หน้าแรกแท็กครอบครัว

Tag: ครอบครัว

เรื่องสั้น ลืม : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

1.มานะรู้แล้วว่าคนเราไม่อาจตั้งใจลืมได้ การจำทำให้เขานอนหลับยาก มันทรมานเหลือเกินในยามสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก และในตอนเช้าที่ต้องลุกจากเตียงไปทำงานด้วยความอ่อนเพลีย การดึงเอาความจำออกไปมีแต่จะต้องบังคับผลักไส วิธีการอาจแยกย่อยออกไปได้มากมาย ทว่าโดยรวมก็มีเพียงหนทางเดียว ยามนี้เขาไม่ห่วงว่ามันอาจจะเป็นแค่ความคิดชั่วแล่นของคนโง่ เขาหวังให้ความเจ็บปวดและความทรงจำทั้งมวลสลายหายไปเท่านั้น เขายิ้มเศร้า ก่อนจะตัดสินใจเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วรถยนต์ขึ้นไปอีก2.“ใครก็มีโอกาสลืมได้ทั้งนั้น หรือว่าพวกคุณไม่เคยลืมอะไรในชีวิต”มานะเอ่ยถามเพื่อนข้าราชการที่นั่งล้อมโต๊ะอาหารมื้อกลางวัน ทุกคนต่างเงียบ เขาเลื่อนเก้าอี้ออกพร้อมกับลุกขึ้นยืนอวดพุงใหญ่ พลางยกมือปัดผมที่ตกห้อยลงมาปิดหน้าผากจนแลเห็นหัวเถิกเป็นมันใส เขาขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ แล้วกวาดสายตามองหน้าทุกคนซึ่งพากันอมยิ้ม ก่อนจะเดินไหล่ห่อคอตกออกจากร้านอาหารเพื่อกลับเข้าที่ทำงาน แววตาของเขามีอาการเลื่อนลอย เหมือนกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางประการที่มีความหมายต่อชีวิตอย่างล้นเหลือตลอดช่วงบ่าย เขาพยายามทุ่มเทสมาธิยุ่งอยู่กับกองเอกสารมากมาย มีบันทึกและหนังสือราชการสำคัญต้องอ่านทบทวนก่อนลงนาม แต่สุดท้ายแล้วความคิดของเขาก็ล่องลอยกลับไปยังหัวข้อสนทนาบนโต๊ะอาหารมื้อกลางวันที่ผ่านมา เพื่อนข้าราชการคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงความขี้ลืมของผู้คนบนโลกนี้ โดยอ้างข่าวที่อ่านพบทางอินเทอร์เน็ตเมื่อตอนเช้า“ไม่แปลกเลยที่ใครสักคนในหมู่พวกเราจะชอบลืมโน่นลืมนี่ โลกนี้เต็มไปด้วยคนขี้ลืม ผมอ่านเจอมาในเว็บข่าวแห่งหนึ่งขณะกำลังนั่งกินอาหารเช้าอยู่กับเมีย จริง ๆ นะครับ ในข่าวบอกว่า บนรถแท็กซี่มักจะพบร่มถูกทิ้งเอาไว้เสมอ แน่นอนครับ ผู้โดยสารไม่ได้ทิ้งมันหรอก แต่พวกเขาลืมต่างหาก บางคนลืมร่ม บางคนลืมกระเป๋าถือ มีกระทั่งลืมกล่องเค้กวันเกิดขนาดใหญ่ เค้กที่มีชื่อคนและคำอวยพรเขียนไว้อย่างงดงาม แค่ยังไม่ได้ปักเทียนเท่านั้น แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ หญิงสาวหลายคนลืมชุดแต่งงานสีขาวที่พวกเธอแขวนไว้ตรงมือจับเหนือหน้าต่างรถแท็กซี่ได้อย่างไร พวกเธอขึ้นมาบนรถ แขวนชุดแต่งงานไว้ตรงนั้น แล้วไม่นานก็ลืมไปว่ามันมีตัวตนอยู่ ครั้นพอถึงจุดหมายปลายทางก็จ่ายค่าโดยสาร จากนั้นเปิดประตูรถก้าวลงไปอย่างง่าย ๆ เรื่องมันควรเป็นเช่นนี้หรือครับ” น้ำเสียงผู้เล่ามีร่องรอยของความสนเท่ห์ ก่อนจะมองมาทางมานะด้วยรอยยิ้มขบขัน“หญิงสาวกับชุดแต่งงานที่ถูกลืมงั้นเรอะ อืม บางทีพวกเธออาจจะไม่อยากแต่งงานก็เป็นได้” มานะพยายามหาเหตุผลให้หญิงสาวเหล่านั้น มีผู้ร่วมวงรับประทานอาหารหลายคนส่งเสียงรับรองอย่างเห็นด้วย“ก็เป็นไปได้ แล้วพวกที่ลืมหนังสือเดินทางไว้บนเครื่องบินล่ะ ในข่าวบอกว่ามีกรณีแบบนี้หลายครั้ง พวกเขาไม่อยากเดินทาง ไม่อยากเข้าประเทศที่ตนลงทุนนั่งเครื่องบินไปเยือนงั้นหรือ”“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเรอะ แต่เอาเถอะ กรณีนี้อาจเป็นเรื่องของคนขี้ลืมจริง ๆ ช่วยไม่ได้เลยถ้าพวกคุณเป็นคนขี้ลืม คนเราลืมได้ทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ ลงถ้าเป็นคนขี้ลืมเสียแล้ว หรือไม่ก็เป็นเพราะพวกเขาพยายามจะลืมด้วยเหตุผลส่วนตัว เหตุผลที่ไม่มีใครเข้าใจ เรื่องบางเรื่องหรือความปวดร้าวบางอย่างนั้น ถ้าคุณไม่เคยพบเจอด้วยตัวเอง คุณก็ไม่อาจเข้าใจมันได้เลย” มานะสรุปครั้นมาถึงตอนนี้ เขากลับสงสัยขึ้นมาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในข่าวเป็นการลืมอย่างบริสุทธิ์ใจหรือไม่ มันมีการวางแผนที่จะลืมหรือเปล่า ด้านตรงข้ามของการลืมก็คือการจำ คนเราจดจำได้ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ความงดงามและความน่าเกลียด ความสุขและความเศร้า สมองของมนุษย์ไม่อาจเลือกจดจำได้อย่างที่ตนต้องการ เช่นเดียวกับที่ไม่อาจเลือกลืมเฉพาะในสิ่งที่อยากลืม หลายต่อหลายครั้งเรากลับลืมในสิ่งที่เราไม่อยากลืม แล้วไปจำในสิ่งที่ไม่ควรจำ อย่างที่มีการคร่ำครวญอยู่ในบทเพลงเก่า ๆพูดถึงเรื่องการจำอะไรได้แล้ว สมัยก่อนมานะเคยเล่าให้บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงฟังบ่อย ๆ ว่า เขาเริ่มจำความได้ตั้งแต่อายุราวหนึ่งขวบ หรือบางทีอาจจะน้อยกว่านั้นสักเดือนสองเดือนด้วยซ้ำไป ความทรงจำดังกล่าวถูกบันทึกไว้เป็นภาพเลือนจางบางเบาเหมือนภาพในความฝันของเมื่อวานนี้ ไร้สีสัน ไร้น้ำหนัก ไร้ความเจ็บปวด จะมีก็แต่เพียงภาพเคลื่อนไหวชั่วแวบเดียวที่อุบัติขึ้นในห้วงความคิด และตกผลึกอยู่ในซอกมุมหนึ่งของสมอง เป็นร่องรอยประทับนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นตลอดมา3.เด็กชายคนหนึ่งรูปร่างผอมโกรก กำลังเปลือยกายนั่งยอง ๆ  สนุกกับของเล่นตรงหน้า ของเล่นนั้นอาจเป็นหุ่นยนต์สีเงินหรือไม่ก็รถมนุษย์ค้างคาวสีดำ ภาพความจำตรงจุดนี้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก ทันใดนั้นเองก็มีแขกมาเยือนที่บ้าน เป็นหญิงสาวเค้าหน้าไม่ชัดเอาเสียเลย อายุคงรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ เขาจำได้ว่ารู้สึกอาย ใช่ อายตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กจ้อยนั่นแหละ แต่เขาก็ยังคงนั่งเล่นอยู่ตรงนั้นโดยไม่ลุกหนีไปไหนความทรงจำในเรื่องดังกล่าวมาสิ้นสุดลงตรงนี้ เขาเคยเล่าให้แม่ฟังหลายครั้ง ทว่าแม่มักจะหัวเราะและไม่ยอมเชื่อ เขาพยายามอธิบายพร้อมกับยืนยันอย่างแข็งขัน แต่แม่ก็ไม่เคยเชื่อ จนแม้ในวันที่แม่กำลังจะสิ้นใจตาย แม่ก็ยังไม่ยอมเชื่ออยู่ดี ข้อแตกต่างเดียวซึ่งเกิดขึ้นในวันป่วยหนักก็คือแม่ไม่ยอมหัวเราะ แม่ดูเครียดที่จดจำในสิ่งที่เขาบอกเล่าไม่ได้ แม่ปรารถนาความทรงจำนั้น แต่แม่กลับลืมทุกสิ่งทุกอย่างอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแม่ก็สิ้นลมพร้อมด้วยรอยยิ้ม บางทีอาจเป็นตอนใกล้จะสิ้นใจนั่นเอง ที่ความทรงจำในส่วนนี้ (หรือไม่ก็เป็นความทรงจำชั่วชีวิต) ของแม่ ได้หวนกลับมาแจ่มชัดอีกครั้งหนึ่งเขานึกไปถึงคนจำพวกอัจริยะปัญญาอ่อน หลายคนมีความทรงจำเป็นเลิศ พวกนี้สามารถจำรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ในสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองได้ทั้งเล่ม บางคนจำปฏิทินร้อยปีได้ทั้งหมดโดยไม่มีตัวเลขหรือข้อมูลใดผิดเพี้ยนเลย และบางคนก็จำนวนิยายเรื่อง “พี่น้องคารามาซอฟ” จนกระทั่งสามารถเล่าปากเปล่าได้ทั้งเล่ม ที่น่าทึ่งก็เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจท่องจำโดยหวังให้คนที่รับรู้ต้องประหลาดใจ ด้วยตัวอักษรทุกตัว ข้อความทุกประโยค แม้แต่คำที่พิมพ์ผิด ทั้งหมดนี้ได้ไหลผ่านเข้าไปในเซลส์สมองของพวกเขา ในส่วนที่เป็นตัวบันทึกความทรงจำเพียงเที่ยวเดียว แล้วฝังรากหยั่งลึกอยู่่ตรงซอกมุมนั้นไปชั่วชีวิต เป็นไปได้ว่าแม้แต่ตอนที่วิญญาณกำลังลอยล่องออกจากร่าง พวกเขาก็ยังคงจดจำเรื่องราวทั้งหมดได้อยู่ดี มันจะเป็นความทรงจำถาวรชั่วนิจนิรันดร์ แต่ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้นล่ะ หากทุกชีวิตตายแล้วก็จบกัน มานะนึกสงสัยขึ้นมาทันทีในกรณีตรงกันข้ามก็คือพวกที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยมากมักจะเกิดกับคนชรา พวกเขาหลงลืมและจดจำอะไรแทบไม่ได้เลย นั่นทำให้พวกเขาไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้ว  เนื่องจากไม่มีความทรงจำเป็นของตนเอง และนี่ก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้พวกเขาอาละวาดในตอนที่ยังพอมีเรี่ยวแรง พวกเขาคลั่งเพราะไม่หลงเหลือความทรงจำตกตะกอนอยู่ในหัวแม้เพียงผลึกหนึ่ง หรือภาพจาง ๆ สักภาพหนึ่ง ไม่มีความหลังใด ๆ ทั้งในส่วนที่เป็นความสุข หรือแม้กระทั่งความทุกข์ให้สามารถลูบคลำด้วยความรู้สึก โลกของพวกเขาว่างเปล่า เมื่อสูญเสียตัวตนและคนรักไป แน่นอนอย่างยิ่ง คนที่รักและห่วงใยพวกเขายังคงอยู่เคียงข้าง แต่สำหรับคนที่ไร้ความทรงจำ พวกเขาไม่มีทางรู้หรอกว่าพวกเขายังมีคนรัก แล้วอย่างทันทีทันใดนั้นเอง มานะก็ปรารถนาจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ขึ้นมาบ้าง การจำได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเสมอ จะดีแค่ไหนกันนะ ถ้าเขาสามารถลืมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปจนหมดสิ้น กลายเป็นหน้ากระดาษว่าง ๆ เมื่อลืมอย่างถาวรเหมือนคนเป็นโรคอัลไซเมอร์ และไม่มีตัวยาวิเศษใด ๆ สามารถเยียวยารักษาให้หายได้ที่ผ่านมานานนับเป็นสิบปีเลยทีเดียวที่เขาพยายามเป็นคนไม่ช่างจำ ทว่าความทรงจำหลายต่อหลายเรื่องก็ชอบผุดขึ้นมาในห้วงสำนึกเสมอ หลายครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันมักเกิดขึ้นในตอนที่ใกล้จะมีความสุข อย่างเช่นภาพความทรงจำของวันอันไกลโพ้นวันนั้น เขาไปรับมนัสผู้เป็นลูกชายตามนัด หลังจากที่ไม่ได้พบกันเป็นเวลานานร่วมสามเดือน ตามปกติเขาจะไปรับลูกชายมาค้างที่บ้านแม่ของเขาทุกสองสัปดาห์ และถ้าคืนนั้นเขาต้องเข้าเวรอัคคีภัย เขาก็จะพาแกไปค้างคืนที่ทำงานด้วย ดูแกจะมีความสุขดีที่ได้ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของเขา เฝ้าลูบคลำหยิบจับข้าวของบนโต๊ะทำงานของเขาอย่างสนุกสนาน แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่ความทรงจำไปหมดแล้ว ในยามสายของวันนั้นเอง ขณะยืนรออยู่หน้าบริษัทที่อดีตภรรยาของเขาทำงานอยู่ เขาเห็นมนัสเดินเงื่องหงอยมาตามลำพัง มือเล็ก ๆ ของแกกำลังกวัดแกว่งดอกไม้ช่อหนึ่งไปมา จนทำให้กลีบดอกสีฟ้าห้าแฉกบางกลีบร่วงหล่นลงพื้น มนัสบอกว่าได้มาจากแจกันดอกไม้ในที่ทำงานของแม่…4.ทำไมจะต้องพยายามลืมอย่างนั้นหรือ มานะถามตัวเอง ก็แล้วทำไมต้องจำด้วยล่ะ ทุกครั้งที่ลืมอย่างน้อยก็ไม่เป็นทุกข์ การจำได้ทำให้ความเศร้าจับหัวใจของเขามานานจนนึกอยากฟุบหน้าซบลงกับโต๊ะทำงานแล้วร้องไห้ แต่ด้วยความกลัวว่าลูกน้องหรือเจ้านายจะมาเห็น เขาจึงได้แต่ลูบหน้าตัวเองไปมา ก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ มันจะไม่เป็นผลดีกับภาพลักษณ์ของเขา ทุกคนจะพากันคิดหรือนินทาว่าเขาหมดสมรรถภาพเสียแล้ว ตามที่พวกนั้นชอบสุมหัวซุบซิบนินทากันมานาน เขาพยายามสะกดใจ ทำเป็นนั่งอ่านหนังสือราชการในแฟ้มปกสีน้ำเงิน ทว่าภาพตรงหน้ากลับพร่าเลือน จิตใจล่องลอยไปถึงคนที่อยู่ไกล แต่ยังคงมองเห็นได้แจ่มชัด ลูกชายผู้ขี้ลืมอย่างสุดแสนนั่นเองคนที่ลืมข้าวของทิ้งไว้ในรถแท็กซี่ว่าเป็นเรื่องตลกแล้ว ความขี้ลืมของลูกชายของเขายิ่งหนักกว่านั้นอีก แกลืมได้แม้กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์มือถือของพ่อ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เคยโทษแกเลยที่แกไม่โทรศัพท์มาหา แกจะโทร.มาได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อจำหมายเลขโทรศัพท์ไม่ได้เสียแล้ว หลายปีมานี้เขาจึงเปลี่ยนเป็นส่งอีเมลหามนัสแทน บางครั้งก็ส่งจดหมายผ่านกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก แต่แกก็ไม่เคยตอบกลับมา แกคงลืมตอบอีกตามเคย การเรียนในมหาวิทยาลัยน่าจะหนักเอาเรื่อง หรือไม่ก็มีกิจกรรมให้ทำมากมายตามประสาวัยรุ่น ไหนจะต้องวุ่นอยู่กับเพื่อนสาวสวยที่เขาไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จัก (ถูกต้อง แกคงต้องมีคนรักแน่อยู่แล้ว ตามประสาคนรูปหล่อเหมือนพ่อตอนหนุ่ม ๆ) การเรียนและกิจกรรมทำให้ลูกชายของเขายุ่งทั้งวัน ประกอบกับเป็นคนขี้ลืม เจ้าลูกชายก็เลยได้แต่อ่านอีเมลจากพ่ออย่างเขาอยู่ข้างเดียว แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ แค่รู้ว่าแกได้อ่าน มันก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง อย่างไรก็ตาม มันคงดีกว่านี้ ถ้ามนัสจะไม่ลืมตอบอีเมลกลับมา มานะครุ่นคิด แล้วก็อดยิ้มเศร้าตามนิสัยไม่ได้หรืออย่างสุดโต่ง มันอาจจะดีอย่างที่สุด จริงสิ ดีอย่างวายร้ายเลยทีเดียวเชียว ถ้าเขาจะลืมว่ายังมีลูกอยู่คนหนึ่ง คราวนี้โรคสมองเสื่อมก็คงเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเขาเสียแล้วละ ถึงตอนนั้นเขาก็สามารถนั่งเอ๋ออยู่ได้ทั้งวี่ทั้งวันบนเก้าอี้โยกในห้องมืด ๆ ที่ไม่มีใคร ไม่มีอะไรให้จดจำ ไม่มีอะไรให้คิดถึง ทั้งความทรงจำที่มีค่าและไร้ค่า ลืมมันเสียให้หมด อย่าได้เป็นแค่คนขี้ลืมผู้มานึกได้ก็ตอนที่สูญเสียสิ่งมีค่าไปในระหว่างการเดินทาง มันควรจะเป็นการลืมที่หมดจดจริง ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปติดต่อขอรับของคืนที่แผนกเก็บของหาย หรือเป็นภาระของพลเมืองดีต้องส่งของคืนมาให้ บัดนี้เขาเริ่มสงสัยว่า ในเมื่อการจำเป็นด้านตรงข้ามของการลืม แล้วสิ่งใดหรืออะไรกันแน่ที่ลูกชายของเขาจดจำไว้ หลังจากที่ได้ลืมเขาไปหมดแล้ว ความทรงจำใดเล่าที่เข้ามาแทนที่ความทรงจำที่หายไป และความทรงจำดังกล่าวก่อให้เกิดความสุขมากน้อยแค่ไหนกันนะ5.มานะมารู้สึกตัวว่าหมดเวลาทำงานแล้วก็ตอนที่สัมผัสได้ถึงความเงียบ เขาเปิดประตูห้องทำงานเดินออกมายังทางเดินอันเป็นระเบียงยาวตลอดแนวตึกรูปตัวแอล ผู้คนที่ทำงานอยู่ในตึกนี้ส่วนใหญ่กลับไปหมดแล้ว คงเหลือภารโรงหญิงสองสามคนกำลังทำความสะอาดห้องน้ำและพื้นระเบียง เขาเดินเข้าไปถามไถ่ทุกข์สุขในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป จากนั้นก็ล้วงกระเป๋าเงินออกมาควักธนบัตรแจกจ่าย บรรดาลูกจ้างพวกนั้นรีบยกมือไหว้ปลก ๆ ด้วยความดีใจ ปากก็พร่ำขอบคุณกันยกใหญ่เขากลับเข้าไปเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋าเอกสาร    แล้วเดินลงไปที่ลานจอดรถด้านหน้าอาคาร กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าความจริงเขาจอดรถไว้ทางด้านหลังอาคารตั้งแต่ตอนเช้าก็เสียเวลาไปมาก เขาขับรถออกไปสู่ท้องถนนที่เต็มไปด้วยยวดยานคับคั่ง ภายในใจปรารถนาจะขับรถไปตามเส้นทางสายหนึ่ง เส้นทางที่ว่างเปล่า ขับไปอย่างเชื่องช้า พร้อมกับบังคับพวงมาลัยตรงไปข้างหน้าโดยไม่เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา และไม่แม้แต่จะหันพวงมาลัยเลี้ยวกลับ เขายิ้มพร้อมกับนึกสงสัยว่า ด้วยวิธีนี้ มันจะพาเขาไปถึงที่ไหนกันแน่นะระหว่างทางผ่านร้านขายดอกไม้ เขาคิดอะไรขึ้นมาได้จึงรีบบังคับรถให้ชิดซ้าย เหยียบห้ามล้อ และพยายามถอยกลับมาในตำแหน่งใกล้หน้าร้านให้มากที่สุด เขาก้าวลงจากรถ แล้วโดยที่ไม่ได้มองซ้ายหรือมองขวา เขาก็เดินข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม ถึงหน้าร้านก็ใช้มือผลักบานประตูกระจกซึ่งมีกระดิ่งทองเหลืองผูกเอาไว้ จากนั้นก้าวเข้าไปข้างในเหมือนคนละเมอที่ในหัวสุมแน่นไปด้วยความทรงจำ มานะมองดอกไม้นานาชนิดเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน ยกเว้นช่อดอกไม้สีฟ้าที่ปักอยู่ในแจกัน ครั้งหนึ่งนั้นมันน่าจะเคยเป็นกลีบดอกเล็ก ๆ ที่น่ารัก แต่บัดนี้กลับแลดูเป็นสีฟ้าเศร้าและเหี่ยวเฉา แม้กระนั้นเขาก็ตัดสินใจซื้อติดมือมาด้วยช่อใหญ่ เขาวางมันลงบนเบาะเก้าอี้รถยนต์ด้านซ้ายมืออย่างทะนุถนอม พลางคิดถึงช่อดอกไม้ชนิดเดียวกันนี้ที่ลูกชายของเขาถือติดมือมาด้วยในวันนั้น พลันความเศร้าก็แล่นขึ้นมาจับหัวใจจนรู้สึกขมขื่นอย่างเหลือแสน เขาอยากหวนกลับไปในวันดังกล่าวอีกครั้งเพื่อถามลูกว่า มันมีความหมายใดซ่อนอยู่ในช่อดอกไม้นั่นหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ก็แค่เด็กชายคนหนึ่งหาอะไรถือเล่นในวันที่ต้องมาพบพ่อของตนตามนัดเท่านั้นเขาขับรถแล่นไปตามถนนเช่นเดิม ภายในใจไม่รู้หรอกว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่มีบ้าน ห้องพักสภาพค่อนข้างจะโอ่โถงใจกลางเมืองหลวงที่เขาอาศัยอยู่เพียงลำพังนั้น มันไม่ใช่บ้านมานานมากแล้ว บางทีมันอาจจะเป็นบ้านก็ได้ ถ้าลูกชายของเขายินยอมมาพักค้างคืนบ้าง แม้จะนานทีปีครั้งก็ยังดี แต่แกก็ไม่เคยมา ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่แกเป็นคนขี้ลืม แกไม่มีทางจำแผนที่ที่เขาเคยส่งไปพร้อมกับอีเมลทุกฉบับได้หรอก เรื่องมันถึงเป็นเช่นนี้ แล้วทำไมเขาถึงไม่ยอมเป็นฝ่ายไปหามนัสเองเล่า มานะถามตัวเอง พลันเขาก็นึกถึงหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ตัวละครที่เป็นฆาตกรโรคจิตซึ่งมีความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ได้รับคำจำกัดความว่า “เป็นพ่อที่ยังคงคิดถึงลูกอยู่เสมอ แต่ไม่สามารถไปหาลูกได้ เพราะแม่ของเด็กไม่ต้องการให้ทำเช่นนั้น” เขารู้สึกสะเทือนใจไปกับตัวละครตัวนี้ ถ้าฆาตรกรโรคจิตสูญเสียความทรงจำทั้งหมด ไม่ว่าจะอย่างเชื่องช้าหรือในทันทีทันใด ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาซึ่งมนุษย์อาจประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาได้ในยามเข้าตาจน สิ่งเลวร้ายก็คงไม่เกิดขึ้น จะไม่มีใครตาย แล้วชะตากรรมใดเล่าถึงทำให้คนสองคนในโลกของความจริงและโลกแห่งจินตนาการต้องมาเผชิญหน้ากับความรู้สึกเดียวกัน นั่นคือความเศร้าที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นการลงโทษจากใครคนหนึ่งที่เฝ้ามองดูเราอยู่ตลอดเวลาการจำได้ทำให้มานะคิดถึงลูกชายขึ้นมาอีก นี่คือความรู้สึกที่หนักหน่วงอยู่ภายในใจ ตอนนี้แกคงโตขึ้นมาก อีกไม่นานก็จะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เจ้าลูกชายน่าจะสามารถตัดสินใจมาพบเขาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าผู้เป็นแม่จะคิดเห็นอย่างไร ที่สำคัญไปกว่านั้น โอ้ เขาเพิ่งนึกขึ้นมาได้ (หรืออาจจะเพิ่งจำได้) เขาผู้เป็นพ่อควรแวะไปเยี่ยมเยียนลูกชายด้วยตัวเองน่าจะดีกว่า หากไม่อยากไปหาที่บ้านของแกเพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับอดีตภรรยา เขาก็ยังสามารถขับรถไปหาแกที่มหาวิทยาลัย ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับครั้งที่เขาเคยพยายามไปพบลูกชายที่โรงเรียนหรือไม่นะ กล่าวคือไปหาหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้พบหน้าแกเลย อืม แล้วตอนนี้มนัสเรียนอยู่ที่ไหนกันล่ะ ถ้าได้พบหน้ากันอีกครั้ง แกจะโผเข้ามาให้เขาสวมกอดไหม แกจะอายเพื่อน ๆ หรือไม่ ที่โตแล้วยังให้พ่อกอดและจูบแก้มเหมือนเด็ก ๆ มานะคิดแล้วก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ เขาชอบความรู้สึกเช่นนี้เหลือเกิน มันดูมีความหวังอย่างไรบอกไม่ถูก สภาพการจราจรติดขัดอันเป็นเรื่องปกติของกรุงเทพฯ ไม่ได้ทำให้เขาหงุดหงิดใจเลย อีกไม่นานก็จะเข้าเขตชานเมืองแล้ว การจราจรจะเบาบางลง เขาคิดนาทีต่อมา มานะพยายามนึกหาคำตอบว่าตอนนี้ลูกชายของเขาเรียนอยู่ที่ไหน คำถามเดิมผุดขึ้นมาอีกและยังไม่มีคำตอบเช่นเดิม เขาจำได้ว่า เคยเห็นในเฟซบุ๊กตอนที่มนัสแบ่งปันภาพถ่าย เขาเข้าไปกด “ไลก์” ภาพลูกชายในชุดนักเรียนชั้นมัธยม และแสดงความคิดเห็นหลายครั้ง จนท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้ทำเช่นนั้นอีกด้วยความน้อยใจ กี่ปีแล้วนะ เขาเลิกเข้าเฟซบุ๊กมานานมากเหลือเกิน เขาจำชื่อบัญชีและรหัสผ่านของตัวเองไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ เขาลืมมันไปอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้เขากำลังมุ่งหน้าไปตามเส้นทางสายหนึ่ง เขาปรารถนาจะไปให้ถึงจุดหมายแห่งความปรารถนา มันคือปลายทางของโลก สถานที่ซึ่งทุกคนสามารถลืมในสิ่งที่อยากลืม ดินแดนที่จะทำให้หัวใจของมนุษย์นิ่งงันราวกับหยุดทำงาน อาจเป็นไปได้ว่านั่นแหละคือสภาวะของความสุขความสุขอย่างนั้นหรือ อะไรคือความสุขเล่า ชั่วขณะนี้เขากลับรู้สึกโหวงเหวงไม่ต่างจากหน้ากระดาษว่าง ๆ เหมือนเช่นที่เคยรู้สึกมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่แน่ใจว่ากำลังขับรถไปไหน เขาจำเส้นทางไม่ได้เสียแล้ว นั่นสิ รถคันนี้เป็นของใครกัน ชื่อของเขาล่ะ ไม่มีอะไรให้จับต้องได้เลยในความคิดคำนึง นอกจากภาพในวัยเยาว์ตอนที่เขาเพิ่งหายป่วย เปลือยกาย และกำลังเล่นอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ยามนั้นเองที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในบ้าน เขารู้สึกอาย เขาเคยเล่าให้แม่ฟัง แต่แม่ไม่เคยจำได้เลย…6.รถยนต์กำลังแล่นผ่านไปในสายลมด้วยความเร็วสูง มานะคว้าช่อดอกไม้สีฟ้าห้าแฉกขึ้นมาดม มืออีกข้างยังคงประคองพวงมาลัยรถเอาไว้ กลีบดอกเล็ก ๆ ร่วงหล่นลงบนตัก เขาคิดทบทวนว่าเคยเห็นดอกไม้ชนิดนี้ที่ไหนมาก่อน เขาพยายามพึมพำเอ่ยชื่อดอกไม้ออกมา ทว่ามันกลับติดอยู่ที่ริมฝีปาก เขารู้สึกเศร้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บางสิ่งบางอย่างยังคงฝังแน่นอยู่ในความจำ มันทำให้เขาเหยียบคันเร่งลงไปอีก เขามองท้องถนน ความทรงจำเกี่ยวกับลูกชายเริ่มหวนคืนกลับมาอีกครั้ง เขาพยายามมองหาแก บางทีถ้าโชคดีก็อาจได้พบเห็นแกกำลังเดินอยู่บนทางเท้าตรงหน้าร้านขายของเล่น เขาจะได้แวะรับแกไปกินขนมแสนอร่อยเจ้าประจำ เมื่ออิ่มแล้วก็จะพากันไปนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์กันให้สนุก มานะยิ้มให้กับความคิดนี้ เขาปล่อยใจผิวปากเป็นบทเพลงหนึ่งที่คุ้นเคยแล้วอย่างทันทีทันใดก็เกิดแรงปะทะอันมหาศาล ภายใต้แรงนี้ เขารู้สึกได้ถึงสภาวะไร้น้ำหนัก แทบจะไร้ตัวตน ความเจ็บปวดปลิดปลิวไปพร้อมกับอาการหมุนเคว้งคว้างกลางถนน เขามองเห็นกลีบดอกไม้สีฟ้าห้าแฉกไร้ซึ่งความทรงจำล่องลอยอยู่ในอากาศขมุกขมัวของยามเย็น ท่ามกลางสายลมของมหานครอันใหญ่โต สายลมแห่งท้องถนน เสียงแตรรถ เสียงคำรามจากยวดยาน และเสียงตะโกนโหวกเหวกของผู้คน ทั้งหมดนี้ได้สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวประดุจวงออร์เคสต้าซึ่งกำลังเปล่งเสียงกระหึ่มทุกทิศทาง รอบ ๆ ร่างอันบิดงอผิดรูปทว่าสงบนิ่งของเขา ขณะนั้นกลีบดอกสีฟ้าอันบอบบางก็ลอยสูงขึ้น ค่อย ๆ สูงขึ้น สู่ฟากฟ้าสีเดียวกัน.

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page