั้น  สีหน้าของเขาคงจะไม่ได้มีความรู้สึกหวาดกลัวปรากฎให้เห็นเลยกระมัง  เขาพูดกับฉัน  ถ้าเป็นไปได้  เขาก็อยากให้มีเพียงรอยยิ้มหลงเหลือไว้เป็นสิ่งสุดท้าย  และด้วยวิธีการนี้  เขาเชื่อมั่นว่าตนเองกำลังกลับบ้านไปหาภรรยาผู้ชรา  ก่อนที่เธอจะเริ่มต้นออกเดินทางมายังมันทากินีซิตี้  


ทันใดนั้นเองสายฝนก็โปรยปรายมา  จากบางเบาแล้วหนักขึ้น  แต่ยังคงเป็นการร่วงหล่นอย่างช้า ๆ เหมือนเช่นที่เคยเป็นมาตลอดกาล  เหล่าผีเสื้อสีขาวพากันบินซิกแซกหลบฝนอย่างว่องไวแต่ไม่พ้น  หยาดฝนเป็นเส้นยาวราวกับเข็มขนาดใหญ่  ได้ทำให้ปีกผีเสื้อหักลงจนร่วงตกเกลื่อนพื้นถนน  แลดูขาวโพลนภายใต้ความมืดสลัวแห่งมันทากินีซิตี้


เขาอ่านเรื่องราวในหนังสือของสันติสุขจนมาสิ้นสุดลงตรงนี้  และได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปนานมาก  จึงค่อยปรารภกับตัวเองว่า  นี่คือเรื่องราวที่เขียนโดยผู้มาก่อน  เขียนอย่างที่จำเป็นต้องเขียน  กล่าวคือเขียนไปตามความเป็นจริงในความทรงจำ  และเปลี่ยนความทรงจำเหล่านั้นให้กลายเป็นตัวอักษรในหนังสือที่เคยมีแต่หน้ากระดาษว่างเปล่า  จากนั้นก็รอคอยการมาถึงของชายอีกคนหนึ่ง

“ตอนจบมีการบิดเบือนความจริงอยู่บ้าง  พูดตามตรงโดยไม่อ้อมค้อมนะ  ที่ผมต้องเขียนให้มันจบลงอย่างนั้น  ไม่ใช่เพื่อเอาใจผู้ชี้ทาง  บรรณาธิการ  คนอ่าน  หรือแม้แต่เอาใจคุณ ผมเขียนเพื่อสนองความปรารถนาของตัวเองล้วน ๆ  เมื่อถึงคราวของคุณ  คุณก็สามารถเขียนได้ตามใจชอบเหมือนกัน  จงเขียนอย่างที่คุณต้องการ  เลือกเอาที่คุณสบายใจ  แต่ช่างเถอะ  ผมขอโทษก็ได้  อันที่จริงผมควรกระโดดออกไปนอกหน้าต่าง  หรือไม่ก็เลือกใช้วิธียัดลูกปืนให้เข้าไปตุงอยู่ในหัว  ก่อนที่คุณจะเดินทางมาถึง  โดยทิ้งไว้เพียงแค่หนังสือเล่มนี้ในหอสมุด  แน่นอน  ผมจำเป็นต้องทำให้เกิดความเข้าใจผิด  จำเป็นต้องโกหกมดเท็จ  ในมุมมองของคุณ  คุณคงไม่พอใจอย่างแรง  แต่ในมันทากินีซิตี้  เราจะทำใจให้ชอบไปเสียทุกเรื่องไม่ได้หรอกนะ  และการเขียนอัตชีวประวัติโดยมากก็มักเป็นเช่นนี้แหละ  ถ้าจะว่าไปแล้ว  นี่เป็นชีวิตที่คุณเลือกเอง  ผมจึงหวังว่า  คุณจะเข้าใจว่า  ทำไมผมถึงต้องทำเช่นนั้น”


“ผมเริ่มระแคะระคายมานานแล้ว  ว่าที่นี่เป็นเพียงความฝัน  แต่ที่ผ่านมาผมยังไม่แน่ใจนัก  บางทีนี่อาจจะเป็นความฝันของคุณ  ความฝันของชายชื่อสันติสุข”

“คุณเข้าใจผิดแล้ว  มันไม่ใช่ความฝัน  ผมเองก็เคยคิดยังงั้น  แต่เวลาจะช่วยทำให้คุณเข้าใจมากขึ้น  ถ้าสมองของคุณยังไม่ฟั่นเฟือนไปเสียก่อน”


“ถ้างั้นเราก็คงจะอยู่ในโลกเสมือนจริงอะไรทำนองนั้นสินะ  เทคโนโลยีนี้พัฒนาไปไกลมากทีเดียว  เมื่อเทียบกับสมัยเริ่มต้น”

“มันทากินีซิตี้ไม่ใช่ของเล่นของพวกคนรวยอย่างที่คุณคิดหรอก  ถ้ามนุษย์ต้องการเพียงแค่นั้นก็ไม่ต้องลำบาก  และใช้วิทยาการมากมายเพื่อเดินทางมาถึงมันทากินีซิตี้”


“ค่อยยังชั่วหน่อยที่ได้ยินเช่นนี้  บอกตามตรงนะ  แค่ผมคิดว่าตัวเองกำลังเสียเวลาอยู่ในความฝันหรือโลกเสมือนจริง  มันก็ชวนให้เสียดายเวลาเหลือเกิน  อีกทั้งยังพลอยทำให้รู้สึกคลื่นเหียนอีกด้วย  รู้อะไรไหม  ผมน่ะโตมากับการดูภาพยนตร์แนวนี้นับได้เป็นร้อยเป็นพันเรื่อง”


“ลืมเรื่องราวที่คุณเคยเห็นในภาพยนตร์  หรือแม้แต่เคยอ่านเจอในหนังสือไปได้เลย  ผมขอย้ำว่า  เรื่องราวในหัวของคุณคือความจริง  มันเป็นความจริงซึ่งออกจะสลับซับซ้อนอยู่สักหน่อย  คนที่จะตอบได้ถูกต้องที่สุดย่อมเป็นสันติสุข  ผู้ซึ่งชี้ทางให้คุณมายังมันทากินีซิตี้  และผมก็จะไม่ละเมิดต่อความจริงข้อนี้เช่นกัน  แม้กระนั้นมันก็ไม่สำคัญอยู่ดีมิใช่หรือ  ขอเพียงแค่สิ่งที่อยู่ภายในใจของคุณ  ทำให้รู้สึกได้ว่า  มันเป็นความทรงจำของคุณทั้งหมด  ไม่ต่างจากภาพถ่ายที่ระลึกซึ่งถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  หลังจากนั้นบางส่วนได้สูญหายไป  แล้วในเวลาต่อมา  ภาพความทรงจำของคุณก็ถูกนำกลับมาร้อยเรียงเป็นภาพเดิมอีกครั้งหนึ่ง  ส่วนที่หายไปได้รับการแต่งเติมเพื่อความสมบูรณ์แบบ  จนกระทั่งแม้แต่ตัวเจ้าของภาพเอง  ก็ยังไม่อาจแยกแยะได้ว่าส่วนไหนคือของใหม่หรือของเก่า  ยกตัวอย่างเช่น  ความรู้สึกของคุณในส่วนที่เกี่ยวกับความต้องการความโดดเดี่ยว  ไม่อยากพบหน้าผู้คนอีก  ความปรารถนาเหล่านี้เป็นเพียงชิ้นส่วนที่ถูกเติมเข้าไปเพื่อให้คุณมีเหตุผลในการอยู่ที่นี่  สิ่งซึ่งมีความหมายต่อคุณมากที่สุดมีเพียงความทรงจำเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้สิ่งอื่น ๆ และตอนจบของเรื่องจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ  สุดท้ายแล้ว  คุณก็ได้รับความพึงพอใจไปกับความทรงจำในหัวของคุณ  ถ้าความทรงจำพวกนี้ไม่ทำให้คุณมีความสุข  คุณก็ต้องเดินทางต่อไปเหมือนกับผม  พวกกบฏในมันทากินีซิตี้คงรอผมอยู่ที่ใดที่หนึ่ง  ผมกำลังเดินทางไปขอร้องให้พวกเขาช่วยลบความทรงจำให้ผมอย่างถาวร  มันทากินีซิตี้จะไม่มีวันขุดมันขึ้นมาทำร้ายจิตใจของผมได้อีกต่อไป  เอาเถอะ  สักวันหนึ่งคุณจะเข้าใจในการกระทำครั้งนี้ของผม  แล้ววันนั้น  คุณจะพบหนทางไปสู่ความสุขที่แท้จริง”  สันติสุขในชุดทักซิโด้กับหมวกทรงสูงใบหลวมของเขากล่าวทิ้งท้าย  ก่อนอำลาจากไปตามเส้นทางที่เลือกแล้ว  ปล่อยให้เขาจมดิ่งอยู่ในห้วงความทรงจำอันแจ่มชัดและยาวนาน


ในความทรงจำ  เขามองเห็นตัวเองกำลังว่ายน้ำอยู่กับลูกชายคนเดียวของเขาในสระสีฟ้าแห่งหนึ่ง  ช่วงเวลาดังกล่าว  ลูกชายของเขาอายุเพียงไม่กี่ขวบ  ยังว่ายน้ำไม่เป็น  เขาพยายามสอนให้ลูกชายรู้จักการลอยตัว  แต่เด็กน้อยกลับชอบขี่หลังของเขามากกว่า  และเมื่อขี่ได้แล้วก็จะใช้สองแขนรัดลำตัวของเขาเอาไว้แน่น  พร้อมกับบอกให้ผู้เป็นพ่อว่ายน้ำไปข้างหน้าเหมือนเรือลำหนึ่งซึ่งมีเด็กชายเป็นกัปตัน  นี่คือกิจกรรมระหว่างพ่อลูกที่ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจเสมอ  แต่ถ้าเลือกได้เขาก็ยังปรารถนาจะกลับไปเหน็ดเหนื่อยเช่นนั้นอีกสักครั้งหนึ่ง  ทว่ามันก็เป็นความปรารถนาที่ไม่อาจเป็นจริง  คงเหลือเพียงความทรงจำที่สามารถทบทวนได้ครั้งแล้วครั้งเล่า และภายในมันทากินีซิตี้นี้  ความทรงจำของเขาก็แจ่มชัดเป็นพิเศษประหนึ่งเพิ่งจะเกิดขึ้น  การได้อยู่ในดินแดนแห่งนี้ตลอดไปจึงมีความสำคัญต่อเขามากที่สุด  โดยไม่ต้องสนใจเลยว่าตอนจบจะเป็นเช่นไร  ใช่แล้ว  มันไม่สำคัญหรอกว่าตอนจบที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร  สิ่งสำคัญคือการมีชีวิตอยู่กับความทรงจำโดยไม่โกรธแค้นใครอีก  แน่นอน  ต้องไม่โกรธสันติสุขด้วย  แม้ว่าสันติสุขทั้งสองคนจะเล่นตลกกับเขาด้วยการปิดบังข้อมูลบางอย่าง  หรือพวกนั้นจะรู้ดีว่า  ความจริงที่ยังไม่สมควรแก่เวลาย่อมไม่มีค่าสำหรับผู้ฟัง  แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่ากลับเป็นการทรยศต่อเป้าหมายเดิมของตนเองต่างหากเล่า  


ครั้นแล้วเขาก็ต้องถอนหายใจออกมา  ในวินาทีนั้นเองที่เขาได้ยกโทษให้แก่ทุกคนตามค่านิยมทางศาสนา  ซึ่งปลูกฝังกันมาอย่างยาวนานหลายพันปี  เขาจำได้ว่า  ในอดีต  ความโกรธมักจะเผาไหม้หัวใจของเขา  หัวใจของเขาจึงลุกเป็นไฟอยู่บ่อยครั้ง  จนต้องหาทางดับไฟกองนั้นเสมอ  แต่ความทรงจำในชีวิตของเขาในส่วนซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้คน  หลายเรื่องราวมีสิ่งที่ทำให้เขาเป็นทุกข์หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าความโกรธ  เขาเคยผ่านการลองผิดลองถูกมามาก  น่าแปลกที่ส่วนใหญ่จะเป็นการลองแล้วผิด  ที่บัดซบก็คือ  ทั้งหมดนั้นเป็นความรู้สึกและประสบการณ์ในความทรงจำของชายชื่อสันติสุข  แต่ช่างหัวมันเถิด  อย่างไรเสียนี่ย่อมเป็นการสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย  ทว่าอะไรกันเล่าที่ทำให้คนอย่างสันติสุขเปลี่ยนแปลงความคิดของตนเอง  ชายชราผู้นั้นแลเห็นแสงสว่างในความมืดมิดอย่างนั้นหรือ  เขาพยายามขบคิดเพื่อแก้ข้อสงสัย

ขณะนี้สิ่งที่พอทำได้คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการทำความเข้าใจในเรื่องราวที่ผ่านมา  ภายในหนังสือที่สันติสุขคนก่อน ๆ ได้เขียนเอาไว้  หากวันหนึ่งมีสันติสุขคนใหม่มานั่งอยู่ต่อหน้า  เขาก็อาจจะแกล้งถามขึ้นว่า  “คุณชอบตอนจบของเรื่องนี้ไหม”  มันเป็นตอนจบที่พอจะยอมรับได้หรือไม่  เพราะถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  เขาคงเล่าเรื่องราวของสันติสุขไว้ในท่ามกลางตัวอักษรหกหมื่นคำเช่นเดียวกัน  เพื่ออธิบายแก่คนอ่านว่า  ตอนจบของเรื่องที่แท้จริงนั้นจะเป็นเช่นไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ  สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ  ความทรงจำของมนุษย์คนหนึ่งซึ่งฝังอยู่ภายในเรื่องราวเหล่านี้  แต่ความทรงจำในเนื้อเรื่องสำคัญกว่าตอนจบจริง ๆ อย่างนั้นหรือ  เขาพยายามหาคำตอบโดยไม่พึ่งพาความรู้สึกที่เป็นไปในแบบอัตโนมัติ  หรือการชักจูงทางอ้อมใด ๆ  จริงสินะ  แม้มันจะจบลงด้วยรอยยิ้มของสันติสุขก็ตาม  บางทีนี่อาจเป็นแค่การบังคับเรื่องให้จบลงอย่างมีความสุข  เหมือนกับเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่คาดหวังไว้ในตอนเปิดและปิดหน้าหนังสือ  จากนั้นก็เข้านอนโดยไม่ฝันร้ายไปตลอดทั้งคืน  


เป็นความจริงที่ว่า  สันติสุขทุกคนได้เขียนหนังสือไว้คนละหนึ่งเล่ม  แต่ละเล่มคือเรื่องราวของสันติสุขคนหนึ่ง  ลึกลงไปในเรื่องราวเหล่านั้นล้วนซ่อนความนัยบางประการเอาไว้  เขาจึงรู้สึกประทับใจไปกับภาพอันยิ่งใหญ่ของหนังสือจำนวนมหาศาล  ซึ่งถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบบนชั้นวางขนาดมหึมา  หากมองจากทางด้านหน้าประตูทางเข้าอาคาร  จะแลเห็นหนังสือของสันติสุขวางเรียงรายอยู่่บนชั้นวางเป็นภาพยาวไกลสุดสายตาภายในหอสมุดแห่งมันทากินีซิตี้  นี่คือสิ่งมหัศจรรย์อย่างแท้จริง  เขาต้องใช้เวลาที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือค่อย ๆ อ่านอย่างตั้งใจทีละเล่มจนจบครบถ้วนสมบูรณ์  โดยไม่ข้ามเล่มใดเล่มหนึ่งไปอย่างมักง่าย  เพื่อจะพบว่าในหนังสือทุกเล่มมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย  แต่เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ราวกับคัดลอกมาจากต้นฉบับเดียวกัน  ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเลยสักนิด  มันเกิดขึ้นหลังจากที่เขาอดทนอ่านทบทวนทุกตัวอักษรโดยไม่พลิกข้ามไปทีละหลายหน้า  เหมือนเช่นที่เคยทำไว้ในอดีตกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งซึ่งเขาไม่ค่อยชอบนัก  ความเข้าใจในตัวผู้เขียนหนังสือแต่ละเล่มทำให้ความเจ็บปวดของเขาเลือนหายไป  หรืออย่างน้อยก็ลดทอนลงบ้าง  สันติสุขผู้มาก่อนได้เคยสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะในเรื่องนี้  แต่ถ้าในอนาคตเขายังคงเจ็บปวดอยู่ล่ะ  เขาจะทำอย่างไรดี  พร้อมกันนั้นก็รับรู้ว่า  ต่อให้เรื่องราวของเขาจบลงด้วยความตาย  มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย  ทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง  ตอนจบที่ดีกว่าควรเป็นการกลับบ้านไปหาภรรยาผู้ชรา  กลับไปยังเตียงนอนอันอบอุ่น  สถานที่ซึ่งความทรงจำไม่อาจดำรงอยู่ได้  แต่จะค่อย ๆ เลือนหายไป  มีเพียงแค่การเลือนหายไปจึงไร้ความเจ็บปวด  อีกทั้งในขณะที่รู้ตัวว่ามันกำลังจะจากเขาไป  เขาก็ยังพอมีเวลาสำหรับการขอบคุณภรรยาผู้ชรา  หญิงผู้รอคอยการกลับมาของสามีอย่างเขา  การได้อำลาและการได้ลืมย่อมจะทำให้อดีตไม่มีความหมายอีกต่อไป  เขาสรุป  แล้วยิ้มให้แก่ความคิดดังกล่าว


ภายใต้แสงสลัว  สายฝนพวกนั้นยังคงร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างเชื่องช้าเหมือนที่เคยเป็นมาโดยตลอด  เขายืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตและสูงลิบลิ่ว  จมูกของเขาเริ่มได้กลิ่นอายดินหอมกรุ่นอยู่รอบตัวประหนึ่งกลิ่นอันหวานชื่นจากอดีตไกลโพ้น  


ในเวลานั้น  มันทากินีซิตี้ถูกห่มคลุมด้วยความเงียบสงัดร้างชีวิต  ทว่าอบอวลไปด้วยความทรงจำมหาศาล  ท่ามกลางความสุขกับความเจ็บปวด  สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจก้าวจากดินแดนอันมืดมัว  ย้อนผ่านประตูสีเงินอันใหญ่โตมโหฬารไปสู่แสงสว่างเรืองรองดุจความหวัง  กลับสู่บ้านที่เขาจากมา  ขณะนั้นภรรยาผู้ชรากำลังรอคอยอยู่ในความคิดความเชื่อของเขา  เขายังหวังต่อไปด้วยว่า  เมื่อได้พบเจอกันที่บ้าน  และเขาเอ่ยปากขอโทษเธอออกมา  เธอจะยินยอมให้อภัยแก่เขา  แต่สิ่งที่เขาได้พบเจอเป็นเพียงบ้านอันว่างเปล่า  ไร้ซึ่งผู้คนที่เขาเคยรู้จัก  นั่นทำให้เขาตัดสินใจเดินทางกลับมายังมันทากินีซิตี้อีกครั้งหนึ่ง  ในเวลานั้นเขาเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจแล้วว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างในมันทากินีซิตี้คือความจริง  ไม่มีเรื่องราวใดให้เคลือบแคลงอีกต่อไป  แม้แต่ข้อความในจดหมายของสันติสุข


แล้วโดยไม่ทันตั้งตัว  เมื่อเล่าถึงตรงนี้  เขาก็ดึงร่างของฉันไปสวมกอด  ก่อนจะร้องไห้ออกมา  ฉันรู้ว่าเขาร้องไห้  เพราะหยาดน้ำตาของเขาที่หยดลงต้องหัวไหล่ของฉันค่อนข้างอุ่นทีเดียว  ฉันไม่สงสัยหรอกว่า  ทำไมน้ำตาของเขาถึงได้เป็นเช่นนั้น  แม้เขาจะไม่มีน้ำตามานานแล้วก็ตาม  ถึงอย่างไรเขาก็มิใช่หุ่นจักรกล  แต่ฉันสงสัยมากกว่าว่า  เขาร้องไห้ออกมาทำไม  ทั้ง ๆ ที่เรื่องเล่าของเขากำลังสนุกและประทับใจฉันมากทีเดียว  บางทีในวันพรุ่งนี้  ฉันอาจจะขอร้องให้เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังอีกครั้งก็เป็นได้  เพื่อที่ฉันจะไม่หลงลืมในรายละเอียดต่าง ๆ  หากเขายังไม่เบื่อหน่ายการเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คนแปลกหน้าฟัง  และที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ  ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา  เขาสมควรเก็บไว้เป็นความลับมากกว่า  แต่สำหรับคนที่จะต้องถูกนำตัวไปลบความทรงจำเป็นการถาวร  การได้บันทึกข้อมูลไว้เป็นที่ระลึกก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร  มันจะเป็นเพียงนวนิยายจากปากของอดีตนักเขียนคนหนึ่งเท่านั้น  การเล่าของเขาอาจเปรียบได้กับการรับฟังหนังสือเสียง  ซึ่งฉันก็หวังว่าสักวันหนึ่งเรื่องเล่าของเขาจะได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ  มันย่อมครบถ้วนสมบูรณ์กว่าเรื่องราวในสมุดบันทึกของฉัน  และฉันยังสามารถอ่านทบทวนได้ด้วยตนเอง  โดยไม่ต้องรบกวนเวลาของเขาอีกต่อไป  แม้พวกเราจะมีเวลาอย่างเหลือเฟือให้กับเรื่องราวต่าง ๆ เสมอก็ตาม


ในที่สุดประตูสีฟ้าหน้าห้องสีขาวก็เปิดออกเสียที  ฉันมองเห็นเขาก้าวเดินออกมาตามลำพังด้วยท่าทางเซ่อซ่าหน้าตาเหรอหรา  ฉันอดรู้สึกสงสารไม่ได้  เพราะฉันเองก็คงจะเคยทำสีหน้าเช่นนั้นเหมือนกัน  จึงรีบลุกขึ้นเดินไปจูงมือพาเขาออกนอกตัวอาคาร  ตั้งใจว่าจะชวนเขาเดินเล่นเพื่อปรับตัว  


ริมถนนแถวนี้มีทางเท้าที่ปูด้วยแผ่นหินเป็นระเบียบสวยงาม  เราสองคนเดินด้วยกันอยู่นานพอสมควรเลยทีเดียว  ฉันจึงบอกให้เขานั่งลงที่ม้านั่งยาวริมทางตัวหนึ่ง  ก่อนจะล้วงเอาสมุดบันทึกออกมาจากย่ามสีแดง  แล้วเริ่มต้นอ่านเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังตั้งแต่อักษรตัวแรกจนถึงตัวสุดท้าย  


เมื่อฟังจนจบด้วยท่าทางที่แสดงถึงความอดทน  เขาก็ยังทำสีหน้างงงันไม่เสื่อมคลาย  แต่พยายามยิ้มออกมาเหมือนต้องการที่จะเอาใจหรือประจบฉัน  ทั้งหมดนี้คงเป็นไปตามสัญชาตญาณของเขาโดยแท้


“คุณเขียนเรื่องพวกนี้เองหรือครับ  ผมชอบนะ”

“ใช่ค่ะ  ฉันเขียนเอง  แต่มันเป็นเรื่องของคุณ  คุณเคยบอกฉันอย่างภาคภูมิใจว่าคุณเป็นนักเขียน  และเป็นคนขอร้องฉันให้อ่านเรื่องราวที่ฉันบันทึกเรื่องเล่าของคุณเอาไว้  คุณอยากทดลองฟัง  เมื่อออกจากห้องประตูสีฟ้านั่นแล้ว  ดูเหมือนว่าคุณแค่ต้องการจะทดสอบความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น”


“น่าอายเกินไปไหมครับ  ถ้าผมจะบอกว่าผมอยากเป็นนักฟังมากกว่า  การเป็นนักเขียนไม่มีความหมายอะไรแก่ผมเลย  ผมมีความสุขที่ได้ฟังเรื่องราวจากปากของคุณ  เสียงของคุณไพเราะมาก  และเช่นเดียวกันกับการเป็นนักเขียน  ผมต้องยอมรับว่า  เรื่องที่คุณอ่านให้ฟังไม่มีความหมายอะไรแก่ผมเช่นกัน  แต่ผมก็ชอบนะ  ผมอยากให้คุณเขียนต่อไปโดยไม่ต้องกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องของผม  ความจริงผมอยากบอกว่า  ผมน่าจะได้พบคุณเร็วกว่านี้  ผมหมายถึงพบคุณตอนที่ผมยังเป็นหนุ่มอยู่  ทำไมผมถึงได้รู้สึกเช่นนั้นก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ  เหมือนจะรู้คำตอบนะ  แต่แล้วมันก็เลือนหายไปในความเวิ้งว้างของห้วงความคิด”


“ขอบคุณค่ะ  แล้วฉันจะอ่านออกเสียงให้คุณฟังจนคุณทนไม่ได้เลยเชียว”

ฉันเก็บสมุดบันทึกเรื่องเล่าของเขาลงในย่ามสีแดงตามเดิม  พลางเอ่ยปากชวนเขาออกเดินเล่นอีกครั้งหนึ่งภายใต้ความมืดสลัวของมันทากินีซิตี้  เขาพยักหน้าอย่างว่าง่าย  แต่ตั้งข้อสังเกตว่า  อีกไม่นานฝนคงตกลงมา  ฉันจึงบอกว่า  ฉันพกร่มพับสามตอนมาด้วย  มันอยู่ภายในย่ามสีแดง 


“ร่มเล็ก ๆ พร้อมใช้งานเสมอ  ถ้าคุณต้องการ”  


จากนั้นฉันก็พูดต่อไปอีกว่า  ฉันชอบสายฝนที่ตกลงมาอย่างแช่มช้าราวกับตกอยู่ในโลกแห่งความฝัน  สายฝนในดินแดนแห่งนี้จึงไม่ใช่ปัญหา  ฉันยินดีให้มันตกตลอดไป  เขายิ้มอ่อนโยนให้แก่คำพูดไร้สาระของฉัน  

ในห้วงยามนั้น  ภายในใจของฉันได้แต่หวังว่า  เราสองคนจะไม่ต้องพบใครอีกบนท้องถนน  ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก  ทั้งที่เคยเกลียดชังและรักใคร่  ในระหว่างที่เราสองคนกำลังเดินอยู่บนถนนตามลำพังอย่างมีความสุข

.

.

ผมใช้เวลาอ่านเรื่องราวที่บันทึกด้วยลายมือสวยงามอยู่นานทีเดียว  แม้ตัวหนังสือของเธอจะเขียนหวัดไปบ้าง  แต่ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย  และอาจกล่าวได้ว่า  การอ่านครั้งนี้ช่วยทำให้ผมสามารถเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ดีขึ้น  หลังจากที่เคยรับฟังจากปากของเธอมาแล้วหลายครั้ง  ทว่าการอ่านออกเสียงด้วยตนเองพร้อมกับได้ครุ่นคิดตามไปด้วย  ก็ทำให้ผมมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม


ผมเก็บสมุดบันทึกลงในย่ามสีแดงตามเดิมอย่างทะนุถนอม  ก่อนจับย่ามสะพายเฉียงไว้บนบ่าเพื่อความทะมัดทะแมง  จากนั้นก้มตัวลงอุ้มร่างบอบบางจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกขึ้นมาจากเตียงไม้เก่าโทรม  

สมัยก่อนเธอเคยมีน้ำหนักตัวมากเกินกว่าที่ผมจะอุ้มเดินข้ามธรณีประตูได้  แต่บัดนี้น้ำหนักตัวของเธอลดลงเกือบเท่าเด็ก ๆ ที่กำลังสนุกอยู่กับการวิ่งเล่น  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากเกินความสามารถสำหรับคนในวัยชราอย่างผม  ที่จะอุ้มพาเธอไปยังโคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง  ซึ่งมีร่มเงาแผ่กว้างเป็นวงกลม  และลงมือขุดหลุมลึกด้วยมือเปล่า  ในเวลานั้น  ผมไม่ได้คิดเรื่องอื่นใดเลยนอกจากความพึงพอใจว่า  สถานที่แห่งนี้ย่อมเป็นที่พักชั่วนิรันดร์สำหรับเธอ  ดินดำร่วนซุยและเย็นชื้นด้วยหยาดน้ำฝนที่ตกตลอดวันและคืน  ใช้เวลาไม่นานมากนักก็กลายเป็นหลุมใหญ่กว่าร่างของเธอเล็กน้อย  ทว่าลึกลงไปจนสัมผัสได้ถึงรากไม้  


ผมจัดการเคลื่อนย้ายร่างของเธอลงไปนอนกุมมือบนหน้าอก  เธอหลับตานิ่งเหมือนคนนอนหลับ  ผมยิ้มให้เธอ  จากนั้นค่อย ๆ วางถุงย่ามสีแดงลงบนมือทั้งสองข้าง  แล้วโกยดินบนปากหลุมกลบร่างของเธอจนมิด  และด้วยเหตุผลบางอย่างก็ทำให้ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำเครื่องหมายไว้บนหลุมฝังศพ  จึงได้แต่ยืนนิ่งสงบมองดูหลุมฝังศพของเธออยู่นาน  รู้สึกอยากจะกล่าวถ้อยคำออกมาสักประโยคหนึ่ง  แต่ก็ไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกจากปากอย่างที่หวัง  


สักครู่ใหญ่ ๆ  ผมจึงเริ่มต้นออกเดินไปบนท้องถนนอันว่างเปล่าอีกครั้งหนึ่ง  สถานที่ซึ่งสายฝนยังคงโปรยปรายลงมาอย่างเชื่องช้าและงดงาม  ในเวลานั้นผมได้แต่สงสัยว่า  ความงดงามดังกล่าวมีไว้เพื่อสิ่งใด.

.

หมายเหตุ

  1. หนังสือเรื่อง “มันทากินีซิตี้” จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือและอีบุ๊ก โดย สำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ห้ามผู้ใดทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ปลอมแปลง จัดเผยแพร่ จำหน่าย ให้เช่า เข้าครอบครอง เรียกดึงข้อมูล บันทึก ส่งผ่าน หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาของสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ หรือโดยก่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ อันเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งต้องได้รับโทษตามพระราชบัญญัติทรัพย์สินทางปัญญาฯ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นการกระทำละเมิดต่อสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ ซึ่งสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ สงวนสิทธิในการยับยั้งการกระทำนั้นในทันที และจะดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำละเมิดอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
  2. ท่านใดสนใจหนังสือเรื่องนี้ ฉบับพิมพ์ปกอ่อน ราคา 210 บาท (จัดส่งฟรี) กรุณาติดต่อสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ Email : [email protected] หรือต้องการอ่านฉบับอีบุ๊ก สามารถสั่งซื้อได้ในราคา 99 บาท ที่ www.mebmarket.com
กองบรรณาธิการhttps://www.nittayasan.com
กองบรรณาธิการของ nittayasan.com เกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปิน นักเขียน นักเดินทาง นักกิน หมอดู นักข่าว ช่างภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อมาใช้เวลาสร้างสรรค์คอนเทนต์ในแบบที่ nittayasan.com ต้องการ เพียงคุณเข้ามาอ่าน พวกเราก็ยินดีแล้ว

เรื่องล่าสุด

สุขภาพ

บทความอื่น ๆ

ดูดวง

วรรณกรรมไทย