หน้าแรกแท็กชีวิตนักเขียน

Tag: ชีวิตนักเขียน

สั่งซื้อนวนิยายเรื่อง “มันทากินีซิตี้” ฉบับหนังสือปกอ่อน คลิกที่นี่

รายละเอียดนวนิยายร่วมสมัยเรื่อง "มันทากินีซิตี้"ผลงานการประพันธ์ของ ธาร ยุทธชัยบดินทร์ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 First Edition เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562ISBN 978-616-91236-8-2จัดพิมพ์และจำหน่ายโดย สำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์Email : [email protected]ณัฏฐภรณ์ ยุทธชัยบดินทร์ บรรณาธิการบริหารเทดดี้ ชัยสกี้...

นวนิยายไทย “มันทากินีซิตี้” : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

“คุณต้องการให้ผมอ่านสมุดบันทึกของคุณอย่างนั้นหรือ  คุณเคยอ่านให้ผมฟังตั้งหลายรอบแล้วนี่”“ฉันแค่อยากให้คุณเก็บไว้ในฐานะของที่ระลึก  และได้แต่หวังว่า  เรื่องราวเหล่านั้น…จะไม่ทำให้คุณต้องเจ็บปวดอีกต่อไป”ผมรับถุงย่ามสีแดงจากมือที่สั่นเทาของเธออย่างว่าง่าย  แล้วขอร้องให้เธอนอนหลับพักผ่อน  แม้เธอจะไม่ค่อยชอบเตียงไม้เก่า ๆ ในห้องที่ค่อนข้างจะรกรุงรังนี้เลย  เมื่อเธอได้ฟังคำขอร้องของผมก็ยิ้มออกมา  นั่นอาจจะเป็นรอยยิ้มที่ดูเหน็ดเหนื่อย  แต่ก็เต็มไปด้วยความสุข  ดวงตาที่เคยหม่นหมองของเธอกลับเป็นประกาย  เธอจ้องมองผมอยู่นานก่อนจะหลับตาลง  มีเพียงมือซ้ายอันบอบบางของเธอเท่านั้นที่ยังคงกุมมือของผมเอาไว้  ในเวลานั้น  ผมหวังว่าเมื่อเช้าวันพรุ่งนี้มาถึง  อาการป่วยของเธอจะดีขึ้น  และคงรับประทานอาหารได้บ้าง  นอกเหนือไปจากน้ำฝนในกระติกน้ำทหารเหมือนตลอดสองวันที่ผ่านมา  แต่บางสิ่งบางอย่างได้ทำให้ผมรู้สึกสังหรณ์ใจว่า  เธออาจจะไม่ตื่นขึ้นมาสนทนากับผมอีกแล้ว  ความคิดเป็นลางร้ายดังกล่าวคงเกิดขึ้น  เพราะสมองฟั่นเฟือนของผมเป็นตัวการทำให้คิดเลอะเทอะไปเช่นนั้นใช่ไหม  เธอเคยป่วยมาหลายครั้งในระหว่างที่เราเดินทางร่วมกัน  ทุกครั้งเธอจะหายป่วยและกลับมาเดินได้อย่างแข็งแรงเสมอ  ครั้งนี้ก็จะไม่มีข้อยกเว้น  ผมบอกกับตนเอง  แล้วยิ้มอย่างมีความหวัง  ก่อนจะใช้มือข้างที่่ปราศจากการเกาะกุมล้วงเอาสมุดบันทึกออกมาจากย่ามสีแดง  ผมนั่งสงบใจนิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง  จากนั้นเปิดสมุดบันทึกหน้าแรก  และเริ่มต้นอ่านออกเสียงเรื่องราวที่เขียนขึ้นด้วยลายมือของเธออย่างช้า ๆ  พร้อมกับคิดไปว่า  การอ่านครั้งนี้ก็เพื่อเอาใจเธอเท่านั้น..เขาหายเข้าไปในห้องปิดทึบไร้หน้าต่างซึ่งครั้งหนึ่งฉันเคยเดินออกมา  ระหว่างการรอคอยอันแสนนานนั้น  ฉันตั้งใจว่าจะใช้เวลาให้หมดไปกับการจดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยหลุดออกจากปากของเขา  ฉันจึงเขียนข้อความลงในสมุดบันทึกอย่างง่าย ๆ และเป็นระเบียบ  ด้วยลายมือหวัดแกมบรรจงที่ฉันรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย  ฉันเขียนอย่างตั้งอกตั้งใจและมุ่งมั่น  ราวกับทั้งหมดนั้นคือความทรงจำของฉันเอง  ฉันไม่รู้หรอกว่าจะเขียนไปเพื่ออะไร  แต่บางทีนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียกกันว่า “ความสุข” ก็เป็นได้หลังจากเขียนบันทึกจนจบ  ฉันก็ต้องพยายามทำใจให้สงบลง  ท่ามกลางเสียงดังหึ่ง ๆ ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เล็ดลอดออกมาจากภายในห้องนั้น  ระหว่างที่ฉันนั่งอยู่บนม้านั่งยาวตามลำพังภายในห้องใต้ดินขนาดใหญ่  ผนังคอนกรีตหนาหนักทุกด้านล้วนทาทับด้วยสีขาวสะอาด  ช่างเป็นห้องที่เต็มไปด้วยสีขาวเหมือนกระดาษสำหรับวาดภาพหรือเขียนหนังสือ  ไม่เว้นแม้แต่ฝ้าเพดานที่เรืองรองด้วยแสงสีขาว  มีเพียงพื้นห้องเท่านั้นที่ปูด้วยกระเบื้องยางสีเทา  จำได้ว่าฉันเคยพบตัวเองอยู่ที่นี่มาก่อน  จึงไม่แปลกที่ฉันจะจดจำเสียงดังหึ่ง ๆ อันประหลาดนั่นได้ดี  แม้จะไม่สนิทสนมกับมันสักเท่าไรนักก็ตาม  ด้วยเหตุที่ฉันชอบความเงียบสงบ  เสียงดังอย่างจักรกลทำให้ฉันรู้สึกหดหู่  ถ้าเปลี่ยนเป็นบทสนทนาได้ยังจะดีเสียกว่า  ฉันบอกกับตัวเอง  ยามนี้ฉันจึงได้แต่เฝ้ารอให้เวลาผ่านไป  สายตาคอยจับจ้องอยู่ที่ประตูสีฟ้าหน้าห้องเล็ก ๆ ห้องเดียวที่ตั้งอยู่กลางห้องใหญ่  เขาเดินเข้าไปในห้องนั้นนานพอ ๆ กันกับที่เสียงดังหึ่ง ๆ เล็ดลอดออกมา  แล้วฉันก็ตั้งความหวังว่า  เขาจะเดินออกมาภายในไม่ช้านี้  เพื่อที่ฉันจะได้มีเพื่อนสนทนาถึงเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีรสชาติ  และได้ออกไปเดินเล่นร่วมกันอีกครั้งหนึ่งฉันไม่รู้หรอกว่า  ทำไมถึงได้รู้สึกถูกชะตากับเขานัก  อาจเป็นไปได้ว่า  เขาคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ฉันมีอยู่ภายในดินแดนอันโดดเดี่ยวนี้  ที่สำคัญเขายังเป็นคนไม่มีพิษมีภัยเหมือนกระต่ายชราตัวหนึ่ง  ฉันสามารถไว้ใจเขาได้มากทีเดียว  และต้องยอมรับว่า  ฉันชื่นชอบเรื่องราวที่เขาเคยเล่าให้ฉันฟังอยู่เสมอ  แต่เมื่อเขาเดินออกมาจากห้องประตูสีฟ้านั่นแล้ว  เขาก็จะไม่สามารถเล่าเรื่องราวเก่า ๆ ของเขาให้ฉันฟังได้อีกต่อไป  มีแต่ฉันที่จะต้องเป็นฝ่ายเล่าให้เขาฟังเป็นการชดเชย  มันอาจนับเป็นการตอบแทนได้หรือไม่  ฉันถามตัวเอง  ทว่าความจำของฉันก็ย่ำแย่เต็มที  ฉันจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก  เพื่อบันทึกเรื่องราวทั้งหมดลงในสมุดบันทึกสักเล่มหนึ่ง  ซึ่งฉันได้เตรียมพร้อมเอาไว้ภายในย่ามสีแดง  ที่สะพายติดตัวไปไหนต่อไหนด้วยเสมอ  ฉันคิดว่ามันง่ายกว่า  ถ้าจะต้องหยิบสมุดบันทึกออกมาเขียนและอ่านเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังอย่างช้า ๆ  แม้ว่ามันจะไม่มีความหมายอะไรแก่เขาอีกต่อไปแล้วก็ตามในห้วงความคิดของเขา  เคยมีภาพของเหยี่ยวดำตัวหนึ่งอยู่ในความทรงจำ  เขาเล่าให้ฉันฟังในวันแรกที่เราได้พบกันภายในอาคารร้างแห่งหนึ่ง  ถัดจากห้องใต้ดินสีขาวนี้ไปเพียงไม่กี่ช่วงตึก  เขาบอกว่า  มันเป็นเหยี่ยวดำตัวที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก  มันหายไปจากชีวิตของเขานานมาก  แล้วจู่ ๆ ระหว่างที่เขากำลังยืนละล้าละลังอยู่ภายในห้องพักอันกว้างขวาง  ซึ่งดูหรูหราเกินกว่าที่เขาเคยคาดคิดเอาไว้  เขาก็เกิดระลึกถึงเจ้าเหยี่ยวดำตัวนั้นขึ้นมาได้  พลางนึกสงสัยว่า  ยามนี้เจ้าเหยี่ยวดำตัวนั้นจะยังคงบินวนเวียนอย่างสงบอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างหรือเปล่าหนอ  เขาบอกฉันว่า  ในความทรงจำของเขา  ทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า  เขามักจะแลเห็นมันบินสูงเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกาอย่างโดดเดี่ยวอยู่เสมอ  เหยี่ยวดำบินวนดุจเดียวกับที่เขาเคยพาลูกชายของเขาขี่จักรยานไปรอบหมู่บ้าน  ลูกชายของเขานั่งอยู่บนอานรถจักรยานแม่บ้าน  มือเล็ก ๆ คู่นั้นเกาะแฮนด์จักรยานเอาไว้แน่นด้วยความสนุกแกมตื่นเต้น  ขณะที่เขานั่งอยู่ทางด้านหลังบนตะแกรงท้าย  แล้วใช้เท้าถีบบันไดจักรยานให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า  มือที่ใหญ่กว่าคอยบังคับแฮนด์จักรยานไว้อย่างระแวดระวัง  สองพ่อลูกพากันขี่รถจักรยานแล่นไปรอบ ๆ หมู่บ้านเป็นวงกลมรอบแล้วรอบเล่า  ยามนั้นเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว  มีหลายครั้งที่เขาอยากรู้ว่า  การบินวนอยู่ในท้องฟ้าคือสิ่งที่ทำให้เหยี่ยวดำมีความสุขใช่หรือไม่  และการได้เดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นครั้งแล้วครั้งเล่า  ก็ทำให้มันหลงคิดว่า  ยังมีเวลามากมายสำหรับการเริ่มต้นใหม่  มันเป็นความคิดที่ประมาทมากเกินไปใช่ไหม  เขาถามตัวเอง  “ในที่สุดคุณก็มาถึงห้องของผมจนได้  ตอนนี้คุณคงเห็นแล้วว่า  มันคือจุดสูงสุดของมันทากินีซิตี้  นับเป็นการเดินทางอันยอดเยี่ยมของคนในวัยอย่างเรา  ที่สามารถเอาตัวรอดปลอดภัยจากพวกกบฏมาได้  ผมขอปรบมือให้อย่างจริงใจ  คุณมีความสามารถไม่ต่างจากพวกคนหนุ่มสาวเลยทีเดียว  อาจจะดีพอ ๆ กันกับที่ผมได้เคยทำไว้เมื่อนานมาแล้ว  ใช่  นานมากทีเดียว  อีกหน่อยคุณก็จะรู้เรื่องพวกนี้เอง  สักวันหนึ่งมันจะเข้าไปอยู่ในหัวของคุณอย่างชัดเจน  ความเจ็บป่วยจะไม่สามารถเล่นงานคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนในอดีต  เมื่อมาถึงตรงนี้  คุณคงยอมรับว่า  มนุษย์อย่างเราต้องผ่านอะไรต่อมิอะไรมามิใช่น้อย  หยดเลือดและหยาดน้ำตา  ต้องสูญเสียไปเท่าไร  กว่าจะได้พบกับความสำเร็จในชีวิต  รางวัลมิใช่ว่าจะเป็นของทุกคน  เส้นทางสายนี้ช่างน่าพิศวงเหลือเกิน  คนส่วนใหญ่จึงยังคงต้องการจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา  แม้ว่ามันจะทำให้พวกเขาเจ็บปวดรวดร้าว  มีคนเพียงเล็กน้อยอย่างพวกกบฏเท่านั้น  ที่อยากลืมเรื่องราวทั้งหมด  นับเป็นความเห็นผิดอย่างยิ่งในสายตาของฝ่ายตรงข้าม  ผมเองก็เคยปฏิเสธแนวความคิดพวกนั้น”เขาเล่าให้ฉันฟังต่อไปว่า  สันติสุขในชุดทักซิโด้สีดำกล่าวถึงตรงนี้ก็ดีดตัวลุกขึ้นจากโซฟา  แล้วทำท่าลุกลี้ลุกลนเหมือนกำลังตัดสินใจว่า  จะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งมีความสำคัญมาก  นาทีต่อมาสันติสุขจึงค้อมศีรษะที่สวมหมวกทรงสูงสีดำให้แก่เขา  ในเวลานั้นด้วยสัญชาตญาณระแวดระวัง  เขารับรู้ว่าชายผู้มีชื่อเหมือนเขาคนนี้  คงจะมีเรื่องราวบางประการปกปิดเอาไว้อย่างแน่นอน  บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งซึ่งอยู่ภายในใจของมนุษย์คนหนึ่ง  ทว่าเขาสามารถสัมผัสได้จากแววตาและปฏิกิริยาภาษากาย  ที่อีกฝ่ายแสดงออกมาอย่างไม่ตั้งใจ  เรื่องแปลกไปกว่านั้นกลับเป็นเสียงพูดซึ่งฟังดูทุ้มปนแหบเครือตามประสาชายชรา  มันช่างเป็นเสียงพูดอันคุ้นหูเหลือเกิน  แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเสียงพูดที่เขาไม่ชอบใจเอาเสียเลย  เขารู้สึกเช่นนั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบและได้ยินเสียงของสันติสุขแล้ว  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเดินทางมาถึงห้องนี้ได้สำเร็จ  เขาก็ไม่อยากใส่ใจกับเรื่องไร้สาระอื่นใดอีก  ด้วยสิ่งแปลกประหลาดอาจเกิดขึ้นได้เสมอในมันทากินีซิตี้  และเป็นไปได้ว่า  ทั้งหมดนี้คือการทดสอบผู้มาเยือนในเวลาต่อมา  เขาหันไปมองรอบ ๆ ห้องอย่างพิจารณา  ลักษณะของการตกแต่งภายใน  เครื่องเรือน  และลวดลายของกระดาษปิดผนัง  ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกว่า  เขากำลังอยู่ภายในห้องพักโรงแรมชั้นหนึ่งมากกว่าที่จะเป็นบ้านพักของคนทั่วไป  ยกเว้นก็แต่ภาพถ่ายและภาพวาดที่ใส่กรอบแขวนอยู่ตามผนังห้อง  ซึ่งเป็นภาพพอทเตรทของสันติสุขในอิริยาบถต่าง ๆ  พวกมันมีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างแขวนอยู่อย่างกระจัดกระจาย  แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยในแบบฉบับของเจ้าของห้อง  ที่น่าสังเกตก็คือ  ทุกภาพล้วนเป็นภาพสันติสุข  ขณะกำลังสวมหมวกทรงสูงสีดำหลวม ๆ ใบนั้นเอาไว้ทั้งสิ้น  ไม่เว้นแม้แต่ภาพยามนอนเปลือยกายในอ่างอาบน้ำ  นั่งก้มหน้าอยู่บนชักโครก  หรือนอนคุดคู้อยู่บนเตียงนอนทรงกลมที่คลุมไว้ด้วยผ้าแพรไหม  ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกว่า  หมวกใบนั้นช่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับศีรษะของสันติสุขเสียเหลือเกิน  ประหนึ่งว่ามันได้ถูกยึดติดไว้ด้วยกาวอย่างดีที่เหนียวแน่นเป็นพิเศษ  สันติสุขอาจจะไม่เคยถอดมันออกจากศีรษะเลยก็เป็นได้  แม้แต่ในเวลานอนหลับสนิท  เขารู้สึกทึ่งไปกับการคาดเดานั้น  และเริ่มนึกอยากได้หมวกสวย ๆ สักใบหนึ่งเป็นของตนเองบ้าง“เชิญนั่งครับ  ทำตัวตามสบาย  คิดเสียว่าเป็นบ้านของคุณก็แล้วกัน  เมื่อคุณคิดบ่อย ๆ คุณก็จะเชื่อ  แล้วอีกหน่อยมันจะกลายเป็นความจริงอยู่ในศีรษะของคุณเอง”แม้รู้สึกประหลาดใจอยู่หลายเรื่อง  แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะกล่าวอะไรออกมา  การต้องอยู่ตามลำพังเป็นเวลานานทำให้เขาสูญเสียทักษะการพูดกับผู้อื่นไปมาก  ต่างจากการสนทนากับตนเองที่เขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ  และสามารถพูดงึมงำพึมพำได้ตลอดเวลาที่รู้สึกตัว  ทั้งนี้ต้องบอกว่า  การพูดกับตัวเองช่วยทำให้เขามีสมาธิขึ้นมาก  รวมถึงจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอีกด้วย  ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กล่าวอะไรออกไป  นอกจากพยักหน้ารับคำของสันติสุข  และเลือกนั่งลงบนอาร์มแชร์ตัวหนึ่งแทนที่จะเป็นโซฟายาวซึ่งสามารถนั่งได้หลายคน  เขาเอนหลังพิงลงไปบนพนักพิงอันใหญ่โต  มันนุ่มกำลังดีทีเดียว  อีกทั้งยังมีกลิ่นของหนังวัว  หรืออันที่จริงอาจจะเป็นกลิ่นของน้ำยาฟอกหนังก็เป็นได้  มันทำให้เขาหวนคิดถึงเก้าอี้บุหนังวัวในบ้านที่เคยเติบโตขึ้นมาในวัยเด็ก  พ่อของเขามักจะนั่งเล่นอยู่บนเก้าอี้ตัวดังกล่าวในยามว่างเสมอ  การคิดถึงอดีตทำให้เขารู้สึกเศร้า  และเริ่มเป็นกังวลถึงเรื่องราวบางประการ  เขาพยายามบังคับใจตนเองให้อยู่กับปัจจุบัน  พร้อมกันนั้นก็พยายามลืมอดีตเล็ก ๆ น้อย ๆ ทิ้งไปบ้าง  เพื่อปล่อยให้ร่างกายที่ตรากตรำมานานได้ผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า  โดยไม่หาภาระใหม่ให้แก่มัน“ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวและขอโทษ  ถ้าผมจะเผลอลืมเรื่องราวต่าง ๆ ไปอย่างน่าโมโห  คุณเองก็เคยเหมือนผมนี่  จากนั้นก็เป็นทุกข์เป็นร้อน  ถูกต้องไหม  แต่ตอนนี้ผมกำลังเริ่มหาความสุขด้วยการลืม  คุณน่าจะลองดูบ้างนะ  อ้อ  ไม่ใช่สิ  คุณเคยรู้รสชาติของมันมาแล้ว  มันก่อให้เกิดความรู้สึกน่ากลัว  ชวนให้หวาดหวั่น  แต่มันก็เป็นอะไรที่สุดยอดมากเลยทีเดียว  อย่างไรก็ดี  มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่อยากลืม  พวกเขาหวาดกลัวการลืมและการถูกลืม  พวกเขาจึงเรียนรู้ที่จะบันทึกความทรงจำไว้บนผนังถ้ำ  ก้อนหิน  แผ่นดินเผา  หนังสัตว์  ต่อมาก็บนกระดาษ  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ลืมหรือถูกลืม  การลืมเป็นเรื่องน่ากลัวและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน  แม้ว่าเรื่องที่ลืมจะเป็นเรื่องราวที่ทำให้มนุษย์ปวดร้าวใจก็ตาม  ว่าแต่ตอนนี้เราควรจะดื่มอะไรกันดีล่ะ  แชมเปญดีไหม  แต่บอกก่อนเลยว่า  ผมไม่ค่อยจะชอบมันสักเท่าไหร่นักหรอก  วิสกี้น่าจะดีกว่า  มันเรียบง่าย  อีกทั้งยังเป็นความทรงจำแรกเกี่ยวกับรสชาติของเหล้า  ปากและลิ้นของผมชาไปหมดในครั้งแรกที่แอบดื่มวิสกี้ของพ่อ  ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้นประถม  ขวดเหล้าถูกเก็บไว้ภายในลิ้นชักโต๊ะทำงาน  ฝายังไม่เคยถูกเปิด  มันน่าตื่นเต้นมาก  และผมก็ไม่เคยลืมรสชาติของมันเลย  ไม่ต่างไปจากจูบแรก  แม้ว่ามันจะงดงามไม่เท่ากันก็เถอะ  ผมเคยรู้มาว่าคุณเองก็ชอบวิสกี้เหมือนกัน  ดังนั้นคุณคงยอมรับว่า  ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้ดื่มเหล้าที่เราชอบและคุ้นเคยอีกแล้วจริงไหม  ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ความคุ้นเคยในความทรงจำก็ตาม  แต่ให้ตายเถอะ  ในคืนพิเศษเช่นนี้  ผมไม่อยากเมาเลย  ความเมามายชั้นเลวทำให้เราลืม  แต่ความเมามายชั้นดีมักจะทำให้ความทรงจำของเราฝังแน่นเสมอ  แต่ผมไม่กลัวหรอกนะ  ผ่านคืนนี้ไปแล้วผมก็จะลืมทุกเรื่องในชีวิต  โดยไม่ต้องพึ่งพาความเมามายชั้นเลว  ผมจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามอีกต่อไป  ใช่ครับ  ไม่ต้องเลย  แม้จะว่าไปแล้วมันก็น่ากลัวอยู่นะ  เหมือนความตายนั่นแหละ  แต่ผมก็จะชินไปเองโดยไม่รู้ตัว”  สันติสุขพูดออกมาอย่างรวดเร็วและยาวเหยียด“คุณพูดเหมือนพวกกบฏ  แต่ผมไม่สนใจหรอก  ดังนั้นอย่าเสียเวลาเลยครับ  เรามาสนทนาเรื่องลงทะเบียนกันเถอะ  ผมคิดว่าถึงตอนนี้แล้ว  ผมไม่อยาก…”“พับผ่าสิ  คุณนี่ยังคงใจร้อนเหมือนผมสมัยหนุ่ม ๆ เลยนะ  แต่รู้ไหม  เมื่อเข้าสู่วัยชราเต็มตัว  ผมกลับกลายเป็นคนใจเย็นขึ้นมาก  ผิดกับคุณที่…”  สันติสุขพูดพลางหัวเราะ  “…แต่ช่างเถอะ  เรามาว่ากันเรื่องที่คุณอยากรู้ดีกว่า  ความจริงไม่มีหรอกเรื่องลงทะเบียนอะไรที่ว่านั่นน่ะ  ขอเพียงคุณชอบที่นี่  แน่นอนครับ  ผมรู้ว่าคุณต้องชอบห้องนี้  ครั้งแรกที่ผมเห็น  ผมก็แทบจะตกหลุมรักมันในทันที  แม้ว่าไม่อาจเทียบเท่ากับความรู้สึกที่คุณเคยมีต่อตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวนั่น  ผมรู้ว่าคุณยังคงจดจำมันได้  มันอยู่ในความทรงจำของคุณ  ผมรู้ดี  หลายชีวิตโลดเต้นอยู่ในนั้นทุกครั้งที่คุณคิดถึงมันมิใช่หรือ  เอาเถอะ  ผมไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเตือนให้คุณคิดถึงเรื่องราวพวกนั้นหรอกนะ  มันทากินีซิตี้ย่อมเรียกความทรงจำของคุณกลับมาได้อย่างที่มันควรจะเป็นเสมอ  ตลอดระยะเวลาที่คุณเดินทางอยู่ในมหานครแห่งนี้  มันทากินีซิตี้จะคืนความทรงจำให้แก่คุณอย่างเต็มที่จนสมใจปรารถนา  นั่นทำให้อะไรที่เคยเป็นปัญหาของคุณ  มันจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป  แต่สำหรับผมแล้ว  ผมคงต้องขอบอกว่าผมเอียนเหลือเกิน  ความทรงจำในศีรษะของผมแทบจะทำให้ผมต้องอาเจียนออกมาเป็นเลือด  ตอนนี้ผมจึงขอสรุปเรื่องว่า  ถ้าคุณไม่ปฏิเสธ  ผมขอยกห้องนี้ให้คุณแบบให้เปล่า  โดยไม่ต้องการแม้คำขอบคุณ  แค่รับมันไว้อย่างเต็มใจ  เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”“ขอโทษครับ  เมื่อสักครู่นี้คุณพูดถึงตู้คอนเทนเนอร์สีเขียว  คุณรู้จักมันด้วยเรอะ  หรือว่าก่อนหน้าที่ผมจะมาเยือนมันทากินีซิตี้  คุณเที่ยวติดตามสืบค้นชีวิตของผมด้วยความสาระแน  ทำตัวเหมือนพวกตำรวจลับในโลกของจอมเผด็จการกระหายอำนาจ  ข้อมูลทำให้คุณมีอำนาจมากขึ้นสินะ  นี่ผมควรโกรธดีไหมกับความจุ้นจ้านของคุณ  ให้ตายสิ  ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณทำไปเพื่ออะไร  ชีวิตผมไม่มีความหมายสำหรับใครมานานแล้ว  มันเป็นแค่ชีวิตที่ผิดพลาด  เป็นเพียงชีวิตของนักเขียนที่ล้มเหลว  ว่าแต่ถ้าผมย้ายมาอยู่ที่นี่จริง ๆ  แล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไป  คุณจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ  เอาเถอะ  ความจริงผมก็ไม่สมควรถาม  เพราะมันทากินีซิตี้กว้างใหญ่พออยู่แล้ว  และอันที่จริง  เราสองคนสามารถแบ่งห้องอยู่กันคนละครึ่งก็ยังได้  แม้ว่าการมีเพื่อนร่วมห้องอย่างคุณออกจะเป็นเรื่องพิลึกอยู่บ้างก็ตาม”“การอยู่ที่นี่ต่อไปรังแต่จะทำให้ผมไม่ลืม  ดังนั้นผมขอจากไปดีกว่า”“พอจะบอกได้ไหม  ว่าคุณอยากลืมไปทำไมกัน  การลืมย่อมเท่ากับการตายทั้งเป็น  แล้วคุณจะไปไหน  ผู้ชี้ทางเคยบอกว่า  หากต้องการรู้อะไรก็ให้ถามนายกเทศมนตรี  แต่ถ้าคุณจากไปแล้ว  ผมจะถามใครได้”“การลืมของผมมันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ  ส่วนเรื่องข้อมูล  เดี๋ยวอยู่ไปเรื่อย ๆ คุณก็จะรู้เองนั่นแหละ  ตอนนี้แค่เอ่ยปากออกมาว่า  ขอรับห้องนี้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณก็เพียงพอแล้ว”“นี่เป็นห้องพักที่สวยงามน่าอยู่  แม้มันจะดูหรูหราเกินฐานะของผมไปมาก  ว่ากันตามจริง  ผมเคยชอบสไตล์การตกแต่งห้องพักเหมือนโรงแรมมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ แล้ว  แต่เป็นรูปแบบที่เรียบง่ายและราคาประหยัดกว่านี้  ถ้านี่คือวันแรกที่ผมเดินทางมาถึงมันทากินีซิตี้  ผมคงรีบตกปากรับคำด้วยความยินดี  ทว่าตอนนี้  เมื่อขึ้นมาถึงห้องชั้นบนสุดได้สำเร็จ  มีหลายครั้งที่ผมนึกถึงการกลับบ้านมากกว่า  มันไม่เกี่ยวกับโรคคิดถึงบ้านหรอกครับ  ผมรักการเดินทางมาตั้งแต่อายุยังน้อย  ผมจึงเบื่อบ้านตั้งแต่เด็ก  อันที่จริงผมไม่แน่ใจนักหรอกว่า  ระหว่างความรักในการเดินทางกับความรู้สึกเบื่อหน่ายบ้านนั้น  อย่างไหนที่เกิดขึ้นก่อนกัน  น่าแปลกที่หลายวันมานี้  ระหว่างเดินเท้ามุ่งหน้ามายังอาคารแห่งนี้  ความคิดถึงบ้านก็ทวีความรุนแรงขึ้นมาโดยตลอด  เป็นไปได้ไหมที่ผมเพิ่งจะตระหนักว่า  ตัวเองอาจมีเวลาเหลืออยู่ไม่มากนัก  คุณก็รู้ไม่ใช่หรือครับ  ความตายเป็นเรื่องคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้เลย  นี่เป็นปัญหาน่ากลัวที่สุดประการหนึ่งของมนุษย์  นอกเหนือไปจากการหลงลืม  วิทยาศาสตร์ยังช่วยอะไรไม่ได้เหมือนเดิม  มีแต่จะพาเราออกทะเลห่างไกลจากฝั่งไปเรื่อย ๆ  สู่ความลึกลับที่ดำมืดไร้ขอบเขต  แม้กระนั้นมนุษย์อย่างผมก็ยังชอบคิดเข้าข้างตนเองเสมอ  ว่ายังคงมีเวลาสำหรับเรื่องนั้นเรื่องโน้นอย่างเหลือเฟือด้วยความประมาท  แต่มันย่อมเป็นเรื่องตรงกันข้ามทันทีที่เราหยุดพิจารณาอย่างซื่อสัตย์  อย่างไรก็ตาม  ความจริงหรือความตายก็ไม่แน่ใจนัก  มันบอกผมว่า  ผมควรจะรีบกลับบ้านได้แล้ว  ป่านนี้ภรรยาของผมคงใช้ลูกบุญธรรมเที่ยวตามหาตัวผมให้วุ่นไปหมด  ดังนั้นก่อนที่จะพูดกันถึงเรื่องอื่น  ผมขอถามอะไรสักหน่อย  แม้มันจะฟังดูน่าขำอยู่ไม่น้อย  ถูกต้องครับ  ผมรู้ว่าคุณคงเดาเรื่องได้ทันที  ใช่แล้ว  มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมไม่เคยคิดจะถามผู้ชี้ทางเลยก็คือ  ในกรณีฉุกเฉิน  นั่นแหละครับ  คุณฟังไม่ผิดหรอก  ในกรณีที่ผมต้องการกลับ  สมมุติว่าผมอยากกลับบ้านก็แล้วกัน  มันมีวิธีไหนบ้าง  หรือทางออกจากมันทากินีซิตี้อยู่ตรงไหน  กรุณาบอกผมในเรื่องนี้ด้วย”“ขอโทษนะ  หากผมจะพูดรุนแรงไปบ้าง  ผมแค่อยากบอกคุณว่า  ความคิดถึงบ้านเป็นเรื่องของพวกเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเท่านั้น  ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดบาปอะไรเลย  ภายใต้ความต้องการจะเป็นลูกแกะเชื่อง ๆ  ที่ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยอยู่ภายในคอกแข็งแรง  เป้าหมายคือการนอนหลับสนิทและฝันดี  จงอธิษฐานให้เรื่องราวของลูกแกะหลงทางมีเพียงในฝันร้ายเท่านั้น  ตอนนี้คุณควรจะเอ่ยปากขอบคุณผมมากกว่าที่มอบห้องพักนี้ให้แก่คุณ  ขอเพียงทุกอย่างดำเนินไปอย่างถูกวิธี  คุณจะได้อยู่ไปนานเท่าที่ใจต้องการเลยทีเดียว  คุณจะไม่หิวกระหายความทรงจำ  หรือต้องใช้ความพยายามเพื่อระลึกถึงเรื่องราวในอดีตอีกต่อไป  ราวกับคุณได้ดื่มน้ำพุแห่งความทรงจำ  ความทรงจำของคุณจะปลอดภัย  ไม่ว่าคุณจะมีความสุขหรือความทุกข์ก็ตาม  ห้องนี้ไม่ต่างจากรางวัลชีวิต  มันมีระดับที่สุดสำหรับคนพิเศษเช่นคุณ  ถูกต้องแล้ว  มันอยู่สูงกว่าทุกห้อง  เหนือกว่าทุกชีวิต  เปรียบเทียบได้ดั่งยอดแห่งมหาพีระมิด  ใคร ๆ ก็ปรารถนาอยากได้ห้องนี้ด้วยกันทั้งนั้น  แต่เป็นเรื่องยากที่จะเดินทางมาถึงโดยไม่หลงทาง  หรือเลวร้ายที่สุดก็คือการถูกพวกกบฏจับตัวไป  พวกมันจะทำลายความทรงจำของคุณจนเหลือแต่ความว่างเปล่าถาวร  แต่ตอนนี้คุณได้พิสูจน์ด้วยตัวของคุณเองอย่างยอดเยี่ยม  แล้วดูสิ  หลังจากเหน็ดเหนื่อยมานาน  คุณแม่งเสือกพูดถึงเรื่องกลับบ้าน  กลับไปหาคนที่คุณลืมมานานแล้วงั้นเรอะ  กลับไปเพื่อผูกมิตรกับความชราอย่างหมาเชื่อง ๆ  กลับไปยังจุดเริ่มต้นที่น่าสมเพช  จริง ๆ แล้วคนที่ควรพูดเรื่องนี้ควรเป็นผมมากกว่า  คุณควรแบ่งให้ผมพูดบ้าง  ถ้านับจากเวลาที่ผมใช้ไปเพื่อดำรงอยู่ในมันทากินีซิตี้”เขามองเห็นสันติสุขทำสีหน้าเหมือนฝืนยิ้ม  ขณะจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตามีเลศนัยอย่างเห็นได้ชัด  ภายใต้ความลุกลี้ลุกลนอันขัดหูขัดตา  ก่อนจะก้าวเดินไปรอบ ๆ ห้อง  แล้วอย่างทันทีทันใดก็หันมาพูดกับเขาว่า  “รูปภาพพวกนี้เก็บทิ้งไปบ้างก็ได้นะ  หรือจะโยนลงถังขยะทั้งหมดก็ตามใจ  คุณคงอยากได้ภาพตัวเองมาแขวนแทนที่มากกว่า  ถ้าเป็นยังงั้นก็ไม่ต้องเกรงใจ  มันไม่ใช่ของที่ระลึกหรือมีคุณค่านัก  ไม่มีความจำเป็นอะไรที่คุณจะต้องมาระลึกถึงผม  คุณจำได้แต่เรื่องของคุณในตอนที่เกี่ยวกับตัวเองก็พอแล้ว  ต่อให้เรื่องราวของทุกคนเหมือนกัน  แต่ถ้าถูกผลิตขึ้นต่างกรรมต่างวาระ  มันย่อมมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้าง  ไม่มากก็น้อย”เล่าถึงตรงนี้เขาก็หันมาสบตากับฉัน  รอยยิ้มของคนแปลกหน้าดูบริสุทธิ์ราวกับดวงตาของนักบุญ  ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า  สันติสุขก้าวไปที่มินิบาร์มุมห้อง  ท่าทางยังคงดูลุกลี้ลุกลนเช่นเดิม  ขณะรินวิสกี้สองแก้วอย่างรวดเร็วจนหกเลอะเทอะ  แล้วรีบเดินถือแก้วกลับมานั่งลงบนโซฟายาวใกล้กับอาร์มแชร์ของเขา“ดื่มเสียหน่อยจะได้ครึกครื้นขึ้น”  สันติสุขยื่นแก้ววิสกี้ให้เขาด้วยอาการคะยั้นคะยออย่างเห็นได้ชัดเขายกแก้วขึ้นดมพร้อมกับทำหน้าเบ้เล็กน้อย  เขาชอบทำหน้าแบบนั้นเสมอเมื่อได้กลิ่นไม่ถูกใจ  ทว่าในตอนนั้น  มันคงจะเป็นเพราะเขาไม่ได้ดื่มเหล้ามานานมากแล้ว  จึงรู้สึกเหมือนเด็กน้อยที่ได้กลิ่นเหล้าเป็นครั้งแรก  แต่เขาก็ตัดสินใจดื่มเหล้าในแก้วจนหมด  เขายอมรับกับฉันว่า  การดื่มเหล้าแก้วนั้นทำให้เขาอดคิดถึงใครคนหนึ่งไม่ได้  เขายอมรับ  แต่คน ๆ นั้นไม่ใช่ฉัน  และฉันต้องบอกตัวเองว่า  นี่คงเป็นมุกตลกของเขา  นั่นสินะ  เขาจะต้องมาคิดถึงหรือไม่คิดถึงฉันทำไมกัน  ฉันไปเกี่ยวข้องอะไรกับเขาด้วยล่ะ  ตอนนั้นเราสองคนเพิ่งจะรู้จักกันไม่นานนัก“วิเศษจริง  นี่นับเป็นการลงทะเบียนที่เรียบง่าย  วิสกี้แก้วนี้จะทำให้คุณอยู่ในมันทากินีซิตี้ได้อย่างมีความสุขไปนานแสนนาน  แต่ถ้าคุณนึกเบื่อ…”ผู้ดูแลมันทากินีซิตี้พูดค้างไว้เช่นนั้น  คล้ายทำไปเพื่อต้องการเรียกร้องความสนใจมากกว่า  แน่นอนว่า  มันย่อมทำให้เขาเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาในทันที  เพราะการดั้นด้นมายังมันทากินีซิตี้  นอกจากเพื่อหลบลี้หนีหน้าผู้คนแล้ว  ในตอนแรกเขาได้ตั้งความหวังว่า  จะขออาศัยอยู่ในมหานครแห่งนี้ตลอดไป  เขาเบื่อหน่ายใบหน้าของมนุษย์ด้วยกันเต็มที  เขาหวังให้มันทากินีซิตี้เป็นเรือนตายของเขา  เขาสารภาพกับฉัน  แล้วยังทำท่าจะเอื้อมมือมาสัมผัสมือของฉันอีกด้วย  แต่ด้วยความที่เราเพิ่งจะรู้จักกัน  ฉันจึงรีบยกมือหนี  ไม่ใช่ด้วยความรังเกียจ  มันเป็นเพียงการระวังตัวตามสัญชาตญาณเท่านั้นเอง  เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฉันมองเห็นความผิดหวังในแววตาของเขา  และเริ่มคิดไปว่า  เขาคงบ้าจริง ๆ  ที่ทำท่าทางเหมือนพวกหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ยามคลั่งไคล้สาวสวย  ทั้ง ๆ ที่เมื่อจ้องมองดูใบหน้าของตนเองในแอ่งน้ำฝนริมถนน  ก็พบว่าความงดงามนั้นได้ร่วงโรยไปมากแล้ว“ผมไม่อยากปิดปังข้อมูลหรอกนะ  แต่ก่อนอื่นคุณควรรู้เรื่องราวบางเรื่องซึ่งไม่เคยถูกบันทึกเอาไว้ที่ไหนมาก่อน  สักวันหนึ่งในอนาคต  หวังว่ามันคงจะมีสักวันหนึ่งที่ว่านั้นเถอะ  บางทีคุณอาจจะต้องเล่าให้ใครฟัง  เหมือนที่ผมกำลังจะเล่าให้คุณฟังอยู่ในเวลานี้  เรื่องมันเริ่มขึ้นตรงไหนนะ  นานมากเหลือเกิน  นานจนผมชักจะลืม ๆ ไปบ้างเหมือนกัน  เอาเป็นว่านานมาแล้ว  จะใช้คำว่า ‘กาลครั้งหนึ่ง’ ก็ยังได้  สมัยนั้นผมก็เหมือนกับคุณนี่แหละ  เบื่อหน่ายผู้คน  เบื่อสังคม  เบื่อขี้หน้าเพื่อนมนุษย์ไปหมด  วัน ๆ แทบจะไม่อยากพูดคุยสุงสิงกับใคร  หลังจากเขียนหนังสือเสร็จในแต่ละวันแล้ว  ผมมักจะนั่งดื่มเหล้าอยู่คนเดียว  ผมชอบอยู่ตามลำพังเสมอ  ความรู้สึกนี้นี่เองที่ทำให้ผมเดินทางมายังมันทากินีซิตี้  ไต่เต้าอยู่ไม่นานนักก็ได้เป็นนายกเทศมนตรี  ห้องพักนี้คือห้องประจำตำแหน่งของนายกเทศมนตรีแห่งมันทากินีซิตี้  มันจึงเป็นห้องที่สวยงามที่สุด  และยังอยู่บนยอดอาคารที่สูงที่สุดอีกด้วย  บนห้องนี้เราสามารถชื่นชมทัศนียภาพสามร้อยหกสิบองศาได้นานเท่าที่ใจปรารถนา  จะว่าไปแล้วมันก็ไม่ต่างจากทิพยวิมานของพวกเทวดาสักเท่าไรนักหรอก”“อ้อ  คุณก็เป็นนักเขียนเหมือนกันหรือครับ  อันที่จริงผมไม่ควรแปลกใจเลย  หลายสิบปีมานี้ดูเหมือนว่าจะมีนักเขียนมากกว่าคนอ่านเสมอ  หากพูดกันในแง่มุมของการประชดประชัน  และถ้าห้องนี้เป็นห้องประจำตำแหน่ง…”  กล่าวออกมาได้เพียงเท่านี้เขาก็ต้องอ้าปากค้าง  เพราะนึกอะไรขึ้นมาได้“มาฟังผมเล่าเรื่องต่อให้จบก่อนเถอะ  เวลาของผมเหลือน้อยเต็มที  อืม…เมื่อกี้ผมเล่าถึงตรงไหนแล้วล่ะ  เอาเป็นว่าหลังจากผมได้เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของมันทากินีซิตี้  ผมก็พยายามจัดระเบียบ  มหานครแห่งนี้ควรสงบเงียบ  โดดเดี่ยว ว่างเปล่า  ว้าเหว่  หรือจะเป็นห่าเหวอะไรก็ได้  ขอให้มันตรงกันข้ามกับความวุ่นวายสับสนอลหม่านและความคึกคักอันอัปลักษณ์ทั้งหลาย  ผมจึงกำจัดทุกคนที่เป็นพวกกลับกลอก  เป็นมนุษย์จำพวกที่เดินทางมาเพื่อเสพความเดียวดาย  แต่นานวันเข้าก็ถวิลหาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์ด้วยกันอีก  ทำตัวเหมือนพวกติดยาที่เลิกได้ไม่นานก็กลับไปเสพตามเดิม  ก่อนที่จะตายไปพร้อมกันกับมัน  ผมจึงชิงลงมือฆ่าพวกเขา  ก่อนที่ความเจ็บปวดจากความสัมพันธ์จะเล่นงานพวกเขา  นี่พอจะนับเป็นความเมตตาได้หรือไม่  การตายเช่นนั้นย่อมทรมานมากเกินไปในความหมายของมนุษยธรรม  สิ่งมีชีวิตอย่างเราควรมีมนุษยธรรมต่อกันมิใช่หรือ  ผมไม่ต้องการเห็นหยาดน้ำตาของพวกเขาอีก  แน่นอนครับ  มือของผมเปื้อนเลือด  ทว่ามองอีกด้านหนึ่ง  นี่เป็นความกรุณาที่ผมมอบให้แก่เพื่อนมนุษย์โดยไม่มีใครบังคับก็ว่าได้  สุดท้ายแล้วมันทากินีซิตี้ในเขตการปกครองของผมจึงไม่เหลือใครอีก  มันกลายเป็นมหานครแห่งความมืดสลัว  เดียวดาย  ว่างเปล่า ไร้ชีวิตอย่างแท้จริงในเวลานั้น  และเกือบจะแท้จริงในเวลานี้  ก็อย่างที่คุณได้สัมผัสมาตลอดระยะทางเดินอันยาวไกลนั่นแหละ  อ้อ  อย่าบอกนะว่าคุณไม่เคยสงสัย  ไม่มีผู้คนใช้ชีวิตอยู่ตามอาคารต่าง ๆ ในเขตปกครองของผม  ไม่เคยมีมานานมากแล้ว  ขอโทษด้วยถ้าก่อนหน้านี้ผมได้โกหกคุณ”“ตอนที่พวกเขากำลังจะตาย  ใกล้ตาย  ผมหมายถึงคนพวกนั้น  พวกเขาเจ็บปวดหรือเปล่าครับ”“ความเจ็บปวดงั้นเรอะ  ต้องขอบคุณที่ลูกปืนกระแทกเข้าแสกหน้าอย่างเหมาะเหม็งแทบทุกคน  หลังจากได้ยิงบ่อย ๆ  ฝีมือของคุณก็จะดีขึ้นเอง  ช่วงแรกอาจต้องยิงซ้ำบ้าง  ถ้านัดแรกโดนเข้าที่หัวนิ้วโป้งเท้าของคนที่พยายามวิ่งหนี  นัดต่อไปอย่างน้อยคุณควรจะยิงถูกใบหูนะ  ถ้าคุณยิงพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า  นั่นเท่ากับปล่อยให้พวกเขาหนีไปรวมตัวกับพวกกบฏ”“นับว่าโชคดีมากที่ผมไม่ต้องตกเป็นเป้าให้คุณยิงเหมือนคนอื่น  ผมไม่ค่อยอยากจะหูแหว่งสักเท่าใดนักหรอก”“เรื่องมันเศร้าก็ตรงนี้แหละ  ถ้าผมยิงคุณ  ผมก็จะไม่เหลือใครเลย  แต่อีกเหตุผลหนึ่ง  มันสำคัญมาก  ที่ผมไม่ยิงคุณก็เพราะว่า  ผมไม่อยากให้คุณกลับไปเป็นเหมือนเดิม  กล่าวคือเป็นเหมือนคนที่ตายไปแล้ว  ผมอยากให้คุณมีชีวิตอยู่ต่อไปกับความทรงจำอันมีค่าของคุณมากกว่า  อีกอย่างหนึ่งก็คือคุณสมบัติของคุณผ่าน  คุณจึงสามารถมาแทนที่ผมได้  ผมรอคนอย่างคุณมานานแล้ว  เชื่อผมเถอะ  ถ้าไม่มีคุณ  ผมจะไม่มีวันได้กลับไปยังสถานที่ผมหนีจากมา  บ้านหลังนั้นทำให้ผมคิดถึงภรรยาซึ่งไม่ยอมให้ผมดื่มเหล้าอีกเลย  หลังจากที่ผมพลั้งเผลอตีศีรษะหล่อนด้วยขวดแชมเปญ  ในคืนฉลองครบรอบสิบปีของการสมรสของเรา  การได้คิดถึงภรรยาที่อดทนมานานทำให้ผมคิดถึงแม่  ผู้หญิงคนแรกในชีวิตของผม  ในความทรงจำของผม  ผู้หญิงที่รักผมมากที่สุด”“เดี๋ยวก่อนครับ  คุณบอกว่าจะกลับไปไหนนะ”“ผมไม่อยากจะโกหกคุณอีกแล้ว  ให้ตายเถอะ  แต่จะบอกอะไรให้ฟังไว้สักหน่อย  หลังจากที่ผมต้องอยู่ในมันทากินีซิตี้มานานมาก  คิดดูสิ  นี่มันปีไหนแล้ว  โลกที่คุณจากมาคงร้อนราวกับอยู่ในนรก  และมนุษย์เราคงได้แต่ฝันถึงฤดูหนาวอันงดงาม  แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากกลับไปหามันอยู่ดี  ไปให้มันแผดเผาจนไหม้เกรียม  ด้วยเหตุนี้เอง  วันหนึ่งผมจึงเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายการอยู่ตามลำพังอย่างที่บอกคุณแล้ว  เอ๊ะ  ผมบอกคุณไปหรือยังนะ  แต่ช่างหัวแม่งเถอะ  เรื่องของเรื่องคือ  ผมควรจะสนิทสนมกับความโดดเดี่ยวพวกนี้  แต่ไม่เลย  ผมยังคงเป็นสัตว์สังคมเหมือนเช่นตอนที่พระเจ้าวางแผนสร้างมนุษย์ขึ้นมา  สิ่งเหล่านั้นอยู่ในรหัสพันธุกรรมของผมมาโดยตลอด  คืนหนึ่งผมฝันเห็นครอบครัวของผม  หลังจากที่ผมเคยหลงลืมพวกเขาแม้ในความฝัน  แล้วนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ผมก็คิดถึงพวกเขาทุกวันโดยไม่ต้องฝันถึงอีกต่อไป  ภรรยา  ลูกชาย  พี่น้อง  พ่อแม่  เพื่อนสนิท  ผมคิดถึงพวกเขาจริง ๆ  ผมโหยหาพวกเขาอย่างหนัก  ผมปรารถนาจะได้กลับไปพบหน้าพูดคุยกับพวกเขาอีก  สิ่งที่เจ็บปวดกลับเป็นความสงสัยภายในใจ  ผมไม่รู้ว่าพวกเขายังคิดถึงผมอยู่บ้างไหม  แต่ถ้าผมได้กลับบ้าน  ไม่ว่าพวกเขาจะจำผมได้หรือไม่  จะทักทายผมเหมือนคนแปลกหน้าคนหนึ่งหรือเปล่า  ผมก็สัญญากับตัวเองว่า  จะไม่ทำให้พวกเขาต้องรู้สึกเจ็บปวดเพราะผมอีก”กล่าวถึงตรงนี้เจ้าของห้องก็ผุดลุกขึ้นจากโซฟาอย่างรวดเร็วท่ามกลางความประหลาดใจของเขา  แล้วโดยไม่คาดคิด  เขาแลเห็นร่างของสันติสุขวิ่งไปทางผนังห้องด้านหนึ่ง  ก่อนจะกระโดดพุ่งเข้าชนกระจกหน้าต่างอย่างจัง  แต่กระจกนั้นคงแข็งแรงมาก  สันติสุขจึงกระดอนกลับลงมานอนอยู่กับพื้นห้อง  และบิดตัวดิ้นราวกับเจ็บปวด  ทั้ง ๆ ที่กำลังหัวเราะร่วนอยู่ก็ตาม“จำเอาไว้  ในมันทากินีซิตี้อาจจะเป็นเช่นนี้ได้เสมอ”   สันติสุขหันมาพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม  ก่อนใช้มือข้างหนึ่งขยับหมวกทรงสูงสีดำไปมา  น่าแปลกประหลาดที่มันไม่ยอมหลุดออกจากศีรษะนั้นเลยแม้จะดูหลวมมาก  เขาหันหน้ามาบอกฉันพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ  นับเป็นการหัวเราะครั้งแรกที่ฉันเคยเห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา  จากนั้นเขาก็เล่าต่อไปว่า  ในช่วงเวลาดังกล่าวนี่เอง  สันติสุขค่อย ๆ ใช้แขนและขายันร่างตัวเองลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ  และเมื่อตั้งหลักได้  ก็ใช้มือผลักบานกระจกหน้าต่างเปิดออกกว้างจนสุด  จังหวะนั้นเองที่ลมหนาวได้พัดกรูเข้ามาปะทะเข้ากับร่างของเขา  ซึ่งนั่งอยู่ห่างจากหน้าต่างหลายเมตรจนสั่นสะท้าน“ฟังสิ  ได้ยินเสียงอะไรไหม  มันคือเสียงเรียก  พวกเขากำลังเรียกผมให้กลับไปแล้ว”“มันเป็นเพียงแค่เสียงลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเท่านั้น”  เขาแย้งด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับถ้อยคำรำพึงรำพัน“ในมันทากินีซิตี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ” สันติสุขส่ายหน้าช้า ๆ  “แม้กระทั่งความคิดหลายต่อหลายเรื่องในสมองของคุณ  อย่างเช่นความต้องการความสงบ  คุณคิดหรือว่าคุณต้องการสิ่งนั้นจริง ๆ  ไม่ใช่เลย  คุณปรารถนาในเรื่องอื่นมากกว่า  สิ่งซึ่งมีคุณค่าและความหมายต่อการมีชีวิตอยู่ต่อไปของคุณ  คุณเดินทางมายังมันทากินีซิตี้เพราะหวังจะได้บางสิ่งบางอย่าง  แล้วเมื่อได้รับโอกาสนั้น  คุณก็ตระหนักดีว่า  จะไม่มีวันยอมสูญเสียมันไปอีก  ตราบใดที่คุณยังอยู่ที่นี่  มันจะเป็นของคุณตลอดไป  ดังนั้นคุณจึงไม่อาจตัดใจอำลาจากมันทากินีซิตี้”สันติสุขยิ้มให้เขาอีกครั้งหนึ่ง  แล้วยกมือขึ้นโบก  สีหน้าของชายผู้นั้นดูมีความหวัง  ก่อนจะกระโดดตัวลอยออกทางช่องหน้าต่างอย่างรวดเร็ว  เขาบอกฉันว่า  ในตอนนั้นเขาตกใจมาก  แต่ทำได้แค่รีบวิ่งโขยกเขยกฝ่าลมหนาวตรงไปยังช่องหน้าต่าง  เขาชะโงกหน้ามองลงไปยังเบื้องล่าง  ขณะนั้นมองไม่เห็นอะไรเลย  นอกจากเมฆหมอกลอยขวางอยู่  ไม่ต้องสงสัยว่าร่างของสันติสุขจะมีสภาพเช่นใด  เขาพยายามทำไม้ทำมืออธิบาย  ด้วยความสูงขนาดนั้น  ร่างที่ร่วงหล่นลงถึงพื้นถนนเบื้องล่างย่อมแหลกเหลว  จนสามารถจับยัดใส่กระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้วได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว  เว้นเสียก็แต่ว่าชายคนนั้นจะตกลงไปไม่ถึงพื้นถนน  ซึ่งก็คงมีเพียงในความฝันและในภาพยนตร์แนวแฟนตาซีทั่วไป  ฉันได้แต่รับฟังและพยายามคิดตามคำบอกเล่าของเขาด้วยความสนใจ  ฉันไม่ต้องการจะทำให้เขารู้สึกว่า  การฟังเรื่องเล่าของเขาเป็นเพียงแค่การเอาใจเท่านั้นฉันเห็นเขาถอนหายใจ  แต่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด  นาทีต่อมาเขาก็บอกฉันว่า  ชีวิตของมนุษย์แต่ละคนเปรียบได้ดังเช่นหนังสือเล่มหนึ่ง  เหมือนกับที่เคยมีผู้เปรียบเปรยเอาไว้  เขารู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ  แต่หลังจากเห็นสันติสุขกระโดดออกไปนอกหน้าต่างได้ไม่นาน  จู่ ๆ เขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า  นี่เป็นการเปรียบเปรยที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่  “คุณเห็นด้วยไหมกับการเปรียบเปรยเช่นนี้”  เขาถามฉันอย่างต้องการคำตอบที่แท้จริง  แต่ฉันไม่มีคำตอบให้ตามที่เขาต้องการ  ฉันตอบไปว่า  ฉันไม่รู้อะไรเลย  เขายิ้มเศร้า  ไม่ได้ถือสาในความไม่รู้ของฉัน  และยังได้ดึงร่างของฉันเข้าไปสวมกอด  แม้ในทีแรกฉันจะพยายามขัดขืนอยู่บ้างก็ตามด้วยความประหลาดใจ  แต่สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย  ในวัยขนาดฉันนี้  ไม่ใช่วัยที่จะต้องมาขัดขืนการโอบกอดของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกแล้ว  ฉันเตือนตัวเองเขาคงได้รับความพึงพอใจจากการกระทำของเขาอยู่พอสมควร  เขาจึงเริ่มเล่าต่อไปว่า  ในห้วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวของมันทากินีซิตี้  เขามีเวลาได้อยู่อย่างสงบตามเป้าหมายที่วางเอาไว้  แต่ด้วยความเป็นนักเขียน  เขาจึงตกลงใจว่า  จะเล่าเรื่องราวชีวิตของชายคนหนึ่งลงในหน้าหนังสือที่เคยว่างเปล่ามานาน  รวมถึงวาดภาพพอทเตรทของชายเจ้าของเรื่องลงบนหน้าปกหนังสือเล่มดังกล่าวด้วย  เขาบอกฉันว่า  เขาตั้งใจจะทำให้ชีวิตของมนุษย์ผู้นั้นกลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่งตามคำเปรียบเปรยที่เคยได้ยินมาหนังสือเล่มดังกล่าวมีโครงเรื่องและเนื้อหาเรียบง่าย ความสลับซับซ้อนพิสดารของเนื้อเรื่องมิใช่ความจำเป็นแต่อย่างใด  รายละเอียดปลีกย่อยที่เต็มไปด้วยชีวิตและความเป็นจริงคือสิ่งสำคัญกว่า  มันรอให้ใครสักคนหนึ่งมาเปิดอ่านอย่างใส่ใจ  เพื่อที่จะได้พบกับความงดงามของความจริง  ความจริงจะทำให้มันกลายเป็นเส้นทางตรง  และเส้นทางตรงย่อมจะพาใครคนนั้นไปถึงจุดหมายได้รวดเร็วกว่าเส้นทางขรุขระวกวน  ใครก็ตามหากมีเวลามากพอจะอ่านหนังสือทุกเล่มบนโลก  คนผู้นั้นย่อมทราบดีว่า  ทุกเรื่องที่ตนคิดจะเขียนล้วนมีผู้เคยเขียนเอาไว้จนหมดครบถ้วนแล้ว  ดังนั้นในมันทากินีซิตี้  เขาจึงเลือกเขียนชีวิตของชายคนหนึ่งออกมาเป็นหนังสืออย่างเฉพาะเจาะจง  ซึ่งเขายอมรับอย่างเหนียมอายว่า  ชายผู้นั้นก็คือตัวเขานั่นเอง  เขาจำต้องยอมรับความจริง  เพราะมีเพียงความจริงเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้นานขึ้น  ถึงแม้ว่าความจริงดังกล่าวจะทำให้เขาหรือฉันเจ็บปวดมากที่สุดก็ตาม  แต่เพราะมีความเจ็บปวด  เขาจึงมีชีวิตและตัวตนขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า  ในอีกแง่มุมหนึ่งมันจึงเป็นความงดงามอย่างยิ่งยวด  ทั้งนี้เขายังหวังว่า  สุดท้ายแล้วฉันจะเข้าใจเขาวางแผนเขียนเรื่องของตนเองลงในหนังสือหน้ากระดาษว่างเปล่าโดยไม่รีบร้อน  เขาถามฉันว่าจะต้องรีบร้อนไปทำไมกันเล่า  ในเมื่อเขามีเวลาอย่างล้นเหลือ  วันใดวันหนึ่งที่เขาเขียนจบและได้พบกับคนอ่านคนแรก  ในตอนนั้นเขาจะไม่สนใจเลยว่าคนอ่านคนแรกนั้นจะเป็นใคร  พื้นเพภูมิหลังเน่าเฟะเหม็นคลุ้งแค่ไหน  เคยอ่านหนังสือจนจบเล่มมาก่อนหรือไม่  และรังเกียจการอ่านหนังสือหรือเปล่า  เขาขอทึกทักเอาอย่างง่าย ๆ ว่าคนอ่านคนแรกจะต้องชื่นชอบหนังสือเล่มนี้  ขอเพียงแต่ได้อ่านจนจบโดยละเอียด  มิใช่พลิกอ่านข้ามไปทีละหลายบรรทัดหรือหลายหน้า  เพียงเพื่อจะได้ชื่อว่าอ่านหนังสือของเขาจนจบแล้วเท่านั้นในช่วงเวลาดังกล่าว  ด้วยความที่เขามีเวลาไม่จำกัด  เขาเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี  เขาจึงหวังต่อไปอีกว่า  นักอ่านคนแรกจะอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า  อ่านจนจดจำได้ทุกตัวอักษร  ระหว่างที่จมอยู่ภายในห้องพักอันหรูหรานี้  ห้องซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพกว้างไกลสุดสายตาของมันทากินีซิตี้  นับเป็นความงามอันน่ามหัศจรรย์เหนือกว่าห้องใด ๆ  เขารู้ดีว่าคนผู้นั้นจะหลงใหลมันภายในไม่ช้าก็เร็ว“จงอ่านให้มากครั้งที่สุด”  เขากล่าวออกไปเช่นนั้นเสมอ  โดยอ้างว่านี่ไม่ใช่คำสั่งของจอมเผด็จการ  เขาพยายามแนะนำอย่างสุภาพด้วยความปรารถนาดีต่างหาก  เขายังย้ำว่าหนังสือเล่มนี้จะสนทนาเป็นเพื่อนคนอ่านผ่านทางความคิดของตัวละครไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่ง  ทำให้ชีวิตของผู้อ่านคนแรกและคนต่อไปมีความหวัง  และอดทนเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอดจนถึงวันแห่งความสมหวัง  ไม่ว่าวันดังกล่าวจะเดินทางมาถึงหรือไม่ก็ตามในตอนนั้นเขาคิดว่า  เมื่อเขาจากไปแล้ว  อย่างที่ควรจะเป็นนั่นแหละ  ผู้มาใหม่ในฐานะนักอ่านคนแรก  ก็จะนั่งลงบนอาร์มแชร์ตัวที่ให้ความรู้สึกสบายมากที่สุด  ภายหลังมันย่อมกลายเป็นเก้าอี้ตัวโปรดของเจ้าของคนใหม่  โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาแย่งชิงไป  จากนั้นโดยไม่มีพิธีรีตองอันเยิ่นเย้อ  นักอ่านคนแรกจะเริ่มต้นพลิกเปิดหน้าปก  แล้วไล่อ่านไปทีละหน้ากระดาษ  นักอ่านคนแรกจะอ่านทุกถ้อยคำด้วยการเปล่งเสียงออกมาเพื่อให้ตนเองได้ยินเรื่องราวทั้งหมดเขาเล่าให้ฉันฟังว่า  สันติสุขเป็นตัวละครสูงวัย  อายุประมาณ 64 ปี สูง 171 เซนติเมตร  โดยที่มีน้ำหนักไม่เกิน 63 กิโลกรัมมานานมากแล้ว  เนื่องจากกินอาหารแต่น้อย  แถมยังชอบออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ  รูปลักษณ์ดูจากภายนอกไม่มีอะไรเป็นพิเศษ  สันติสุขตัดผมสั้นตามมาตรฐานชายไทยอย่างที่เรียกกันว่า “รองทรง”  เส้นผมสีขาว ๆ เทา ๆ ของเขายังคงดกอยู่มาก  หากนำไปเทียบกับชายศีรษะล้าน  เขายังชอบสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำคู่กับกางเกงขายาวสีดำ  ถุงเท้าและรองเท้าหนังหุ้มส้นก็ยังเป็นสีดำอีกด้วย  เราอาจจะหาตัวละครลักษณะอย่างนี้ได้เป็นกองทัพ  ถ้าเกิดมีใครต้องการขึ้นมาจริง ๆ  ฉันเองก็เคยคิดเช่นนั้น  เมื่อได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสันติสุขเป็นครั้งแรกในฐานะที่เขาเป็นนักเขียน  เขากล้าสาบานเป็นร้อยครั้งหรืออาจจะถึงพันครั้งต่อหน้าฉันว่า  เขาไม่ได้คิดตัวละครตัวนี้ขึ้นมาอย่างลอย ๆ  แต่ “สันติสุข” เกิดขึ้นมาจากภาพในกระจกเงาบานใหญ่บนประตูตู้ใส่เสื้อผ้าที่เขาส่องดูอยู่ทุกวัน  อย่างน้อยเขาก็เคารพในความเป็นนักเขียนของตนอย่างสูง  แม้ว่าเรื่องที่เขาเขียนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจะไม่เป็นที่นิยมก็ตาม  และมันยังเป็นความจริงอีกเช่นกันที่ต้นฉบับงานเขียนจำนวนมากของเขาเคยถูกทิ้งลงตะกร้าของบรรณาธิการในสมัยก่อน  จากนั้นในสมัยต่อมาก็เปลี่ยนเป็นถูกส่งเข้าโครงการใช้กระดาษสองหน้าเพื่อแสดงออกว่ารักโลกและสิ่งแวดล้อม  เรื่องพวกนี้เขาไม่เคยปิดบังใครเลย  แต่เขายังคงเขียนต่อไปด้วยความศรัทธาในงานวรรณกรรมซึ่งเป็นงานแห่งชีวิตของเขา  ฉันรับฟังและพยายามเข้าใจ  เขายังเล่าต่อไปว่า  เขาชอบเขียนเรื่องแต่งที่มีพื้นฐานมาจากความจริง  เขาไม่ชอบความเพ้อฝันมากเกินไปนัก  เขามีอุดมคติในแบบของเขาเสมอ  เขาจึงเป็นนักเขียนที่มีแนวคิดและแนวทางเป็นของตนเอง  เขาบอกว่าทั้งหมดที่เขาทุ่มเททำไปก็เพื่อวรรณกรรมเท่านั้น  ถึงแม้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาจะไม่เคยได้รับรางวัลจากการเขียนหนังสือเลยก็ตาม  นั่นอาจเป็นเพราะว่าพรสวรรค์ในเชิงการประพันธ์ของเขามักจะพุ่งขึ้นในระดับสูงสุดอยู่เสมอ  ซึ่งก็ทำให้มันอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่กรรมการตัดสินงานวรรณกรรมคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคณะจะรับมือไหว  ฉันเองเมื่อมีโอกาสได้อ่านงานเขียนของเขาก็ยังต้องอ่านไปคิดไป  และพักหายใจอยู่บ่อย ๆ  สมองส่วนที่มองโลกในแง่ดีของฉันบอกกับตัวเองว่า  คงต้องรอให้เวลาทุบตีมันนานสักหน่อย  ฉันหมายถึงต้นฉบับของเขา  อาจจะร้อยปีหรือมากกว่านั้น  ถึงจะพอย่อยเป็นคำเล็ก ๆ ให้พอเคี้ยวออกได้บ้าง  ฉันสารภาพกับเขาว่า  เวลาคงจะช่วยให้อ่านหนังสือของเขาได้รสชาติมากขึ้น  เหมือนหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ที่ต้องใช้เวลาหมักบ่ม  เมื่อถึงวันนั้น  วันอันเหมาะสม  ทุกคนก็จะเข้าใจได้เองว่า  หนังสือของเขาไม่ได้เขียนขึ้นมาอย่างมักง่ายเลย  เขาใช้จินตนาการสร้างสรรค์ทุกถ้อยคำด้วยพลังงานทั้งหมดภายในร่างซึ่งบัดนี้ชราไปมาก  เนื้อเรื่องของนวนิยายของเขาจึงต้องเกิดขึ้นในอนาคตอันไกลโพ้น  เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก  เขาเคยเสแสร้งว่าเกลียดอดีตเหลือทน  นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาต้องเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคต  ตอนเริ่มเขียนร่างแรกนั้น  เขาคงไม่แน่ใจนักหรอกว่า  มันจะเป็นอนาคตไกลออกไปสักแค่ไหน  เขาไม่นิยมชมชอบการเขียนที่มีโครงเรื่องตายตัว  แต่รักการด้นสดเป็นชีวิตจิตใจ  พูดง่าย ๆ ก็คือเขียนหนังสือเหมือนเดินอยู่คนเดียวในถ้ำมืด  ดังนั้นยิ่งเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในอนาคตไกลออกไปเท่าไร  มันก็ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมจินตนาการของเขาให้ยังคงล่องลอยอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง  แต่ถ้ามีใครสักคนหนึ่งถามเขาเหมือนกับที่ฉันได้เคยถามออกไป  เขาก็คิดว่าเหตุการณ์ภายในเรื่องนี้น่าจะเกิดขึ้นในอีกยี่สิบข้างหน้า  อาจจะมากหรือน้อยกว่านั้นไม่มากนัก  ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมหรือจินตนาการ  บวกหรือลบไม่เกินห้าปี  เวลานั้นฉันจึงเข้าใจว่า  นอกจากจะเสแสร้งแกล้งเกลียดอดีตแล้ว  เขายังรู้สึกชิงชังการคำนวณอีกด้วย  มันทำให้เขานอนไม่หลับอยู่เป็นประจำ  และเมลาโทนินชนิดเม็ดขนาด 5 มิลลิกรัมก่อนนอน  ก็แทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย  นอกจากในบางคืนจะทำให้เรื่องราวในฝันดูสมจริงและยุ่งเหยิงไปหมดเขายอมรับกับฉันว่า  เขามักจะครุ่นคิดถึงตัวละครชื่อสันติสุขอยู่เสมอ  ชายชราผู้เดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ในมันทากินีซิตี้  และคราวนี้โดยมิได้เสแสร้งแต่อย่างใด  เขากลับรู้สึกชอบใจในชีวิตของตัวละครตัวนี้ตรงที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์มานานหลายปี  แล้วอยู่ดี ๆ ก็เกิดจำอะไรต่อมิอะไรขึ้นมาได้อีกครั้ง  และในเวลาต่อมาสันติสุขรับรู้ว่า  ความทรงจำของตนที่หวนคืนมานี้จะคงอยู่ได้อีกไม่นานนัก  เขาจึงต้องรีบเดินทางไปยังมันทากินีซิตี้  อาจเป็นไปได้ว่า  เพราะชีวิตของสันติสุขก็เหมือนกับชีวิตประจำวันของเขา  ตรงที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย  ความเป็นคนว่างงานและเบื่อหน่ายในความว่างงานของตนอยู่บ่อยครั้ง  หลังจากต้องกินอาหารราคาถูก ๆ คุณภาพต่ำ ๆ จากเงินสวัสดิการของรัฐแทบทุกวัน  จากนั้นก็ออกเดินหางานสัปดาห์ละห้าวัน  โดยที่เขาจะได้หยุดความเป็นคนว่างงานก็ในวันเสาร์กับวันอาทิตย์  เพื่อเค้นพลังสมองเขียนนวนิยายอยู่กับบ้าน  เช้าวันจันทร์คือนรกที่สุด  เพราะเขาจะต้องคอยตอบคำถามเพื่อนบ้านปากอยู่ไม่สุข  ซึ่งชอบถามเขา  ขณะฆ่าเวลาด้วยการเดินออกกำลังกายรอบหมู่บ้านว่า  “วันนี้ไม่ไปทำงานหรือครับ”  หรือไม่ก็  “ติดรถหนูไปลงปากซอยไหมคะ  หรือจะให้ไปส่งที่ทำงานก็ได้นะคะ”  นั่นทำให้เขานึกอยากลาออกจากการว่างงานอยู่บ่อย ๆ  แต่ก็ทำไม่ได้  เพราะคนเราควรมีอะไรให้ทำในฐานะเป็นงานประจำบ้าง  (แม้จะเป็นการว่างงานก็เถอะ)  ก่อนจะริอ่านเป็นนักเขียนที่ไม่ค่อยทำเงิน  ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ไม่ยาก  แต่ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ตรง ๆ ก็คือ  หนังสือของเขาขายไม่ดีอย่างน่าบัดซบระดับต้น ๆ ของพวกนักเขียนในตำนาน  และเขาภาคภูมิใจกับความเหมือนนี้มากเลยทีเดียวสมัยก่อนเขาชอบบอกทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตว่า  เขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว  เขารู้เป้าหมายแนวทางชีวิตของตนตั้งแต่ในตอนนั้น  เรื่องนี้เขายอมรับว่า  เขาฉลาดและมีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย  แม้ติดจะขี้โม้โอ้อวดอยู่บ้างตามประสาคนเชื่อมั่นในตัวเอง  แถมยังมีจินตนาการสูงในระดับชนเพดานเสียด้วยสิ  เขาจึงเขียนทุกอย่างที่คิดขึ้นได้  เขาสร้างมันออกมาเป็นบทความ  บทกวี  เรื่องสั้น  และเมื่อทุกอย่างสุกงอม  เขาจึงเริ่มต้นเขียนนวนิยายเหมือนนกน้อยที่ฝึกบินมานาน  แล้วถึงเวลาที่จะต้องบินไกลเพื่อการอพยพครั้งใหญ่  เรื่องเศร้าก็คือหลังจากเขียนจนจบ  รวมถึงผ่านการขัดเกลาจนเกลี้ยงราวกับขาอ่อนขาวของสาวแรกรุ่น  ต้นฉบับนวนิยายของเขากลับหาใครพิมพ์ให้ไม่ได้เลย  นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่านวนิยายของเขาเป็นชีวประวัติในรูปแบบนวนิยาย  แต่มันไม่ใช่อัตชีวประวัติหรือเรื่องราวของเขาเองหรอกนะ  เขาบอกกับฉัน  แท้จริงแล้วรายละเอียดทั้งหมดเป็นของมนุษย์คนหนึ่ง  ผู้ซึ่งเขารับรู้เรื่องราวชีวิตผ่านทางความฝัน  ในยามที่เขาเมาหลับไป  โดยจะต้องเป็นการเมาหลับหลังจากดื่มเหล้าอย่างหนักอีกด้วย  ในความฝันนั้น  เขามักจะพบเห็นชายชื่อสันติสุขอยู่เสมอ  เขาจึงได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของสันติสุขที่ต้องสูญเสียความทรงจำไปอย่างน่าเจ็บปวด  ซึ่งหลังจากรับรู้เรื่องนี้แล้ว  เขาก็เกิดความประทับใจจนกลายเป็นแรงบันดาลใจ  มันมีอะไรมากไปกว่าชีวิตประจำวันอันน่าเบื่อหน่ายของเขาราวกับของจริงกับของปลอม  หลายครั้งหลายคราเขาต้องประหลาดใจในชีวิตของสันติสุขที่ได้พบเห็นในอีกโลกหนึ่งตอนนั้นถ้าฉันจะกล่าวหาว่าเขาวิกลจริตก็คงได้  เมื่อเขาเชื่ออย่างหัวปักหัวปำว่า  มันเป็นเรื่องของคู่เหมือนของเขาในโลกคู่ขนาน  ภาษาต่างประเทศเรียกว่า “ดอปเพลแกงเกอร์” หรืออะไรทำนองนั้น  เขาเชื่อในทฤษฎีนี้อย่างลุ่มหลง  เช่นเดียวกันกับที่อาร์มสตรองเชื่อว่าตัวเองเคยไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วจริง ๆ  ไม่มีอะไรจะมาสั่นคลอนความเชื่อนั้นได้  คงไม่ต่างจากที่มนุษย์เชื่อกันว่าโลกกลมเหมือนผลส้ม  แม้ส่วนใหญ่จะเชื่อไปตามตำรา  ตามอาจารย์  หรือตามเหตุผลแวดล้อม  เพราะสมัยนั้นมีมนุษย์เพียงไม่กี่คนที่เคยออกไปนอกโลก  แล้วได้เห็นโลกกลมด้วยสายตาตนเอง  ใช่  มันเคยเป็นเช่นนั้นในอดีต  แต่การเดินทางสมัยใหม่ได้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง  เรื่องโลกกลมจึงไม่ต้องอาศัยความเชื่ออีกต่อไปแล้ว  และทั้งหมดนี้ก็คือความคิดของเขาที่พยายามถ่ายทอดให้ฉันฟังและเชื่อตามในเวลาต่อมา  ชีวิตของเขาเริ่มมีรสชาติแตกต่างไปจากความสามัญทั่วไป  เมื่อเขารับรู้ได้ถึงรสชาติดังกล่าวดุจเดียวกับการชิมอาหารในจานจริง ๆ  มิใช่แค่การใช้ลิ้นเลียไปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน  ซึ่งรับรู้ได้เพียงความสากคายของฝุ่นผงที่เกาะอยู่  แรงบันดาลใจดังกล่าวส่งผลทำให้เขากลายเป็นนักเขียนนวนิยายสมดังใจปรารถนา  แม้ว่าในเวลานั้น  นวนิยายเรื่องดังกล่าวจะเป็นเพียงต้นฉบับกระดาษขนาดเอสี่ปีกใหญ่ก็ตาม  แต่แล้ววันหนึ่งมันก็กลายเป็นหนังสือ  ถูกต้องแล้ว  หนังสือกระดาษดี ๆ กระดาษแท้ ๆ สำหรับมนุษย์หลายคนที่ยังคงหลงใหลในกลิ่นกระดาษและกลิ่นหมึกอยู่อย่างไม่เสื่อมคาย  ก่อนหน้านั้นเขาพยายามเสนอต้นฉบับนวนิยายให้แก่สำนักพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อตีพิมพ์ผลงานเรื่องนี้  ทว่าไม่มีใครสนใจแม้แต่จะอ่านให้จบ  (โคตรแม่งเอ๊ย  มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วสำหรับชีวิตนักเขียนผู้ถูกสาป  เขาสารภาพกับฉันอย่างไม่อาย)  การถูกปฏิเสธสามสิบหกครั้งจากสำนักพิมพ์สามสิบสามแห่งคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  พวกนั้นต้องตาไม่ถึงอย่างแน่นอน  ต้นฉบับถูกปฏิเสธเหมือนที่พวกเด็ก ๆ ส่ายหน้าให้กับสลัดผักใบเขียวหวานกรอบ  หรือคนป่วยที่ทำหน้าผะอืดผะอมให้แก่ยาสมุนไพรสุดขมหม้อใหญ่  วันเวลาเปลี่ยนรสนิยมของพวกนั้นไม่ได้เลย  เขาเล่าว่ามีสำนักพิมพ์สามแห่งได้รับต้นฉบับของเขาซ้ำถึงสองครั้ง  เพราะเขาหลงลืมว่าเคยส่งไปให้พิจารณาแล้ว  ความผิดหวังคงทำให้สมองส่วนความทรงจำของเขาเริ่มชำรุดทรุดโทรมอย่างช้า ๆ  และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาได้รับจดหมายปฏิเสธซ้ำสองครั้งอย่างน่าขัน  เขาถึงกับบันทึกเรื่องนี้ไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวของเขาเพื่อจะได้ไม่ลืม  เขาบอกว่าเขาจะลืมไม่ได้เลย  เพราะมันคงกลายเป็นเรื่องตลกที่สุดในวันที่เขาประสบความสำเร็จ  เขาไม่เคยรู้เลยว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริง  มันกลับไม่ใช่เรื่องตลกแต่อย่างใดสุดท้ายแล้ว  เมื่อชีวิตนักเขียนไม่เป็นอย่างที่คิด  ความสุขไม่ใช่สิ่งที่หาได้จากการเร่ขายต้นฉบับนวนิยาย  เขาจึงกลายเป็นโรคซึมเศร้า  ตามข้อเท็จจริงแล้ว  อย่างน้อยเขาก็เชื่อว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้า  มันไม่ใช่เรื่องของสมัยนิยมแต่อย่างใด  ที่บ้าที่สุดเลยก็คือ  เขาไม่กล้าไปพบจิตแพทย์  เพราะคนในสังคมของเขาไม่นิยมไปหา “หมอโรคจิต” กันสักเท่าไร  ไม่มีใครอยากได้ชื่อว่าเป็นคนบ้านักหรอก  แม้บางครั้งมันจะฟังดูเท่ก็ตาม  ในกรณีที่คุณได้เป็นศิลปินมีชื่อเสียงแล้ว  ยิ่งระดับโลกยิ่งวิเศษเข้าไปใหญ่  การเดินเข้าสู่โรงพยาบาลคนบ้า  หรือแม้แต่โรงพยาบาลคนดี  เพียงแค่เฉียดกรายผ่านแผนกจิตเวชเท่านั้น  ก็อาจทำให้ผู้คนรอบข้าง  ไม่ว่าจะข้างกายหรือข้างบ้าน  ถ้าพวกเขาบังเอิญผ่านมาพบเห็นเข้า  ย่อมจะมองดูคุณด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล  มันจะไม่มีวันกลับมาเป็นสายตาปกติดังเดิมอีกต่อไป  เขาตระหนักถึงปัญหาเรื่องนี้  และค่อนข้างจะเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยทีเดียว  ดังนั้นเขาจะไม่มีวันบังคับตัวเองให้ยอมรับว่าเขาเป็นโรคบ้า ๆ นี้อย่างเด็ดขาด  เขาจึงวางแผนฆ่าตัวตาย  ขณะสวมบทเป็นสันติสุขในมันทากินีซิตี้  นวนิยายเรื่องเยี่ยมของเขา  เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีก  มันย่อมเป็นความสุดยอดไปเลย  ถ้านักเขียนคนหนึ่งจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในนวนิยายของตัวเอง  แล้วตายไปพร้อมกันกับมัน  คุณว่างั้นไหมล่ะ  เขาถามฉัน  เมื่อเขาอ่านทบทวนแก้ไขต้นฉบับมาจนถึงบรรทัดดังกล่าวก็ต้องยิ้มให้กับตนเอง  ซึ่งในความเป็นจริงเขายิ้มให้แก่ความคิดเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด  ไม่ต่างจากการยิ้มในเวลาที่ใครสักคนนั่งมองดูบุตรธิดาตัวน้อยของตนเริ่มหัดเดิน  แม้จะเป็นไปอย่างเตาะแตะก็ตามที  ไม่มีใครไม่ยิ้มให้กับภาพตรงหน้า  ฉันเห็นด้วย  และคิดว่าคงไม่มีแน่  มันต้องเป็นเรื่องยากลำบากในการบังคับสีหน้าให้นิ่งเข้าไว้  ไม่ต่างจากเขายามนั่งอ่านเรื่องราวแต่หนหลัง  ทั้งเรื่องทุกข์และเรื่องสุข  อย่างน้อยในท่ามกลางความทุกข์ยังคงมีดอกไม้ดอกเล็ก ๆ บานขึ้นภายในนั้นให้เขาได้ชื่นชม  มันคงเป็นดอกเดียวกันกับที่เขาเคยเด็ดใส่ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งตามเรื่องเล่าของเขา  บัดนี้กาลเวลาคงจะทำให้สีชมพูของมันซีดจางลงจนกลายเป็นซากสีน้ำตาลแห้งกรอบ  ไม่ต่างจากความรัก  ชีวิต  และความทรงจำ  ตลอดจนมหานครอันมีนามเรียกขานว่า “มันทากินีซิตี้” ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเขาการมาเยือนมันทากินีซิตี้ของเขาอาจนับได้ว่าเป็นครั้งแรก  แต่เขาหมายมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำให้มันเป็นครั้งสุดท้าย  แผนการซึ่งลงทุนคิดไว้ทั้งหมดดำเนินไปก็เพื่อตัดความรำคาญและความยุ่งยากต่าง ๆ ในชีวิต  เขาจึงแข็งใจไม่ยอมหันกลับไปมองอดีตของวันวานและวันที่อยู่ไกลออกไป  แม้กระทั่งสีหน้าเย็นชาของภรรยาผู้ชรา  หรือรอยยิ้มอย่างเยาะ ๆ ของลูกชายคนเดียว  ซึ่งเขาได้เคยทำในสิ่งที่เหมือนการทอดทิ้งราวกับไม่มีเยื่อใยหรือความรัก  ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงลูกชายบุญธรรมที่รำคาญความป่วยไข้ของเขาเต็มทน  รวมไปถึงความไร้ตัวตนของบรรดาญาติ  พี่น้อง  และเพื่อนฝูง  ที่สูญหายไปจากชีวิตของเขามานานมากแล้วเขาจึงกล้ำกลืนทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงความชราลงไปในลำคอและเรือนกาย  ในหนังสือของเขาระบุว่า  รสชาติของมันช่างขมขื่นและหอมหวานเหมือนเครื่องดื่มชั้นดีในชีวิต  จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเอาสายหมอกแห่งมันทากินีซิตี้เข้าสู่สมองและหัวใจ    เพียงไม่กี่วินาทีฝนก็เริ่มร่วงหล่นลงมาเป็นสายอย่างเชื่องช้า  และทำให้เขาหวนคิดถึงสถานที่อันไกลโพ้น  รวมถึงใครคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ส่วนตัวของเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  ซึ่งแน่นอนว่าใครคนนั้นย่อมไม่ใช่ฉัน  เขาสะบัดหน้าสองสามครั้งเพื่อขับไล่อดีตและอาการเหม่อลอยที่เกิดขึ้น  ก่อนจะทอดสายตามองฝ่าสายฝนออกไปยังหมู่ตึกระฟ้าแห่งมันทากินีซิตี้  ดินแดนสำหรับมนุษย์ผู้หน่ายโลก หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเบื่อขี้หน้ามนุษย์ด้วยกันนั่นเอง  ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีตัวตนจับต้องได้หรือมนุษย์ในสื่อสังคมออนไลน์  คนพวกนั้นล้วนทำให้เขายอมลงทุนเดินทางมายังมันทากินีซิตี้ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า  ร่ำลือกันว่า ดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์ประเภทเดียวกันกับเขานิยมเดินทางมาพักใจ  และหลังจากได้มาถึงแล้ว  ทุกคนก็ไม่คิดจะหวนคืนสู่สังคมเดิมอีกเลย  ดังนั้น  แม้เขาจะเคยรับรู้มาว่า  มันทากินีซิตี้มีมนุษย์อาศัยอยู่จำนวนไม่น้อย  แต่ผู้มาก่อนไม่นิยมแสดงตัวตนหรือออกจากที่พักมาทักทายผู้มาใหม่  หากสังเกตดูให้ดีจะพบว่า  ตามช่องหน้าต่างของตึกระฟ้าที่เห็นเรียงรายสูงต่ำลดหลั่นกันไปนั้น  ไม่มีช่องหน้าต่างและประตูบานใดเลยที่มีแสงไฟ  การหลบหน้าไม่พบกันย่อมเป็นเรื่องดีที่สุดเพื่อเห็นแก่ความสงบทางจิตใจ  เขาจึงมีเวลาอย่างเต็มที่ในการพิจารณาดูความเป็นไปของตึกระฟ้าที่เกาะกลุ่มกันเป็นเงาทะมึน  ภายใต้แสงสลัวจากท้องฟ้าของมันทากินีซิตี้ที่ดูงดงาม  เงียบเหงา  และแสนเศร้าในเวลาเดียวกัน  ทว่าเมื่อเขาก้มหน้าลง  ภาพตรงหน้าของเขาก็คือถนนราดยางแอสฟัลต์อันว่างเปล่า  เส้นจราจรสีขาวแบ่งกลางถนนยังดูใหม่เอี่ยม  ทางม้าลายเหมือนไม่เคยถูกเหยียบย่ำมาก่อน และรอบตัวของเขาไม่มีเศษขยะเลยแม้สักชิ้นเดียว  ขณะนั้นเขาแลเห็นคราบน้ำฝนเคลือบคลุมอยู่บนผิวถนน  มันกำลังสะท้อนแสงสลัวจากท้องฟ้าแลดูระยิบระยับวับไหว  แสงน้อย ๆ ดังกล่าวยังสะท้อนเข้ากับหยาดฝนซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นตรงสั้น ๆ ที่กำลังตกลงมาอย่างเชื่องช้า  ไกลออกไปมีเสียงฟ้าคำรามแว่วมา  แต่ไร้สายฟ้าแลบปรากฏให้เห็น  ฝนคงตกอยู่ ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของมันทากินีซิตี้  เขาคาดคะเนในที่สุด  เขาก็ยอมรับว่า  มันทากินีซิตี้คือดินแดนแห่งความเงียบสงบโดยแท้  และในยุคสมัยที่โลกเต็มไปด้วยสิ่งเสมือนจริงในชีวิตประจำวัน  เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า  มันทากินีซิตี้อาจเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายที่ยังคงหลงเหลือความเป็นความจริงเอาไว้สำหรับมนุษย์อย่างเรา  เขากล่าวออกมาโดยไม่ได้หมายถึงแนวคิดทางปรัชญาหรือลัทธิทางศิลปะใด ๆ  เขาบอกว่า  เขาแค่นึกถึงคำมั่นสัญญาของสันติสุข  ในเวลานั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใดมารบกวนจิตใจของเขาตามคำสัญญา  มันช่างคุ้มค่าเหลือเกินกับการจ่ายค่าเดินทางด้วยเงินทั้งหมดในบัญชีส่วนตัวของเขาที่หลงลืมมานาน  อย่างไรก็ตาม  เขายังได้ขอโทษสำหรับการใช้จ่ายที่เป็นไปเพื่อสนองความปรารถนาของตนเอง  และนั่นก็ทำให้ฉันต้องยิ้มเหรอหราด้วยความประหลาดใจ  ในวินาทีนั้นเหมือนฉันจะเข้าใจ  แต่กลับไม่เข้าใจอะไรเลย  ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว  มันทากินีซิตี้ย่อมเป็นสถานที่คุ้มค่าสำหรับเขาอย่างแน่นอน  เขายอมรับโดยไม่ปิดบังว่า  เขารู้สึกได้ถึงความสมปรารถนา  ในอดีตเขาเคยฝันถึงสถานที่แห่งนี้  เขาโหยหาที่จะได้มาเยือน  และต่อมาก็ได้รับรู้ว่ามันมีอยู่จริง  ผู้คนบางประเภทต้องการมาเยือนมันทากินีซิตี้สักครั้งหนึ่งในชีวิต  โดยต่างก็หวังให้ครั้งแรกนั้นยืนยาวตลอดไปจนกระทั่งกลายเป็นครั้งสุดท้าย  ด้วยในมันทากินีซิตี้ทุกคนจะได้ในสิ่งที่ตนต้องการเสมอ  ดังผู้ชี้ทางชื่อสันติสุขเคยกล่าวเอาไว้ว่า  “ในโลกแห่งนี้  คุณจะไม่ต้องพบใครอีก  แต่จะได้อยู่กับความทรงจำอันมีค่าและเป็นความจริงของคุณ  ตลอดระยะเวลาที่ได้รับอย่างเต็มอิ่ม”  และในทันทีที่สันติสุขกล่าวจบ  เขาก็รีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันทีโดยไม่มีข้อต่อรองใด ๆการไม่ต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์อีกจะช่วยทำให้เขาลืมความรู้สึกต่าง ๆ อันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ  เกลียด  เคียดแค้น  ชิงชัง  ตลอดจนความรู้สึกรัก ๆ ใคร่ ๆ ทั้งหลาย  เขารู้ดีว่ามันจะเป็นไปเช่นนั้น  มีเพียงความหวังนี้เพียงประการเดียวที่ทำให้เขายังคงมีลมหายใจต่อมาได้  หลังจากนั้นถ้าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความตาย  เขาย่อมไม่หวาดหวั่นต่อความรู้สึกอันลึกลับนั้นอีกเลย  ใช่  เขาไม่เกรงกลัวความตาย  แต่ยังคงหวาดหวั่นในความไม่รู้ของตน  อย่างไรก็ตาม  เขาเชื่อว่าความตายจะเป็นวาระสุดท้ายที่งดงาม  และเป็นสภาวะที่สงบเยือกเย็นที่สุด  หากได้ทิิ้งชีวิตไว้ที่มหานครอันมีนามว่า…มันทากินีซิตี้ในเวลาต่อมา  เขาเงยหน้ารับความเย็นฉ่ำจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างช้า ๆ  เพื่อให้ความเย็นและความเงียบสงบช่วยดับเปลวไฟภายในร่างของเขา  ทำให้มันสร่างซาลง  เปลวไฟที่ไม่เคยมอดดับเลยนับตั้งแต่มันลุกฮือขึ้นจากความบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ  ทว่าด้วยเหตุนี้  จึงมีเรื่องราวมากมายให้จดจำและโหยหาเสมอ  เรื่องราวที่เป็นอมตะอยู่ภายในชีวิตของเขา  วิธีการนับร้อยนับพันก็ไม่อาจลบเลือนความทรงจำเหล่านี้ได้  พวกมันฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้สึกไว้ภายในตัวตนของเขาอย่างเป็นการเฉพาะ  ไม่ต่างจากปรสิตที่ฝังตัวลึกลงไปภายใต้ความดำมืด  พวกมันดำรงชีวิตอยู่ภายในนั้น  ด้วยการกัดกินความรู้สึกจากความทรงจำของเขามาโดยตลอด  ราวกับพวกมันต่างก็รู้ดีว่า  ความทรงจำของเขาจะไม่มีวันสิ้นสูญดุจเดียวกันเขายกสองมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าและผมเผ้าที่เปียกปอนเพื่อรวบรวมสติ  ก่อนจะก้าวผ่านประตูทางเข้าขนาดมหึมา  กล่าวได้ว่ามันมีลักษณะเหมือนประตูชัยในนครต่าง ๆ ที่เขาเคยพบเห็นในอดีต  สมัยนั้นเขาชื่นชอบการเดินทางและหาเรื่องเดินทางอยู่เสมอ  ซึ่งต่อมาก็ทำให้เขารู้สึกผิดอย่างมหันต์  ยามเมื่อย้อนทบทวนความทรงจำ  เขาไปไหนต่อไหนมามากมาย  แต่ไม่เคยเดินทางกลับไปยังหุบเขาแห่งนั้น  จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี  ทว่ามันก็สายเกินกว่าที่จะย้อนเวลาหรือบางสิ่งบางอย่างกลับคืน  ดังนั้นด้วยความรู้สึกโศกเศร้า  เขาจึงค่อย ๆ ก้าวฝ่าสายฝนที่กำลังโรยตัวลงมาอย่างแช่มช้า  ซึ่งได้มอบความเย็นยะเยือกให้แก่เขาเป็นพิเศษ  แรงกระทบของหยาดฝนที่มีรูปลักษณ์ไม่ต่างจากเข็มเล่มใหญ่ช่วยตอกย้ำว่า  เขายังคงมีตัวตนอยู่อย่างแท้จริงเดินได้เพียงไม่กี่ก้าว  เขาก็หยุดชะงัก  แล้วหันหลังกลับไปแหงนหน้ามองดูประตูอันใหญ่โตมโหฬารของมันทากินีซิตี้  ด้วยความรู้สึกทึ่งในความมหัศจรรย์ของมัน  ดูเหมือนว่าประตูนี้จะสร้างขึ้นจากโลหะสีเงินแวววาว  มีประกายของสายรุ้งหล่อเลี้ยงอยู่บนเนื้อโลหะประหลาดนั้น  แต่ในบางแง่มุมก็ดูราวกับว่าวัสดุที่ใช้สร้างประตูนี้จะโปร่งแสงจนมองทะลุผ่านไปได้  นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต  ทันใดนั้นเองหัวใจของเขาก็เต็มตื้นด้วยความยินดี  การผ่านเข้าสู่ดินแดนแห่งความสงัดเงียบและเดียวดายนี้  ได้ก่อให้เกิดความปีติขึ้นภายในหัวใจของเขา  มันเป็นสัญญาณที่วิเศษมาก  เขารู้สึก  อีกทั้งบังเกิดความมั่นใจว่า  จะได้ในสิ่งที่ต้องการตามข้อตกลง  โดยไม่มีเล่ห์กลใด ๆ  อย่างน้อยมันทากินีซิตี้ก็น่าจะถูกควบคุมดูแลด้วยผู้ซื่อตรง  การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นการหลบหนีครั้งสุดท้ายของเขา  คิดได้ดังนี้แล้ว  เขาก็ยิ้มให้แก่ความหวังที่บังเกิดขึ้นเขาออกเดินอีกครั้ง  เมื่อพ้นจากประตูทางเข้ามันทากินีซิตี้มาได้ราวหนึ่งร้อยเมตร  เขาก็หยุดสำรวจความเป็นไปต่าง ๆ ด้วยการกวาดสายตามองไปโดยรอบ  ขณะนี้ทุกหนทุกแห่งภายใต้แสงสลัวกำลังชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนที่ยังคงตกลงมาตลอดเวลา  แม้ว่าจะเป็นการร่วงหล่นอย่างเชื่องช้าก็ตาม  หยดน้ำที่ร่วงหล่นลงมาอย่างช้า ๆ นี้  กระตุ้นเตือนให้เขาคิดถึงสายฝนในหุบเขาแห่งนั้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  มันทำให้เขารับรู้ว่าความเจ็บปวดยังคงดำรงอยู่ภายในจิตใจของเขาดุจเดิม  ความทรงจำก่อให้เกิดความรวดร้าวทุกคราวที่เขาหวนคิดถึงเรื่องราวชีวิิตในอดีต  เขาปรารถนาจะลืมเรื่องราวเหล่านั้นหลังจากเฝ้าจดจำมาชั่วชีวิต  การลืมได้สำเร็จอาจหมายถึงการยอมให้อภัยแก่ตัวเอง  แม้ว่าแท้ที่จริงแล้วจะไม่มีใครอยากให้อภัยเขาเลยก็ตามเขาบอกฉันว่า  ความคิดอันสับสนดังกล่าวทำให้เขาตัดสินใจก้าวเดินต่อไป  ด้วยความหวังว่าสภาพจิตของเขาจะดีขึ้นภายในไม่ช้า  การดำรงอยู่ในมันทากินีซิตี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น  เสียงพื้นรองเท้าของเขาที่ย่ำลงไปบนผิวถนน  ซึ่งแม้จะราดด้วยยางแอสฟัลต์  แต่ก็ยังก่อให้เกิดเสียงก้องสะท้อนกลับไปกลับมาอย่างน่าประหลาด  ความเงียบสงัดถูกทำลายลงเป็นระยะ ๆ  เขาจึงพยายามเดินลงส้นให้เบาที่สุด  จนกระทั่งไปหยุดยืนอยู่บนสี่แยกแห่งหนึ่งกลางถนนสายเปลี่ยว  ภายในใจของเขารู้สึกว่า  ดินแดนแห่งนี้ช่างเปี่ยมล้นด้วยความโดดเดี่ยวอย่างที่เขาต้องการ  และคงจะเป็นด้วยความเปล่าเปลี่ยวของบรรยากาศในเวลานั้น  จึงทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลง  ทัศนียภาพใกล้และไกลออกไปไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอยู่เลย  นี่แหละคือความวิเศษ  เขาพูดกับตัวเอง  การไม่ต้องพบใครอีกเลยนับเป็นความปรารถนาอันสูงสุดของเขา  แผนการสุดท้ายก็คือ  เขาจะไม่ไปไหนอีก  รวมถึงไม่กลับบ้าน  สถานที่ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่มีใครเฝ้ารอเขาเลย  ดังนั้นเขาจึงต้องหาทางดำรงอยู่ในมันทากินีซิตี้ตลอดไปให้จงได้แม้กระนั้นจิตใจที่ไม่ยอมหยุดนิ่งของเขาก็ได้ตั้งคำถามขึ้นมาอีกว่า  ด้วยเหตุใดกันนะ  เขาถึงได้มาหยุดยืนอยู่ตรงนี้  หรือนี่อาจนับเป็นการรีรอเพื่อที่จะค้นหาคำตอบบางประการ  เขารู้สึกไม่แน่ใจนัก  ความต้องการแท้จริงของเขาคือการมุ่งหน้าไปทางไหนกันแน่  เขามาถึงมันทากินีซิตี้แล้วอย่างแท้จริง  เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย  ทว่าเขายังคงมุ่งหน้าเดินต่อไป  โดยพยายามไปให้ไกลที่สุด  จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต  แต่ในความเป็นจริงแล้วมันทากินีซิตี้คือสถานที่ประเภทใดกันแน่  เมื่อลองคิดใคร่ครวญดูเขากลับไม่แน่ใจ  ขณะนั้นเขารับรู้เพียงข้อเท็จจริงว่า  การเดินทางมาที่นี่คือความต้องการของเขาโดยแท้  ไม่มีผู้ใดบังคับหรือชักจูง  มันควรจะเป็นความต้องการของเขาเองอย่างไม่ต้องเคลือบแคลง  เขามีอิสระในการตัดสินใจเลือกเหมือนเช่นมนุษย์ทั่วไป  การเดินทางมายังมันทากินีซิตี้มิใช่ความต้องการของใครอื่น  และเขาก็ทำได้สำเร็จไปแล้วราวหนึ่งในสิบส่วน  แต่มันอาจจะเป็นการมาถึงที่สูญเปล่าก็เป็นได้  หากเขาตัดสินใจผิดพลาด  เขาเตือนตนเองว่าควรจะต้องระมัดระวังให้ดี  เพราะในอดีตสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน  ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางมาเยือนมันทากินีซิตี้  เคยมีผู้แสวงหาความสงบเงียบกล่าวถึงไว้พอสมควร  แม้จะไม่ได้แพร่หลายอย่างเปิดเผยสักเท่าใดนัก  ทุกคนที่ปรารถนาจะมาเยือนมันทากินีซิตี้  ต่างก็ไม่ต้องการแพร่งพรายข่าวดีนี้แก่ผู้คนที่หวังเพียงขุมทอง  ซึ่งมีแต่จะทำให้มันทากินีซิตี้เสื่อมทรามลง  ตามประสามนุษย์ผู้ปราศจากอุดมคติและความตั้งใจจริง  ประกอบกับความโลเล  ไร้ความเด็ดเดี่ยว  ไม่ได้ต้องการอยู่ตามลำพังอย่างแท้จริง  ความปรารถนาของผู้คนเหล่านี้กลายเป็นเพียงการให้คำสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ไม่ต่างจากคำพูดของพวกนักการเมืองโสโครก  การผลิตสินค้าประเภทเดียวกันเกินความต้องการในระบบทุนนิยม  หรือแม้กระทั่งหล่มปลักโคลนในงานศิลปะ  ที่ล้อยานพาหนะแต่ละคันถลำลึกลงไปในหลุมเดิมทุกวี่วัน  มันจะเป็นเช่นนั้นอีกหรือไม่นะ  เขาคิดสงสัย  แล้วรู้สึกราวกับว่า  ความคิดนั้นกำลังส่งเสียงพูดคุยอยู่กับเขาอย่างเอาจริงเอาจัง  ในมันทากินีซิตี้  เขามักจะได้ยินเสียงภายในอยู่เสมอ  มันคือเสียงของเขานั่นเอง  เขาจึงสนทนากับเสียงนั้น  ซึ่งชอบถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องเดิม ๆ  เขายอมรับว่า  เขาเสพติดเสียงดังกล่าวเสียแล้ว  จึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากหรือรู้สึกเบื่อหน่าย  ในการทบทวนคำถามและคำตอบอย่างละเอียด  วนเวียนเป็นวัฏจักรวงแล้ววงเล่า  จากนั้นเขาก็จะมึนงง  จิตสำนึกล่องลอยสะเปะสะปะราวกับการก้าวเดินของคนโง่  ผู้คลำทางอยู่ในความมืดอย่างมะงุมมะงาหราด้วยความป่วยไข้  ดูเหมือนเขาจะไม่เคยแน่ใจในคำถามต่าง ๆ เอาเสียเลย  อย่าว่าแต่จะพยายามตอบให้ดูดีมีความฉลาดเยี่ยงนักปราชญ์ทั้งหลาย  ครั้นแล้วเขาก็ต้องยิ้มออกมา  เมื่อคิดได้ว่า  นี่คงเป็นอาการฟั่นเฟือน  อันเป็นผลข้างเคียงจากการปรับตัวให้เข้ากับมันทากินีซิตี้เป็นแน่แท้  สันติสุขเคยเตือนเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้วเหมือนกัน  มันคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้มาเยือน  แต่สันติสุขก็ไม่ได้เน้นย้ำอย่างมีนัยสำคัญอะไร  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่เขาจะจดจำไม่ได้ในคราวแรก  และนั่นก็ทำให้มันไม่น่าจะเป็นเรื่องต้องวิตกกังวลมากจนเกินไปนัก  เขายอมรับกับฉันตามตรงว่า  ทั้งหมดนี้คือความคิดของเขาในขณะนั้นด้วยความเคยชินเก่า ๆ  เขายกแขนขึ้นเพื่อดูนาฬิกาที่เคยผูกไว้บนข้อมือ  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า  เขาถอดมันทิ้งไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือเพื่อเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง  เมื่อตอนตัดสินใจออกจากบ้านมา  และเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ  เครื่องบอกเวลาหรือนาฬิกาไม่ได้มีความหมายในดินแดนแห่งนี้เลย  เขาจึงเปลี่ยนมาสังเกตท้องฟ้าซึ่งปกคลุมด้วยเมฆฝนดำทะมึนก้อนมหึมา  จากประสบการณ์ที่เคยเดินทางไปเห็นท้องฟ้าตามเมืองต่าง ๆ มาไม่น้อย  ทำให้เขาคาดว่าตอนนี้คงจะดึกมากแล้ว  ใกล้จะได้เวลาที่เขาควรเข้านอนในแต่ละคืน  เขาเข้านอนเร็วขึ้นหลังจากเลิกดื่มสุราเพื่อสุขภาพ  สมัยก่อน  กลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เขามักจะตาสว่างอยู่เสมอ  และมีชีวิตโลดแล่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  จนกว่าแสงแดดยามเช้าจะสาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่าง  ยามนี้เขากลับหาวเล็กน้อย  พร้อมกับคิดว่า  แทนที่จะเดินเข้าไปในอาคารร้างตรงหน้า  เพื่อหาซอกมุมเหมาะ ๆ สำหรับนอนหลับรวดเดียวสักตื่นหนึ่ง  เขาน่าจะล้มตัวลงไปบนถนนสายว่างเปล่าตรงจุดที่กำลังยืนอยู่นี้มากกว่า  จากนั้นก็ปล่อยให้สายฝนที่ตกลงมาอย่างช้า ๆ ชำระล้างทุกสิ่งทุกอย่าง  เขาอยากกลับไปเป็นมนุษย์ที่สะอาดอีกครั้งหนึ่งเหลือเกิน  สะอาดเหมือนกับบรรดาฝูงผีเสื้อสีขาวซึ่งเขาเคยพบเจอเมื่อนานมาแล้ว  ในสมัยที่ยังเป็นหนุ่มแข็งแรงและเต็มไปด้วยพลังชีวิตสุดท้ายแล้ว  เขาก็ตัดสินใจล้มตัวลงนอนไปกับพื้นถนนด้วยท่าทางสบาย ๆ  สองมือประสานกันอยู่บนหน้าอก  ขาทั้งสองข้างเหยียดยาว  ไม่เป็นไรหรอกนะ  อย่าห่วงเลย  เขาคิดคำนึงอยู่ภายในใจ  ที่นี่จะไม่มียวดยานใด ๆ แล่นมาทับร่างของผู้หลับใหลเหมือนเช่นในมหานครที่เขาจากมา  เขาจะไม่มีวันได้รับบาดเจ็บที่นี่  แต่หากมีรถยนต์วิ่งมาทับร่างชราของเขาจนแหลกเหลวลง  ในเวลานั้น  เขาคงกำลังหลับสนิทอยู่เป็นแน่  มันจึงไม่มีความหมายใด ๆ  เขาจะไม่ได้รับความเจ็บปวด  เพราะเขาย่อมตายในขณะไม่รู้สึกตัว  ทว่าโลกจะหมุนวนต่อไปตามวิถีทางของมัน  อีกทั้งดวงดาวทั้งหลายก็ยังคงโคจรอยู่ในห้วงอวกาศต่อไปด้วยเช่นกัน  คิดได้เช่นนี้แล้ว  เขาจึงหลับตาลงโดยไม่กังวลใจอีก  แม้กระนั้นก็ต้องยิ้มเล็กน้อย  เมื่อระลึกได้ว่าเขากำลังนอนอยู่ที่ไหน  เขาทำได้สำเร็จแล้ว  การมาถึงมันทากินีซิตี้กลายเป็นความจริงอย่างน่าเหลือเชื่อ  ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกตัวสั่นเล็กน้อยหลายนาทีต่อมา  ภายในจิตใจของเขายังคงทำงานอยู่อย่างเงียบ ๆ  แม้ว่าเขาอยากจะนอนหลับได้โดยง่าย  แต่กลับเฝ้าใคร่ครวญครุ่นคิดถึงคำถามบางประการที่เคยสงสัยมาทั้งชีวิต  จะพอเป็นไปได้ไหมที่บนถนนสายนี้  ในความง่วงงุนท่ามกลางความหลับใหล  เขาจะได้รับคำตอบซึ่งมีคุณภาพ  เป็นคำตอบที่เหมาะสมกับสภาพจิตใจอย่างพอดี  ราวกับชุดสูทและรองเท้าหนังซึ่งได้รับการวัดตัวตัดเย็บมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ  หาไม่แล้วเขาก็อาจจะต้องรอค้นหาคำตอบอันเหมาะสมที่สุดในวันถัดไป  หากชีวิตของเขาจะยืนยาวจนถึงวันพรุ่งนี้  แล้วได้รับโอกาสให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งนี่ก็คือความเชื่อของมนุษย์โดยทั่วไป  ทุกคนมักเชื่อว่าตนจะได้ตื่นขึ้นในทุกเช้าเสมอ  และมีอายุยืนยาวราวกับว่าชีวิตจะไม่มีวันสิ้นสุด  ความตายถูกทำให้รู้สึกว่าอยู่ไกลออกไปจนยากจะเดินทางมาถึง  ความเชื่อนี้กล่อมให้มนุษย์ยอมหลับลงแต่โดยดี  ความหวาดกลัวความตายจึงเป็นเรื่องของคนป่วยหนัก  คนที่กลัวจะสูญเสียความบันเทิงในชีวิต  หรือไม่ก็เป็นผู้เต็มไปด้วยความห่วงหน้าพะวงหลังไม่รู้จบสิ้น  ซึ่งหาใช่เขาในเวลานั้นไม่  เขาเพียงแต่พยายามระลึกถึงการเข้านอนอันแสนสุขในอดีต  ที่จะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว“ง่วงแล้วพ่อ  เล่านิทานให้ฟังหน่อย”“อยากฟังเรื่องไหนล่ะ”“เรื่องอะไรก็ได้”“เดี๋ยวขอพ่อคิดดูก่อนนะ”เขาจำได้ว่า  ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจหนึ่งก็สามารถควานหานิทานเรื่องใหม่่พบ  มันอยู่ในนั้น  ในห้วงจินตนาการอันสลับซับซ้อน  เขาค้นพบแล้วนำมันออกมาเล่าให้ลูกชายของเขาฟังได้สำเร็จ  เมื่อเขาเล่าถึงตรงนี้  ฉันก็ต้องรู้สึกประหลาดใจ  เมื่อรับรู้ว่าคนอย่างเขาก็มีลูกเหมือนกัน  เขาสารภาพด้วยว่า  รู้สึกดีใจเหมือนที่เคยดีใจอยู่เสมอ  เมื่อเห็นลูกชายยิ้มอย่างมีความสุขทั้งใบหน้า  ขณะนอนหลับตาพริ้มฟังนิทานจากปากของเขา  ชั่วขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่หัวใจของเขาช่างอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก  ก่อนจะล้มตัวลงนอนเพื่อฟังเสียงหายใจอันแผ่วเบาและสม่ำเสมอจากร่างน้อยที่ผล็อยหลับไปแล้วไม่นานนักเขาก็หลับสมใจปรารถนาและเริ่มต้นฝัน  ในความฝัน  เขามองเห็นตนเองนอนแน่นิ่งอยู่ในดินแดนที่ไม่รู้จัก  ร่างของเขาไม่ต่างจากคนตายทั่วไป  เขาคิดว่าตนเองคงหลับไปนานทีเดียว  เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้ง  เขาจึงโล่งใจที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม  ฉากไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปเหมือนในโรงละครเวที  เขายังคงนอนทอดกายอยู่กลางสี่แยกบนถนนสายว่างเปล่าของมันทากินีซิตี้  โดยไม่มีร่างของภรรยาผู้ชรานอนเคียงอยู่บนเตียงไม้เก่าแก่  ภายในบ้านพักหลังนั้น  มือผอมเกร็งของเขาลูบคลำสำรวจลูบไล้ไปตามเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวสีดำที่ยังคงเปียกชื้นอยู่  ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างที่กังวล  เขาบอกกับตัวเอง  ที่สำคัญตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว  แต่เขายังคงได้ยินเสียงฟ้าร้องแว่วมาจากสถานที่อันห่างไกล  เขาตะแคงศีรษะและเงี่ยหูฟังเพื่อพิจารณาอย่างตั้งใจ  เขาคิดว่าเสียงนั้นคล้ายจะเป็นเสียงของกระแสน้ำที่ไหลอยู่ในลำคลองเสียมากกว่า  เขาได้แต่สงสัยว่ามันดังมาจากทิศทางใดกันแน่  ด้วยมองไม่เห็นต้นน้ำหรือภูมิประเทศที่จะมีแม่น้ำลำคลอง  อย่างไรก็ตาม  ภายหลังเขานึกออกว่า  ตนเองเคยได้ยินเสียงน้ำไหลตั้งแต่อยู่ในความฝันแล้ว  แม้โสตประสาทของเขาจะเสื่อมโทรมเต็มที  แต่เสียงนั้นยังคงดังเข้าไปถึงในความฝัน  มันเป็นเช่นนี้มานานนับสิบปีแล้ว  และยิ่งหนักข้อขึ้นในแต่ละวัน  จมูกกลับทำงานได้ดีเหมือนสมัยเป็นหนุ่ม  ตอนนี้มันก็ยังได้กลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณซึ่งเขากำลังนอนอยู่  แทนที่จะเป็นกลิ่นของยางแอสฟัลต์อย่างที่ควรจะเป็น  มันเป็นกลิ่นอายดินหลังฝนตกนั่นเอง  เขาสามารถสัมผัสรับรู้ได้เขาค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเซื่อง ๆ เหมือนคนเกียจคร้านซึมเซา  ถ้าไม่ใช่เป็นด้วยความชราก็ต้องเป็นเพราะภายในใจยังคงนึกทบทวนความฝันอย่างไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ  เขาจำได้ว่า  บางขณะความฝันดูจะชัดเจนจนกลายเป็นเรื่องราวซับซ้อน  แต่เมื่อพยายามเค้นภาพในความฝันเหมือนกับที่เคยเค้นความทรงจำ  เพื่อทำให้มันชัดเจนขึ้นอย่างที่ต้องการ  ภาพในความฝันพลันพร่าเลือนลงจนกระทั่งซีดจางห่างหายไป  เขาพยายามย้อนคิดทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า  ทว่ายิ่งจดจำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน  นอกจากเสียงประหลาดที่แว่วมาแล้ว  มีเพียงความรู้สึกบางประการที่หลงเหลืออยู่  นั่นคือความโกรธที่ติดตรึงอยู่ภายในใจ  มันอาจเป็นความโกรธครั้งแรก  หรือไม่ก็เป็นความโกรธที่เขาสะสมมาตลอดชีวิต  แต่เขาจำไม่ได้เสียแล้วว่าเขาโกรธใครบ้าง  และอะไรทำให้เขารู้สึกโกรธ  หรือว่าจะเป็นเสียงฟ้าร้องนั่นกระมัง  แต่คนประเภทใดกันเล่าที่สามารถโกรธได้แม้กระทั่งเสียงฟ้าร้อง  ซึ่งอันที่จริงแล้วอาจจะเป็นเพียงแค่เสียงน้ำไหลในลำคลองเท่านั้น“ความโกรธครั้งแรกในชีวิตอย่างนั้นหรือ”  เขาหันมามองหน้าฉัน  แล้วถามขึ้นลอย ๆ เหมือนไม่ต้องการคำตอบ  ในเวลาต่อมา  เขาก็ยอมรับว่า  มันน่าประหลาดจริง ๆ ที่เขาจดจำเรื่องพวกนี้ไม่ได้เลย  แม้ตลอดชีวิตเขาพยายามที่จะควบคุมความโกรธซึ่งลุกไหม้อยู่ภายในใจเสมอ  เขาจึงให้ความสำคัญกับเรื่องความโกรธเอามาก ๆ  แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นเรื่องยากที่จะระบุให้แน่ชัดว่า  ความโกรธครั้งแรกในชีวิตของเขาเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่ออายุเท่าไร  เขาสงสัยว่า  เขาได้ลืมมันไปแล้วอย่างสิ้นเชิงกระนั้นหรือ  คนที่ชอบฝังใจกับความโกรธอย่างเขาสามารถลืมมันได้อย่างไม่น่าเชื่อ  เขาสมควรจะขบขันตัวเองดีหรือไม่นะ  อันที่จริงมันน่าจะเป็นเรื่องยอดเยี่ยมไปเลย  ถ้าเขาจะลืมความรู้สึกอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกับความโกรธในครั้งกระโน้น  เขาต้องการลืมอย่างสมบูรณ์แบบ  ต่อให้ในความสมบูรณ์แบบจะซุกซ่อนความไม่สมบูรณ์แบบเอาไว้ด้วยก็ตาม  แต่เขารู้ดีว่าความปรารถนาเยี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  คนที่แนะให้เขารู้จักมันทากินีซิตี้เคยกล่าวว่าเมื่อมาถึงมันทากินีซิตี้  ความปรารถนาใด ๆ ของมนุษย์ย่อมอาจเป็นจริงได้เสมอ  เขาจึงอยากลืมเรื่องราวมากมายเสียในคราวเดียว  เขาไม่ต้องการปล่อยให้มันกัดแทะกินความสุขของเขาอีกต่อไป  การลืมควรจะเริ่มจากถ้อยคำในหนังสือหลายเล่มที่เขาเคยอ่าน  ถ้อยคำในหนังสือพวกนั้นได้ทำให้ความทรงจำของเขาฝังรากลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม  จริงด้วยสิ  เขาว่า  ทุกครั้งที่นึกทบทวนโดยไม่ตั้งใจ  เขามักจะเผลอคิดถึงพวกมันอยู่บ่อย ๆ  คงเป็นเพราะเขาอ่านหนังสือเหล่านั้นวนเวียนหลายเที่ยวจนเกินไป  ภายหลังเมื่อชีวิตย่างเข้าสู่วัยกลางคน  เขาได้กลายมาเป็นคนชอบอ่านหนังสือเล่มโปรดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เสมอ  หนังสือเหล่านั้นเป็นสะพานเชื่อมโยงอดีตของเขาเข้ากับปัจจุบัน  ส่วนเรื่องราวในอนาคต  เขาเองไม่อาจคาดเดาหรือพยากรณ์ได้  เขาจึงปล่อยให้สายป่านภายในมือหมุนออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งลืมมันเสียสนิท  และเมื่อสายป่านตึงหรือถูกกระตุกอย่างแรง  เขาจึงค่อยรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง“ผมพยายามยิ้มให้เธอ  ทว่ารอยยิ้มของผมก็ไม่อาจปรากฏขึ้น  ราวกับว่ากล้ามเนื้อทุกมัดทุกเส้นภายใต้ใบหน้าของผมได้หมดสมรรถภาพไปเสียแล้ว  แต่่ด้วยเหตุใดกันนะ  มันจึงแข็งค้างราวกับใบหน้าของศพที่แช่เย็นเอาไว้ปานนั้น”เมื่อถึงช่วงปลายเดือนธันวาคม  ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มที่แล้ว  ตัวเลขอุณหภูมิบนหน้าจอสมาร์ทโฟนต่ำกว่าสิบองศา  และเทศกาลเฉลิมฉลองคือบรรยากาศของโลกในห้วงยามนั้น  ซึ่งจะมีก็แต่ผู้เยาว์วัยที่สามารถสนุกสนานได้ราวกับคนไม่มีความทุกข์  นั่นเป็นเพราะว่าความทุกข์ของพวกเด็ก ๆ ดำรงอยู่ในอนาคต  และอนาคตของเด็ก ๆ เหล่านั้นก็ยังอยู่ไกลเกินไปสำหรับการคิดกังวลท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีร่าเริงกับสีหน้าชื่นบานของผู้คน  เขาบอกฉันว่า  เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทน  แม้ในความนึกคิดของเขาแล้ว  ไม่เชิงว่าจะชิงชังรังเกียจความสนุกสนานอันเอะอะครึกโครมอะไรนัก  เพียงแต่การได้อยู่ในความเงียบตามลำพังคือสิ่งที่เขาปรารถนามากกว่า  ยามเมื่อชีวิตเดินทางมาถึงบั้นปลาย  ย่อมหมายความว่าเขาได้รับความสนุกสนานมามากพอแล้ว  และในค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่ไม่มีใครเลย  ภรรยาผู้ชราของเขาหอบของขวัญกล่องเล็กกล่องน้อยออกไปเยี่ยมบรรดาญาติ ๆ  ส่วนตัวเขาเลือกที่จะอยู่ตามลำพัง  แล้วหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านซ้ำเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็จำไม่ได้  ครั้นเอนหลังอ่านถึงตรงนี้  เขาก็ปิดหนังสือเล่มนั้นพักไว้บนอก  พลางครุ่นคิดถึงข้อความที่เพิ่งอ่านจบไป“คุณชอบอ่านหนังสือออกเสียงไหมครับ”“ไม่รู้สิคะ  ในสมองของฉัน  ไม่มีเรื่องราวทำนองนั้นเลย  สมััยนี้ยังมีคนอ่านหนังสือกันอยู่อีกหรือคะ”“ผมยังอ่านอยู่  เป็นคนกลุ่มน้อยที่ยังยึดติดอยู่กับความบันเทิงอันเก่าแก่นี้  น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมไม่มีหนังสืออยู่ในมือสักเล่ม  ถ้าคุณไม่รังเกียจก็นั่งฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการอ่านหนังสือจากความทรงจำของผมไปพลาง ๆ ก่อนนะ”ในวันและวัยที่ชีวิตเข้าใกล้ความชราเข้าไปทุกที  เขาจึงเรียนรู้ที่จะออกเสียงทุกครั้งยามนั่งหรือนอนอ่านหนังสือเล่มโปรด  การใช้ชีวิตคร่ำเคร่งตรากตรำอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์มากเกินไปน่าจะมีส่วนทำให้เขากลายเป็นคนสมาธิสั้น  การอ่านออกเสียงช่วยทำให้เขามีสมาธิยาวนานมากขึ้น  เขาจึงเปล่งเสียงพอให้ตัวเองได้ยิน  แต่ละถ้อยคำจะหลุดออกมาอย่างเชื่องช้าทีละคำ  ทีละคำ  เขาหันมาใช้วิธีนี้กับหนังสือทุกเล่มที่สะสมไว้  พวกมันเป็นหนังสือเล่มโปรดทั้งหมด  แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก  เขาเลือกอ่านหนังสือบางเล่มเป็นพิเศษในยามใกล้คลุ้มคลั่งด้วยความคิดถึงใครบางคน  มนุษย์ผู้ซึ่งเขาเคยกลัวว่าจะถูกลบลืมไปจากความทรงจำของเขาอย่างไม่อาจฝืนเอาไว้ได้  และความปรารถนาจะกลับไปสู่ความทรงจำเหล่านั้นอีกครั้งในยามใกล้ตายย่อมเป็นไปไม่ได้  เพราะสุดท้ายแล้วเขาจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  ทั้งหมดนี้คือความคิดและความเชื่อของเขา  ก่อนหน้าที่จะได้พบกับผู้ชี้ทางแห่งมันทากินีซิตี้  เขายืนยันกับฉันว่า  หลังจากหนังสือเล่มโปรดผ่านการอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  การได้ยินเสียงถ้อยคำในหนังสือพวกนั้นด้วยโสตประสาทที่เสื่อมโทรมเต็มที  ย่อมเป็นความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากความทรงจำดั้งเดิม  ราวกับการได้แลเห็นใบไม้ในป่าเปลี่ยนสีสัน  หรือได้มองดูท้องทะเลสีครามหลังจากห่างเหินกันไปนานมาก  และทุกครั้งที่เขาคิดถึงตรงนี้  เขาจะต้องยิ้มออกมา  เขาจำได้ว่า  เขาหยิบหนังสือซึ่งวางอยู่บนแผ่นอกขึ้นมาส่องดูภาพบนปก  ก่อนจะตัดสินใจย้ายมันไปวางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือตามเดิมหลังจากนั้นเขาเดินกลับมานอนลงบนโซฟาตัวเดิม  ภายในใจยังคงอ้อยอิ่งอยู่กับเรื่องราวของผู้หญิงคนนั้น  ครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบเธอ  ผู้เป็นรอยประทับอยู่ในความทรงจำอันเก่าแก่ของเขา  โลกภายในซึ่งซุกซ่อนหญิงสาวเอาไว้หลายคน  แต่ละคนถูกฝังอยู่ในซอกหลืบของความทรงจำสลับซับซ้อนประหนึ่งหนทางไปสู่ขุมสมบัติ  เขาพยายามไม่ขุดเอาทรัพย์สินมีค่าเหล่านี้ออกมา  แต่ซุกซ่อนไว้ลึกลงไปภายใต้ก้อนภูเขาน้ำแข็ง  มันเคยเป็นวิธีการหนึ่งของความพยายามที่จะลืมด้วยความเขลา  ทว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เขาเคยตั้งใจจะลืมเธอตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยหนุ่ม  ด้วยรู้สึกป่วยการเปล่าที่จะฝันถึงสิ่งซึ่งไม่อาจกลายเป็นความจริงได้ดังเดิม  ครั้นเมื่อได้พบเธออีกครั้งแม้จะโดยบังเอิญ  มันก็ทำให้ความทรงจำของเขาหนักแน่นและฝังรากลึกยิ่งขึ้นไปอีก  ดุจซากศพในหลุมเก่าแก่ที่ถูกโบกทับด้วยปูนหนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ความทรงจำของเขาถูกถมทับซ้อนกันจนเป็นผลึกแข็งแกร่งยากต่อการทำลาย  เขาเคยคิดเช่นนั้น  และยังเคยเชื่อด้วยว่า  มันจะกลายเป็นอมตะในที่สุดค่ำคืนหนึ่งเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน  เธอกับเขาเดินสวนกันโดยบังเอิญบนถนนเล็ก ๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่  หลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานมากแล้ว  เวลานั้นถนนทั้งสายถูกปิดกั้นไม่ให้รถยนต์แล่นผ่านไปมาเป็นการชั่วคราว  นักท่องเที่ยวกำลังเดินเล่นอยู่เต็มถนน  ซึ่งมีร้านค้าชั่วคราวขนาดเล็กตั้งเรียงรายกันไปตลอดสองฟากฝั่ง  ร้านค้าที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าช่วยกันประดับประดาด้วยข้าวของต่าง ๆ จนแลดูน่ารักนี้  มีไว้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน  และตั้งใจใช้วันหยุดสองสามวันให้หมดไปอย่างสนุกสนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขณะนั้นเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ เมื่อได้สบสายตากัน  เขาก็สังเกตเห็นว่าเธอทำตาสองชั้นแล้ว  แต่คงเพิ่งจะผ่าตัดมาได้ไม่นานนัก  นั่นทำให้เธอเปลี่ยนไปมากทีเดียว  ส่วนที่เป็นเปลือกตาดูกว้างและลึก  ดวงตาของเธอจึงเบิกโพลงจนเกินกว่าจะใช้คำว่า “ตาโต” ได้  ร่องรอยของสาวไทยเชื้อสายจีนถูกเฉือนทิ้งไปด้วยมีดผ่าตัดราวกับการหั่นเศษเนื้อที่ไร้ประโยชน์ทิ้งไป  แต่ท่าทางของเธอเหมือนจะภูมิใจในตาสองชั้นคู่นั้นมากทีเดียวสามีผมทองของเธอกับพวกผู้ชายทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มหลายคนที่กำลังยืนเล่นกันอยู่บนถนน  ต่างจ้องมองเธอด้วยสายตาชื่นชม  ความมีเสน่ห์น่ารักของเธอซึ่งเขาไม่อาจจำแนกแยกแยะได้ว่าคือสิ่งใดกันแน่  อาจจะเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ บนริมฝีปากที่เขาเคยจุมพิต  หรือไม่ก็เป็นอากัปกิริยายามเคลื่อนตัวของเธอ  ที่เขาเคยเฝ้ามองอย่างไม่วางสายตา  ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม  สิ่งเหล่านั้นยังคงทำให้เธอเป็นเป้าสายตาของใครต่อใครได้เสมอ  ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเวลาดังกล่าวเธอมีอายุมากแล้ว  แต่ดูอ่อนเยาว์กว่าความเป็นจริง  มิหนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนสาว ๆ ด้วยการสวมเสื้อกล้ามคอกลมสีขาว  มีลวดลายการ์ตูนอยู่บนอก  และสวมกางเกงยีนฟอกขาสั้นอวดท่อนขาที่เขาเคยสัมผัส  เขาจำได้ว่า  ขาอ่อนของเธออวบหนามากขึ้นกว่าในคืนซึ่งเขาได้จับต้อง  แล้วประทับรอยจูบเอาไว้  ยามนั้นขาอ่อนของเธอไม่เรียวงามและเต่งตึงเท่าเดิมอีกแล้ว  ท่อนขาของหญิงวัยกลางคนย่อมแตกต่างไปจากเรียวขาของสาวน้อยเป็นเรื่องธรรมดา  เขากล่าวกับฉันด้วยสายตาที่เลื่อนลอย  หลังจากนั้นเขาได้กล่าวย้ำถึงสามครั้งว่า  เขาจ้องมองดวงตาของเธอซ้ำอีกครั้งหนึ่ง  หน้าต่างบานซึ่งเขาเคยมองเห็นความรู้สึกมากมายที่มีเพียงเขาอยู่ภายในนั้น  อาจเป็นไปได้ว่าคงจะมีเขาแค่คนเดียวที่นึกเสียดายดวงตาในอดีตของเธอ  แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปให้เธอเสียใจ  เพราะเขากลายเป็นใบ้ตั้งแต่วินาทีแรกที่แลเห็นเธออีกครั้งโดยไม่คาดฝันแล้ว  ทว่าในห้วงยามนั้น  ถ้าเขาสามารถพูดได้ทัน  หรือเอ่ยขึ้นอย่างที่ใจปรารถนา  โดยไม่ให้ภรรยาผู้ซึ่งในปีนั้นยังไม่อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในวัยชรา  ที่กำลังเดินอยู่ข้างกายของเขาจับพิรุธในเรื่องนี้ได้  เขาก็อยากบอกเธอว่า  ความรู้สึกของเขาไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว  เขารับรู้ในเรื่องนี้ดี  นับตั้งแต่เธอแต่งงานกับสามีไปใช้ชีวิตคู่อย่างหวานชื่น  จากสีหน้าของเธอ  เธอคงอยากจะบอกเขาเช่นกันว่าเธอมีความสุขมาก  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเกิดอะไรขึ้น  สามีของเธอแค่อยากให้เธอทำศัลยกรรมดวงตา  และเธอเลือกที่จะตามใจสามี  นี่น่าจะเป็นความรู้สึกของเธออย่างแท้จริง  เขาไม่อาจแม้แต่จะแสดงถึงความเสียดายออกไป  การทำศัลยกรรมดวงตาของเธอกลับช่วยทำให้เขาสามารถตัดใจได้ง่ายขึ้น  เมื่อยอมรับว่า  จะมีก็แต่ดวงตาของสาวไทยเชื้อสายจีนคู่นั้นที่ยังคงเป็นของเขา  แม้มันจะไม่มีตัวตนอยู่บนดาวดวงนี้  หรือดาวดวงไหนอีกต่อไปแล้วก็ตามเรื่องราวระหว่างเขากับเธอจบไปนานมากแล้ว  เป็นอดีตอันไกลโพ้น  และเลือนรางเต็มทีสำหรับสมองของคนใกล้ชราในเวลานั้น  อันที่จริงก่อนหน้าจะได้พบกันโดยบังเอิญ  เขาเคยเห็นภาพถ่ายของเธอกับครอบครัวแลดูอบอุ่น  ภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ที่คนส่วนใหญ่เป็นสมาชิก  ภายในภาพนั้นมีเธอกับสามีต่างชาติและลูกชายหญิงทั้งสองของเธอ  ทุกคนยิ้มให้กล้องถ่ายรูป  ดูจากคุณภาพของรูปถ่ายแล้วน่าจะบันทึกด้วยกล้องสมาร์ทโฟน  แต่อุปกรณ์ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย  เขาเพียงแค่มองอย่างพิจารณาในรายละเอียดอย่างช้า ๆ  ไม่ต่างจากการเปล่งเสียงออกมาทีละคำขณะอ่านหนังสือ  ตอนนั้นเธอยังไม่ได้ทำตาสองชั้น  แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือรอยยิ้มของเธอ  นับเป็นรอยยิ้มอันงดงามซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  ทำให้เขาเชื่อว่า  เธอยิ้มออกมาด้วยความสุขภายในเหมือนเช่นที่เคยยิ้มให้แก่เขา  ในวันคืนซึ่งเขามีโอกาสได้ทำให้เธอมีความสุข  แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาแสนสั้นราวกับการดำรงอยู่ของดาวตกดวงหนึ่งในยามค่ำคืน  สภาวะอันเป็นจริงซึ่งจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้วความคิดนี้ทำให้เขาคลายมือที่เกาะกุมอยู่กับมือของเธอ  ก่อนจะปล่อยให้ภาพของหญิงสาวจางหายไป  เขาไม่รู้หรอกว่าในวันข้างหน้าจะทำได้อีกหรือไม่  และยิ่งไม่รู้ว่า  ภาพเธอขณะกำลังมีความสุขอยู่กับเขาจะหวนกลับมาอีกครั้งเมื่อใด  อย่างไรก็ตาม  เขาพยายามฝึกที่จะไม่คิดถึงเธออีกต่อไป  เขาบอกกับฉันความคิดถึงแม้จะงดงาม  แต่มันก็เจ็บปวดทรมานเสมอ  เขาต้องทำใจยอมรับว่า  เธอกับเขาไม่ได้เป็นของกันและกันอีกแล้ว  ความสุขเก่า ๆ จะไม่มีวันหวนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม  ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงละครเวทีฉากหนึ่งที่จัดแสดงขึ้นเพียงรอบเดียว  การจากกันทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง  ไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สอง  และเมื่อพิจารณาดูความคิดของตนเอง  เขาก็พบว่ายังมีร่องรอยของความเศร้าหลงเหลืออยู่ภายในนั้น  เขายอมรับอย่างคนที่รู้เท่าทัน  ทั้ง ๆ ที่มันไม่ควรจะมีความหมายอะไรอีก  เขาต้องปล่อยเธอไป  แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะลืมว่าครั้งหนึ่งเธอเคยรักเขา  แต่คนเราไม่อาจอยู่กับความไม่ยั่งยืนนี้ได้ตลอดไปหรอกนะ  เขาปรารภกับตัวเอง  ทว่าเหมือนตั้งใจจะบอกแก่ฉันไปด้วยพร้อม ๆ กันเขายังเล่าว่า  บนถนนแห่งมันทากินีซิตี้  เขาพยายามขับไล่ความทรงจำเกี่ยวกับอดีตคนรักให้จางหายเหมือนหมอกควัน  ด้วยการมองตรงไปตามทางข้างหน้าซึ่งยังคงเปียกแฉะ  แล้วในเวลาต่อมา  เขาก็เริ่มก้าวเดินอย่างช้า ๆ“ถ้ามีไม้เท้าสักอันไว้ค้ำยันหรือพยุงความชราก็คงจะดีไม่น้อย”  การพูดกับตนเองทำให้ความจำของเขาแม่นยำขึ้น  ครั้นแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า  แค่ยังคงเดินตัวตรงหลังตรงก็นับว่าโชคดีกว่าคนในวัยเดียวกันเท่าไรแล้ว  เขานึกชอบใจในความกระฉับกระเฉงเกินอายุของตัวเองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว  มีความภาคภูมิใจอยู่ภายในนั้นด้วย  แต่สิ่งที่วิเศษสุดสำหรับเขาย่อมเป็นการมาถึงมันทากินีซิตี้ตามที่ตั้งใจไว้  เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมาถึงที่นี่ได้สำเร็จ  ถ้าหากไม่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้ามากพอครั้นเสื้อผ้าแห้งสนิท  เขาค่อยรู้สึกสบายตัวมากขึ้น  และนึกสนุกที่จะทำอะไรตามใจชอบเหมือนสมัยยังเป็นเด็ก  เขาบอกกับฉันว่า  ในตอนนั้นเขาอยากเดินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย  บางทีอาจจะดีกว่าถ้าชีวิตจะไม่มีจุดหมาย  เขาคิดเช่นนั้น  เพื่อที่ในระหว่างทางเขาจะได้ไม่ต้องพบกับความเจ็บปวด  หรือถ้าเขาไม่คิดอะไรมาก  เขาก็ควรออกสำรวจไปให้ทั่วมันทากินีซิตี้  ด้วยดินแดนแห่งนี้กว้างใหญ่  และมันจะเป็นการผจญภัยครั้งสุดท้ายของเขา  ความคิดดังกล่าวนี้นี่เองที่ทำให้เขารู้สึกเป็นอิสระจากการกดทับหรือจับจ้องมองดู  เมื่อไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ อยู่เลยจึงเท่ากับว่า  เขาไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าปั้นตารักษาภาพลักษณ์เหมือนเช่นยามอยู่บนโลกที่จากมา  โลกซึ่งเขาเคยเสียเวลาไปกับมันตั้งมากมาย  แต่ในมันทากินีซิตี้  เขาจะไม่ต้องพบเจอมนุษย์คนใด  ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก  ทั้งที่เคยเกลียดชังและเคยรักใคร่บนท้องถนนสายร้างว่างเปล่า  หลายครั้งที่เขาหันซ้ายแลขวาเพื่อมองเข้าไปภายในอาคารสองข้างทาง  ผ่านช่องประตูหรือหน้าต่างกระจกที่เกือบจะมืดสนิท  เขาเคยคิดสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้น  หากจู่ ๆ ก็มีผู้คนมากมายพากันวิ่งกรูออกจากอาคารเหล่านี้  แล้วตรงเข้ามาทักทายเขาอย่างคนที่เคยรู้จักมักคุ้นกัน  ใช่แล้ว  จะมีก็แต่คนรู้จักกันเท่านั้นที่จะวิ่งมาหาเขา  ทักทายเขา ว่าแต่เขาควรจะทำสีหน้าอย่างไรดีล่ะ  เย็นชาหรือยิ้มต้อนรับ  ในเมื่อเขาสู้อุตส่าห์เดินทางมายังมันทากินีซิตี้ก็เพื่อหลบลี้หนีหน้าจากมนุษย์ทุกคนมิใช่หรือ  ในเวลาต่อมา  เขาตระหนักว่า  ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความฟุ้งซ่านของวัยชราเท่านั้นเอง  ในความเป็นจริงจะไม่มีใครหน้าไหนโผล่ออกมาให้เกะกะลูกนัยน์ตาของเขา  เพราะมหานครแห่งนี้เต็มไปด้วยความเดียวดาย  คิดได้อย่างนี้แล้วเขาก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาก  จนถึงกับผิวปากออกมาดังก้องกังวานไปทั่วท้องถนน  มันเป็นท่วงทำนองหวานเศร้าที่ถูกทำให้ฟังดูร่าเริงมากขึ้น  เสียงผิวปากดังประสานไปกับเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นถนน  ซึ่งดูเหมือนจะดังกึกก้องยิ่งกว่าตอนที่ถนนยังเปียกน้ำอยู่ด้วยซ้ำ  แต่ในเวลาต่อมา  เขาจึงรู้สึกตัวว่า  แท้จริงแล้วมันเป็นเสียงสะท้อนของรองเท้ามากกว่าหนึ่งคู่  นั่นทำให้เขาประหลาดใจ  ทว่าไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลย  เขาชราเกินกว่าจะหวาดกลัวสิ่งใดอีก  และถ้าจะกล่าวอย่างซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่า  นับตั้งแต่ได้แลเห็นมันสมองของแม่กระเด็นขึ้นไปติดอยู่บนเพดานห้องนอน  ในสมัยที่ยังเป็นเพียงเด็กน้อย เขาก็เลิกหวาดกลัวต่อทุกสิ่งทุกอย่างนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจากการมองด้วยหางตา  เขาพบว่าใครคนหนึ่งกำลังเดินตามมาห่าง ๆ  เมื่อเขาลองหยุดเดิน  คนผู้นั้นก็หยุดด้วย  ลักษณะเหมือนกำลังเล่นตลกอยู่กับเขา  ครั้นเมื่อเขาหันกลับไปเป็นฝ่ายเดินเข้าหาบ้าง  มนุษย์ลึกลับซึ่งเขายังไม่รู้ว่าเป็นใครก็รีบเดินหนี  เขาพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นจนเกือบจะเป็นวิ่ง  แต่ไม่อาจเข้าใกล้เป้าหมาย  ระหว่างนั้นเขาฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่า  หรือคน ๆ นี้จะเป็นสันติสุข  ชายผู้อาศัยอยู่ในมันทากินีซิตี้มานานแสนนาน  กล่าวกันว่าสันติสุขเป็นคนมีนิสัยประหลาด  บางครั้งเย็นชา  ทว่าบางครั้งก็เต็มไปด้วยความร่าเริง  ตามปกติมักจะไม่ค่อยปรากฏตัวให้ใครเห็น  ยกเว้นก็แต่ในเวลาที่มีธุระสำคัญ  อย่างไรก็ตาม  ร่างสีดำ  แสงเรืองรองจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆฝนดำหนาหนัก  บรรยากาศอันวังเวง  และทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นมหานครแห่งนี้  ทั้งหมดดูราวกับความฝัน  หรือว่าแท้จริงแล้วเขายังหลับใหลอยู่กันแน่  ในเวลานั้นเขานึกสงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้  ความฝันควรเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอันสงบสุขเพื่อหลบลี้หนีจากโลกแห่งความเป็นจริง  ซึ่งนั่นย่อมเป็นฝันดีอย่างแน่นอน  เขาเองก็เป็นเหมือนเช่นคนอื่น ๆ ที่ไม่ชอบฝันร้าย  ฝันร้ายอันชัดเจนทำให้เขาเหนื่อยหอบได้เสมอ  เขายังคงอยากได้ความฝันที่สมปรารถนามากกว่า  ครั้นแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า  ตนเองเดินทางมายังมันทากินีซิตี้ไม่ใช่เพื่อมาพบกับความฝัน  แต่เพื่อค้นหาความสงบทางใจมิใช่หรือ  ความปรารถนาสูงสุดคือไม่ต้องเกี่ยวข้องกับมนุษย์คนใดอีก  ชีวิตที่เหลือได้แต่ท่องเที่ยวไปโดยลำพัง  แล้วบัดนี้เขาจะวิ่งตามร่างสีดำนั่นไปทำไมกันเล่า  คิดได้ดังนี้  เขาจึงหยุดไล่ติดตาม  และวินาทีต่อมาก็พบว่า  ร่างดังกล่าวเป็นเพียงแค่เงาของเขา  ที่ทอดยาวอยู่บนถนนเท่านั้น“บัดซบสิ้นดี”ด้วยความไม่สบอารมณ์  เขารีบหันหลังเดินกลับไปตามทางเดิม  โดยไม่ยอมหยุดแวะชื่นชมอาคารบางหลังที่มีลักษณะงดงามมากเป็นพิเศษ อาคารดังกล่าวมีรูปแบบศิลปะอย่างสมัยใหม่อันแปลกตา  หากยามนี้เขาอยู่ในสภาพของคนอารมณ์ดีก็อาจเป็นไปได้ว่า  เขาจะใช้เวลาหยุดชื่นชมงานสถาปัตยกรรมพวกนี้นานเป็นพิเศษเขาเดินทำใจให้สงบอยู่นาน  น่าแปลกที่เขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย  จนกระทั่งเดินมาถึงถนนสายหนึ่งซึ่งแยกตัวออกจากถนนสายหลัก  ในเวลานั้นเองที่เขาเริ่มมีอาการใจลอยเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์  แล้วก็ถึงกับต้องหยุดยืนอยู่กับที่  หัวใจซึ่งเสื่อมโทรมลงมากแล้วพลันสั่นระรัวขึ้นอย่างทันทีทันใด  เมื่อรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า  เส้นทางสายนี้ช่างเหมือนกับถนนในความทรงจำของเขา  เส้นทางที่หากเดินต่อไปก็จะได้พบบ้านซึ่งเขาเคยอาศัยอยู่เมื่อตอนเป็นเด็ก  มันคือบ้านไม้ทาสีขาวหลังเล็กของแม่ของเขานั่นเอง  ความทรงจำนี้ทำให้เขาเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะก้าวไปเผชิญหน้ากับบ้านหลังนั้นอีกสักครั้งหนึ่ง  แม้ว่าหัวใจของเขาอาจจะไม่เข้มแข็งพอก็เป็นได้  มันจะเจ็บปวดทรมานแค่ไหนกันนะ  เขาถามตนเอง  ถ้าคนเรามองเห็นบ้านเก่าในวัยเยาว์ซึ่งไม่อาจเข้าไปพักพิงได้อีกแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่คนผู้นั้นกำลังต้องการบ้านอันอบอุ่นยิ่งกว่าสิ่งใดในช่วงเวลาดังกล่าวนี้  เขารู้สึกประหนึ่งตัวเองเป็นเด็กชายตัวน้อย  ผู้กำลังหลงอยู่กลางป่ารกชัฏในคืนข้างแรมอันมืดสลัว  ครั้นมีแสงฟ้าแลบสว่างวาบขึ้นทำให้พอมองเห็นเส้นทางเดินอยู่ข้างหน้า  เส้นทางสายนั้นคงมิใช่เส้นทางในฝันเป็นแน่  แต่คือหนทางเดินกลับบ้านหลังแรกในชีวิตที่เขาได้จากมานานมากแล้ว  ป่านนี้บ้านของแม่จะเป็นอย่างไรบ้างนะ  เขาถึงกับรำพึงรำพันออกมาโดยไม่รู้ตัว  และในที่สุดก็รู้สึกว่าหัวใจตนเองสั่นไหวไปหมด  มันสะทกสะท้านจนลุกลามแสดงออกมาตามผิวกาย  ทำให้เขาต้องยกแขนขึ้นมากอดตัวเองเอาไว้แน่น  พลางนึกสงสัยว่าปัจจุบันนี้จะมีคนคอยดูแลมันอยู่ไหม  เขาหมายถึงการดูแลด้วยความรักดุจเดียวกับที่แม่ของเขาเคยทำไว้ในอดีตเพียงไม่กี่นาทีต่อมาบ้านไม้สีขาวหลังนั้นก็ปรากฏแก่สายตาของเขาในระยะใกล้  เมื่อเดินถึงดงไม้แห่งมันทากินีซิตี้  บริเวณนั้นมีลำคลองสายเล็กไหลเอื่อย ๆ ดูร่มรื่นด้วยความมีชีวิต  และทำให้เขาเชื่อว่า  นี่อาจจะเป็นแหล่งกำเนิดของเสียงแว่วในอากาศ  เสียงประหลาดที่เขาเคยหลงคิดว่ามันเป็นเพียงเสียงฟ้าคำรามจากระยะไกลดูนั่นสิ  บ้านทั้งหลังกำลังหลับใหลอยู่ภายใต้แสงสลัวของมันทากินีซิตี้  มันดูเล็กกว่าภาพในความทรงจำของเขามากทีเดียว  ไม่มีเสียงใด ๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากทางด้านใน  ประตูและหน้าต่างทุกบานปิดสนิทเหมือนคนหลับตานอน  บัดนี้ต้นจำปีสูงใหญ่ตรงหน้าบ้านที่เคยส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจได้หายไปเสียแล้ว  มีความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นพอสมควร  แต่โดยรวมก็นับว่ายังคงเหมือนเดิมอยู่มากทีเดียว  เป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะขอเจ้าของคนใหม่เข้าไปสัมผัสความทรงจำภายในนั้น  ความทรงจำที่ไม่มีค่าแก่ผู้ใดเลยนอกจากหัวใจของเขาเอง  เขาต้องการเห็น  เขาต้องการได้ยิน  และเขายังต้องการสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นตัวบ้านหลังนี้  ขณะนั้นเขาคิดอยากจะเคาะประตูเรียกคนที่อยู่ข้างในแต่ไม่กล้า  เขาไม่ชอบให้ใครมารบกวนขณะพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน  ดังนั้นผู้อาศัยคนใหม่ก็คงไม่ชอบใจเช่นเดียวกัน  หากจะมีชายชราคนหนึ่งมาส่งเสียงร้องเรียกกลางดึก  เขาจึงตัดสินใจนั่งลงพักขาบริเวณริมตลิ่งริมลำคลองข้างบ้าน  ตรงนั้นมีกลิ่นดินโคลนเปียก ๆ และน้ำคลองโชยมาค่อนข้างแรง  เขายิ้มออกมา  รู้สึกดีใจแกมเศร้าใจ  นี่เป็นคลองที่แม่ของเขาเคยเล่าว่า  เขาชอบโยนช้อนส้อมหนาหนักราคาแพงลงไป  แม่เคยตีมือของเขาหลายครั้งเป็นการลงโทษ  แต่เขาก็ยังชอบโยนช้อนส้อมของแม่ทิ้งอยู่ดี  เป็นไปได้ไหมว่า  นั่นจะเป็นวิธีเรียกร้องความสนใจของเด็กน้อยอย่างเขาวันหนึ่งเขาแอบเดินลงไปที่ริมตลิ่ง  แล้วสะดุดขาตัวเองกลิ้งตกลงไปในน้ำ  ถ้าไม่มีชายแปลกหน้าเดินผ่านมาพบเห็นเข้าเสียก่อน  เขาก็คงจะไม่มีชีวิตรอดอยู่มาจนถึงทุกวันนี้  ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า  เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตของเขาในภายหลังจะไม่มีวันเกิดขึ้น  แม่ไม่เคยรู้เลยว่าเขาเดินลงไปแถวนั้นทำไม  เขายังเด็กมาก  อายุเพียงสองสามขวบ  เขาเชื่อว่าตนเองเดินลงไปเก็บช้อนส้อมที่เคยโยนทิ้งไว้เพื่อนำกลับมาคืนแก่แม่ของเขา  เขาหวังทำให้แม่พอใจ  ไม่ตีมือของเขาอีก  แล้วแม่จะมีความสุข  เขาบอกกับฉันว่า  เขาอยากเห็นแม่มีความสุขเหลือเกิน  แม่จะได้ไม่ต้องหนีจากโลกของแม่ด้วยการฆ่าตัวตาย  จากนั้นเขาก็นิ่งเงียบไปนานเลยทีเดียว  ก่อนจะเอ่ยปากเล่าต่อไปว่า  คลองเล็ก ๆ สายนั้นเคยมีขนาดกว้างและลึกกว่าที่เห็น  มันเป็นกิ่งก้านสาขาของแม่น้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก  เขายังคงนึกเห็นภาพตัวเองยืนซื้อไอศกรีมจากแม่ค้าที่แจวเรือไม้ลำน้อยผ่านมาในตอนบ่าย  เดี๋ยวนี้มันตื้นเขินขึ้นมาก  สายน้ำไหลเอื่อยอ่อนล้าคล้ายกำลังใกล้จบชีวิต  ลำคลองก็เล็กลงดุจเดียวกับตัวบ้าน  ช่างแตกต่างไปจากภาพฝังใจของเขา  เขาเพิ่งตระหนักว่าหลายสิ่งหลายอย่างในอดีตพากันหดตัวเล็กลง  ไม่ต่างไปจากสิ่งต่าง ๆ ในความทรงจำของเขา  พวกมันต่างก็สูญเสียความใหญ่โตไปตามกาลเวลาเพื่อที่จะสูญสลายหายลับไปในวันใดวันหนึ่ง  จนกระทั่งไม่มีใครพูดถึงหรือแม้แต่จะจดจำได้อีกเลยวินาทีนั้นภาพเคลื่อนไหวสีขาวดำบนจอโทรทัศน์ในตู้ไม้ก็สว่างวาบขึ้นในห้วงความคิดของเขา  มันคือภาพของชายผู้มีนามว่า “นีล อาร์มสตรอง” ขณะกำลังก้าวถอยหลังลงจากยานลูนาโมดุล  ก่อนจะประทับรอยรองเท้าของมนุษย์คนแรกลงบนพื้นผิวดวงจันทร์อย่างยิ่งใหญ่เขาเล่าว่า  ในเวลานั้นเขากำลังสนุกอยู่กับรถเด็กเล่นที่แม่เพิ่งซื้อให้  มันเป็นรถยนต์คู่ใจของมนุษย์ค้างคาว  มีไฟปลอมสีเหลืองสดผลุบเข้าผลุบออกทางท่อไอเสีย  ขนาดของมันเล็กพอดีกับมือของเขาในตอนนั้นเลยทีเดียว  สีของตัวถังรถยนต์ดำเป็นมันเงาเหมือนสีรถจริง  แต่ไม่มีเครื่องยนต์กลไกอื่นใด  แม้กระนั้นก็สร้างความสนุกให้แก่เด็กอย่างเขาได้มาก  แม่ซื้อรถคันนี้ให้อย่างเสียมิได้  หลังจากเขาลงทุนอย่างหนักด้วยการทิ้งตัวลงไปนอนดิ้นกับพื้นทางเดินสกปรกในตลาด  พร้อมกันนั้นก็ร้องไห้งอแงเหมือนที่พวกเด็ก ๆ มักจะทำกันเสมอ  เวลาที่นึกอยากได้อะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมา  มันน่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาทดลองทำอะไรแบบนั้น  เขาคงจะจำตัวอย่างมาจากเด็กคนอื่น ๆ  ไม่รู้ว่าแม่ของเขาซื้อให้เพื่อตัดความรำคาญ  หรือแม่คิดว่าเขาต้องการของเล่นนี้อย่างแท้จริง  เขาไม่เคยมีโอกาสถามแม่เลย  แต่ถ้าในตอนนั้น  แม่ของเขารู้ดีว่าอีกไม่นานแม่ก็จะไม่มีชีวิตอยู่เพื่อเขาอีกต่อไปแล้วล่ะ  เขาได้แต่นึกสงสัย    ความทรงจำในเรื่องดังกล่าวทำให้หัวใจอันเสื่อมโทรมของเขากระตุกเหมือนเครื่องจักรเก่า ๆ ที่ทำงานไม่ราบรื่น  มิหนำซ้ำยังใกล้จะหยุดเดินเต็มที  แต่เขาคงยังไม่ตายง่าย ๆ เหมือนแม่หรอกกระมัง  เขากล่าวกับฉัน  การฆ่าตัวตายของแม่ไม่เคยมีข้อสรุป  สมัยนั้นยังไม่มีโรคซึมเศร้า  หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ยังไม่มีใครในสังคมพูดถึงมัน  และใช้โรคซึมเศร้าเป็นเหตุผลให้แก่การฆ่าตัวตายของใครสักคนหนึ่งท่ี่ไม่มีจดหมายอำลา  ดังนั้นสาเหตุการตายของแม่ของเขาจึงเป็นเพียงแค่จินตนาการบวกกับข้อสันนิษฐานเท่านั้น  เพราะกว่าแม่จะยิงตัวตายจริง ๆ ก็อีกหลายปีต่อมา  อาจเป็นไปได้ว่า  แม่ของเขาจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานแล้วนั่นเองความทรงจำในวันคืนเหล่านั้นได้สูญหายไปราวกับถูกผ่าตัดออก  แล้วนำเอาไปซ่อนเร้นไว้ในสถานที่ซึ่งเขาจะตามหามันไม่พบ  เขาเคยพยายามไขว่คว้าตามหามันกลับมาแต่ไม่สำเร็จ  ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า  มันเป็นความทรงจำอันเจ็บปวดที่ยากแก่การแบกรับไหว  เขาจึงเลือกที่จะลืมแทนการจดจำ  นี่อาจจะเป็นความจริง  จริงเหมือนกับที่ความทรงจำต่าง ๆ ซึ่งเขายังไม่ลืม  ล้วนจับต้องได้อยู่ในความเชื่อของเขาเสมอ  จริงสินะ  เขาพูดกับฉัน  ความทรงจำก็คือความเชื่อ  และชีวิตของเขาอยู่ได้ด้วยความเชื่อเหล่านี้  หากปราศจากความเชื่อแล้ว  เขาก็คงไม่เหลืออะไรอีกต่อไป  ทุกสิ่งในชีวิตของเขาจะพังครืนลงมาราวกับตึกถล่ม  แม้กระนั้นมันก็อาจเป็นเรื่องดีงามได้เหมือนกัน  หากชีวิตของเขาจะไม่เหลืออะไรไว้เลย  มีเพียงแค่ความว่างเปล่าภายในสมองและหัวใจ  สำหรับคนบางคน  นี่อาจจะเป็นเรื่องวิเศษที่สุดก็เป็นได้  แต่มันทากินีซิตี้ก็จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อนั่งเล่นนานพอสมควรแก่เวลาแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน  และมองดูบ้านในวัยเด็กอีกครั้งเป็นการอำลา“ลาก่อนบ้านเก่า  และนี่คงเป็นครั้งสุดท้าย…”  เขากล่าวพึมพำ  ก่อนจะเดินจากมาอย่างเซื่องซึมแท้จริงแล้วในฐานะชายชราผู้หนึ่ง  เขาได้หลบหนีออกจากสังคมมนุษย์ด้วยการเดินทางมายังมันทากินีซิตี้  เพื่อดับความรู้สึกไม่พอใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา  ดังนั้นในห้วงยามนี้  เขาจึงไม่ควรจะรู้สึกเศร้าสะเทือนใจอีกต่อไป แต่สมควรได้รับรสชาติของความสุขที่แท้จริงเสียที  เขายอมรับกับฉันว่า  เขาเองเป็นคนประเภทรู้สึกอ่อนไหวง่าย  โดยเฉพาะกับความโกรธ  มันทำลายความสุขของเขาอยู่เสมอ  แม้ในเรื่องเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นกระทำต่อเขา  จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม  เขาก็สามารถเก็บเอาการกระทำเก่า ๆ ของคนพวกนั้นกลับมารู้สึกโกรธซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อยู่บ่อยครั้ง  บางเรื่องย้อนหลังไปได้หลายสิบปีเลยทีเดียว  แม้กระนั้นเขาก็ยังคงรู้สึกโกรธด้วยความรู้สึกที่สดใหม่อย่างน่าเหลือเชื่อ  เพียงแค่ได้นึกถึงเรื่องราวพวกนั้นอีกครั้ง…และอีกครั้ง  ที่ผ่านมาชีวิตของเขาจึงเต็มไปด้วยความโกรธ  มันช่างมากมายเกินไปจริง ๆ  เขาอยากจะแผ่เมตตาให้แก่เพื่อนมนุษย์หลายคน  พร้อมกันนั้นก็ร้องเรียกให้ทุกคนกลับมาชกหน้าของเขาซ้ำลงที่เดิม  และด่าทอเขาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงสะใจกว่าเก่า  เพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้มีความสุขมากขึ้นในอีกระดับหนึ่ง  ซึ่งถ้าหากทำได้จริง  เขาก็หวังว่าการฝึกเช่นนี้อาจจะทำให้เขาสามารถยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตรให้แก่ทุกคน  แม้จะเป็นเรื่องยาก  แต่คงฝึกฝนกันได้  หาไม่แล้ว  ในเวลาที่คนพวกนั้นกำลังจะสิ้นใจตายอย่างทรมาน  มันย่อมเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เขาจะหัวเราะเยาะหยันให้สาแก่ใจ  เขารู้ว่า  ไม่ใช่เรื่องดีเลยที่คนเราจะมีหัวใจอัปลักษณ์เช่นนั้น  มันไม่ใช่วิสัยของมนุษย์ที่แท้จริง  นั่นสินะ  เขากล่าวพึมพำเบา ๆ  ก่อนที่จะรู้สึกตัว  แล้วหันหน้ามาทางฉัน  พลางสารภาพว่าเขาอาจจะไม่ใช่มนุษย์ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาก็เป็นได้  แต่เขาคือปิศาจผู้ซ่อนวิญญาณร้ายอยู่ภายใต้ร่างมนุษย์อันเสื่อมทรามนี้  ที่ผ่านมาเขาจึงพยายามจะเป็นมนุษย์อยู่เสมอ  ทว่ากลับล้มเหลวอยู่ร่ำไป  ด้วยไม่อาจขัดขืนต่อความปรารถนาอันรุนแรงภายในตัวตนของเขา  เมื่อตรองดูอีกครั้งหนึ่ง  เขาจึงนึกขึ้นได้ว่า  การเดินทางมายังมันทากินีซิตี้นี้  แท้จริงแล้วก็คือความพยายามจะเป็นมนุษย์ของปิศาจอย่างเขาโดยไม่ต้องสงสัยเลยหลังจากใช้เวลาหมดไปกับการเดินอยู่นานพอสมควร  เขาเริ่มมารู้สึกถึงความแปลกประหลาดของสิ่งต่าง ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัว  แต่ในช่วงเวลานั้นเขาไม่อาจรับรู้ว่าตนเองใช้เวลาไปนานเท่าไรแล้ว  เวลาในมันทากินีซิตี้ราวกับไม่มีอยู่จริง  หรือไม่ก็แตกต่างไปจากสถานที่อื่น ๆ ในความทรงจำของเขา  ต่อมาไม่นานนัก  เขาเกิดฉุกใจคิดสงสัยขึ้นมาว่า  ทำไมในมันทากินีซิตี้จึงมีบ้านเก่าของเขาปรากฏให้เห็น  หรือบ้านหลังนั้นจะเป็นเพียงบ้านฝาแฝดที่เหมือนกันโดยบังเอิญ  เขาแค่นยิ้มให้กับความคิดนี้  มันช่างบังเอิญราวกับว่าเขากำลังอยู่ในห้วงความฝัน  หรือบางทีมันทากินีซิตี้อาจจะดำรงอยู่ในโลกคู่ขนานก็เป็นได้  เขากล่าวขึ้นมาลอย ๆ  ก่อนจะหัวเราะให้กับความคิดดังกล่าว  หากเป็นสมัยก่อน  เขาคงคิดว่าเป็นเพราะดูภาพยนตร์แนวไซไฟมากจนเกินไป  แต่ตลอดระยะเวลายี่สิบปีมานี้  เขาไม่ได้ดูภาพยนตร์เลยแม้แต่เรื่องเดียว  ไม่ว่าจะในโรงภาพยนตร์  หรือบนอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงต่าง ๆ ภายในบ้านพัก  มีเพียงหนังสือกระดาษแท้เท่านั้นที่เป็นความบันเทิงส่วนตัวของเขา  และเขาได้ค้นพบว่า  ตนเองชอบอ่านหนังสือออกเสียงมากกว่าที่จะอ่านในความเงียบ  การอ่านเสียงดังนอกจากจะทำให้สมาธิของเขายาวนานขึ้นแล้ว  ในหลายต่อหลายครั้งยังช่วยทำให้เขางีบหลับได้ง่ายอีกด้วย  หลังจากที่อ่านออกเสียงอยู่สักพักหนึ่ง  จากนั้นการหลับก็จะทำให้เขาฝัน  จึงอาจเป็นไปได้ว่า  บ้านหลังนั้นจะปรากฏขึ้นภายในความฝัน  แต่มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้นเองหรือ  ความคิดดังกล่าวทำให้เขาสามารถสัมผัสรับรู้ถึงความเศร้า  ทว่าชั่วขณะหนึ่งความเศร้าภายในใจกลับดูงดงามอย่างน่าประหลาด  เขาอดยิ้มให้แก่ความรู้สึกภายในของเขาไม่ได้  ถึงตรงนี้เขาก็อธิบายกับฉันว่า  เขาพยายามเล่าถึงประสบการณ์ทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา  แต่เรื่องเล่าของเขากลับทำให้ฉันรู้สึกสะเทือนใจโดยไม่มีเหตุผล  ทั้ง ๆ ที่คิดว่าตัวเองไม่อาจเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างลึกซึ้งเลย  อย่างไรก็ตาม  ชีวิตของเขายังคงเดินต่อไป  วันหนึ่งขณะกำลังเดินอยู่บนทางเท้าซึ่งมีสองข้างทางเป็นอาคารพาณิชย์สมัยใหม่  แสงสลัวมัวซัวจากท้องฟ้าที่สะท้อนกับพื้นถนนทำให้สามารถมองผ่านกระจกใสเข้าไปภายในอาคาร  เขาจึงแลเห็นสินค้าซึ่งตั้งอยู่ตามชั้นวางอย่างเป็นระเบียบ  แม้จริง ๆ แล้วภาพในสายตาของเขาจะเป็นไปอย่างค่อนข้างเลือนลาง  แต่ก็ยังพอดูออกว่าทั้งหมดคือสินค้าราคาแพง  ส่วนมากมักจะเป็นสิ่งของที่เขาเคยนึกอยากได้อย่างฉาบฉวยในอดีต  แน่นอนว่ามันย่อมเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย  ที่ผ่านมาเขาต้องฝึกตัวเองให้ตัดใจจากความต้องการพวกนั้นอยู่เสมอ  ทั้งนี้ก็เพื่อเก็บเงินเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ  ครั้นชีวิตล่วงเลยมาถึงวัยชรา  ท่ามกลางความโดดเดี่ยวของมันทากินีซิตี้  เขากลับไม่รู้สึกต้องการข้าวของพวกนี้เลย  ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถเดินเข้าไปหยิบฉวยออกมาได้ตามใจชอบก็ตาม  มันไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว  สมัยก่อนพวกมันอาจเป็นเพียงแค่ความอยากได้  ผลพวงจากการพบเห็นโฆษณามากจนเกินไป  ทั้ง ๆ ที่เวลาของเขาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับการทำงานและการอ่านหนังสืออย่างหนัก  แม้กระนั้นโฆษณาต่าง ๆ ก็ยังสามารถหาช่องทางเข้ามากระตุ้นความอยากของเขาได้อยู่เสมอการตระหนักถึงความจริงภายในใจทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงมาก  จนอาจพูดได้ว่ากำลังไร้ความทุกข์  สภาวะสั้น ๆ นั้นราวกับเทวดาที่เพิ่งจะเสวยสุขในผลบุญที่ตนสะสมมาทุกชาติภพ  ทว่ามันทากินีซิตี้ไม่ใช่สวรรค์ของทุกคนหรอกนะ  เขาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่เบาลง  บางทีมันอาจจะเป็นสวรรค์ของผู้สามารถเดินทางมาถึง  และยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นในความทรงจำ  ว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความปกติธรรมดาของชีวิต  แต่มันเป็นสวรรค์ประเภทไหนกันแน่นะ  เขาถามขึ้นแล้วก็ยักไหล่  ด้วยบรรยากาศของมันทากินีซิตี้ไม่ค่อยมีแสงสว่างเรืองรอง  ทว่ามักจะเต็มไปด้วยความสลัวมัวซัว  ในเวลานั้นรอบกายของเขาค่อนข้างจะเย็นชื้น  แม้ไม่ถึงกับหนาวสั่นก็ตาม  มันทากินีซิตี้เป็นสถานที่ดำรงอยู่อย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับคนบางคน  มีแต่ผู้ปรารถนาความโดดเดี่ยวจึงจะมาเยือนที่นี่  อีกทั้งคนผู้นั้นยังไม่ต้องการหวนคืนสู่สังคมมนุษย์อันวุ่นวายอีกด้วย  จึงเลือกใช้ชีวิตเพื่อเสพความทรงจำอยู่ที่นี่ตลอดไป  ดังเช่นตัวเขาเป็นต้น  ซึ่งในที่สุดก็ได้อยู่คนเดียวโดยไม่มีใครรบกวน  ความคิดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันกับที่สายตาของเขามองเห็นว่า  บนถนนข้างหน้าไกลออกไป  มีร่าง ๆ หนึ่งกำลังเดินตรงมาตามทางที่เขาเดินอยู่  ร่างดังกล่าวย่อมไม่ใช่เงาเคลื่อนไหวได้อย่างแน่นอน  ในเวลานั้นแม้เขาจะรู้สึกประหลาดใจแกมสงสัยอยู่ไม่น้อย  ประกอบกับความรู้สึกขุ่นใจซึ่งเจือปนอยู่ในความรู้สึกผิดหวัง  เขาจึงตัดสินใจรีบเดินเลี้ยวขวาที่หัวมุมถนนสายหนึ่งกล่าวได้ว่ามันทากินีซิตี้คือดินแดนที่เต็มไปด้วยสี่แยกและหัวมุมถนน  ผู้สร้างเชื่อมโยงเส้นทางทุกสายเข้าเป็นเครือข่ายอันใหญ่โตมโหฬาร  สะดวกต่อการเดินทางและเป็นระเบียบ  ทว่าเครือข่ายพวกนี้ก็มีข้อเสียอยู่บ้างเหมือนกัน  เพราะหากใครรู้จักมันดี  ย่อมสามารถวางแผนดักจับผู้หลบหนีได้อย่างง่ายดาย  เหมือนที่เขากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับใครคนหนึ่ง  ซึ่งยืนจังก้าขวางบนถนนอยู่ในเวลานี้จากสายตาของชายชรา  คนผู้นั้นน่าจะเป็นชายโดยไม่ต้องสงสัย  รูปร่างและส่วนสูงมีขนาดพอฟัดพอเหวี่ยงกันกับเขาเลยทีเดียว  ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบในกรณีต้องต่อสู้กันด้วยมือเปล่า  หรือพูดให้ถูกก็คือ  การชกต่อยอย่างสะเปะสะปะแบบมวยวัดนั่นเอง  เมื่อเดินเข้าไปใกล้กันมากขึ้นอีก  เขาจึงเห็นได้ถนัดตาว่ามนุษย์ผู้นี้สวมชุดทักซิโด้สีดำสนิท  มีเพียงเสื้อเชิ้ตตัวในเท่านั้นที่เป็นสีขาว  สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับเป็นหมวกทรงสูงสีเดียวกันกับเสื้อนอกและกางเกง  มันคลุมศีรษะของชายคนนั้นเอาไว้จนปิดหน้าปิดตาเพราะมีขนาดหลวมกว่าปกติ  แน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องยากที่จะคาดคะเนอายุ  เขาแทบจะมองไม่เห็นใบหน้าของชายผู้นี้เลย  ด้วยมันซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดของปีกหมวกทรงสูงใบนั้น  และเป็นเพราะว่าไม่อาจหลบหลีกได้  เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปเผชิญหน้า  โดยไม่แสดงท่าทางท้าทายหรือประสงค์ร้ายแต่อย่างใด“คุณต้องการอะไรจากผมงั้นเรอะ”“ผมคือสันติสุข”“สันติสุข…คุณคือสันติสุขคนนั้นจริงหรือครับ  ให้ตายเถอะ  ผมไม่คิดว่าจะได้มาเจอคุณในตอนนี้เลย  อ้อ  ผมเห็นหน้าคุณไม่ค่อยถนัดนัก  หวังว่าคุณคงไม่ได้ล้อผมเล่นหรอกนะ  สมัยนี้ผู้คนนิยมการล้อเล่นกันแผลง ๆ เสมอ  แต่ต้องบอกตามตรงนะครับ  ว่าผมไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าคนที่มีชื่อเหมือนผมสักเท่าไหร่นัก  มันเป็นความรู้สึกติดตัวมาตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่นแล้ว”  เขายอมรับกับฉันว่า  ในตอนนั้นเขาออกจะรู้สึกประหลาดใจอยู่มาก  เนื้อตัวสั่นไปหมดเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร    และหัวคิ้วของเขาคงขมวดเข้าหากันอย่างที่มักจะเป็นอยู่เสมอ  ยามเกิดความสงสัยใคร่รู้“แต่ในมันทากินีซิตี้ควรมีข้อยกเว้นบ้าง  ถ้านี่เป็นเรื่องจริง  ผมก็ขอบอกว่า  ผมยินดีมากที่ได้พบกับสันติสุขแห่งมันทากินีซิตี้  แม้จะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักเท่าไรนัก  ที่ต้องมาพบมนุษย์ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง  แต่ผมก็ยินดีกับความรู้สึกนี้ไปแล้ว  อาจเป็นเพราะผมเองเคยได้ยินเรื่องราวของคุณมาพอสมควร  ซึ่งก็ต้องขอบอกตามตรงว่า  ผมรู้สึกอิจฉาคุณเหลือเกิน”“อิจฉางั้นหรือ  อย่าปล่อยให้ความรู้สึกนั้นมาบั่นทอนหัวใจของคุณเลย  สมมุติว่า  หากวันใดวันหนึ่งคุณต้องมารับหน้าที่แทนผม  ความคิดของคุณอาจเปลี่ยนไปก็เป็นได้”  พูดจบสันติสุขก็ชวนเขาไปหาเครื่องดื่มเพื่อสร้างความผ่อนคลาย  แล้วจะได้นั่งสนทนากัน“มันทากินีซิตี้มีร้านเครื่องดื่มด้วยหรือครับ”  เขาถามอย่างสงสัย  “ผมคิดว่ามันจะมีแต่ความมืดมัว  หรือความโดดเดี่ยวเท่านั้น”“ถ้าเราต้องการให้มี  มันย่อมมี  ถ้าเราต้องการให้เป็นจริง  มันย่อมเป็นจริง  ดูนั่นสิ”เขาหันหน้ามองไปตามทิศทางที่สันติสุขพยักพเยิดให้ดู แล้วก็ต้องประหลาดใจ  เมื่อแลเห็นห้องกระจกห้องหนึ่งกำลังสว่างไสวอยู่ภายในอาคารพาณิชย์สไตล์ชิโนโปตุกีส  ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่ชิดขอบทางเท้าอันกว้างใหญ่ที่เขายืนอยู่  ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดของมหานครแห่งความโดดเดี่ยว  เขาพบว่าบนจั่วหน้าร้านเหล้าดังกล่าวมีป้ายชื่อร้านประดิษฐ์ด้วยหลอดนีออนสีม่วง  ลักษณะเหมือนลายมือเขียนอย่างที่เคยนิยมกันในสมัยก่อน  อ่านได้ความว่า “มันทากินีซิตี้”  เมื่อมองทะลุผ่านผนังกระจกใสขนาดใหญ่เข้าไปก็เห็นเคาน์เตอร์ไม้สีน้ำตาลและเก้าอี้สตูลหลายตัวตั้งอยู่อย่างเป็นระเบียบ  ยามนั้นบาร์เทนเดอร์คนหนึ่งกำลังเช็ดแก้วอยู่อย่างขะมักเขม้น  และเขายังสังเกตเห็นด้วยว่า  ทางด้านหลังของบาร์เทนเดอร์เป็นชั้นวางขวดสุรานานาชนิด  เครื่องดื่มที่เขาเคยสนิทสนมเป็นอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม  แสงสว่างจากหลอดไฟสีเหลืองอุ่นอันเรืองรองจากห้องกระจกเล็ก ๆ ในความมืดสลัวของมันทากินีซิตี้  กลับยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปล่าเปลี่ยวในดินแดนแห่งนี้มากขึ้น  ขณะนั้นไม่มีลูกค้านั่งอยู่เลยแม้สักคนเดียว“ผมคงต้องศึกษาเรื่องมันทากินีซิตี้อีกมาก  ผมหมายถึง…ถ้าผมมีเวลามากพอ”“คุณทำได้อยู่แล้ว  ผมเชื่อเช่นนั้นนะ  แต่เวลานี้เราไปหาอะไรดื่มกันก่อนเถอะ  วิสกี้ร้านนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย  ผมขอเอาศีรษะเป็นประกัน”  กล่าวจบสันติสุขก็ผายมืออย่างเชื้อเชิญ  ก่อนจะออกเดินนำหน้าด้วยท่าทางกระตือรือร้นภายในร้านซึ่งในเวลาต่อมา  เขายอมรับว่ามันเป็นร้านเหล้าจริง ๆ  และเริ่มรู้สึกคุ้นตาคล้ายเคยพบเห็นร้านเหล้านี้มาก่อน  แต่นานมาแล้วที่เขาไม่ได้ไปนั่งเมามายที่ไหนเลย  เขาจึงคิดว่า  นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขานึกถึงสถานที่นี้หรือความเชื่อมโยงต่าง ๆ ไม่ออก  หรือแท้จริงแล้ว  มันอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ไม่สลักสำคัญอะไรนักก็เป็นได้  ทว่าจากคำพูดของสันติสุข  และขวดสุรามากมายที่ตั้งอยู่บนชั้นวางด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์  ก็ทำให้เขานึกถึงรสชาติของเหล้าหลายต่อหลายแก้วที่เคยดื่ม  ไม่ว่าจะเป็นเหล้าแก้วแรกในสมัยยังเป็นวัยรุ่น  เหล้าแก้วที่เพื่อนในช่วงวัยต่าง ๆ ร้องชวนให้ดื่ม  เหล้าแก้วที่เด็กสาวผู้น่ารักคนนั้นแย่งจากมือไปดื่มจนหมด  เหล้าแก้วที่หญิงสาวหลายคนเคยดื่มเป็นเพื่อนแก้เหงา  และเหล้าแก้วที่สาวใหญ่คนหนึ่งป้อนใส่ปากเขาด้วยริมฝีปากของเธอเอง  รวมไปถึงเหล้าแก้วที่ทำให้เขาเมามายยามผิดหวังในความรัก  กลิ่นและรสชาติของมันยังคงแจ่มชัดดุจเดียวกับใบหน้าของผู้คนที่เขาเคยรู้จัก  ท่ามกลางกลิ่นสุราชั้นดี  เขาไม่อาจตัดสินใจได้ว่า  ควรลืมความทรงจำดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวหรือไม่  ด้วยการคว้าเหล้าขวดใดขวดหนึ่งมากรอกใส่ปากให้เมาพับหลับไป  เหมือนเช่นที่เคยทำในวันซึ่งร่างกายยังคงแข็งแรงดีอยู่  ทว่ามันคงไม่จำเป็นอีกแล้ว  เขาได้แต่บอกตัวเอง  สมัยก่อนเขาเคยเรียนรู้ว่า  ความเมามายนั้นสามารถเยียวยาความปวดร้าวได้ดีกว่าความพยายามที่จะลืม  อย่างน้อยก็ในเวลาซึ่งเขาสูญเสียสติสัมปชัญญะชั่วคราว  ชั่วขณะนั้นภายในหัวใจของเขาจะเต็มไปด้วยความไม่ยี่หระต่อชีวิต  และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้น  เขาจะต้องผวาเข้าหาขวดสุรา  เพื่อเริ่มต้นการเยียวยาอีกครั้งและอีกครั้งเสมอ  จนกว่าร่างกายอันเสื่อมโทรมจะรับไม่ไหว  จนฟุบหลับไปอีกครั้งหนึ่งด้วยความเมามายอันซ้ำซาก  ในเวลานั้นเขาไม่เคยแยแสหรอกว่า  สุราดังกล่าวจะฆ่าเขาหรือไม่“ดื่มอะไรดีครับ”“มีกาแฟหรือชาไหม  ผมเลิกดื่มเหล้ามานานมากแล้ว”“น่าเสียดาย  วิสกี้ที่นี่ล้วนคัดมาแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น”“ใช่ครับ  น่าเสียดาย  ถ้าผมยังหนุ่มกว่านี้…”“ไม่ดื่มก็ดีเหมือนกัน  ผมรู้ว่าพิษของมันจะทำให้คุณเจ็บปวดอีกครั้งหนึ่ง  เหล้าช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอก  เหมือนบรรดาผู้หญิงของคุณที่ชอบร้องไห้เวลาดื่มเหล้าเมา  แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดย่อมเป็นมาช่า  ป่านนี้เธอน่าจะรู้เรื่องแล้วว่าคุณหายตัวไปจากบ้านพัก  ในระหว่างที่เธอเดินทางไปอังกฤษ”เขารู้สึกประหลาดใจกับข่าวใหม่ที่เพิ่งได้ยิน  แต่ในฐานะผู้ดูแลมันทากินีซิตี้  สันติสุขย่อมมีช่องทางรับข่าวสารอยู่มาก  และรู้เรื่องของเขาดี  หาไม่แล้วก็คงไม่ปล่อยให้เขาเข้ามาเดินป้วนเปี้ยนอย่างที่เป็นอยู่  อย่างน้อยข้อมูลทั่วไปของเขาในใบตรวจคนเข้าเมือง  สันติสุขน่าจะเคยได้อ่านผ่านตามาบ้างแล้วในเวลาต่อมา  เขาได้รับกาแฟร้อนถ้วยหนึ่งจากฝีมือการชงของบาร์เทนเดอร์หนุ่ม  ผู้ซึ่งแทบจะไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลย  นอกจากในบางครั้งที่จำเป็นต้องพูดตามหน้าที่  ด้วยเสียงซึ่งเปล่งออกมาราวกับเสียงของหุ่นยนต์  ส่วนสันติสุขได้รับวิสกี้ในแก้วสั้นที่รินให้มากเป็นสองเท่า  เมื่อเทียบกับมาตรฐาน“ดื่มให้แก่มันทากินีซิตี้”สันติสุขชูแก้ววิสกี้ขึ้นสูงในระดับสายตา  ก่อนจ่อริมฝีปากแล้วดื่มจนหมด  เขาเห็นดังนั้นจึงคว้าถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบบ้าง  หลายปีมานี้หลังจากเลิกดื่มสุรา  เขาก็หันมาดื่มกาแฟดำเป็นการทดแทน  เพียงเพื่อให้พอมีอะไรดื่มแก้เหงาปากในบางอารมณ์เท่านั้น  ตามปกติเขามักจะดื่มกาแฟร้อนในตอนเช้า  เมื่อล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว  กับอีกครั้งหนึ่งในตอนบ่ายยามที่รู้สึกง่วงงุน  แต่ไม่อยากงีบหลับเหมือนเช่นเด็กและคนชราทั่วไป  เขาไม่นิยมชมชอบการงีบหลับในตอนบ่ายเลย  ด้วยการตื่นขึ้นมาในยามบ่ายคล้อยมักจะทำให้เขารู้สึกเศร้าสร้อยอยู่บ่อยครั้ง  และจะยิ่งเศร้าซึมมากขึ้น  หากเผลอหลับยาวจนไปรู้สึกตัวตื่นในตอนเย็น  ซึ่งนาน ๆ ครั้งจึงจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง  เมื่อร่างกายของเขาอ่อนแอลงอย่างกะทันหัน  ผลลัพธ์ของการนอนตอนบ่ายย่อมหมายถึงช่วงกลางคืนที่ยาวนานเป็นพิเศษ  อันจะทำให้มีเวลาครุ่นคิดฟุ้งซ่านขณะอยู่ตามลำพังไปจนฟ้าสาง“คุณตั้งใจมาเที่ยวชมมันทากินีซิตี้นานแค่ไหน  เวลาสามสิบวันเพียงพอไหม  แต่ไม่พอมันก็ต้องพอนั่นแหละ  คุณได้รับโควต้ามาแค่นั้น  ที่สำคัญกว่าจะครบกำหนด  มาช่าคงตามหาคุณให้วุ่น  มาช่าผู้น่าสงสาร  คุณทำให้เธอเป็นทุกข์อีกแล้ว”“เที่ยวชมหรือครับ  เข้าใจผิดแล้ว  ผู้ชี้ทางไม่ได้บอกคุณหรอกเรอะ  ว่าผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อการท่องเที่ยว  ผมต้องการจะอยู่ให้นานที่สุดต่างหาก  ผมหวังจะได้รับโควต้าเพิ่มขึ้นอีกสักสองหรือสามเท่าก่อนในเบื้องต้น  ถ้าตลอดไปได้คงวิเศษที่สุด อ้อ  มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมต้องขอร้อง  นั่นก็คือ  อย่านำเอาภรรยาของผมมาเกี่ยวข้องด้วยเลย  มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ  ถึงแม้คุณจะเป็นผู้ดูแลมันทากินีซิตี้ก็ตาม”เขาเห็นสันติสุขยิ้มตรงมุมปาก  และถ้าเขาตาไม่ฝาด  รอยยิ้มนั้นมีร่องรอยของการเยาะเย้ยอยู่ในที  เขาไม่แน่ใจนักหรอกว่ามันเป็นความจงใจ  หรือแค่การเผลอตัวของคู่สนทนาเท่านั้น“การที่ผมเอ่ยถึงมาช่าเป็นเพียงการเกริ่นเพื่อเข้าเรื่องของคุณต่างหากล่ะ  ใจจริงผมอยากจะแสดงความยินดีที่คุณได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์ไพรซ์  จากผลงานที่ไม่เคยมีใครเห็นคุณค่ามาก่อน  นอกจากเจ้าของสำนักพิมพ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  ซึ่งเสี่ยงพิมพ์ให้เมื่อสามสิบปีก่อน  แล้วก็ต้องรอถึงยี่สิบแปดปี  จึงมีนักแปลผู้โชคดีคนนั้น  นำเอาเรื่องของคุณไปแปลจนได้รางวัลร่วมกัน  แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด  คงต้องยกความดีความชอบให้แก่มาช่า  ดูเหมือนว่า  เธอจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ  ถูกต้องไหมครับ”“จริงเรอะ  ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้พวกเลย  ราวกับว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้อยู่ในหัวของผม  ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ผมเขียนเคยได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ  หรือภาษาอื่น ๆ  อย่าบอกนะว่าตอนที่ผมป่วยอยู่นั้นมีคนนำไปแปล  แต่คุณก็บอกผมแล้ว  ถ้านี่เป็นเรื่องจริง  ก็ย่อมเป็นภรรยาของผมนั่นเองที่ถือวิสาสะอนุญาต  จะเป็นใครไปไม่ได้เลย  ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ค่อยชอบผลงานของผมสักเท่าไรนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่คุณพูดถึง  มาช่าเคยบอกผมว่า  ทุกครั้งที่ได้อ่าน  เธอมักจะรู้สึกหึงหวงผมอยู่เสมอ  มันเป็นนิสัยของเธอมานานแล้ว”“ยอมรับเถอะ  ไม่ต้องเขินอาย  ไม่ต้องแกล้งทำเป็นดัดจริตดีดดิ้นในความสำเร็จของตัวเอง  ราวกับว่าคุณเป็นคนถ่อมตัวมาตั้งแต่เกิด  คุณยอมรับได้อย่างภาคภูมิอยู่แล้วว่า  นวนิยายเรื่องเอกที่คุณลงทุนลงแรงไปมาก  ใช่  ภายในตู้คอนเทนเนอร์สีเขียวนั่นแหละ  มันได้รับรางวัลนี้ไปอย่างเหมาะสม  กรรมการและนักวิจารณ์ที่โน่นชอบเรื่องนี้กันมาก  แต่ดูคุณจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับความสำเร็จของคุณเลยนะ  สิ่งที่คุณได้รับกลับคืนมาดูท่าจะมีความหมายมากกว่า”“ผมควรจะดีใจกับรางวัลครั้งแรกของผมอย่างนั้นหรือครับ  หลังจากที่เขียนหนังสือมาทั้งชีวิต  สมัยก่อนผมเคยอยากได้รางวัลมากเหลือเกิน  มันคงจะเป็นกำลังใจสำหรับนักเขียนคนหนึ่งเพื่อช่วยให้สามารถยืนหยัดเขียนต่อไปได้  แต่มาถึงตอนนี้กับความชราในมันทากินีซิตี้  รางวัลหรือความสำเร็จห่าเหวอะไรก็ไม่มีความหมายอีกแล้ว  จริง ๆ นะครับ  สิ่งที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับผมในเวลานี้คือ  การได้อยู่ที่นี่ตลอดไปมากกว่า  ผมต้องการอยู่อย่างสงบในบั้นปลายชีวิต”“ไม่ใช่หรอก  คุณไม่ได้ต้องการความสงบ  แต่ต้องการอยู่ที่นี่ตลอดไปกับความทรงจำของคุณต่างหากเล่า  นั่นคือสิ่งเดียวที่คุณหวงแหน  คุณเคยสูญเสียมันไป  หลังจากนั้นคุณก็ได้มันกลับมาเป็นการชั่วคราว  คุณรู้ว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราว  มีแต่มันทากินีซิตี้เท่านั้น  ที่จะเรียกความทรงจำของคุณกลับมาได้อย่างถาวร  แต่มันย่อมหายไปอีกครั้ง  ถ้าคุณต้องกลับบ้าน  แม้กระนั้นคุณก็ไม่นึกห่วง  เพราะถ้าคุณได้กลับมาที่นี่อีก  มันทากินีซิตี้จะเรียกความทรงจำของคุณกลับมาได้เสมอ  เว้นเสียก็แต่คุณโชคร้ายถูกพวกกบฏจับตัวไปล้างสมอง  อย่างไรก็ดี  จะวิเศษที่สุดถ้าคุณจะไม่ลืมอีก  คุณจึงต้องการอยู่ให้นานที่สุด  แล้วคุณก็คิดว่าไม่น่าเป็นเรื่องยากกับการอยู่ที่นี่ตลอดไป  ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างที่คุณปรารถนา  คุณมองดูดินแดนแห่งนี้พร้อมกับคิดว่า  มันทากินีซิตี้ออกจะกว้างใหญ่ไพศาล  ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร  ถ้าจะรับคุณเป็นพลเมืองถาวร  ถูกต้อง  มหานครแห่งนี้กว้างใหญ่อย่างน่าเหลือเชื่อ  แต่ใช่ว่าจะรองรับมนุษย์ทุกคนที่มาเยือนได้  ด้วยทุกคนต่างก็ต้องการพื้นที่ว่างรอบ ๆ ตัวเป็นวงกว้างเกินความเป็นจริง  เราจึงต้องคัดเลือกเอาแต่ผู้เหมาะสม  คุณรู้อะไรไหม  มนุษย์บางคนชอบจินตนาการว่าตนเองต้องการความสงบเงียบ  ความโดดเดี่ยว  เดินไปตามลำพังเหมือนสัตว์เปล่าเปลี่ยว  ทั้ง ๆ ที่ความปรารถนาที่แท้จริงของพวกเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับความรู้สึกดังกล่าว  แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย  มันจึงเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายมาก  เมื่อผมต้องคอยจัดการแก้ไขปัญหาที่คนพวกนี้เข้ามาก่อเอาไว้ในมันทากินีซิตี้”“แล้วต้องทำอย่างไรล่ะ  ผมถึงจะได้อยู่ที่นี่ตลอดไป  มันต้องแลกด้วยอะไรบ้าง”“มันทากินีซิตี้จะบอกคุณเองเมื่อถึงเวลา  และบางทีอาจจะบอกคุณผ่านปืนกระบอกนี้”  พูดจบสันติสุขก็ล้วงเอาปืนสั้นที่เหน็บเอวไว้ขึ้นมาวางบนเคาน์เตอร์  ก่อนจับมันหมุนไปมาด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง  “กรุณาเข้าใจด้วยนะครับ  ในกรณีจำเป็น  ผมต้องลงโทษคนสร้างปัญหา  หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด  อาจถึงขั้นต้องกำจัดคนที่เป็นภัยต่อความสงบของมันทากินีซิตี้”“ผู้ชี้ทางไม่ได้เตือนผมในเรื่องนี้เลย”“เวลานั้นสันติสุขคงคิดว่า  มันไม่ใช่เรื่องสำคัญกระมัง  ในแต่ละช่วงวัยหรือช่วงเวลา  คนเรามักจะคิดผิดแผกแตกต่างกันออกไปได้เสมอ  หรือเขาอาจจะเคยเตือนแล้ว  แต่คุณไม่ยอมรับฟังเอง  คนอย่างคุณมักไม่ได้ยินในบางเรื่องที่สำคัญ  คุณเลือกที่จะได้ยินเฉพาะในสิ่งที่คุณต้องการ  ยอมรับเถอะว่าคุณทำเช่นนั้นเสมอ  และยังต้องการอะไรใหม่ ๆ ไม่รู้จบสิ้น  เมื่อเวลาผ่านไป  สิ่งที่คุณมีอยู่ต่อให้ดีแค่ไหน  ก็ย่อมกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย  แล้วบางสิ่งบางอย่าง  เช่น  เกียรติยศ  รางวัล  หรือชื่อเสียง  พวกมันก็ไม่มีค่าอะไรเลย  หากตกเป็นของคุณในวันที่ไม่รู้สึกหิวกระหาย  ดูสิ  คุณรู้สึกอย่างไร  ในวินาทีแรกที่รับรู้ว่าได้รับรางวัลบุ๊กเกอร์ไพรซ์  ความรู้สึกมันพลุ่งพล่านรุนแรงยิ่งกว่าตอนรู้ว่าได้ตีพิมพ์ผลงานครั้งแรกในนิตยสารไหม  ผมหมายถึงตอนที่คุณระลึกขึ้นได้น่ะ  เพราะในยามที่คุณลืม  แม้แต่ความทรงจำที่มีค่าที่สุดก็ยังไร้ความหมาย  ความจริงคุณควรจะดีใจพร้อมกันกับภรรยาด้วยซ้ำ  เธอภาคภูมิใจกับรางวัลนี้มากทีเดียวราวกับเป็นคนเขียนเสียเอง  อ้อ  มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเตือนคุณเอาไว้  แม้มันอาจไม่สำคัญสำหรับคุณเลยก็เป็นได้  ผมแค่จะบอกว่า  บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในความคิดหรือความทรงจำของคุณ  ไม่ใช่ความจริงเสมอไป  มันอาจถูกกำหนดไว้เพื่อให้การมาเยือนมันทากินีซิตี้ของคุณมีเรื่องราวครบถ้วนเท่านั้น  แต่ไม่ต้องห่วง  ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย  สิ่งที่ถูกต่อเติมเข้าไปไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนัก  สิ่งที่มีความหมายต่อจิตใจของคุณ  พวกมันยังคงอยู่กันครบถ้วน  มันจะไม่ถูกบิดเบือน  ข้อนี้ขอให้คุณวางใจได้”เขารับฟังโดยไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา  ภายในใจเพียงครุ่นคิดทบทวนความทรงจำ  และความต้องการจากส่วนลึก  ในอดีตเขาเคยมีความปรารถนามากมาย  ด้วยความเชื่อว่า  เมื่อสมปรารถนาแล้วจะมีความสุข  แต่ความรู้สึกเหล่านั้นก็ผ่านไปเหมือนกับภาพต่าง ๆ ที่เขาเคยเห็น  ยามนั่งอยู่ริมหน้าต่างรถยนต์หรือรถไฟในสมัยก่อน“ไม่ต้องคิดมาก  ผมคงไม่ยิงคุณง่าย ๆ  ในกรณีเลวร้ายที่สุด  การปล่อยให้พวกกบฏล้างสมองของคุณ  น่าจะถือว่าปรานีตามสมควร  พอพวกนั้นล้างสมองคุณแล้ว  ขั้นตอนต่อไปก็แค่ปล่อยให้คุณอยู่กับสมองที่ว่างเปล่าไปตลอดชีวิต  ภายในอาคารร้างหลังใดหลังหนึ่งของมันทากินีซิตี้  ซึ่งจะไม่มีใครรบกวนคุณอีกเลย  แน่นอนว่า  มันจะต่างไปจากกรณีที่คุณอยู่ในมันทากินีซิตี้จนครบกำหนด  แล้วถูกส่งตัวกลับบ้าน  ที่นั่นความทรงจำของคุณจะไม่หายไปในทันที  แต่จะค่อย ๆ จางหายไปเหมือนหมอกควัน  คุณย่อมจะเจ็บปวดมากกว่า  เมื่อรู้สึกได้ว่า  ความทรงจำของตัวเองกำลังสลายไปอย่างช้า ๆ ”“ฟังดูโหดเหี้ยมมาก  แต่ความจริงแล้วผมไม่ได้กังวลเรื่องพวกนี้  และผมเองก็ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกกบฏมาก่อนเลยด้วยซ้ำ  ถึงกระนั้นผมก็พอเข้าใจได้ว่า  ความขัดแย้งย่อมมีอยู่ในทุกองค์ประกอบของธรรมชาติ  โดยไม่ต้องเอาตัวเราเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย  แต่เอาเถอะ  เพื่อความเป็นพลเมืองดี  ผมจะพยายามไม่ขัดใจคุณ  อ้อ  ขอถามอะไรสักหน่อยได้ไหม  พอดีผมเกิดความสงสัยอะไรนิดหน่อย  สมมุติเอานะครับ  ถ้าผมแย่งปืนมาจากคุณ  แล้วหันปากกระบอกปืนยิงใส่คุณ  มันจะได้ผลเหมือนกันไหม”คำถามนี้ทำให้สันติสุขถึงกับหัวเราะออกมา  ก่อนจะตอบว่า  “มันถูกออกมาแบบมาเพื่อคนอย่างคุณ  สำหรับผมแล้วชอบอะไรที่สยดสยองมากกว่านั้น  ในความหมายและความรู้สึกของผู้คนร่วมสมัยเดียวกันกับผม”“การถูกยิงตายก็น่าสยดสยองมากพออยู่แล้วสำหรับผู้ถูกยิง  ผู้พบเห็นและต้องเป็นพยานในความตายนั้นกลับชวนให้สยองขวัญยิ่งกว่า  แต่ถ้าจะพูดไปแล้วความตายก็น่ากลัวเหมือนกันหมดนั่นแหละ  ไม่ว่าจะเป็นการตายอย่างมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม  แม้กระนั้นคงไม่มีใครอยากตายโดยไม่มีเหตุผล  เหตุผลไม่เข้าท่าก็ยังเป็นเหตุผลด้วยตัวของมันเอง  รู้อย่างนี้แล้วผมคงต้องระวังไม่ทำอะไรขัดใจคุณ  ผมจะพยายามเป็นเด็กดี  แม้ชีวิตจะเข้าสู่วัยชราแล้วก็เถอะ จริงสินะ  ทั้ง ๆ ที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะเป็นคนแก่เมื่อไม่นานมานี้นี่เอง  ก่อนหน้านี้ผมยังจำได้ว่ายังเป็นหนุ่มอยู่เลย  ชั่วประเดี๋ยวเดียวกลับชราลงอย่างรวดเร็ว  บางสิ่งเสื่อมโทรมลงจนแทบตั้งตัวไม่ติด  นี่จึงเป็นเหตุผลเร่งเร้าให้ผมรีบเดินทางมายังมันทากินีซิตี้  แม้จะต้องใช้เงินทองทั้งหมดที่มีอยู่  ผมได้แต่หวังว่าคงตัดสินใจไม่ผิด”“คุณอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ  ทำตามสามัญสำนึกของมนุษย์คนหนึ่ง  คุณจะไม่ได้พบผมบ่อยนัก  เราจะคุยกันเท่าที่จำเป็น  การได้พบกันรังแต่จะสร้างความรำคาญให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ  ผมรู้ดี  ไม่ใช่ในตอนเริ่มต้นก็ในบั้นปลาย  ผู้คนมาที่นี่ก็เพื่อแสวงหาความสงบสันโดษตามที่พวกเขาเข้าใจ  แม้ว่าแท้จริงแล้ว  พวกเขามาเยือนมันทากินีซิตี้ก็เพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำที่เลือนหายไปต่างหาก  ดังนั้นการได้รับช่วงเวลาที่จะไม่ต้องวุ่นวายกับใครเลย  แต่มีความสุขอยู่กับเรื่องราวในอดีต  เหมือนนักตกปลาผู้นั่งอยู่ตามลำพังริมลำธารในหุบเขา  ในมือมีเพียงคันเบ็ดไม้ไผ่และความเดียวดาย  อดีตคือสหายที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา  อารมณ์ความรู้สึกในทำนองนั้นนั่นแหละคือจุดเด่นของมันทากินีซิตี้  ซึ่งผมมีหน้าที่ต้องรักษาเอาไว้”“แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ  ตอนนี้พวกเขาไปอยู่ที่ไหนกันหมด    ตั้งแต่ผมเดินทางมาถึงก็ไม่เคยพบเห็นใครเลย  แม้จะโดยบังเอิญก็ตาม   คุณคือมนุษย์คนแรกที่ผมพูดด้วย  ส่วนบาร์เทนเดอร์ที่เช็ดแก้วไม่เคยเสร็จสักทีคนนี้  ไม่รู้ว่าจะนับเป็นคนที่สองได้หรือไม่”“คุณยังต้องการพบใครอีกงั้นรึ  มันทากินีซิตี้เป็นโลกที่คุณต้องการให้มีแต่ความโดดเดี่ยวตั้งแต่ในตอนออกเดินทางมาเยือน  อย่าบอกนะว่าตอนนี้คุณเปลี่ยนใจแล้ว”“ไม่ใช่คำถามสำคัญหรอกครับ  ผมแค่อยากรู้  ผมยังคงไม่ต้องการพบใครเหมือนในตอนเริ่มต้นออกเดินทาง”“ดีแล้ว”  สันติสุขผงกศีรษะไปมา  ก่อนจะยกแก้วเหล้าที่บาร์เทนเดอร์เพิ่งรินให้ใหม่ขึ้นดื่มจนหมดอีกครั้ง  “คนอื่น ๆ ต่างแยกย้ายกันอยู่  พวกเขาไม่ชอบออกมาเดินเพ่นพ่านเหมือนคุณหรอก  ดังนั้นคุณจะไม่ได้พบพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล เรื่องนี้คุณน่าจะเดาได้  มันเป็นข้อกำหนดพื้นฐานของมันทากินีซิตี้อย่างที่คุณต้องการ  คุณคงไม่อยากเจอหน้าใครในดินแดนแห่งนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวด  ในเวลาที่คุณคิดถึงพวกเขา”“ความเจ็บปวดเป็นเพียงอดีตสำหรับผมเท่านั้น  ว่าแต่ตอนนี้ผมไปได้หรือยัง  ผมเริ่มอยากออกเดินแล้ว  หรือพูดอีกทีก็ต้องบอกว่า  ผมอยากอยู่คนเดียวอีกครั้งหนึ่ง”“คุณคงเบื่อขี้หน้าผมเต็มทนแล้วสินะ  ผมเข้าใจ”“ขอถามอีกสักเรื่องเถอะ  ผมจะกลับมาใช้บริการร้านนี้ได้อีกหรือไม่”“เสียใจด้วย  คุณจะไม่ได้เห็นมันอีก  มันเป็นแค่ร้านเหล้าเฉพาะกิจเท่านั้น”“แล้วถ้าผมหิวล่ะ  ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยนะ  ตั้งแต่เดินทางมาถึงที่นี่”“ตามปกติจะมีตู้ขายอาหารและเครื่องดื่มแบบหยอดเหรียญอยู่หน้าอาคารบางแห่ง  เหรียญเงินที่คุณได้มาในตอนแรกยังอยู่ครบใช่ไหม  นั่นแหละ  หยอดเหรียญลงไป  แล้วกดเลือกรายการอาหารตามใจชอบ  รสชาติของมันไม่เลวเลยทีเดียว  แม้จะเป็นอาหารขยะก็ตาม  อ้อ  จำไว้อย่างหนึ่งว่าตู้พวกนั้นไม่มีแสงไฟ  เรื่องนี้คุณคงเข้าใจได้  คุณจึงต้องสังเกตให้ดี  ไม่ต้องสงสัยว่ากลไกต่าง ๆ ภายในตัวตู้ยังคงทำงานอยู่หรือไม่  แม้มันจะดูเหมือนถูกทอดทิ้งมานานแล้วก็ตาม”เขาพยักหน้ารับ  รีบลุกขึ้นยืน  และทำท่าเหมือนจะเดินออกไปจากร้านเหล้า“คุณควรดื่มกาแฟในถ้วยนี้ให้หมดนะ  มันจะช่วยทำให้คุณอยู่ในมันทากินีซิตี้ได้นานขึ้นอีกสองสัปดาห์  เมื่อรวมกับคำขอเดิมก็จะรวมเป็นระยะเวลาถึงหนึ่งเดือนครึ่ง  ผมขอมอบให้คุณเป็นกรณีพิเศษ  แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นอีกก็คือ  กาแฟถ้วยนี้จะทำให้ความทรงจำของคุณชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย  มันช่วยเรียกส่วนที่เสียหายกลับมามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  หวังว่าคุณคงพอใจกับความทรงจำของคุณ  และถ้าหากผมเป็นคุณ  ผมจะรีบรู้สึกกับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ก่อนที่เวลาในมันทากินีซิตี้จะหมดลง  ส่วนเรื่องการปักหลักอยู่อย่างถาวร  คุณคงต้องใช้ความพยายามให้ถึงที่สุดแล้วล่ะ”“ผมว่าผมจ่ายจนหมดตัวแล้วนะ”“เรื่องเงินเป็นแค่ตัวหลอกเท่านั้น  มันเป็นเพียงระบบคัดกรองผู้มาเยือน  แท้จริงแล้วเงินไม่มีความหมายอะไรเลย  เหมือนชื่อเสียงนั่นแหละ  สิ่งที่คุณต้องทำให้ได้ไม่มีอะไรมาก  แค่คุณพยายามไปให้ถึงห้องเพนเฮ้าส์บนยอดตึกระฟ้าที่สูงที่สุดของมันทากินีซิตี้  จงเดินทางไปลงทะเบียนที่นั่น  มันจะทำให้คุณได้รับอภิสิทธิ์และสามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป  เอาเถอะ  ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกหากไม่รู้เรื่องนี้  สันติสุขหรือผู้ชี้ทางคนนั้นไม่ได้มาเยือนมันทากินีซิตี้นานมากแล้ว  เขากลายเป็นคนที่รักจะอยู่ในโลกเก่ามากกว่าโลกใหม่  อยู่กับความว่างเปล่าของเขา  มันคือบทสรุปซึ่งเขาเป็นผู้เลือกเอง  ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นจะเข้าใจ  คุณน่าจะรู้ว่าทุกคนล้วนมีเหตุผลเป็นของตนเองด้วยกันทั้งนั้น  ถ้าพูดอย่างคนที่ไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่น  หรือแท้จริงแล้วไม่กล้าหาเหตุผลที่ดีกว่ามาคัดง้าง  ผมก็คงต้องบอกว่า  ขอเคารพการตัดสินใจของเขา  ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่จำเป็นต้องบอกคุณทุกเรื่อง  และอีกประการหนึ่ง  ตอนนี้เขาอาจลืมเรื่องที่พูดกับคุณไปจนหมดสิ้นแล้วด้วยซ้ำ  การต้องพูดคุยกันมากเกินไปในเรื่องซึ่งเราจดจำไม่ได้นั้น  ย่อมเป็นเรื่องน่าเศร้า”“โกงกันชัด ๆ  นั่นมันเงินทุกบาททุกสตางค์ของผมเลยนะ”“เขาไม่ใช่นักธุรกิจการเมืองหรือเผด็จการทหารนี่ครับ  จะได้ซื่อสัตย์กับการถลุงเงินทุกบาททุกสตางค์ของคุณ  แม้ในเวลาที่คุณไม่ได้สติหรือกำลังบ้าคลั่ง  แต่บอกแล้วไงว่าที่นี่เงินไม่มีความหมาย  ถ้าคุณต้องการมันคืน  ผมสามารถโอนกลับให้คุณเดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้”ในเวลานั้นเขาจึงได้แต่ยืนนิ่ง  ครุ่นคิด  และเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์  ความจริงเขาก็แค่ต้องการลองหยั่งเชิง  รวมถึงอยากเรียกร้องเวลาจากสันติสุขมากขึ้นเท่านั้น  แต่ราวกับอีกฝ่ายหนึ่งจะล่วงรู้ความคิดของเขา  สันติสุขสั่นศีรษะและคะยั้นคะยอให้เขาดื่มกาแฟ  เขาจึงรีบยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มจนหมด  ก่อนจะวางมันลงบนเคาน์เตอร์ค่อนข้างแรงจนบาร์เทนเดอร์หนุ่มหันหน้ามามอง  แล้วรีบเดินตรงเข้ามาเก็บถ้วยกาแฟไปล้างในทันที“ขอถามอะไรหน่อยเถอะ  เราสองคนเคยรู้จักกันมาก่อนไหม”“ไม่…ไม่เลย  เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  แม้หลายครั้งเราทั้งสองอาจจะรู้สึกไปว่า  มีบางสิ่งบางอย่างที่เราเคยใช้  หรือมีประสบการณ์ร่วมกันก็ตาม”“ขอบคุณ  ตอนนี้ผมคงต้องขอกล่าวว่า…ลาก่อน”“เชิญครับ  ระหว่างทางคุณควรระวังพวกกบฏเอาไว้บ้างก็ดี  ถ้าพวกมันจับคุณได้  คุณจะไม่เหลืออะไรอยู่ในหัวของคุณเลย  นอกจากเรื่องราวทั่วไปเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต  นี่ถือว่าผมเตือนคุณแล้วนะ  ถ้าคุณพลาดท่าเสียที  ก็อย่าหาว่าผมส่งคุณไปติดกับ”ก้าวพ้นออกจากร้านเหล้ามาได้  เขาก็ถึงกับถอนหายใจโล่งอก  รู้สึกเหมือนคนกลัวเครื่องบินที่ต้องทนนั่งอยู่ภายในนั้นเป็นเวลานาน  การได้พบกับผู้ดูแลมันทากินีซิตี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก  ข้อมูลต่าง ๆ ที่เพิ่งรับรู้ยังทำให้เขาเกิดความวิตกกังวล  ไหนจะรอยยิ้มลับลมคมในนั่นอีกเล่า  ดังนั้นการที่เขาเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาหลังจากดื่มกาแฟเข้าไป  เขาจึงใช้มันเป็นเหตุผลบอกตัวเองให้ออกจากร้านเหล้าโดยเร็ว  แต่แท้จริงแล้วเหตุผลก็คือการอยู่ห่างจากชายผู้มีอาวุธอันตรายนั่นเอง  อย่างไรก็ตาม  ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับห้องพักบนอาคารที่สูงที่สุดก็ทำให้เขาต้องครุ่นคิดอย่างหนัก  เขายอมรับว่าปรารถนาเดินทางไปให้ถึงห้องนั้น  เขาไม่รู้หรอกว่าที่นั่นจะมีอะไรรออยู่  แต่สัญชาตญาณบอกว่าเขาจะต้องไปให้ถึง  มีบางสิ่งบางอย่างสำคัญรอเขาอยู่  อย่างน้อยก็คือการได้รับสิทธิพำนักอยู่ในมันทากินีซิตี้ได้ตลอดไป  คิดดูเอาเถอะ  ในตอนนั้นจะมีอะไรวิเศษยิ่งไปกว่านี้อีกเล่า  เขาถามฉันด้วยรอยยิ้มอย่างขัน ๆเดินมาได้สักครู่หนึ่ง  เขาก็มองเห็นตู้จำหน่ายอาหารอัตโนมัติ  มันตั้งอยู่หน้าอาคารยอดแหลมซึ่งมีลักษณะผิดแผกไปจากอาคารทั่วไป  ตู้ขายอาหารแลดูเป็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ในความมืด  เขาพบมันขณะเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อมองหายอดตึกระฟ้าที่สูงที่สุด  ทว่าในตอนนั้นยังคงค้นไม่พบ  เนื่องจากอาคารสูงรอบตัวได้บดบังทัศนียภาพของมหานครกว้างใหญ่เอาไว้จนหมดสิ้น  ในเวลาต่อมา  เขาจึงมีความคิดที่จะลองเปลี่ยนวิธีการใหม่  เป็นไปได้ว่าเขาจะต้องหาทางขึ้นไปบนดาดฟ้าของอาคารหลังใดหลังหนึ่ง  เขาเริ่มคิดอย่างมีความหวัง  ขณะล้วงกระเป๋ากางเกงควานหาเหรียญเงินซึ่งผู้ชี้ทางมอบให้ไว้หนึ่งกำมือ  เขาไม่แน่ใจหรอกว่าพวกมันมีอยู่ด้วยกันกี่เหรียญ  เขารับเหรียญพวกนี้มาโดยไม่ได้สนใจเลย  ด้วยมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้เดินทางไกลเหมือนสมัยก่อน  เขาเดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าตู้จำหน่ายอาหารแบบหยอดเหรียญ  ซึ่งมองดูเหมือนของเก่าจากยุคที่สิ่งต่าง ๆ บนโลกมนุษย์ยังไม่ได้เชื่อมต่อกันด้วยระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง  เขาพยายามเพ่งมองสิ่งประดิษฐ์ของโลกเก่าที่ไร้แสงไฟ  ไม่มีแม้กระทั่งแสงกะพริบเป็นสัญญาณบอกการทำงาน  เพราะแสงไฟถือเป็นการรบกวนผู้มาเยือนอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  แต่ด้วยความหิวโหย  เขาก็หวังว่ากลไกภายในตู้จะยังคงทำงานได้ตามปกติ  ดังนั้นเขาจึงรีบหยอดเหรียญลงไป  แล้วกดปุ่มเลือกแฮมเบอร์เกอร์กับน้ำอัดลม  ตามรูปภาพบนตู้ที่ปรากฏอยู่อย่างเลือนลางในความมืด  อึดใจต่อมาก็มีเสียงหึ่ง ๆ ดังขึ้น  มันน่าจะเป็นเสียงการทำงานของกลไกอะไรสักอย่างหนึ่ง  ในเวลาเดียวกันนั้น  แก้วน้ำทำจากกระดาษก็เคลื่อนตัวตกลงมาในช่องว่างด้านล่าง  แล้วอย่างทันทีทันใด  เขาก็มองเห็นและได้ยินเสียงน้ำอัดลมถูกฉีดใส่แก้วดังซ่า ๆ  มีกลิ่นเฉพาะตัวของโคล่าฟุ้งกระจายออกมาค่อนข้างแรง  นี่เป็นเครื่องดื่มที่ไม่ได้อยู่ในความทรงจำของเขามานานมากแล้ว  ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้เขาจะไม่ได้แตะต้องน้ำอัดลมเลย  หมอและภรรยาผู้ชราของเขาสั่งห้ามดื่มอย่างเด็ดขาดในระหว่างที่เขากลายเป็นคนป่วย  เวลานั้นเขาจึงคิดว่า  การดื่มน้ำอัดลมในมันทากินีซิตี้สักแก้วหนึ่ง  คงไม่ถึงกับทำให้เขาล้มลงไปนอนชักดิ้นชักงออย่างแน่นอนเมื่อได้อาหารและเครื่องดื่ม  เขาก็ถือโอกาสเดินเล่นพร้อมกับกินไปด้วย  แฮมเบอร์เกอร์รสชาติไม่ต่างจากในความทรงจำของเขา  ครั้งเคยนั่งกินตามร้านแฟรนไชส์ในศูนย์การค้าต่าง ๆ  ส่วนโคล่ายังมีรสใกล้เคียงกับที่เขาเคยดื่มมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กประถม  และการได้เดินกินเหมือนตอนเป็นวัยรุ่นก็สร้างความพึงพอใจให้แก่เขาไม่น้อยทีเดียว  เนื่องจากบัดนี้ไม่มีใครมาคอยห้ามปราม  ที่ผ่านมามักจะมีคนคอยห้ามเขาไม่ให้ทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ  ส่วนใหญ่มักจะเป็นภรรยาผู้ชราของเขา  เหตุผลก็ไม่มีอะไรใหม่  ทุกครั้งจะมีแต่เรื่องสุขภาพเป็นข้ออ้างทั้งสิ้น  เขาจึงแทบจะทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้เลย  โดยที่ยังไม่ต้องกล่าวถึงในเรื่องซึ่งเป็นนามธรรม  เขาเคยคิดด้วยความสงสัยว่า  ถ้าคนเราไม่อาจหาความเพลิดเพลินกับสิ่งต่าง ๆ บนโลกนี้ได้แล้ว  มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรกันเล่า  ทว่าในเวลานั้น  ความรื่นรมย์ที่สุดก็คือความสงบใจยามได้อยู่ตามลำพัง  เขาไม่เหงาเลย  แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความสุขหลังจากกินแฮมเบอร์เกอร์จนหมดก้อน  เขาค่อย ๆ เช็ดมือกับกางเกงที่สวมอยู่อย่างง่าย ๆ  และยกแก้วโคล่าขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่  ต่อมาเขาคิดจะทิ้งแก้วเครื่องดื่ม  จึงมองหาถังขยะแต่ไม่พบ  แล้วจู่ ๆ ก็มีถังขยะพลาสติกสีเขียวทรงกระบอกสี่เหลี่ยม  ความสูงเท่ากับเอวของเขา  ผุดขึ้นจากพื้นทางเท้าตรงหน้าอย่างทันทีทันใดราวกับใช้เวทมนตร์  เขาเริ่มรู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมาทันที  พลางคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องปกติสักเท่าใดนักที่จะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น  แต่ความเคร่งเครียดภายในใจของเขาก็เลือนหายไป  เมื่อมองเห็นบ้านสีขาวสองชั้นหลังหนึ่งตรงหัวมุมถนน  ห่างจากจุดที่เขายืนอยู่ราวร้อยเมตร  เขารีบเปิดฝาถังขยะทิ้งแก้วน้ำลงไป  และก้าวเดินอย่างเร่งรีบเหมือนเด็กน้อยที่วิ่งซอยขาอย่างรวดเร็ว  เมื่อมองเห็นพ่อกับแม่มารอรับอยู่หน้าประตูโรงเรียน  แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ความชราของเขา  มันทำให้ขาทั้งสองข้างไม่ค่อยจะเป็นใจสักเท่าไรนักครั้นเข้าไปใกล้มากพอแล้ว  เขาก็ต้องหยุดจ้องมองบ้านหลังนั้นอยู่เป็นเวลานาน  เขาสารภาพกับฉันว่า  ในตอนนั้นเขาแทบจะไม่อยากเชื่อสายตาตนเองเลย  เมื่อสิบสี่ปีก่อนเขาเคยกลับไปค้นหามัน  แต่ก็พบเพียงซากปรักหักพังซุกซ่อนตัวอยู่ภายในดงไม้รกร้าง  ทว่าบ้านหลังที่เห็นอยู่ในมันทากินีซิตี้ในช่วงเวลาดังกล่าว  ยังคงมีสภาพดุจเดียวกับที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งอายุสิบเจ็ดปี  เขาไม่มีวันลืมรายละเอียดของบ้านสีขาวไปได้อย่างแน่นอน  แต่ด้วยเหตุผลใดกันเล่า  ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะว่า  เขาได้รู้จักกับน้าแก้วเป็นครั้งแรกก็ภายในบ้านหลังนั้นในเวลาต่อมา  เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องของน้าแก้วให้ฉันฟังด้วยรอยยิ้มเศร้า ๆ  เขาบอกกับฉันว่า  น้าแก้วหนีออกจากบ้านมาด้วยความเชื่อว่าไม่มีใครรักเธอเลย  เธอจึงเที่ยวเดินไปตามท้องถนนซึ่งในระยะแรกมีผู้คน  แต่นานวันเข้าท้องถนนก็ว่างเปล่าราวกับเมืองร้าง  อย่างไรก็ตาม  เธอยังคงเดินต่อไปอย่างไม่รู้จักท้อแท้  จนกระทั่งได้พบถนนอีกสายหนึ่ง  บนเส้นทางสายนี้นี่เองที่ความโดดเดี่ยวอันน่าประหลาดกำลังรอเธออยู่  และทำให้เธอคิดว่า  ความโดดเดี่ยวคือความสุข  เธอปรารถนาจะอยู่กับความรู้สึกนี้ไปจนวันตาย  เธอเคยเชื่อว่า  อีกไม่นานเธอจะตายจากโลกของเธอไปอย่างเรียบง่าย  เธอจึงได้แต่เฝ้ารอคอยให้ความตายอันงดงามมาถึง  ภายในใจของเธอหวังว่า  มันจะมาทักทายอย่างสงบในวาระสุดท้าย  วินาทีซึ่งความเจ็บปวดทั้งชีวิตได้มลายหายไปจนหมดสิ้นแต่แล้ววันหนึ่งน้าแก้วก็ได้พบรถยนต์สีแดงตกอยู่ข้างทาง  ภายในรถคนนั้นมีร่างของชายวัยกลางคนนอนฟุบหมดสติอยู่ด้านหลังพวงมาลัย  เธอรีบปฐมพยาบาลชายผู้นี้ด้วยความรู้สึกทางมนุษยธรรม  และเมื่อเขาฟื้นขึ้นมาพอบอกทางได้  เธอจึงรับอาสาขับรถพาเขากลับไปยังบ้านพักภายในหุบเขาแห่งหนึ่ง  และอยู่ดูแลจนกระทั่งเขาหายป่วยภายหลังชายวัยกลางคนผู้นี้ตอบแทนน้าแก้วด้วยการขอเธอแต่งงาน  ในขณะนั้น  แม้ว่าเธอจะไม่ได้รู้สึกรักชายคนดังกล่าวเลย  แต่เธอกลับตอบตกลงอย่างง่ายดาย  นั่นคงเป็นเพราะว่าการพักอยู่ในบ้านสีขาวเป็นเวลานาน  ได้ทำให้เธอเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายการเดินทางไปบนถนนสายว่างเปล่า  ถนนซึ่งดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด  น้าแก้วปรารถนาการได้พักผ่อน  ก่อนจะออกเดินทางอีกครั้งเมื่อหัวใจของเธอพร้อมภายในบ้านสีขาวอันเป็นเรือนหอ  น้าแก้วได้ถอดเสื้อยืดรัดรูปออกจากร่างที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ  และแทนที่ด้วยเสื้อคอกระเช้าสีฝาดแลดูเคร่งขรึม  กระโปรงสั้นถูกเปลี่ยนเป็นผ้าซิ่นสีดำยาวกรอมเท้ากลมกลืนไปกับบรรยากาศ  น้าแก้วพยายามปรับตัวให้เข้ากับหุบเขานั่นเอง  เขายังจำได้ดีเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้  ครั้งหนึ่งเธอเคยบอกเขาว่า  มันคือจังหวะที่เหมาะสำหรับการลงหลักปักฐาน  เป็นความรู้สึกลงตัว  เธอเริ่มรู้สึกมั่นคง  ปลอดภัย  หายเหนื่อย  หายกลัว  ทุกสิ่งทุกอย่างช่างง่ายดาย  เมื่อเธอเองรับรู้ว่าชายกลางคนก็ไม่ได้รักเธอเลยเช่นกัน  ชายผู้นี้ต้องการเพียงแค่ครอบครองสาวงามไว้เป็นสมบัติเหมือนเช่นชายทั่วไป  จากนั้นไม่นานก็เบื่อหน่าย  แล้วหันไปแสวงหาหญิงสาวคนใหม่ตามแรงขับภายใน  ไม่มีผู้ชายคนไหนเคยอิ่มกับเรื่องทำนองนี้  พวกเขาหิวกันอยู่ตลอดเวลา  แต่หลายคนรู้ดีว่า  ความหิวอาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  พวกเขาจึงยอมอดกลั้นต่อความหิวกระหายดังกล่าว  ทว่าเหตุผลนั้นใช้ไม่ได้กับสามีของน้าแก้ว  ชายผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด  สามีของน้าแก้วเคยยอมรับว่า  สำหรับชายที่ยังคงมีความสามารถและอำนาจ  ย่อมแสวงหาการเติมเต็มเมื่อรู้สึกพร่องหรือหิวโหย  อีกทั้งยังหวังการตอบสนองที่ดีจากเหยื่อตรงหน้า  ถ้าเหยื่อดิ้นรนต่อสู้  นั่นย่อมจะเป็นความสนุกอย่างถึงที่สุด  เหยื่อที่ตายแล้วไม่มีค่าอะไรอีกการอยู่อย่างไร้ความรักทำให้น้าแก้วปราศจากความเจ็บปวด  พฤติกรรมของสามีไม่เคยสร้างความรวดร้าวใด ๆ ให้แก่หัวใจของเธอเลย  น้าแก้วไม่คาดฝันมาก่อนว่าวันหนึ่งเธอจะได้พบกับเขา  เธอเคยสารภาพเช่นนั้น  และยังกล่าวว่าเขาทำให้เธอมองเห็นโลกนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป  เธอกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง  แม้ความเป็นไปเยี่ยงนั้นจะทำให้เธอรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของความเจ็บปวด  ความรู้สึกที่เธอหลงลืมไปนานมากแล้ว  ทว่าภายในหุบเขาย่อมแตกต่างกันออกไป  มันคือความเจ็บปวดซึ่งทำให้โลกและท้องฟ้ากลับมางดงามเหมือนเช่นเดิม  น้าแก้วยังสารภาพด้วยว่า  เธอรู้สึกคุ้มค่าเหลือเกินกับการได้สัมผัสถึงความรู้สึกเจ็บปวดนั้นจากสีหน้าท่าทางของเขา  ทำให้ฉันมองเห็นได้ว่า  เขาทบทวนและเล่าเรื่องราวภายในความทรงจำช่วงนี้อย่างกระตือรือร้น  แม้จะทำให้เขาสะเทือนใจมากก็ตาม  ความทรงจำในห้วงยามนั้นช่างดูสดใหม่อย่างน่าประหลาด  เขาจึงยังคงรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของเธอเหมือนเช่นครั้งแรก  เขากล่าวว่า  เขาจดจำเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับเธอได้เป็นอย่างดี  จนกระทั่งเกิดแรงปรารถนาที่จะหวนกลับไปหาเธออย่างรุนแรง  ทว่าที่ผ่านมา…ถึงตรงนี้เสียงพูดของเขาก็ขาดหายไป  เขาต้องใช้เวลาปรับอารมณ์อยู่นานกว่าจะเริ่มต้นเล่าเรื่องได้อีก  เขาบอกว่านี่อาจฟังดูเหมือนข้อแก้ตัว  เขาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่เบาลงมากจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ  ทำให้ฉันรับรู้ว่า  ความจำเป็นหลายอย่างทำให้เขาไม่อาจเป็นตัวของตัวเอง  กระทั่งหลายสิบปีต่อมา  ในวันที่เขากลายเป็นชายวัยกลางคนไปแล้ว  ความชราได้คืบคลานเข้าสู่ร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเขา  เว้นเสียก็แต่ความทรงจำบางส่วน  ด้วยเหตุนี้เมื่อลูกชายบุญธรรมของเขาได้ตัดสินใจพาเขาเดินทางไปยังหุบเขาแห่งนั้น  ความทรงจำในวันเก่าแก่ครั้งเป็นเด็กหนุ่มก็ถูกกระตุ้นเตือนให้ตื่น  และทำให้เรื่องราวทั้งหมดราวกับเพิ่งเกิดขึ้น“ยิ้มหน่อยค่ะ”  เด็กสาวร้องสั่งเสียงใส  ก่อนจะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพเขาซึ่งกำลังยืนเหม่ออยู่ตามลำพัง  โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสีเขียวอมคราม  เมื่อเขาหันกลับไปมองก็แลเห็นเมฆขาวหม่น ๆ ลอยเรี่ยต่ำ  ประหนึ่งกำลังโอบกอดทุกคนเอาไว้  ครั้นถ่ายรูปเขาเสร็จแล้ว  เด็กสาวได้ขอร้องให้ช่วยถ่ายรูปเธอคู่กับลูกชายบุญธรรมของเขาเขารับโทรศัพท์จากมือของเด็กสาว  ทว่าด้วยความที่สายตายาวจึงต้องหรี่ตาเพ่งมองภาพบนจอ  และเลื่อนเข้าเลื่อนออกอยู่นาน  ในเวลานั้นเขาต้องยอมรับว่า  ยิ่งจ้องมองจอภาพนานเท่าไร  ภาพบนจอก็ยิ่งสะกิดใจมากขึ้นเท่านั้น  ภาพของคู่รักคู่หนึ่งซึ่งกำลังยืนอยู่ต่อหน้าฉากธรรมชาติอันงดงาม  ได้ทำให้ความทรงจำเก่าแก่ของเขาถูกฉายซ้ำอยู่ในห้วงความคิด  ความมีชีวิตชีวาและความรักของเด็กรุ่นลูก  ทำให้เขาอดคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้นภายในหุบเขาแห่งนี้ไม่ได้“การมีชีวิตอยู่คือความเจ็บปวด”น้าแก้วเคยกล่าวออกมาให้เขาได้ยินเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม  ทว่าการหวนคืนในวันซึ่งร่างกายกำลังเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา ณ ใจกลางหุบเขาแห่งความทรงจำ  และทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง  แต่ถ้อยคำของเธอยังคงแว่วมาให้เขาได้ยินครั้งแล้วครั้งเล่า  ดุจเดียวกับเสียงก้องสะท้อนจากปากของนักท่องเที่ยวหนุ่มสาว  ที่กำลังสนุกสนานอยู่กับการตะโกนถ้อยคำใส่กำแพงภูเขาไม่นานนักฝนในหุบเขาก็ร่วงหล่นลงมา  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า  สายฝนจะทำให้เขาหวนคิดถึงเรื่องราวคืนสุดท้ายในหุบเขา  เขายังคงจดจำความรู้สึกในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี  ราวกับว่าได้สลักเสลาเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ภายในหัวใจคืนนั้นช่างเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะไม่เผลอหลับใหลไปในความง่วงงุนและความมืดมิดของคืนข้างแรม  เขาเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ตามเดิม  เขาบอกว่า  ต้องฝืนลืมตาโพลงอยู่ภายในมุ้งตามลำพัง  หลังจากที่น้าแก้วได้จากไปแล้ว  ในเวลานั้นไม่มีอะไรให้ทำอีก  นอกจากนอนตะแคงเงี่ยหูฟังเสียงน้ำค้างหยดจากชายคาดังเปาะแปะ  เสียงดังกล่าวดังเป็นจังหวะเมื่อกระทบพื้นดิน  ประสานกับเสียงแมลงกลางคืนที่ร้องระงมไปทั่วหุบเขา  จมูกของเขาได้กลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ป่า  อีกทั้งยังมีกลิ่นดินล่องลอยมาตามกระแสลม  กลิ่นธรรมชาติดังกล่าวผสานเข้ากับกลิ่นหอมอันหวานซึ้งบนปลอกหมอนและผ้าห่ม  ทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนรัญจวนใจ  ก่อนที่จะหลงเหลือเพียงความเจ็บปวดเก็บซุกซ่อนเอาไว้ในภายหลัง  ใจหนึ่งเขาปรารถนาจะหลับตาลงเพื่อฝันถึงเรื่องราวอันงดงามระหว่างน้าแก้วกับเขาไปชั่วชีวิต  แต่หากลองได้หลับสนิทเสียแล้วก็ย่อมจะเผลอไผลหลับยาวนานจนถึงพลบค่ำของอีกวันหนึ่ง  มันจะสายเกินไปสำหรับการหลบหนี  แผนการซึ่งได้วางเอาไว้คงล้มเหลว  แม้ว่าหลายต่อหลายครั้งที่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้  เขาก็นึกอยากให้มันล้มเหลวเสียเหลือเกิน  เพื่อที่เขาจะได้อยู่กับน้าแก้วภายในบ้านสีขาวตลอดไป  ไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม  จะคนเป็นหรือคนตาย  เขายอมรับได้ทั้งสิ้น  ทว่าเขาเองก็ยังมีเรื่องราวในครอบครัวต้องสะสาง  ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกสับสนอย่างไรบอกไม่ถูก  สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความเศร้าและความรู้สึกใจหาย  เมื่อใกล้จะได้เวลาต้องจากเธอไป  ความสมหวังได้ลงโทษเขาด้วยการมอบความเจ็บปวดให้เป็นรางวัล  และนั่นก็คือความจริงที่เขาจำต้องยอมรับเรื่องราวระหว่างน้าแก้วกับเขาเริ่มต้นขึ้นในสายวันหนึ่งของฤดูร้อน  ปีนั้นโลกกำลังร้อนเป็นไฟ  เมื่อเขากับพ่อทะเลาะทุ่มเถียงกันยกใหญ่  เรื่องที่เขาแอบไปขับรถแข่งบนถนนหลวงจนถูกตำรวจจับกุม  แล้วกลายเป็นคดีความขึ้นมาในที่สุด  เขาตัดสินใจหนีออกจากบ้านด้วยจักรยานพับสีแดง  โดยมีกล่องพลาสติกใบใหญ่ใส่เสื้อผ้าและอาหารกระป๋องมัดติดอยู่บนตะแกรงหลังของรถจักรยาน  จากนั้นออกเดินทางไกลด้วยเรี่ยวแรงสองขาบวกกับความคึกคะนองของวัยรุ่น  หลังจากขี่จักรยานเร่ร่อนเป็นวันที่สอง  เขาก็เดินทางมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง  จึงตัดสินใจพักค้างคืนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ  เนื่องจากมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นร่มรื่นอยู่ตามแนวตลิ่ง  ที่สำคัญไม่มีผู้คนให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว  ทั้ง ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากถนนและเชิงสะพานข้ามแม่น้ำการลงเล่นน้ำในแม่น้ำซึ่งไหลลงมาจากภูเขาช่วยเรียกความสดชื่นให้แก่เขา  น้ำนั้นใสแจ๋วและเย็นจัด  การได้อยู่ตามลำพังยังก่อให้เกิดความประทับใจมากเป็นพิเศษ  หลังจากเล่นน้ำอยู่นานเขาก็เริ่มรู้สึกหิว  เขาจึงหุงข้าวกินอย่างตามมีตามเกิด  โดยใช้น้ำจากแม่น้ำ  และเก็บกิ่งไม้แห้งมาเป็นเชื้อฟืน  แม้ภายหลังมันจะกลายเป็นข้าวสุกเละ ๆ ก็ตาม  ทว่าก็ยังให้ความรู้สึกเอร็ดอร่อยเมื่อกินกับปลากระป๋องในซอสมะเขือเทศ  ระหว่างกินอาหารอยู่นั้น  เขาทอดสายตามองสายน้ำไหลเอื่อย ๆ อย่างมีความสุขเขาพักอยู่ที่ริมแม่น้ำสองคืนโดยไม่มีใครรบกวน  ก่อนจะตัดสินใจขี่จักรยานออกนอกเมืองไปไกลยิ่งขึ้น  เขาเลือกใช้ถนนเลียบพรมแดนประเทศซึ่งเป็นเส้นทางสายเปลี่ยว  ทว่างดงามด้วยธรรมชาติของป่าดิบและภูเขาเขียว  ระหว่างทางเขาแทบจะไม่ได้พบเห็นหน้ามนุษย์ด้วยกันเลย  และนั่นก็คือสิ่งที่เขาต้องการอย่างยิ่งจักรยานพับสีแดงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเงียบ ๆ  พลังงานจากสองขาถ่ายเทสู่โซ่เหล็กและยางล้อ  มันเป็นพลังที่เกิดขึ้นจากความต้องการจะไปจากสังคมให้ไกล  โลกที่ทำให้เขาเจ็บปวดอยู่เสมอ  แล้วก็คิดเอาอย่างง่าย ๆ ว่า  ปลายทางที่อยู่ไกลออกไปจะทำให้เขาได้พบกับโลกใหม่ซึ่งมีแต่ความสุข  ในสมัยก่อนเขาทำได้แค่แสวงหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ  ตั้งความหวัง  และพยายามไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ  ด้วยในสมัยนั้น  ผู้คนประเภทเขายังไม่รู้จักมันทากินีซิตี้  ความจริงมันอาจจะมีอยู่แล้ว  เพียงแต่ขาดผู้ชี้ทางอย่างที่คนรุ่นหลังได้รับโอกาสในเวลาต่อมา  เขาได้รับข้อมูลจากคำบอกเล่าของชาวบ้านป่าที่พบระหว่างทาง  แล้วถือโอกาสแลกเปลี่ยนอาหารกระป๋องกับไก่ย่าง  โดยไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียเปรียบ  ต่างฝ่ายต่างคิดว่า  ช่างเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าดีเหลือเกินข้อมูลใหม่จากชาวบ้านป่าทำให้เขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางเขื่อนแห่งหนึ่ง  โดยใช้ถนนลาดยางยาวสุดสายตาเป็นเครื่องนำทาง  มันเป็นถนนสายเล็กซึ่งเต็มไปด้วยเนินและทางลาดสูง ๆ ต่ำ ๆ  เส้นทางสายนั้นยาวไกลมากเสียจนดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะไปให้ถึงปลายทาง  แต่เขาก็พยายามกัดฟันขี่จักรยานขึ้นเนินแล้วเนินเล่าอย่างสุดกำลังความสามารถ  ตามประสาเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้วด้วยความที่สองข้างทางคือเนินเขาสลับพงหญ้า  ผสมผสานเข้ากับความเหน็ดเหนื่อยและแสงแดดที่แผดจ้า  ทำให้ในเวลาต่อมาเขานึกอยากจะจอดรถจักรยานเพื่อล้มตัวลงนอนริมถนน  ทว่าตอนนั้นบ่ายมากแล้ว  แสงแดดกำลังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง  บรรยากาศรอบตัวว่างเปล่าวังเวงเหมือนโลกนี้ไร้สิ่งมีชีวิต  สายตาอ่อนล้าของเขาพยายามมองหาสถานที่เหมาะสมสำหรับพักแรม  แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร  แสงแดดยามบ่ายจัดก็ยิ่งทำให้เขาร้อนมากขึ้นจนเหงื่อท่วมตัว  ลมหายใจเหมือนจะติดขัด  มันเข้าและออกจากปอดสองข้างอย่างยากเย็น  อย่างไรก็ตาม  สายลมร้อนเดือนเมษายนที่พัดผ่านมาปะทะใบหน้าและแขนขาเป็นครั้งคราว  ก็ช่วยคลายความร้อนลงได้บ้าง  มันเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มคิดถึงห้องนอนส่วนตัวแสนสบาย  แต่ตอนนั้นเขาไม่นึกอยากกลับบ้านเลย  เขาเกลียดหลายสิ่งหลายอย่างที่นั่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของเขาเอง  คงเป็นเรื่องดีกว่าถ้าบ้านหลังนั้นจะไม่มีใครเลย  เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องหนีออกมาทรมานอยู่กลางเปลวแดดอย่างที่เป็นอยู่  เขาสารภาพกับฉันว่า  ในช่วงเวลาดังกล่าว  ไม่แปลกเลยที่เขาจะคิดเช่นนี้“นี่มันนรกชัด ๆ”  เขาอดรนทนไม่ไหวจนต้องตะโกนออกไปประหนึ่งใกล้จะคลุ้มคลั่ง  ระหว่างที่ใช้ความพยายามสุดกำลังปั่นจักยานพับขึ้นเนินสูงอีกครั้ง  เมื่อถึงยอดเนินก็มองไปข้างหน้า  พร้อมกับเตือนตัวเองว่า  หลังจากปล่อยจักรยานไหลลงเนินนี้แล้ว  เนินถัดไปจะสูงกว่าทุกเนินที่ผ่านมา  ถึงเวลานั้นเขาน่าจะต้องลงจากอานเพื่อเดินจูงจักรยานไต่ขึ้นเนินอย่างช้า ๆ  เขาคิดว่า  ป่วยการเปล่าที่จะต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกด้วยการทำความเร็วอย่างที่ผ่านมา  แต่การปล่อยจักรยานพับสีแดงไหลลงเนินก็ก่อให้เกิดความรู้สึกอิสรเสรีอย่างยิ่ง  นี่อาจพอนับได้ว่าเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขา  หลังจากเพิ่งพบกับความเหน็ดเหนื่อยมาหยก ๆ  เขาชอบความรู้สึกยามได้นั่งอยู่บนอานในขณะที่จักรยานไหลลงเนินเสมอ  มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการขี่จักรยาน  แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยระหว่างไต่ขึ้นเนินสลับกันไปเนินแล้วเนินเล่าขณะกำลังสนุกอยู่กับการปล่อยให้จักรยานไหลลงเนินอยู่นั่นเอง  รถเก๋งสีแดงคันหนึ่งก็สะดุดสายตาของเขามาแต่ไกล  มันจอดตะแคงนิ่งสนิทอยู่ในพงหญ้าข้างทาง  อะไรบางอย่างบอกเขาว่า  คงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  เขาจึงบีบห้ามล้อหลังเพื่อลดความเร็วจักรยานทีละน้อย  เมื่อไปถึงรถยนต์คันนั้นก็หยุดจักรยานได้พอดี  เขาพยายามเพ่งสายตามองผ่านฟิล์มสีดำเข้าไปภายในตัวรถ  จึงพบว่ามีชายคนหนึ่งก้มหน้าฟุบอยู่บนพวงมาลัย  โชคดีที่ประตูรถไม่ได้ล็อกกลอนเอาไว้  ทำให้เขาสามารถเปิดได้อย่างง่ายดาย  เขารีบประคองร่างของชายผู้นั้นออกมาปฐมพยาบาลแบบงู ๆ ปลา ๆ จนฟื้นคืนสติ  และด้วยถือหลักการว่า  หากช่วยเหลือใครแล้วก็ต้องช่วยจนถึงที่สุด  ประกอบกับยังไม่มีจุดหมายในการเดินทางที่แน่ชัดนัก  เขาจึงอาสาขับรถเก๋งสีแดงที่ยังคงใช้งานได้ดีไปยังบ้านพักของคนป่วย  จากคำบอกเล่าที่เปล่งออกมาอย่างติด ๆ ขัด ๆ  เขาจึงรับรู้ว่ามันอยู่ภายในหุบเขาแห่งหนึ่ง  อาจกล่าวได้ว่า  หุบเขาแห่งนั้นดูราวกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังหลับใหลอยู่ในความปวดร้าว  หยดฝนคือหยาดน้ำตาของเธอ  ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นภายในใจบอกแก่เขาเช่นนั้น  เขาเล่าให้ฉันฟังด้วยรอยยิ้มอันแสนเศร้า  ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า  ระหว่างเดินทางเข้าสู่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความหม่นหมองนี้  สายตาของเขาแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย  โลกรอบตัวเกือบจะมืดสนิท  แลเห็นได้ก็เพียงบริเวณที่แสงจากโคมไฟหน้ารถส่องถึงเท่านั้น  ซึ่งไม่พ้นไปจากดินลูกรังสีแดงข้นคลั่กเป็นโคลนเหนียว  ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย  และยิ่งเข้าใกล้จุดหมายปลายทาง  สายฝนก็ยิ่งตกลงมาอย่างเชื่องช้ายิ่งขึ้น  เขารู้สึกว่านี่ช่างเป็นหยาดฝนที่ร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้าเสียเหลือเกิน  กระทั่งแลเห็นเป็นเส้นยาวราวกับเข็มโลหะจำนวนนับไม่ถ้วน   ขณะนั้นชายผู้ที่ภายหลังเขาเรียกว่า “ลุงฉัตร” ซึ่งอาการดีขึ้นแล้ว  และกำลังนอนเอนหลังพักผ่อนอยู่ภายในรถ  ได้เล่าให้เขาฟังว่า  วันใดที่ฝนตกตลอดทั้งวัน  การขับรถยนต์ไปตามถนนสายนี้  ต้องใช้โซ่พันล้อรถเอาไว้เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะพื้นถนน  หาไม่แล้วก็อาจจะลื่นไถลตกลงไปยังหุบเหวลึกเบื้องล่าง  ที่เต็มไปด้วยป่าไผ่และความตาย“น่าแปลกตรงที่แม้จะมีความตายรออยู่เบื้องล่าง  แต่มนุษย์จำนวนมากก็ยังคงปรารถนาจะได้ลิ้มรสชาติของการร่วงหล่นเสมอ  เป็นเพราะความน่าหลงใหลกระนั้นหรือ  ความเจ็บปวดงดงามในความรู้สึกของพวกเขาจนยากแก่การตัดใจใช่ไหม  ถูกต้อง  มันทรมานรวดร้าว  แต่ยังคงมีความสุขซุกซ่อนเอาไว้อยู่ภายใต้ความรู้สึกเหล่านั้น  ตอนนี้เธอคงไม่เข้าใจเรื่องที่ลุงพูด  เธอยังเด็กอยู่มากทีเดียว  แม้จะขับรถได้ดีกว่าผู้ใหญ่หลายคนที่ขับรถเก่ง ๆ ก็ตาม”สองข้างทางของถนนสายนั้น  ด้านหนึ่งเป็นภูเขาที่ถูกระเบิดออกไปบางส่วน  แลเห็นก้อนหินน้อยใหญ่กองอยู่ตีนภูเขาที่ย่อยยับลงด้วยน้ำมือมนุษย์  ก้อนหินพวกนี้มีให้เห็นอยู่เกือบตลอดเส้นทาง  ขณะที่อีกด้านหนึ่งของถนนเป็นพงหญ้าและต้นธูปฤาษี  ห่างออกไปภายใต้แสงสลัวคือป่าไผ่ในหุบเหวลึก  ยามนั้นเขาต้องตั้งใจขับรถมากเป็นพิเศษ  แม้จะมีประสบการณ์แข่งรถกินเงินเดิมพันบนถนนหลวงมาร่วมสองปี  แต่เขาก็เลือกใช้เกียร์ต่ำ  และประคองพวงมาลัยรถด้วยความระมัดระวัง  โดยมีลุงฉัตรคอยบอกเส้นทางอยู่เป็นระยะ  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย  เนื่องจากมันเป็นเพียงถนนลดเลี้ยวเคี้ยวคดที่ไม่มีทางแยกใด ๆ ให้สับสน  มิหนำซ้ำซุ่มเสียงของชายกลางคนก็แผ่วเบาเหนื่อยอ่อนอยู่ในความเงียบของห้องโดยสาร  เขารับรู้ว่าลุงฉัตรยังมีอาการไม่สู้ดีนัก ใช้เวลาขับรถอยู่นานหลายชั่วโมง  ในที่สุดก็บรรลุถึงบ้านไม้สองขั้นทาสีขาวหลังหนึ่ง  เขาค่อย ๆ จอดรถบนลานดินกว้างทางด้านหน้า  และจ้องมองดูตัวบ้านที่กำลังต้องแสงจากโคมไฟหน้ารถ  เขาสังเกตเห็นว่าประตูและหน้าต่างทุกบานล้วนปิดสนิท  ไม่มีแสงไฟลอดออกมาให้เห็น  บ้านหลังดังกล่าวจึงดูราวกับบ้านร้างกลางป่าลึก  มันทำให้เขารู้สึกวังเวงใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาดเมื่อลุงฉัตรก้าวลงจากรถ  แล้วเปิดประตูบ้านเดินเข้าไปข้างในโดยไม่ต้องอาศัยให้เขาช่วยประคอง  ลุงฉัตรก็จุดตะเกียงลานดวงเล็ก ๆ วางไว้บนโต๊ะไม้กลางบ้าน  จากนั้นบอกให้เขาพักค้างคืนที่นี่  พร้อมกับเตือนว่าอย่าได้เที่ยวเดินสอดรู้สอดเห็นไปทั่ว  ให้รอ “น้าแก้ว” มาดูแลเรื่องอาหารและที่นอน  พูดจบลุงฉัตรก็ขอตัวไปพักผ่อนยังชั้นบนของบ้าน  ซึ่งเขามารู้ในภายหลังว่าตามปกติแล้วลุงฉัตรจะไม่พักค้างคืนที่นี่  ชายกลางคนอาจจะไม่ค่อยชอบบ้านหลังนี้ก็เป็นได้  เสียงบันไดลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดก่อให้เกิดความรู้สึกและการรับรู้ถึงความเก่าแก่อันน่าขนลุก  ราวกับว่ามันดำรงอยู่หรือผ่านกาลเวลามานานมาก  ทั้งหมดนี้คือความคิดของเขาในเวลานั้นครั้นได้อยู่ตามลำพัง  เขากลับลืมคำพูดของลุงฉัตรเสียสนิท  ด้วยความที่รู้สึกเหนียวตัวเหนอะหนะมาตลอดทั้งวัน ประกอบกับในคืนดังกล่าวอากาศออกจะชื้นและอบอ้าว  ทำให้เขานึกอยากอาบน้ำขึ้นมาจนทนไม่ไหว  จึงถือตะเกียงลานเที่ยวเดินส่องหาสถานที่สำหรับอาบน้ำ  แล้วทันทีที่พบโอ่งดินเผาแบบโบราณตั้งวางเรียงรายกันอยู่นับสิบใบทางด้านหลังบ้าน  เขาก็รีบใช้ขันลงหินที่วางคว่ำอยู่บนฝาไม้ปิดปากโอ่ง  ตักน้ำขึ้นมาราดตัวครั้งแล้วครั้งเล่า  น้ำเย็นในโอ่งดินทำให้เขากลับมาสดชื่นอีกครั้ง  และหลังจากเปลี่่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว  ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกหิว  เขานึกถึงเสบียงในกล่องท้ายรถจักรยานซึ่งถูกเก็บไว้ในกระโปรงด้านหลังรถยนต์  แต่กุญแจไม่ได้อยู่ที่เขาแล้ว  ขณะลังเลอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป  ในตอนนั้นเองที่น้าแก้วปรากฏตัวขึ้น  นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้พบกับน้าแก้วของเขา  เธอเดินถือถาดอาหารมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้า  พร้อมกับสั่งให้เขารีบกินแล้วเข้านอน  เธอออกตัวว่าไม่ได้เตรียมอาหารร้อน ๆ ไว้ต้อนรับเพราะไม่รู้ล่วงหน้า  แต่เรื่องที่นอนไม่ต้องเป็นห่วง  เธอได้ตระเตรียมห้องพักซึ่งมีเครื่องนอนหมอนและมุ้งกางเอาไว้พร้อมแล้ว  เขาไม่จำเป็นต้องกังวลใจในเรื่องนี้เลยภายใต้แสงวูบไหวไปมาของเปลวไฟจากตะเกียงลาน รูปร่างสมส่วนและหน้าตาของน้าแก้วทำให้เขาอดมองอย่างตกตะลึงไม่ได้  ใบหน้านั้นไม่ถึงกับพูดได้ว่ากลม  แต่ก็ไม่ใช่รูปไข่  ดวงตาคมโต  เบ้าตาลึก  จมูกโด่ง  และริมฝีปากที่เผยออย่างท้าทายในบางจังหวะ  ความงามอันน่าหลงใหลนั้นถูกเคลือบทับด้วยลิปสติกสีแดง  นอกจากนี้เธอยังไว้ผมบ๊อบสั้นซึ่งดูทันสมัยในปีนั้น  ทว่าเสื้อคอกระเช้าสีฝาดกับผ้าถุงยาวกรอมเท้าสีดำราวกับสีของความมืด  ก็ทำให้ดูขัดแย้งกันอย่างน่าประหลาด  แล้วโดยไม่ต้องคาดเดา  ด้วยอาการกระเพื่อมไหวของความงดงามที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน  อีกทั้งกลิ่นหอมอ่อนจางบางเบาจากเรือนร่างของเธอ  ที่ลอยมากระทบเข้ากับจมูกของเขา  ก็ยิ่งทำให้เขาไวต่อการสังเกตมากยิ่งขึ้น  เมื่อเธอมายืนอยู่ตรงหน้า  มีตัวตนและมีเลือดเนื้อ  ในห้วงยามนั้นเขาจึงอดจินตนาการไม่ได้ว่า  หากดึงร่างของเธอเข้ามาสวมกอด  ส่วนสูงที่สุดของเธอจะสูงเท่าใดกันแน่  เมื่อเทียบกับร่างกายที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของเขา  ทว่าเขาก็ไม่ได้มีความกล้าหาญมากพอจะทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นนั้น  หากเธอล่วงรู้เข้าคงจะโกรธมากทีเดียว  เขายอมรับกับฉันว่า  ในเวลานั้น  เขาเพียงแค่คิดด้วยอารมณ์ที่ปั่นป่วนหวั่นไหวไปกับอารมณ์เบื้องลึก  ตามประสาเด็กหนุ่มที่มีเลือดเนื้อคนหนึ่งนาทีต่อมา  ความหิวได้สั่งให้เขาจับช้อนตักข้าวเย็นชืดเข้าปาก  สลับกับใช้นิ้วมือคีบเนื้อเค็มที่แห้งและแข็งเหมือนย่างทิ้งไว้นานแล้วขึ้นมาฉีกกิน  ไม่นานนักเขาก็รับรู้ด้วยหางตาว่า  น้าแก้วกำลังนั่งมองดูเขาด้วยรอยยิ้มขบขัน  เขารู้สึกเขินอายจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก  ในเวลาเดียวกันก็ยังคงรู้สึกหิวอยู่  แต่พยายามกินไม่ให้ดูมูมมามจนเกินไป  อาหารมื้อแรกภายในหุบเขาทำให้เขาได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกว่า  การกินอาหารต่อหน้าสาวสวยไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในเวลาเดียวกันนั้น  ภายในจิตใจของเขาเริ่มสงสัยเรื่องอายุของเธอขึ้นมา  เธอดูเป็นสาวเต็มตัวแล้ว  อายุน่าจะมากกว่าเขาราวสิบปี  ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า  ในสายตาของเธอจะมองหรือคิดอย่างไรกับเด็กหนุ่มอย่างเขา  ความเป็นไปได้ที่สุดก็คงเห็นเขาเป็นเพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น  ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจมากทีเดียว  มิหนำซ้ำยังอับอายที่ตัวเองอายุน้อยเกินไปอีกด้วย  เขาอยากเกิดให้เร็วขึ้นสักสิบปี  หรือสิบสองปีได้ยิ่งดี  ความเป็นเด็กหนุ่มทำให้เขาคิดฝันไปต่าง ๆ นานา  ไม่สะกิดใจเลยแม้แต่น้อยว่า  เธออยู่ในบ้านหลังนั้นในฐานะอะไรวันต่อมาเขาได้รับรู้ว่า  ลุงฉัตรมีอาชีพเป็นพ่อค้าคนกลาง คอยรับซื้อหน่อไม้ป่าจากคนในท้องถิ่น  ทุกคืนยกเว้นเพียงวันพระ  จะมีชาวบ้านป่าแบกกระสอบบรรจุหน่อไม้ที่ขุดจากในป่านำมาขายให้แก่ลุงฉัตร  โดยชั่งน้ำหนักแล้วลงบัญชีไว้ในสมุดปกแข็งสีน้ำเงิน  เงินค่าหน่อไม้จ่ายให้ทุกสองสัปดาห์  หรือตามแต่จะตกลงกันเป็นพิเศษภายหลังเมื่อจุดหมายปลายทางของเขาสิ้นสุดลงที่บ้านสีขาวหลังนั้น  เขาก็มีหน้าที่ต้องคอยชั่งน้ำหนักหน่อไม้  และบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในสมุดปกแข็งสีน้ำเงิน  แม้ว่าเขาจะมีปัญหาในการสื่อสารกับพวกขุดหน่อไม้ป่าอยู่บ้าง  มันออกจะเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจให้ได้สักเศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่ชาวบ้านป่าพูดด้วยรอยยิ้ม  ซึ่งโดยมากเป็นไปอย่างขบขันมากกว่าจะเป็นอย่างอื่น  คำพูดของเขาที่เปล่งออกมามักจะเรียกเสียงหัวเราะอันเยือกเย็นจากคนเหล่านั้นได้อยู่เสมอชาวบ้านป่าหลายร้อยคนนิยมแบกกระสอบหน่อไม้ไว้บนแผ่นหลัง  แล้วเดินฝ่าสายฝนตรงเข้ามายังลานดินหน้าบ้านในตอนพลบค่ำ  เวลานั้นตะเกียงเจ้าพายุดวงใหญ่จะถูกจุดรออยู่บนโต๊ะไม้ซึ่งตั้งอยู่กลางลานดินกว้างขวาง  แสงขาวสว่างอันเจิดจ้าช่วยขับไล่ความมืดมน  และสายหมอกหนาทึบในหุบเขาออกไปไกลนับสิบเมตร  ด้วยเหตุนี้เอง  ในยามที่ชาวบ้านป่าเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง  จึงแลดูประหนึ่งว่าคนเหล่านั้นกำลังก้าวข้ามพ้นดินแดนแห่งความมืดเข้าสู่โลกแห่งแสงสว่าง  นี่อาจเป็นเพราะว่า  ทุกคนนิยมนุ่งห่มด้วยผ้าฝ้ายทอมือเนื้อหนาสีดำนั่นเอง  ชุดดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้ห่อหุ้มร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า  มีเพียงใบหน้า  มือ  และเท้าอันหยาบกร้านเท่านั้น  ที่โผล่พ้นผืนผ้าออกมารับอากาศอันชื้นแฉะและเย็นยะเยือกภายในหุบเขา“พอรวบรวมได้มากแล้ว  ลุงจะบรรทุกหน่อไม้พวกนี้ใส่เกวียนหลายสิบเล่มไปส่งโรงงาน  มันอยู่ไกลจากที่นี่มากทีเดียว  โน่นแน่ะ  ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาที่ล้อมรอบหุบเขาของเราเอาไว้  ที่นั่นมีโรงงานคอยรับซื้อหน่อไม้อยู่หลายเจ้า  แต่ที่ติดต่อค้าขายกันมานานเป็นเจ้าใหญ่สุด  สักวันหนึ่งลุงจะพาโทนไปดูงานด้วย  รอให้ถึงวันที่โทนตัดสินใจจะอยู่ที่นี่ตลอดไปก่อนเถอะ”  ลุงฉัตรอธิบายให้เขาฟังไม่นานนักเขาก็มีโอกาสได้รับรู้เรื่องราวของน้าแก้วมากขึ้น“การมีชีวิตอยู่คือความเจ็บปวด”  เธอกล่าวแก่เขาในค่ำคืนหนึ่ง  ขณะกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกริมหน้าต่างทางด้านหน้าของตัวบ้าน  อันเป็นตำแหน่งที่สามารถมองออกไปเห็นลานกว้างและถนนได้ถนัดตา“ความเจ็บปวดหรือครับ  โทนเกลียดมันเหมือนกัน  โทนเลยชอบที่จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดด้วยการหลบหนีเสมอ”“นี่คือเหตุผลที่ทำให้โทนหนีออกจากบ้านมาใช่ไหมจ๊ะ  แล้วสุดท้ายโทนหนีพ้นความเจ็บปวดได้สำเร็จหรือเปล่าล่ะ”“ไม่รู้สิครับ  ตั้งแต่เด็กแล้ว  โทนชอบหนีทุกครั้งที่คิดว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด  แต่โทนก็ยังรู้สึกได้ถึงความมีอยู่ของมันเสมอ  บางทีคงมีแต่ความตายเท่านั้นที่จะเป็นการหนีอย่างสมบูรณ์แบบ  แต่โทนก็ยังไม่อยากตายหรอก ครับ  เป็นเพราะลึก ๆ แล้ว  โทนยังมีความกลัวอยู่มากทีเดียว  แม้ว่าการมีชีวิตอยู่จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างที่น้าแก้วว่าก็ตาม”“การมีชีวิตอยู่อาจไม่ได้หมายความถึงแค่มีลมหายใจเท่านั้นหรอกจ้ะ  การที่เรายังมีความทรงจำหลงเหลืออยู่มากกว่าที่ทำให้เรามีตัวตนอยู่เพื่อจะเจ็บปวด  ต่อให้เดินทางไปอยู่ในโลกของความตายแล้วก็ตาม  ความเจ็บปวดไม่เคยสูญหายไปไหนเลยราวกับว่ามันเป็นนิรันดร์”“น้ำเสียงและแววตาของน้าแก้วดูเศร้าจัง  เมื่อไหร่น้าแก้วถึงจะมีความสุขครับ  โทนอยากเห็นน้าแก้วมีความสุข  อย่าไปสนใจเรื่องราวข้างนอกนั่นเลย”“โทนรู้ด้วยหรือ  แต่ความจริงมันไม่เกี่ยวกับว่าทุกคืนเกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่นหรอกจ้ะ  ฉันไม่เคยใส่ใจมานานแล้ว  หรือพูดให้ชัดเจนก็คือ  ฉันไม่เคยใส่ใจมาตั้งแต่เริ่มแรก  ฉันไม่มีวันรักคนที่ใช้อำนาจหรือเล่ห์กลบังคับหัวใจใครให้รักหรอกนะ  ดูสิ  แม้แต่เสรีภาพของฉัน  เขาก็ไม่เคยมอบให้  เขาเคยบอกว่าจะปลอดภัยกว่า  ถ้าฉันเชื่อฟังและยอมอยู่แต่ภายในบ้าน”เขาหวนคิดถึงเหตุการณ์ในวันแรก ๆ ที่อาศัยอยู่ในหุบเขา คืนหนึ่งลุงฉัตรพาเขานั่งติดรถไปด้วย  คงเพราะเกรงว่าอาจจะเป็นลมหมดสติจนขับรถตกถนนอีกครั้งก็เป็นได้  การนั่งรถไปกับลุงฉัตรทำให้เขารับรู้เรื่องราวที่ไม่ควรรู้...

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page