หน้าแรกแท็กนาสตาเซีย

Tag: นาสตาเซีย

เรื่องสั้นไทยขนาดยาว – ภาพบนทางเดินอาจดูเหมือนความจริงมากเกินไป – ธาร ยุทธชัยบดินทร์

2 ชั่วโมงที่แล้วการเดินไปตามทางเท้าหรือบนท้องถนน  พร้อมกับคิดฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ คือความเคยชินของผม   ผมเที่ยวเดินทั้งในยามหลับและยามตื่น  นั่นคงเป็นเพราะว่าในความทุกข์ยาก  ผมมักจะเลือกใช้การเดินและการฝันเยียวยารักษาหัวใจตัวเองอยู่เสมอ   ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจึงดูเหมือนว่า   การเดินและการฝันในแต่ละครั้งจะไม่ต่างจากความพยายามมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายแห่งความสุข  บนถนนซึ่งไม่เคยมีปลายทางอย่างแท้จริง  นับเป็นการเดินโซซัดโซเซอยู่ในห้วงความฝันที่วกวนและพร่ามัว  สุดท้ายแล้ว  ถนนทุกสายก็พาผมกลับมายังจุดเริ่มต้น  และบงการให้ผมเริ่มออกเดินทางใหม่อีกครั้งหนึ่งสายมากแล้ว  ท้องฟ้าฤดูหนาวดูสูงลิ่วกว่าในฤดูอื่น   สีครามอันเข้มสดใสประดับด้วยเกล็ดเมฆขาวแต้มเป็นริ้ว ๆ   ต่ำลงมาคือกลุ่มอาคารสูงระฟ้าที่โอบล้อมชีวิตของผมเอาไว้   น่าแปลกที่ผมรู้สึกดีเหลือเกินและปีติอย่างล้นเหลือ   นี่อาจเป็นด้วยหัวใจมีอิสระมากขึ้น   หลังจากได้คืนสู่ชีวิตนักเดินเหมือนเช่นในอดีตทว่าความรู้สึกดังกล่าวก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน   ผมหวนคิดถึงสาวคนรัก   ขณะอำลาจากมานั้น   วาปีกำลังหลับอยู่ในความอ่อนเพลียอันแสนสุข   ผมอดจ้องมองรอยยิ้มเปื้อนหน้าในยามหลับของเธอไม่ได้   ภายในใจรู้สึกเป็นห่วงและสงสารเธอเหลือเกิน ผมพยายามช่วยปลดปล่อยเธอออกจากกับดักที่เธอวางไว้ด้วยมือของเธอเอง   เหมือนกับที่ผมได้ปลดปล่อยตัวตนออกจากโซ่ตรวนของเธอ   แต่ในห้วงน้ำอันสวยงามน่าลุ่มหลงนี้   เธอก็ไม่ได้สนใจมือของผมที่ยื่นออกไปให้คว้าจับด้วยความปรารถนาดีเลย ราวกับว่าชีวิตของเธอมีจุดหมายอยู่แล้ว   ที่จะจมดิ่งลงสู่สายน้ำอันเชี่ยวกรากนี้“ลาก่อน   วาปี”..ลมหนาวพัดผ่านซอกมุมตึกดังหวิว ๆ อยู่เป็นระยะ ทำให้เศษใบไม้และเศษฝุ่นบนทางเดินข้างหน้าหมุนวน   ก่อนจะโถมกระหน่ำเข้าใส่ผมอย่างแรงจนรู้สึกระคายผิว   ผมรีบหลับตาก้มหน้าลง   พร้อมกันนั้นก็กอดอกเอาไว้ด้วยอาการสั่นสะท้าน ครั้นลมหมุนสลายตัว   ผมจึงเงยหน้าขึ้นและก้าวเดินต่อไปตามปกติไกลออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร   ขบวนผู้ถือป้ายกลุ่มใหญ่กำลังร้องตะโกนปาว ๆ ด้วยถ้อยคำที่จับใจความไม่ได้   แต่ความที่เป็นไปอย่างเอะอะเอ็ดตะโร   อีกทั้งยังมีท่าทีว่ากำลังจะมุ่งหน้ามาทางนี้   ผมจึงเดินเลี้ยวขวาเข้าไปในซอยแคบ ๆ เพื่อเลี่ยงจากขบวนดังกล่าว   ซอยซึ่งผมเดินเลี้ยวเข้าไปนั้นเป็นเพียงซอยเล็ก ๆ   สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกแถวสามชั้นเก่า ๆ สร้างเรียงราย   ตรงท้ายซอยมองเห็นว่าเชื่อมกับถนนสายหนึ่ง   ยวดยานบนท้องถนนกำลังคืบคลานติดตามกันไปอย่างเชื่องช้า   สายมากแล้วแต่รถรายังคงติดขัดอยู่เหมือนเดิม   ผมนึกดีใจที่เลือกเดินเสมอ   จึงไม่ต้องติดอยู่ในรถยนต์ซึ่งมีสภาพดั่งกรงขังครั้งละหลายชั่วโมงขณะนี้ผมกำลังลังเลอยู่ว่าจะเลี้ยวไปทางซ้ายหรือขวาดี   ครั้นแล้วก็ต้องเป่าปากและยิ้มอย่างขบขัน   เมื่อเห็นว่าขบวนผู้ถือป้ายที่ผมพยายามหลบหลีก   กำลังเดินอยู่บนถนนสายนี้เช่นกัน อีกไม่กี่นาทีก็คงจะผ่านมาถึงตรงตำแหน่งที่ผมยืนอยู่จากการสังเกตอย่างจริงจัง   ผมเพิ่งเห็นว่านั่นไม่ใช่ขบวนแห่ในเทศกาลอย่างที่คิดเอาไว้ในตอนแรก   มันเป็นเพียงแค่การเดินตาม ๆ กันมาของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยชายหญิงราวสามสิบกว่าคน   เกือบทั้งหมดดูท่าเหมือนจะมีสติไม่สมบูรณ์นัก   นอกจากชายหัวแถวผู้ก้าวเดินอย่างองอาจแล้ว   เหล่าบรรดาคนที่ติดตามมาทางด้านหลังล้วนแต่กำลังยกแข้งยกขาลอยหน้าเฉิบ ๆ   มิหนำซ้ำต่างคนต่างยังตะโกนถ้อยคำตามใจชอบ   บ้างก็ร้องเพลงที่มีจังหวะคล้ายเพลงปลุกใจ   ทำให้ผู้ฟังจับใจความไม่ได้เลย   มันน่าจะเป็นขบวนของคนบ้าโดยแท้   ผมคิดครั้นขบวนผู้ถือป้ายเดินใกล้เข้ามาอีก   ผมก็ถึงกับตกตะลึง   เมื่อเห็นว่าชายที่เดินนำหน้าอยู่นั้นเป็นใคร   ใช่แล้ว   เป็นคนที่ผมเคยรู้จัก   เคยสนิทสนม   และเคยผิดหวังในตัวเขา   ชายคนที่ว่านี้ก็คือยรรยงค์นั่นเองยรรยงค์พ้นโทษออกมาแล้วหรือนี่   ผมรำพึงด้วยความประหลาดใจ   วินาทีนั้นผมแทบจะวิ่งตรงรี่เข้าไปหาและสวมกอดเขาไว้   ทว่านั่นเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนแรกเท่านั้น วินาทีต่อมา   ผมก็ถอยหลังหลบเข้าไปในซอยหลายเมตรเพื่อซ่อนตัวจากเขา   แต่ทำไมต้องหลบหน้าเล่า   ทั้งที่ใจส่วนหนึ่งรู้สึกยินดี การกระทำของผมช่างไร้เหตุผล   หรือว่านั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้มาคิดดูแล้ว   ความจริงผมคงต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับยรรยงค์   เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม   ผมไม่ต้องการพบปะบรรดาคนรู้จักในเวลานี้เลย   เพื่อที่จะไม่ต้องขุดคุ้ยเอาเรื่องราวแต่หนหลังมาพูดจาให้แสลงใจกันเล่น   การได้ใช้ชีวิตที่เหลือไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ต้องคิดถึงอดีตอันขมขื่น   น่าจะเป็นเรื่องดีกว่า..“เดินเข้าไปพวกเรา เดินเถิดเดิน เดินอย่าได้หยุด...”ผมได้ยินเสียงใครคนหนึ่งในขบวนร้องตะโกนเป็นเพลงขึ้นมา เสียงนั้นฟังชัดเจนและปลุกใจให้ฮึกเหิม พวกเขาคงใกล้จะมาถึงปากซอยที่ผมกำลังหลบอยู่ ต่างคนต่างร้องเพลงออกมากันคนละประโยคสองประโยคเดิน เดิน เดิน    พี่น้องทั้งหลายออกมาเดิน ละทิ้งทุกสิ่งแล้วติดตามเราไปเถอะ เดิน เดิน เดิน เรามาร่วมออกเดินกันเถอะ เราจะมุ่งไปข้างหน้ากันเยอะ ๆ เดิน เดิน เดิน ทุกย่างก้าวเราจะติดตามหามนุษย์ที่แท้จริงให้พบ เอ้า ออกมาร่วมเดินกันเถอะ มนุษย์ที่แท้จริงรอเราอยู่เบื้องหน้าแล้วรู้ไหม แด่มนุษย์ผู้สูงส่ง เราจะติดตามท่านตลอดไป เดิน เดิน เดิน เดินด้วยความหวังเถิดพี่น้องเอ๋ย เพื่อดวงใจที่เคยถูกเยาะเย้ย จะเป็นสุขชั่วนิรันดร์ไม่นานนักขบวนอันน่าขบขันก็ผ่านพ้นปากซอยไป เสียงแหกปากร้องเพลงของคนเหล่านั้นค่อย ๆ เบาลง จนกระทั่งจางหายไปในอากาศอันเน่าเหม็นของเมืองหลวงหลังจากหายแปลกใจ ผมก็ถึงกับหมดเรี่ยวแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ กับพื้นถนนในซอย ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ทว่าผมไม่ใส่ใจ ในสมองเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ได้ยินจากปากของคนในขบวนผู้ถือป้าย ซึ่งผมเพิ่งจะดูแคลนไปหยก ๆระหว่างที่ผมเลิกค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อการอุทิศตน น่าขันจริง ยรรยงค์กลับเป็นฝ่ายแสวงหาสิ่งนั้น โอ้...การแสวงหามนุษย์ที่แท้จริงช่างเป็นแนวคิดที่เข้าท่าอยู่ไม่น้อย นั่นอาจจะเป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับคนอย่างเรา ๆ ที่จะอุทิศตนให้ ยรรยงค์เริ่มต้นความคิดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ในคุกงั้นรึ แล้วเขาทำไปเพื่ออะไรกันแน่ ผมรู้สึกฉงน ทุกวันนี้ยังคงมีผู้ศรัทธาต่ออุดมคติตกค้างอยู่ในเมืองหลวงอีกหรือนี่ ความนึกคิดและอารมณ์ของผมค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงลึก และพบว่าสิ่งเดียวที่ผมพอมีหลงเหลืออยู่ในเวลานี้ก็คือ หัวใจกับภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีต ซึ่งได้เก็บสะสมไว้ในความทรงจำมายาวนาน   บัดนี้ถูกคลี่เปิดออกทีละภาพอย่างต่อเนื่อง...

เรื่องสั้นไทย “นาสตาเซีย” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

20.35  น.5  กรกฎาคม  พ.ศ.  2544ตำบลบางกระเบา.ก่อนหน้านั้น   ผมเพิ่งจะเดินอย่างผิดหวังออกมาจากบ้านเช่าซึ่งเคยอาศัยอยู่   เจ้าของบ้านเช่าบอกว่าหญิงสาวที่ผมมาหาได้ย้ายออกไปนานแล้ว   ดูเหมือนหญิงเจ้าของบ้านจะจำผมไม่ได้ด้วยซ้ำในตอนแรก   แล้วทันทีที่จำได้   หล่อนก็ตีสีหน้าเย็นชาเข้าใส่   ผมพยายามถามว่าเธอย้ายไปอยู่ที่ไหน   แต่ไม่มีคำตอบหลุดรอดออกจากปากของหล่อน   ผมกลับมาที่ตำบลบางกระเบาอีกครั้ง   และกลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าของที่นี่บัดนี้   ผมซมซานมายืนหลบอยู่ภายใต้เงามืดของต้นเฟื่องฟ้าหน้าประตูรั้วบ้านพี่เซียน   ผมทำท่ารี ๆ รอ ๆ อยู่ตรงนั้นโดยไม่กล้าเปิดประตูเดินเข้าไป   เหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำเมื่อหลายปีก่อน   นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขากับผมดื่มเหล้าด้วยกันบ่อยครั้ง   แม้พี่เซียนจะไม่ใช่นักดื่มแบบผมก็ตาม   ทว่าด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน   ก็ทำให้เราสามารถนั่งสนทนาเรื่องหนังสือแต่ละเล่มได้นานสองนานเสมอหัวใจของผมเต้นรุนแรงเหมือนจะดีใจ   ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกประหวั่นอยู่ไม่น้อย   อีกทั้งยังโศกเศร้าอยู่ลึก ๆ   นึกอยากจะทำใจกล้าแต่กลับละอาย   เมื่อเมียงมองเข้าไปก็แลเห็นแสงไฟภายในบ้านและเงาดำหลังผ้าม่านวูบไหวเคลื่อนที่   ทำให้เดาได้ว่าคนในบ้านคงกำลังทำกิจกรรมบางอย่างหลังอาหารมื้อค่ำ ผมได้ยินเสียงซึ่งฟังเหมือนรายการโทรทัศน์แว่วมาเป็นระยะ   บางครั้งก็มีเสียงเด็กเล็กร้องตะโกนหรือหัวเราะดังขึ้น   นี่ทำให้ผมรู้สึกฉงนสนเท่ห์   บรรยากาศภายในบ้านหลังนี้เปลี่ยนแปลงไปจากวันเก่า ๆ มาก   และด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ผมรู้สึกว่า   ตัวเองได้กลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้วอย่างแท้จริงผมควรจะกดกระดิ่งไฟฟ้า   แล้วขอเข้าไปเพื่อถามคำถามสำคัญหรือไม่นะ   ผมปรารถนาจะถามเหลือเกินว่าเขาได้ข่าวของพี่เอ๋ยบ้างไหม   หลังจากวันนั้นแล้วชีวิตของเธอเป็นอย่างไรบ้าง   จะวันไหนเล่า   ก็ในวันที่ผมจากไปโดยทิ้งเธอให้นอนป่วยไข้อยู่เพียงลำพังในบ้านเช่าท้ายซอยนั่นเอง   ผมหวังว่าพี่เซียนจะมีคำตอบ   แม้กระนั้นผมก็ไม่กล้าเดินเข้าไปอยู่ดี   ผมยังคงเป็นเพียงชายขี้ขลาดตาขาวเหมือนเช่นที่ผ่านมา   ใช่   ผมเป็นเช่นนั้นเสมอภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงบภายในซอยแห่งนี้กับแสงไฟสลัวสีเหลืองซีด ๆ จากหัวเสาประตูรั้ว   ผมอดล้วงบุหรี่ออกมาจุดสูบข่มอารมณ์ไม่ได้   มือของผมสั่น   ลมก็พัดแรงจนจุดไฟแช็กสูบบุหรี่ได้ยากเย็น   อย่างไรก็ตาม   ในที่สุดปลายบุหรี่ก็ติดไฟแดงวาบ   ผมสูบควันเข้าปอดก่อนจะถอนหายใจยาว   รู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย   แต่ไม่ทันไรฝนก็ตกปรอย ๆ ลงมา   โชคดีที่กระเป๋าซึ่งสะพายอยู่กันน้ำได้   ผมจึงไม่นึกห่วงว่าสิ่งของภายในกระเป๋าจะเปียกน้ำฝนหรือไม่ไม่นานนักฝนก็ตกแรงขึ้น   ส่งผลให้ร่างของผมเปียกปอนไปทั้งตัว   บุหรี่ดับสนิท   ก่อนจะหักลงตรงกลางมวนจนต้องโยนทิ้ง   ผมขยับเท้าจะเดินกลับออกไปทางปากซอย   แต่เสียงของหญิงคนหนึ่งภายในบ้านที่ดังเล็ดรอดออกมากลับกระชากขาทั้งสองข้างของผมเอาไว้   แล้วยึดมันให้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นผมจำเสียงของเธอได้ดี   ทำไมถึงจะจำไม่ได้ล่ะ   เสียงของเธอคือความทรงจำของผม   ผมนึกขอบคุณ   อีกทั้งดีใจที่เธอยังคงมีชีวิตอยู่   เธอจะทำสีหน้าอย่างไรนะ   หากแม้ได้เห็นผมอีกครั้งหนึ่ง   หลังจากที่ผมเคยวิ่งหนีการติดตามของเธอในวันที่โลกของเรามีแต่พายุฝน   ช่างเป็นพายุฤดูร้อนที่รุนแรงเหลือเกินผมจำได้ดีว่าในเย็นวันนั้น   ผมพยายามวิ่งไปให้ถึงสะพานรวมเมฆ   วิ่งอย่างรวดเร็วและร้อนรนที่สุด   เพื่อหนีจากเธอชั่วชีวิต…...…บางส่วนของต้นฉบับที่เคยค้างเติ่ง….ภายในห้องเช่าย่านบางกระเบาอันเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอนครชัยศรี ท่ามกลางความคับแคบ ความมืดมน และความวังเวงใจ ผมนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นห้องซึ่งปูด้วยกระเบื้องสีเขียวเหมือนสีของใบลั่นทม ช่างเป็นสีเขียวที่งดงาม ผมบอกกับตัวเองมันก่อให้เกิดความรู้สึกเย็นยะเยียบแก่หัวใจของผมมานานแล้ว ครั้นได้มองดูอยู่ในเงามืด สีนั้นกลับดูเขียวคล้ำคล้ายกับริมฝีปากของนาสตาเซีย หญิงสาวเลือดผสมผู้หลับใหลอยู่บนเตียงนอนที่ผมคุ้นเคย ความจริงผมควรเป็นฝ่ายนอนซมเหมือนคนตายบนเตียงนี้แทนเธอมากกว่า โรคภัยหรือคำสาปใด ๆ ควรลงมาสิงสู่อยู่ในร่างของผม ไม่ใช่เธอ ดูนั่นสิ เธอนอนนิ่งราวกับไร้ชีวิต นาน ๆ ครั้งจึงจะได้ยินเสียงเธอขยับร่างซึ่งกำลังสั่นเทิ้ม แล้วละเมอเพ้อพึมพำออกมาด้วยถ้อยคำอันฟังไม่ได้ศัพท์ ราวกับว่าเธอต้องการกระซิบเรียกหาใครคนหนึ่ง ใครสักคนซึ่งจะทำให้เธอมีความสุข แต่แล้วใครคนนั้นกลับเป็นผมนั่นเอง บ้าไปแล้ว ทำไมเธอถึงได้เลือกผม จริงอยู่ ผมอาจช่วยเธอได้ หากตระหนักถึงความรู้สึกที่เธอสุมเอาไว้ในอก ความรู้สึกซึ่งคงกำลังโหมกระพือลุกไหม้ปนเปไปกับพิษไข้ ผมมองเห็นเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนหน้าผากและลำคอของเธอ มันจะทำให้เธอรู้สึกเย็นลงบ้างไหมนะ   ผมถามตัวเองเหมือนคนโง่"นาสตาเซีย...” ผมอยากเอ่ยชื่อของเธอออกมาให้ตัวเองได้ยิน แค่ได้ยินชื่อของเธอเท่านั้น รู้ดีว่าเธอกำลังทนทุกข์ น้ำตาของเธอแห้งเหือดนานแล้วใช่ไหม ด้วยเคยหลั่งออกมานับครั้งไม่ถ้วน หรือว่าแท้ที่จริงแล้วมันกำลังรินไหลอยู่ในห้วงฝันร้าย ความฝันที่ผมไม่อาจเดินทางเข้าไปถึงเพื่อช่วยเหลือเธอออกมาได้ ผมจนใจเหลือเกิน จนใจอย่างแท้จริง ภายในอกเต็มล้นด้วยความรวดร้าวนานา ทุก ๆ วันที่ได้พบกันในโลกภายนอกนี้ ในระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ผมไม่เคยอุทิศตนเพื่อความสุขของเธอเลยแม้สักครั้งเดียว ผมอยากให้มันเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง ผมหมายถึงโอกาส ขอแค่ครั้งเดียวเพื่อตอบแทนหญิงสาวผู้นี้“ไม่เป็นไรหรอกนะ นาสตาเซีย...” ผมพึมพำผะแผ่วเป็นถ้อยคำออกมา ทว่าเสียงพึมพำนั้นก็อึกอักติดขัดอยู่ในลำคอเหมือนเต็มไปด้วยผงทรายร้อน ๆ นี่คงเป็นรสชาติเริ่มต้นของชีวิตในนรก แต่ผมก็รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่จะตายลงง่าย ๆ มันไม่สะดวกถึงขนาดนั้นหรอกสำหรับคนชั่วช้า เวลานี้ผมแค่ปรารถนาจะบอกเธอว่า ผมกำลังจะจากที่นี่ไป จากไปไกลตามวิถีทางของชายคนหนึ่ง เมื่อเธอตื่นขึ้นและไม่เห็นใบหน้าของผม ชั่ววูบแรกคงมีแต่ความตกใจ หลังจากนั้นเธอก็จะประหลาดใจ ผมคาดเดา แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ สุดท้ายเมื่อเธอยอมรับมันได้ โชคชะตาย่อมจะคืนความสุขให้แก่ชีวิตของเธอเอง ยิ้มสิ ยิ้มออกมาอย่างเบิกบาน ถูกต้องแล้ว จงมีชีวิตอยู่โดยปราศจากคนเช่นผมเถิด คนชั่วผู้ไม่เคยรักเธอเลย“นาสตาเซีย...”เสียงกุก ๆ กัก ๆ ที่ดังอยู่นอกห้องทำให้ผมสะดุ้ง ใจสั่นไหว พยายามเงี่ยหูฟัง ประสาทหูจดจ่อรอคอยเสียงนั้นอีกครั้ง เสียงอันอาจเป็นอาณัติสัญญาณของใครคนหนึ่ง ผู้จะพาผมไปสู่ความปลอดโปร่งราวกับได้ติดปีกเป็นอิสระจากความเลวร้ายทั้งปวง แล้วโบยบินท่องไปภายใต้ท้องฟ้าแห่งความหวัง แต่แล้วผมก็รับรู้ว่านั่นเป็นเพียงแค่เสียงฝีเท้าคนเดินผ่านหน้าห้องไปอย่างเร่งรีบเท่านั้น ดูเหมือนข้างนอกฝนกำลังโปรยปรายลงมา จมูกของผมได้กลิ่นหอมบางเบาของไอดินและความชื้นบาง ๆพลันกระแสลมก็พัดกรรโชกแรง ก่อให้เกิดเสียงดังวู้ ๆ หวิว ๆ ขึ้น ต้นโพธิ์ใหญ่ใกล้ระเบียงหลังห้องโบกสะบัดกิ่งใบเสียดส่ายกัน เสียงนั่นดังคล้ายเหล่าภูติพรายแห่งความทุกข์กำลังร่ำร้องหวนไห้ ส่วนเงาจากกิ่งก้านของต้นไม้บริเวณสวนหย่อมด้านหน้าห้องนั้นเล่า พวกมันพากันไหวส่ายไปมาอยู่บนบานกระจกหน้าต่างขุ่นมัว อันเป็นตำแหน่งซึ่งสว่างมากที่สุดของห้องพัก เวลานี้แสงจากท้องฟ้ากำลังมืดลงทุกที ภายในห้องจึงเต็มไปด้วยเงาดำดูหนักอึ้ง ผมรับรู้พลางทอดถอนใจ ใกล้จะพลบค่ำแล้ว ทว่าคนดูแลอพาร์ทเมนท์ไม่ยอมเปิดไฟตามทางเสียที ความมืดสลัวทำให้ผมมองเห็นใบหน้าของนาสตาเซียได้เลือนรางกว่าเมื่อนาทีก่อน มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่ หรือบางที ผมคิด เธออาจไร้ชีวิตตั้งแต่เมื่อได้พบคนอย่างผม รักผม และทิ้งอนาคตอันสดใสไปก็เพราะผม ที่ผ่านมามันเป็นเช่นนั้นใช่ไหม ผมอดถามตัวเองไม่ได้ ทั้งที่รู้ความจริงอยู่เต็มอก“ยกโทษให้ผมด้วย นี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่ผมจะชดใช้ด้วยการไปจากที่นี่ ไปจากบางกระเบา ไปจากนครชัยศรี ไปจากคุณ เราจะไม่พบกันอีก ลาก่อน นาสตาเซีย...”...20.37 น.5 กรกฎาคม พ.ศ. 2544ตำบลบางกระเบา.ผมคือนักเขียน และนักเขียนบางคนก็มักจะมีเรื่องเล่าที่อยากให้ใครสักคนเข้าใจในความนัยบางประการ ซึ่ง...คิดไปก็เปล่าประโยชน์ เวลานี้สิ่งที่ผมน่าจะทำมากกว่าการคิดฟุ้งซ่านก็คือ ผมควรตัดหูตัวเองขณะที่ฝนกำลังตกพรำ ๆ อยู่นี่แหละ ก่อนจะเสียบมันไว้กับปลายเหล็กบนรั้ว แล้วค่อยส่งลูกตะกั่วเข้าขมับไปตุงอยู่ในหัว จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนและตายจากโลกนี้ไปเสียที เพื่อลืมความเลวทรามทั้งหมดที่ผมได้ก่อขึ้นมา ทว่านี่กลับเป็นแผนการที่ผมยังไม่กล้าลงมือทำให้สำเร็จ ตามประสาคนชอบฟูมฟายแต่ขี้ขลาด ทำได้ก็เพียงพร่ำบ่นก่นด่าตัวเอง ราวกับกำลังสารภาพบาปต่อหน้านักบวชทุศีลในกระจกเงา ซึ่งไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น เพราะยังไม่กลับใจใหม่อย่างแท้จริงเมื่อสองปีก่อนผมเขียนนวนิยายเรื่องแรกจบลงหลังจากค้างคาอยู่นาน มันเป็นเรื่องน่าประหลาดอยู่ไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่เคยคิดว่าจะไม่สามารถเขียนต่อให้จบแล้วด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ภาพอดีตอันห่างไกลก็แจ่มชัดขึ้นทันทีที่หันกลับไปมองดูอย่างตั้งใจ สุดท้ายผมสามารถเขียนเรื่องดังกล่าวจบลงได้ในเวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้นยามนี้เมื่อได้กลับมายืนอยู่ท่ามกลางฉากในนวนิยายของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ภายในหัวใจของผมก็เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายเหลือเกิน ทั้งสุขและเศร้า ผมอยากจะมีความสุขกับนาทีนี้ แต่เรื่องราวหนหลังกลับเจ็บปวดเกินกว่าที่จะฝืนใจให้เป็นสุขเนิ่นนานได้ มันสายเกินไปที่คนอย่างผมจะได้รับรู้ถึงรสชาติของความสุขอีกครั้งหนึ่งกระมัง จริงสินะ ผมควรแบกรับน้ำหนักอันแสนสาหัสของความทุกข์มากกว่า นี่นับเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง และจะไม่โทษใครเลย หากชีวิตของผมต้องเป็นเช่นนั้น...เชียงใหม่พ.ศ. 2537.ทันทีที่เรียนจบมาวิทยาลัย ผมก็เริ่มต้นทำงานให้กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในตำแหน่งพนักงานพิสูจน์อักษร ครั้นเวลาผ่านไปได้ราวปีเศษ ด้วยความเบื่อหน่ายบรรยากาศในสำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ  เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ อาหารกล่อง รวมไปถึงต้นฉบับนวนิยายของนักเขียนหลายคน ที่ผมอยากใช้ต่างกระดาษชำระเช็ดอาเจียนของผม (หากมันจะพุ่งออกมา) โลกประจำวันและบรรดาสิ่งเหล่านี้ ทำให้ผมรู้สึกราวกับติดอยู่บนเกาะร้างอัปลักษณ์ตามลำพัง  สุดท้ายเมื่อทนไม่ได้จึงตัดสินใจลาออกโดยไม่ลังเล แม้จะได้รับคำทัดทานจากใครหลายคน ในเวลาต่อมา ผมบอกคืนห้องเช่ารายเดือน แล้วเนรเทศตัวเองออกจากเมืองหลวง โดยหิ้วกระเป๋าเดินทางมุ่งหน้าไปขออาศัยอยู่กับคนรักที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจว่าจะยึดอาชีพเป็นนักเขียนอิสระ ผมหวังใช้เวลาแต่ละวันขีดเขียนบทความส่งไปลงตามนิตยสารต่าง ๆ เหมือนที่เคยทำในสมัยยังเรียนหนังสืออยู่ในห้วงเวลานั้น ผมฝันไว้ไกลแสนไกล ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีนวนิยายชั้นดีตีพิมพ์ในนิตยสารให้จงได้ หรือไม่ก็อาจจะพิมพ์ออกมาเป็นเล่มเลย ปกอ่อนหรือปกแข็งดีล่ะ แต่ชีวิตนักเขียนอิสระก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมเคยหวัง แม้ว่าผมแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย นอกจากค่าเหล้า เบียร์ บุหรี่   และอาหารบางมื้อ (ในส่วนของค่าอพาร์ทเมนท์ รวมถึงค่าน้ำและค่าไฟ อดีตคนรักของผมเป็นผู้รับผิดชอบ) แต่รายได้จากการเขียนบทความก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี เพราะไม่ใช่ว่ามันจะขายได้ทุกเรื่อง ต่อให้เป็นเรื่องที่มีเนื้อหาดี ๆ และถ้อยคำคม ๆ ขนาดว่าบรรณาธิการอาจจะใช้มันต่างมีดโกนหนวดได้ก็ตาม บางเรื่องต้องเสียเวลาและแรงสมองไปโดยไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมา นอกจากความผิดหวังและหยาดน้ำตา (แน่นอน หลายครั้งที่ผมรักการหลั่งน้ำตา อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ตาย ตอนที่ยังสามารถร้องไห้ออกมาได้นี่เอง) ที่เลวร้ายจริง ๆ ก็คือ ขณะนั้นผมยังไม่อาจเริ่มต้นนวนิยายเรื่องแรกได้ตามใจต้องการ เวลาของผมหมดไปกับการเขียนบทความหาเงิน สมองมัวยุ่งวุ่นวายอยู่กับการครุ่นคิดถึงหัวข้อหรือประเด็นใหม่ ๆ จนไม่มีเวลาจะจินตนาการถึงงานเขียนที่งดงามแก่หัวใจของผม ผมย้ายจากเกาะร้างมาอยู่ในกับดักบนแผ่นดินอื่น ชีวิตคือการตกลงในหลุมกับดักขนาดใหญ่ มันช่างลึกและมืดมน ผมพยายามตะเกียกตะกายหลบหนีด้วยการดื่มเหล้าจนเมามาย เพื่อหวังจะลืมความทุกข์ใจในแต่ละคืน หาไม่แล้วก็ยากที่จะนอนหลับ แล้วถ้าไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ผมก็มักจะเขียนหนังสือไม่ไหวนานวันเข้า ผู้หญิงของผมคงจะหมดศรัทธาในตัวผมกระมัง เธอมองไม่เห็นอนาคต ไม่เห็นฝั่งหรือเส้นชัยในชีวิตของผม เรื่องแต่งงานตามที่เธอหวังไว้เมื่อครั้งเรียนจบใหม่ ๆ ไม่ต้องพูดถึง ในที่สุดหลังจากดันทุรังอยู่กันได้หนึ่งปีเศษ เธอก็เอ่ยปากไล่ให้ผมกลับกรุงเทพฯ กลับไปทำงานประจำ   เผื่อว่าชีวิตของผมจะดีขึ้น หากได้ลองพึ่งพาตัวเองอย่างเต็มที่แล้วผมจำได้ว่าเธอขี่รถมอเตอร์ไซค์มาส่งผมพร้อมกระเป๋าเดินทางที่สถานีขนส่ง และเมื่อผมขึ้นไปนั่งประจำที่ เราก็ได้แต่สบตากันผ่านกระจกหน้าต่างรถโดยสารอยู่นาน สีหน้าและแววตาของเธอแลดูเศร้า แต่ผมก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ ทั้งหมดนี้เป็นความต้องการของเธอมิใช่หรือครั้นรถโดยสารเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา ผมได้แต่ยิ้ม พร้อมกันนั้นก็โบกมือให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย...กรุงเทพฯพ.ศ. 2538.ผมเดินทางกลับมากรุงเทพฯ และได้ทำความรู้จักมักคุ้นกับเพื่อนใหม่คอเดียวกันหลายคน พวกเขาเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันไม่ต่างไปจากผม ในวันว่าง เพื่อนกลุ่มนี้มักจะมาชวนผมออกจากห้องเช่า   เพื่อไปพบปะพูดคุยกับนักเขียนรุ่นพี่ตามงานเปิดตัวหนังสือ หรือไม่ก็ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานวรรณกรรม ซึ่งมักจัดขึ้นอยู่เนือง ๆ โดยองค์กรต่าง ๆจะว่าไปแล้วผมเป็นคนค่อนข้างขี้อาย ไม่ค่อยชอบพบปะคนแปลกหน้าสักเท่าไรนัก แต่การได้ออกไปพูดคุยกับคนอื่นก็ช่วยลดความรู้สึกซ้ำซากจำเจในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางชุมชนแออัดได้บ้าง ที่สำคัญมันทำให้ผมรับรู้เรื่องราวความเป็นไปในวงการนักเขียนร่วมสมัยมากขึ้น ขณะเดียวกันพวกเขาก็รู้จักและจดจำชื่อของผมได้เช่นกัน แม้ว่าในความเป็นจริงพวกเขาจะจำชื่อของผมได้ดีกว่าผลงานของผมก็ตามที แต่ในเวลานั้นผมไม่นึกอายเลย ผมรู้สึกดีไม่น้อยที่มีตัวตนมากกว่าเดิม เมื่อนักเขียนรุ่นพี่มองเห็นและเริ่มจำผมได้ พวกเขาทักทายผมอย่างเป็นกันเอง ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาจะรู้จักผมผ่านการแนะนำตัวของเพื่อน ๆ ที่มีชั่วโมงบินสูงกว่าผม หรือไม่ก็เป็นเพราะเพื่อนบางคนชวนผมไปนั่งดื่มเหล้าเฮฮากันในวันได้รับค่าเรื่อง จากคนที่เคยรู้สึกแปลกหน้าในวงเหล้า เผลอไม่นานก็สนิทสนมราวกับพี่น้องคลานตามกันมา อย่างไรก็ตาม ฝีมือในการเขียนหนังสือและความสำเร็จของผมก็ยังคงอยู่ห่างไกลเช่นเดิม แต่ผมรู้ดีว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องไปให้ถึงเป้าหมาย และนั่นก็คือจุดเด่นของผม..“เฮ้ย   เจี๊ยบ   มึงรู้จักพี่เอ๋ย   คันธิยา…นักเขียนสาวสวยหรือยัง”“สวยเสยอะไรกันยะ   จะชมทั้งทีให้มันจริงใจหน่อยเถอะ   เดี๋ยวก็ไม่เลี้ยงเหล้าเลย”นักเขียนสาวคนดังเอ่ยเสียงแสร้งดุแต่ยิ้มหน้าบาน ระหว่างนั้นก็ยกมือรับไหว้ผมไปด้วย“นี่เจี๊ยบ   เพื่อนผมเอง   เป็นนักเขียนเหมือนกัน   ความจริงมันอยากเป็นกวีด้วย   แต่ผมว่ามันเหมาะที่จะเป็นนักเขียนอย่างเดียวมากกว่า”เรื่องราวระหว่างเธอกับผมเริ่มต้นในงานมอบรางวัลแก่นักเขียนที่ชนะการประกวดหนังสือยอดเยี่ยมประจำปีรายการหนึ่ง   เพื่อนกวีซึ่งพอมีชื่อเสียงในหมู่คนรุ่นใหม่เป็นเจ้ากี้เจ้าการแนะนำให้เรารู้จักกัน“เป็นนักเขียนหรือคะ   อ้อ   ขอโทษด้วยที่ถามค่ะ   ทุกวันนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่นักเขียน   จนแทบจะทำความรู้จักไม่ทันเลยล่ะค่ะ”   เธอพูดจายิ้มแย้มด้วยท่าทางเปิดเผย“จดไว้เลยครับ   พี่เอ๋ย   นักเขียนหนุ่มสุดหล่อไฟแรงผู้นี้ นามปากกาของเขาคือ  ‘อัตตา  ลำนำปฐม’   คลื่นลูกใหม่ที่เรามักจะได้เห็นผลงานเรื่องสั้นและบทกวีของเขาอยู่เนือง ๆ   ตามหน้านิตยสารชั้นนำหลายฉบับ   เน้นว่าชั้นนำนะครับ   เพราะต่อให้มันหิวโซยังไง   มันก็ยังคงเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับตีพิมพ์งานของมันเสมอ”“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ”   ผมรีบโบกมือห้ามเพื่อนขณะสบตากับนักเขียนรุ่นพี่   “ผมกำลังหัดเขียนอยู่ครับ   ยังต้องเรียนรู้และรับฟังคำแนะนำอีกมาก   ถนนสายนี้สำหรับผมมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น”   ผมพยายามถ่อมตัว   หดร่างให้เล็กที่สุด...

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page