หน้าแรกแท็กภาพบนทางเดินอาจดูเหมือนความจริงมากเกินไป

Tag: ภาพบนทางเดินอาจดูเหมือนความจริงมากเกินไป

เรื่องสั้นไทยขนาดยาว – ภาพบนทางเดินอาจดูเหมือนความจริงมากเกินไป – ธาร ยุทธชัยบดินทร์

2 ชั่วโมงที่แล้วการเดินไปตามทางเท้าหรือบนท้องถนน  พร้อมกับคิดฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ คือความเคยชินของผม   ผมเที่ยวเดินทั้งในยามหลับและยามตื่น  นั่นคงเป็นเพราะว่าในความทุกข์ยาก  ผมมักจะเลือกใช้การเดินและการฝันเยียวยารักษาหัวใจตัวเองอยู่เสมอ   ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจึงดูเหมือนว่า   การเดินและการฝันในแต่ละครั้งจะไม่ต่างจากความพยายามมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายแห่งความสุข  บนถนนซึ่งไม่เคยมีปลายทางอย่างแท้จริง  นับเป็นการเดินโซซัดโซเซอยู่ในห้วงความฝันที่วกวนและพร่ามัว  สุดท้ายแล้ว  ถนนทุกสายก็พาผมกลับมายังจุดเริ่มต้น  และบงการให้ผมเริ่มออกเดินทางใหม่อีกครั้งหนึ่งสายมากแล้ว  ท้องฟ้าฤดูหนาวดูสูงลิ่วกว่าในฤดูอื่น   สีครามอันเข้มสดใสประดับด้วยเกล็ดเมฆขาวแต้มเป็นริ้ว ๆ   ต่ำลงมาคือกลุ่มอาคารสูงระฟ้าที่โอบล้อมชีวิตของผมเอาไว้   น่าแปลกที่ผมรู้สึกดีเหลือเกินและปีติอย่างล้นเหลือ   นี่อาจเป็นด้วยหัวใจมีอิสระมากขึ้น   หลังจากได้คืนสู่ชีวิตนักเดินเหมือนเช่นในอดีตทว่าความรู้สึกดังกล่าวก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน   ผมหวนคิดถึงสาวคนรัก   ขณะอำลาจากมานั้น   วาปีกำลังหลับอยู่ในความอ่อนเพลียอันแสนสุข   ผมอดจ้องมองรอยยิ้มเปื้อนหน้าในยามหลับของเธอไม่ได้   ภายในใจรู้สึกเป็นห่วงและสงสารเธอเหลือเกิน ผมพยายามช่วยปลดปล่อยเธอออกจากกับดักที่เธอวางไว้ด้วยมือของเธอเอง   เหมือนกับที่ผมได้ปลดปล่อยตัวตนออกจากโซ่ตรวนของเธอ   แต่ในห้วงน้ำอันสวยงามน่าลุ่มหลงนี้   เธอก็ไม่ได้สนใจมือของผมที่ยื่นออกไปให้คว้าจับด้วยความปรารถนาดีเลย ราวกับว่าชีวิตของเธอมีจุดหมายอยู่แล้ว   ที่จะจมดิ่งลงสู่สายน้ำอันเชี่ยวกรากนี้“ลาก่อน   วาปี”..ลมหนาวพัดผ่านซอกมุมตึกดังหวิว ๆ อยู่เป็นระยะ ทำให้เศษใบไม้และเศษฝุ่นบนทางเดินข้างหน้าหมุนวน   ก่อนจะโถมกระหน่ำเข้าใส่ผมอย่างแรงจนรู้สึกระคายผิว   ผมรีบหลับตาก้มหน้าลง   พร้อมกันนั้นก็กอดอกเอาไว้ด้วยอาการสั่นสะท้าน ครั้นลมหมุนสลายตัว   ผมจึงเงยหน้าขึ้นและก้าวเดินต่อไปตามปกติไกลออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร   ขบวนผู้ถือป้ายกลุ่มใหญ่กำลังร้องตะโกนปาว ๆ ด้วยถ้อยคำที่จับใจความไม่ได้   แต่ความที่เป็นไปอย่างเอะอะเอ็ดตะโร   อีกทั้งยังมีท่าทีว่ากำลังจะมุ่งหน้ามาทางนี้   ผมจึงเดินเลี้ยวขวาเข้าไปในซอยแคบ ๆ เพื่อเลี่ยงจากขบวนดังกล่าว   ซอยซึ่งผมเดินเลี้ยวเข้าไปนั้นเป็นเพียงซอยเล็ก ๆ   สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกแถวสามชั้นเก่า ๆ สร้างเรียงราย   ตรงท้ายซอยมองเห็นว่าเชื่อมกับถนนสายหนึ่ง   ยวดยานบนท้องถนนกำลังคืบคลานติดตามกันไปอย่างเชื่องช้า   สายมากแล้วแต่รถรายังคงติดขัดอยู่เหมือนเดิม   ผมนึกดีใจที่เลือกเดินเสมอ   จึงไม่ต้องติดอยู่ในรถยนต์ซึ่งมีสภาพดั่งกรงขังครั้งละหลายชั่วโมงขณะนี้ผมกำลังลังเลอยู่ว่าจะเลี้ยวไปทางซ้ายหรือขวาดี   ครั้นแล้วก็ต้องเป่าปากและยิ้มอย่างขบขัน   เมื่อเห็นว่าขบวนผู้ถือป้ายที่ผมพยายามหลบหลีก   กำลังเดินอยู่บนถนนสายนี้เช่นกัน อีกไม่กี่นาทีก็คงจะผ่านมาถึงตรงตำแหน่งที่ผมยืนอยู่จากการสังเกตอย่างจริงจัง   ผมเพิ่งเห็นว่านั่นไม่ใช่ขบวนแห่ในเทศกาลอย่างที่คิดเอาไว้ในตอนแรก   มันเป็นเพียงแค่การเดินตาม ๆ กันมาของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยชายหญิงราวสามสิบกว่าคน   เกือบทั้งหมดดูท่าเหมือนจะมีสติไม่สมบูรณ์นัก   นอกจากชายหัวแถวผู้ก้าวเดินอย่างองอาจแล้ว   เหล่าบรรดาคนที่ติดตามมาทางด้านหลังล้วนแต่กำลังยกแข้งยกขาลอยหน้าเฉิบ ๆ   มิหนำซ้ำต่างคนต่างยังตะโกนถ้อยคำตามใจชอบ   บ้างก็ร้องเพลงที่มีจังหวะคล้ายเพลงปลุกใจ   ทำให้ผู้ฟังจับใจความไม่ได้เลย   มันน่าจะเป็นขบวนของคนบ้าโดยแท้   ผมคิดครั้นขบวนผู้ถือป้ายเดินใกล้เข้ามาอีก   ผมก็ถึงกับตกตะลึง   เมื่อเห็นว่าชายที่เดินนำหน้าอยู่นั้นเป็นใคร   ใช่แล้ว   เป็นคนที่ผมเคยรู้จัก   เคยสนิทสนม   และเคยผิดหวังในตัวเขา   ชายคนที่ว่านี้ก็คือยรรยงค์นั่นเองยรรยงค์พ้นโทษออกมาแล้วหรือนี่   ผมรำพึงด้วยความประหลาดใจ   วินาทีนั้นผมแทบจะวิ่งตรงรี่เข้าไปหาและสวมกอดเขาไว้   ทว่านั่นเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนแรกเท่านั้น วินาทีต่อมา   ผมก็ถอยหลังหลบเข้าไปในซอยหลายเมตรเพื่อซ่อนตัวจากเขา   แต่ทำไมต้องหลบหน้าเล่า   ทั้งที่ใจส่วนหนึ่งรู้สึกยินดี การกระทำของผมช่างไร้เหตุผล   หรือว่านั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้มาคิดดูแล้ว   ความจริงผมคงต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับยรรยงค์   เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม   ผมไม่ต้องการพบปะบรรดาคนรู้จักในเวลานี้เลย   เพื่อที่จะไม่ต้องขุดคุ้ยเอาเรื่องราวแต่หนหลังมาพูดจาให้แสลงใจกันเล่น   การได้ใช้ชีวิตที่เหลือไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ต้องคิดถึงอดีตอันขมขื่น   น่าจะเป็นเรื่องดีกว่า..“เดินเข้าไปพวกเรา เดินเถิดเดิน เดินอย่าได้หยุด...”ผมได้ยินเสียงใครคนหนึ่งในขบวนร้องตะโกนเป็นเพลงขึ้นมา เสียงนั้นฟังชัดเจนและปลุกใจให้ฮึกเหิม พวกเขาคงใกล้จะมาถึงปากซอยที่ผมกำลังหลบอยู่ ต่างคนต่างร้องเพลงออกมากันคนละประโยคสองประโยคเดิน เดิน เดิน    พี่น้องทั้งหลายออกมาเดิน ละทิ้งทุกสิ่งแล้วติดตามเราไปเถอะ เดิน เดิน เดิน เรามาร่วมออกเดินกันเถอะ เราจะมุ่งไปข้างหน้ากันเยอะ ๆ เดิน เดิน เดิน ทุกย่างก้าวเราจะติดตามหามนุษย์ที่แท้จริงให้พบ เอ้า ออกมาร่วมเดินกันเถอะ มนุษย์ที่แท้จริงรอเราอยู่เบื้องหน้าแล้วรู้ไหม แด่มนุษย์ผู้สูงส่ง เราจะติดตามท่านตลอดไป เดิน เดิน เดิน เดินด้วยความหวังเถิดพี่น้องเอ๋ย เพื่อดวงใจที่เคยถูกเยาะเย้ย จะเป็นสุขชั่วนิรันดร์ไม่นานนักขบวนอันน่าขบขันก็ผ่านพ้นปากซอยไป เสียงแหกปากร้องเพลงของคนเหล่านั้นค่อย ๆ เบาลง จนกระทั่งจางหายไปในอากาศอันเน่าเหม็นของเมืองหลวงหลังจากหายแปลกใจ ผมก็ถึงกับหมดเรี่ยวแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ กับพื้นถนนในซอย ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ทว่าผมไม่ใส่ใจ ในสมองเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ได้ยินจากปากของคนในขบวนผู้ถือป้าย ซึ่งผมเพิ่งจะดูแคลนไปหยก ๆระหว่างที่ผมเลิกค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อการอุทิศตน น่าขันจริง ยรรยงค์กลับเป็นฝ่ายแสวงหาสิ่งนั้น โอ้...การแสวงหามนุษย์ที่แท้จริงช่างเป็นแนวคิดที่เข้าท่าอยู่ไม่น้อย นั่นอาจจะเป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับคนอย่างเรา ๆ ที่จะอุทิศตนให้ ยรรยงค์เริ่มต้นความคิดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ในคุกงั้นรึ แล้วเขาทำไปเพื่ออะไรกันแน่ ผมรู้สึกฉงน ทุกวันนี้ยังคงมีผู้ศรัทธาต่ออุดมคติตกค้างอยู่ในเมืองหลวงอีกหรือนี่ ความนึกคิดและอารมณ์ของผมค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงลึก และพบว่าสิ่งเดียวที่ผมพอมีหลงเหลืออยู่ในเวลานี้ก็คือ หัวใจกับภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีต ซึ่งได้เก็บสะสมไว้ในความทรงจำมายาวนาน   บัดนี้ถูกคลี่เปิดออกทีละภาพอย่างต่อเนื่อง...

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page