หน้าแรกแท็กลืม

Tag: ลืม

เรื่องสั้น นอนไม่หลับ : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ในที่สุด  สรยุทธก็คิดหาทางแก้ไขปัญหาได้โดยไม่มีเค้าลางมาก่อน  เขาเพิ่งตระหนักว่า  ความจริงแล้วมันเป็นปัญหาที่แก้ง่ายมาก  มนุษย์เราจะทำอย่างไรได้ล่ะ  ถ้าเกิดนอนไม่หลับขึ้นมา  โน่นไง  ร้านขายยา  ขอซื้อยานอนหลับอย่างแรงสักขวดหนึ่งได้ไหมครับ  คุณเภสัชกร  อ้าว  ไม่ได้งั้นเรอะ  ไม่ขายให้เพราะผิดกฎหมาย  จริงหรือครับ  การนอนไม่หลับของใครสักคนหนึ่งต้องมีกฎหมายเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยหรือ  อย่าเรื่องมากดีกว่ามั้ง  ขอยานอนหลับให้ผมเถอะ  ป่วยการเปล่าที่จะไปเสียเวลากับเรื่องไร้ความศักดิ์สิทธิ์พวกนั้น  ใครก็รู้ว่าในดินแดนแห่งนี้เงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง  ถ้าคุณมีปัญญาจ่ายมากพอถึงระดับที่จะไม่มีใครกล้าปฏิเสธ  คนขายยายิ้มที่มุมปาก  แล้วพยักหน้าให้แก่ธนบัตรที่เขายื่นให้ด้วยเหตุนี้  สรยุทธจึงได้ยานอนหลับชนิดหลับเป็นตายตลอดกาลมาเม็ดหนึ่ง  ใช่แล้ว  เม็ดเดียวเท่านั้น  คนขายยายืนยันเสียงแข็งว่า  มันคือยานอนหลับสูตรแรงที่สุดเท่าที่เคยมีคนปรุงขึ้นมาเลยทีเดียว  นั่นหมายความว่า  เพียงเม็ดเดียวก็เพียงพอแล้ว  “คนเราไม่จำเป็นต้องตายถึงสองครั้งติด ๆ กันหรอกนะ”  ชายคนนั้นพูดปนหัวเราะ  ขณะยื่นเม็ดยาซึ่งบรรจุอยู่ในซองซิปสีชาส่งให้สรยุทธ  เขาพยายามไม่สนใจกับคำพูดของคนขายยา  แต่ก็รู้สึกอุ่นใจที่มีการรับประกันว่ามันคือของแท้  และคนขายยายังได้ย้ำด้วยว่า  “หากไม่กล้ากิน  ก็อย่านำไปทิ้งลงทะเลล่ะ  เพื่อเห็นแก่สิ่งแวดล้อมของโลกอันเป็นที่รัก  เพราะฤทธิ์ยาจะทำให้ทะเลไม่มีคลื่นอีกต่อไป  มันจะนิ่งสงบชั่วนิรันดร์”  เขายิ้มให้กับคำพูดของคนขายยา  ก่อนจะนำยานอนหลับเม็ดนั้นกลับบ้านสรยุทธใช้เวลานั่งมองดูยานอนหลับบนโต๊ะอยู่นาน ทีเดียว  สีแดงของมันดูราวกับเลือดสด ๆ ที่หยดจากบาดแผลของมนุษย์  ยิ่งเวลาผ่านไป  เขาก็ยิ่งไม่มั่นใจว่าคนเราควรหลับหรือตื่นกันแน่  เขาหมายถึงหากจำเป็นต้องอยู่ในภาวะใดภาวะหนึ่งตลอดไป  เขาคุ้นเคยกับการตื่นเป็นอย่างดี  ต่างจากการหลับที่ห่างเหินไปนานมาก  เขาจึงมีความหวั่นกลัวอยู่ภายในใจลึก ๆ  ทว่าทุกครั้งที่สายลมหอบเอากลิ่นปัสสาวะเหม็นคละคลุ้งลอยเข้ามาทางช่องลมคราใด  เขาก็อดที่จะมองไปยังยาบนโต๊ะเม็ดนั้นไม่ได้เลย  กลิ่นเหม็นโฉ่ที่ว่านี้จะหวนกลับมาอย่างรุนแรงเสมอ (ซึ่งตามปกติก็แทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว)  เมื่อถึงวาระครบรอบการมาเยือนของมัน  โดยกระพือขึ้นจากคราบแห้ง ๆ สีเหลืองกระดำกระด่างบนพื้นสู่อากาศเบื้องบนอันขมุกขมัว  ราวกับการเฉลิมฉลองแด่ชัยชนะของพวกสัตว์นรกฝูงหนึ่ง  จนกลายเป็นกองไฟที่พยายามเผาไหม้อยู่ภายในร่างของเขาตลอดมา  ร่างซึ่งไม่อาจล้มตัวลงนอนเพื่อหลับอย่างมีความสุขได้อีกเลย  อย่างไรก็ตาม  คงมีแต่การนอนหลับที่จะทำให้เขาพบกับสันติสุขอย่างแท้จริง  เขาพูดกับตัวเอง  ก่อนคว้าเม็ดยาสีเลือดบนโต๊ะขึ้นมาใส่ปากเคี้ยว  และกลืนลงคออย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการเปลี่ยนใจ  เขาคิดว่ามีเพียงความตายเท่านั้น  ที่สามารถป้องกันมนุษย์ไม่ให้เปลี่ยนใจได้อีกหลังจากพายุลูกเห็บก้อนเท่าลูกเทนนิสกระหน่ำลงมาตลอดทั้งวันในเดือนพฤษภาคมปีนั้นแล้ว  และเมื่อพวกมันละลายกลายเป็นน้ำสีเหลืองขุ่น ๆ  ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่เหมือนปัสสาวะเน่าที่ผ่านการหมักหมมค้างปีไปทั่วทุกหนแห่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่มันแห้งสนิทเพราะถูกแสงแดดแผดเผา  กลิ่นอันฉุนกึกฝังแน่นลึกนี้สามารถล่องลอยออกไปไกลในรัศมีหลายกิโลเมตร  จะอยู่ที่ไหนก็คงไม่แตกต่างกัน  สรยุทธยอมรับ  แล้วนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  เขาก็ไม่เคยหลับอีกเลย  เป็นไปได้ว่ากลิ่นของมันนั่นเองที่ทำให้เขาตื่นอยู่ตลอดเวลา  คืนสุดท้ายกับการหลับฝันอันสวยสดงดงามกลายเป็นเพียงอดีตกาล  ทว่ามันก็ทำให้เขามีเวลา 24 ชั่วโมงในแต่ละวันอย่างครบถ้วน  ไม่มีวินาทีใดวินาทีหนึ่งที่สูญหายไปในความเคลิบเคลิ้มง่วงงุน  และทำให้การนั่งสัปหงกในรถประจำทาง  ปล่อยให้น้ำลายไหลยืดเป็นสายจากริมฝีปากถึงหัวเข่าหรือพื้นรถ  กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าเกินกว่าจะคิดอับอายเหมือนในวันเก่า ๆเขายังคงไปทำงานทุกเช้า  จันทร์ถึงเสาร์  และกลับมาถึงห้องพักในตอนค่ำ  เพื่อจะนั่งตื่นทำตากลมตาใสเหมือนนกฮูกอยู่ทั้งคืน  มีแค่วันอาทิตย์วันเดียวเท่านั้นที่สามารถตื่นอยู่ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องทำอะไร  นอกจากคิดอยากแย่งงานของแม่บ้านมาทำเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเงิน  แต่เขามักจะใช้เวลาว่างตลอดทั้งวันทั้งคืนด้วยการนึกถึงความปรารถนาต่าง ๆ เสียมากกว่า  สิ่งซึ่งไม่อาจเป็นจริงได้ในโลกที่เขาอยู่  และหากจะว่าไปแล้ว  มันก็เป็นเพียงแค่ความเพลิดเพลินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอหาได้เท่านั้น  ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนักหรอก  เขาแค่ต้องการใช้เวลาให้หมดไป  มนุษย์จะทำอะไรที่นับเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้อีกเล่า  หากไม่สามารถนอนหลับ  ดังนั้นเขาจึงไม่อาจเข้าสู่โลกแห่งความฝันได้เหมือนคนปกติทั่วไป  ท่ามกลางกลิ่นเหม็นที่ยังคงคละคลุ้งอยู่ทั่วไปในอากาศอันน่าสะอิดสะเอียน  แม้พวกหัวโบราณหลายคนจะกล่าวชื่นชมว่ามันคือกลิ่นหอมหวนชวนดมก็ตามเรื่องนี้ทำให้สรยุทธไม่กล้าคบหาใครเลย  แม้แต่ผู้หญิงน่ารักสักคนในฐานะเพื่อน  ไม่ต้องพูดไกลไปถึงความสัมพันธ์ฉันคนรัก  ซึ่งย่อมจะต้องรู้จักกันในทุกแง่มุมของชีวิตทั่วไป  บางทีมันอาจจะเป็นผลกรรมที่เขาเคยทำไว้สมัยเป็นวัยรุ่นก็เป็นได้  สมัยนั้นเขาชอบนอนมาก  นอนเหมือนคนตายเลยทีเดียว  เขามักจะนอนครั้งละนาน ๆ เสมอ  จนกระทั่งอดีตคนรักของเขารับไม่ได้  และขอเลิกคบไปในที่สุด  เนื่องจากอดทนต่อการนอนมากเกินไปของเขาไม่ไหวนั่นเอง  แต่บัดนี้เขากลายเป็นมนุษย์ประหลาดผู้ไม่ยอมหลับยอมนอนเสียแล้ว  ต่อจากนั้นก็เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นอยู่รอบ ๆ ตัวเสมอ  เขาคงทนไม่ได้กับสายตาของพวกมนุษย์สามัญยามจ้องมองมนุษย์ประหลาด  ก่อนจะวิ่งหนีจากไปด้วยความหวาดกลัว  หลังจากนั้นทุกคนในเมืองนี้ก็จะรู้ความลับของเขา  และย่อมคิดด้วยความแปลกใจแกมหวาดหวั่น  ท้ายที่สุด  ทุกคนคงจะจดจำเขาไปชั่วชีวิต  ทุกคนจะพูดกันว่า  “คนบ้าอะไรนอนไม่หลับนับได้พันกว่าราตรีแล้ว”  เขาเองก็เคยคิด  และบอกกับตัวเองเช่นนั้นเหมือนกันแพทย์ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามคนหนึ่ง  ซึ่งดูแลรักษาสรยุทธในชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เคยกล่าวว่า  ภาวะนอนไม่หลับขั้นรุนแรงของเขา  น่าจะเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมอันเกิดจากโปรตีนกลายพันธุ์  พบได้เพียงไม่กี่ครอบครัวในโลกนี้  และไม่สามารถรักษาให้หายได้  มันไม่เกี่ยวกับกลิ่นลูกเห็บที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเดือนพฤษภาคมเลยแม้แต่น้อย  มิหนำซ้ำยังพูดกระทบเขาด้วยว่า  พวกหัวสมัยใหม่มักทนไม่ได้กับสิ่งที่เคยเป็นยารักษาโรคในอดีตในเวลาต่อมา  ด้วยระบบสืบค้นที่ทันสมัย  เขาจึงได้รู้จักนายอัลเบิร์ต  เฮอร์พิน  ชายผู้นอนไม่หลับเช่นกัน เขาไม่แน่ใจนักว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่  เนื่องจากในโลกออนไลน์ทุกวันนี้ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องโกหกพกลม  ทั้งในแบบซื่อ ๆ ของคนสามัญ  และแบบจัดตั้งจากวอร์รูมอันใหญ่โตพอ ๆ กับสนามฟุตบอล  แต่เขาก็อยากเชื่อเหลือเกินว่ามันเป็นความจริง  เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกเดียวดายจนเกินไปนัก  อย่างน้อยก็ยังมีคนที่ยอมเชื่อเรื่องไร้สาระพวกนี้อยู่นับล้าน  คงไม่มีใครเหงาแน่นอน  ถ้าได้อาศัยอยู่ในสังคมอันใหญ่โตขนาดนั้นตามข้อมูลระบุว่า  อัลเบิร์ตมีอายุยืนถึง 94 ปีเลยทีเดียว  บางเว็บไซต์อาจลดอายุลงเหลือแค่ 84 ปี  ทว่านั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร  ประเด็นมันอยู่ที่การนอนไม่หลับของอัลเบิร์ต  ชายผู้นี้ไม่เคยนอนหลับเลยตั้งแต่จำความได้  นี่พอจะถือเป็นข่าวดีได้ไหม  เขาคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง  การนอนไม่หลับไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร  เขาเองอาจมีอายุยืนยาวได้เหมือนกัน  แต่เขาลองจินตนาการถึงการต้องอยู่บนโลกนี้นานนับศตวรรษ  แล้วก็ต้องกลัดกลุ้มใจ  มันย่อมหมายถึงการเป็นศัตรูกับเตียงนอนไปจนวันตายอย่างนั้นใช่ไหม คิดดูสิ  อายุยืนถึงร้อยปีโดยไม่เคยง่วง  ถึงตอนนั้นมนุษย์อย่างเขาจะมีสภาพจิตใจเช่นไร  จะยังคงความเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า  เมื่อไม่อาจฝันถึงเรื่องราวงดงามได้เหมือนเดิม  สรยุทธตั้งคำถามที่ผ่านมาในช่วงแรก ๆ  สรยุทธพยายามไม่กลัดกลุ้มใจ  และได้ลองค้นหาความสนุกสนานในชีวิต  ด้วยการใช้เวลาที่มีอยู่อย่างมากมายในแต่ละคืน  ท่องเที่ยวไปโลกอินเทอร์เน็ตอย่างบ้าคลั่ง  โชคดีที่สมัยนี้มีแพ็กเกจเสริมประเภท “เล่นเน็ตไม่อั้น” จากผู้ให้บริการรายใหญ่ในราคาประหยัด  มันจึงทำให้เขาสามารถค้นหาไฟล์อีบุ๊กดี ๆ มาครอบครองชนิดที่พูดได้ว่าไม่มีวันอ่านหมด  เขายังสมัครบริการดูภาพยนตร์ออนไลน์ไว้ด้วย  มีภาพยนตร์หลายร้อยพันเรื่องที่เขาเพิ่งจะได้ชมเป็นครั้งแรก  มันช่างเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมพอ ๆ กันกับการได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ที่ถูกใจ  มีเหมือนกันที่ในบางคืนเขานั่งฟังเพลงเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง  เพราะในโลกแห่งการนอนไม่หลับนี้ก็มีเพลงเก่าและเพลงใหม่อยู่นับไม่ถ้วน  ประหนึ่งเฝ้าคอยให้เขามาพบและรับฟังอย่างไม่รู้จบ  เพลงเก่าในวัยเด็กทำให้เขามีความสุขและเจ็บปวดไปพร้อม ๆ กันเสมอ  ส่วนเพลงสมัยใหม่ก็ทำให้เขารู้สึกว่า  ยังเป็นคนร่วมสมัยเหมือนชาวบ้านอยู่บ้าง  ความจริงเขาน่าจะปรับตัวได้  แต่บ่อยครั้งที่เขาจะระบายอารมณ์เก็บกดจากการนั่งดมกลิ่นลูกเห็บ  ด้วยการพิมพ์ความคิดเห็นตอบกระทู้หรือคำถามต่าง ๆ ของผู้คนในโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นธรรมทาน  แม้มีหลายครั้งจะถึงขั้นด่าทอกันด้วยถ้อยคำรุนแรงอย่างบ้าคลั่งและถ่อยเถื่อนไปบ้างก็ตาม  ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจทำทำตัว “เกรียน” อะไรหรอกนะ  มันเป็นเพียงแค่การระบายความอัดอั้นภายในหัวใจของเขาออกมาเท่านั้นเอง  ไม่ต่างจากอารมณ์เก็บกดอันเกิดจากการไปแอบรักใครสักคนในโลกออนไลน์ที่มีเจ้าของแล้ว  เหมือนดังเช่นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งการนอนไม่หลับเผาไหม้ชีวิตของสรยุทธมาโดยตลอด  และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในนั้นสลายไปในทุกวินาที  หากจะมีโมงยามใดที่หลงลืมความเจ็บปวดได้บ้าง  เขามักจะหวนคิดถึงการนอนหลับอย่างมีความสุขอยู่เสมอ  เขายิ้มอ่อนหวานให้กับความทรงจำนั้น  ราวกับการหวนคิดถึงความรักอันบริสุทธิ์ในวัยเยาว์  ครั้นเมื่อภาพฟุ้งฝันสลายไปเหมือนไฟล์ภาพที่ถูกลบออกจากระบบคอมพิวเตอร์  และมีความเป็นจริงเข้ามาแทนที่อยู่ในห้วงความคิด  เขาก็ต้องเปลี่ยนมายิ้มอย่างเยาะ ๆ ให้กับโรคนอนไม่หลับของเขาด้วยความเดือดดาลมีหลายครั้งที่เขาเคยคิดว่า  การอพยพโยกย้ายไปยังถิ่นอื่นอาจช่วยรักษาอาการของเขาได้  ไปให้ไกลแสนไกล  แต่เขาก็อายุมากเกินกว่าจะปรับตัวเป็นคนเมืองอื่นเสียแล้ว  สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ  เขารักเมืองนี้เหลือเกิน  ด้วยมันเป็นเมืองซึ่งแม่ของเขาเกิดและตาย  เขาเองก็ต้องการตายบนแผ่นดินที่แม่ของเขาเคยนอนให้ดินกลบหน้า (ถ้าพอจะมีโชคอยู่บ้าง)  ถึงตอนนั้นเขาคงได้นอนลงเคียงข้างแม่ไปตลอดกาล  จนกว่าโลกจะแตกดับคิดถึงเรื่องนี้แล้วสรยุทธก็อดยิ้มออกมาไม่ได้  เขาเพิ่งจะระลึกถึงความจริงข้อนี้อย่างสด ๆ ร้อน ๆ  และคว้าจับมันเอาไว้ได้ทันในเสี้ยววินาทีสำคัญ  เหมือนดังเช่นเหยี่ยวที่ตะปบเหยื่อของมันได้อย่างแม่นยำ  ถูกต้อง  ความจริงแล้วการตื่นหรือการนอนไม่หลับของเขาเป็นเพียงเสี้ยวเวลาสั้น ๆ เมื่อเทียบกับอายุของโลกเท่านั้น  ความคิดนี้ทำให้เขาปลื้มปีติอย่างไม่บอกไม่ถูก  ไม่ต่างจากการได้รับคำอวยพรจากพระเจ้าของเขาอย่างไรก็ตาม สรยุทธมีความสุขอยู่กับความคิดดังกล่าวเพียงไม่นานนัก  หลายวันต่อมาเขาก็ลืมแนวคิดนั้นไปเสียสนิท  เหมือนดังเช่นปรัชญาอันงดงามมากมายเคยถูกลืมมาแล้วนักต่อนัก  เขากลับมามีความทุกข์ดังเดิม  การลืมในสิ่งที่มีความสำคัญหรือมีความหมายนี้  อาจจะเป็นด้วยเขาไม่ได้ศึกษาอย่างแท้จริง  ไม่เคยได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง  มันเป็นเพียงแค่การระลึกได้ในชั่วขณะจิตหนึ่ง  ก่อนจะถูกโลกอันเต็มไปด้วยกลิ่นโสโครกกลบทับความจริง  เช่นเดียวกับการถีบผีเน่าลงไปอยู่ในโลงผุตามเดิม  แต่การจดบันทึกไว้ในสมุดทำให้เขาจำได้ว่า  ตนเองเคยคิดเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน  จากนั้นก็หลงลืมมันไปอย่างที่มนุษย์สามัญมักกระทำกันจนเป็นนิสัย  มัวแต่ให้ความสนใจอยู่กับกองไฟบนหลังคาบ้านที่ตนอาศัยอยู่ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด  ความจริงเปลวไฟเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในสมองเท่านั้น  สิ่งที่เป็นจริงก็คือ  กลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะในสายลมร้อนเดือนพฤษภาคม  กลิ่นของมันจะรุนแรงเป็นพิเศษในเดือนนี้เสมอ  และทำให้เขานอนไม่หลับเช่นเคย  ช่างเป็นเรื่องบ้าบอคอแตกสิ้นดีที่เขาได้กลิ่นเหม็นคละคลุ้งนี้อยู่คนเดียว (แต่ถ้าไม่ใช่เขาคนเดียวล่ะ)  ขณะที่คนทั้งเมืองกลับกล่าวว่ามันคือกลิ่นหอมแห่งยุคสมัยลูกเห็บโสโครกยังคงตกลงมาทุกปี  กลิ่นปัสสาวะเก่าเก็บค้างศตวรรษโชยไกลไปทั่วทุกสารทิศ  ยานอนหลับหลงเหลืออยู่แค่ในเรื่องเล่า  และสรยุทธยังคงนอนไม่หลับ  มันนานเสียจนเขาเลิกจดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ  หลังจากที่ยานอนหลับอย่างแรงเม็ดนั้น  ไม่ทำให้เขาหลับอย่างที่ควรจะเป็น  เหมือนต้องการให้เขามีชีวิตเพื่อเป็นพยานต่อทุกสิ่งทุกอย่าง  ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ประหนึ่งเครื่องจักรนิรันดร์  ท่ามกลางกลิ่นปัสสาวะฉุนเฉียวที่โชยมาพร้อมสายลม  ในเมืองอันโสมมนี้.

เรื่องสั้น ลืม : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

1.มานะรู้แล้วว่าคนเราไม่อาจตั้งใจลืมได้ การจำทำให้เขานอนหลับยาก มันทรมานเหลือเกินในยามสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก และในตอนเช้าที่ต้องลุกจากเตียงไปทำงานด้วยความอ่อนเพลีย การดึงเอาความจำออกไปมีแต่จะต้องบังคับผลักไส วิธีการอาจแยกย่อยออกไปได้มากมาย ทว่าโดยรวมก็มีเพียงหนทางเดียว ยามนี้เขาไม่ห่วงว่ามันอาจจะเป็นแค่ความคิดชั่วแล่นของคนโง่ เขาหวังให้ความเจ็บปวดและความทรงจำทั้งมวลสลายหายไปเท่านั้น เขายิ้มเศร้า ก่อนจะตัดสินใจเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วรถยนต์ขึ้นไปอีก2.“ใครก็มีโอกาสลืมได้ทั้งนั้น หรือว่าพวกคุณไม่เคยลืมอะไรในชีวิต”มานะเอ่ยถามเพื่อนข้าราชการที่นั่งล้อมโต๊ะอาหารมื้อกลางวัน ทุกคนต่างเงียบ เขาเลื่อนเก้าอี้ออกพร้อมกับลุกขึ้นยืนอวดพุงใหญ่ พลางยกมือปัดผมที่ตกห้อยลงมาปิดหน้าผากจนแลเห็นหัวเถิกเป็นมันใส เขาขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ แล้วกวาดสายตามองหน้าทุกคนซึ่งพากันอมยิ้ม ก่อนจะเดินไหล่ห่อคอตกออกจากร้านอาหารเพื่อกลับเข้าที่ทำงาน แววตาของเขามีอาการเลื่อนลอย เหมือนกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางประการที่มีความหมายต่อชีวิตอย่างล้นเหลือตลอดช่วงบ่าย เขาพยายามทุ่มเทสมาธิยุ่งอยู่กับกองเอกสารมากมาย มีบันทึกและหนังสือราชการสำคัญต้องอ่านทบทวนก่อนลงนาม แต่สุดท้ายแล้วความคิดของเขาก็ล่องลอยกลับไปยังหัวข้อสนทนาบนโต๊ะอาหารมื้อกลางวันที่ผ่านมา เพื่อนข้าราชการคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงความขี้ลืมของผู้คนบนโลกนี้ โดยอ้างข่าวที่อ่านพบทางอินเทอร์เน็ตเมื่อตอนเช้า“ไม่แปลกเลยที่ใครสักคนในหมู่พวกเราจะชอบลืมโน่นลืมนี่ โลกนี้เต็มไปด้วยคนขี้ลืม ผมอ่านเจอมาในเว็บข่าวแห่งหนึ่งขณะกำลังนั่งกินอาหารเช้าอยู่กับเมีย จริง ๆ นะครับ ในข่าวบอกว่า บนรถแท็กซี่มักจะพบร่มถูกทิ้งเอาไว้เสมอ แน่นอนครับ ผู้โดยสารไม่ได้ทิ้งมันหรอก แต่พวกเขาลืมต่างหาก บางคนลืมร่ม บางคนลืมกระเป๋าถือ มีกระทั่งลืมกล่องเค้กวันเกิดขนาดใหญ่ เค้กที่มีชื่อคนและคำอวยพรเขียนไว้อย่างงดงาม แค่ยังไม่ได้ปักเทียนเท่านั้น แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ หญิงสาวหลายคนลืมชุดแต่งงานสีขาวที่พวกเธอแขวนไว้ตรงมือจับเหนือหน้าต่างรถแท็กซี่ได้อย่างไร พวกเธอขึ้นมาบนรถ แขวนชุดแต่งงานไว้ตรงนั้น แล้วไม่นานก็ลืมไปว่ามันมีตัวตนอยู่ ครั้นพอถึงจุดหมายปลายทางก็จ่ายค่าโดยสาร จากนั้นเปิดประตูรถก้าวลงไปอย่างง่าย ๆ เรื่องมันควรเป็นเช่นนี้หรือครับ” น้ำเสียงผู้เล่ามีร่องรอยของความสนเท่ห์ ก่อนจะมองมาทางมานะด้วยรอยยิ้มขบขัน“หญิงสาวกับชุดแต่งงานที่ถูกลืมงั้นเรอะ อืม บางทีพวกเธออาจจะไม่อยากแต่งงานก็เป็นได้” มานะพยายามหาเหตุผลให้หญิงสาวเหล่านั้น มีผู้ร่วมวงรับประทานอาหารหลายคนส่งเสียงรับรองอย่างเห็นด้วย“ก็เป็นไปได้ แล้วพวกที่ลืมหนังสือเดินทางไว้บนเครื่องบินล่ะ ในข่าวบอกว่ามีกรณีแบบนี้หลายครั้ง พวกเขาไม่อยากเดินทาง ไม่อยากเข้าประเทศที่ตนลงทุนนั่งเครื่องบินไปเยือนงั้นหรือ”“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเรอะ แต่เอาเถอะ กรณีนี้อาจเป็นเรื่องของคนขี้ลืมจริง ๆ ช่วยไม่ได้เลยถ้าพวกคุณเป็นคนขี้ลืม คนเราลืมได้ทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ ลงถ้าเป็นคนขี้ลืมเสียแล้ว หรือไม่ก็เป็นเพราะพวกเขาพยายามจะลืมด้วยเหตุผลส่วนตัว เหตุผลที่ไม่มีใครเข้าใจ เรื่องบางเรื่องหรือความปวดร้าวบางอย่างนั้น ถ้าคุณไม่เคยพบเจอด้วยตัวเอง คุณก็ไม่อาจเข้าใจมันได้เลย” มานะสรุปครั้นมาถึงตอนนี้ เขากลับสงสัยขึ้นมาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในข่าวเป็นการลืมอย่างบริสุทธิ์ใจหรือไม่ มันมีการวางแผนที่จะลืมหรือเปล่า ด้านตรงข้ามของการลืมก็คือการจำ คนเราจดจำได้ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ความงดงามและความน่าเกลียด ความสุขและความเศร้า สมองของมนุษย์ไม่อาจเลือกจดจำได้อย่างที่ตนต้องการ เช่นเดียวกับที่ไม่อาจเลือกลืมเฉพาะในสิ่งที่อยากลืม หลายต่อหลายครั้งเรากลับลืมในสิ่งที่เราไม่อยากลืม แล้วไปจำในสิ่งที่ไม่ควรจำ อย่างที่มีการคร่ำครวญอยู่ในบทเพลงเก่า ๆพูดถึงเรื่องการจำอะไรได้แล้ว สมัยก่อนมานะเคยเล่าให้บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงฟังบ่อย ๆ ว่า เขาเริ่มจำความได้ตั้งแต่อายุราวหนึ่งขวบ หรือบางทีอาจจะน้อยกว่านั้นสักเดือนสองเดือนด้วยซ้ำไป ความทรงจำดังกล่าวถูกบันทึกไว้เป็นภาพเลือนจางบางเบาเหมือนภาพในความฝันของเมื่อวานนี้ ไร้สีสัน ไร้น้ำหนัก ไร้ความเจ็บปวด จะมีก็แต่เพียงภาพเคลื่อนไหวชั่วแวบเดียวที่อุบัติขึ้นในห้วงความคิด และตกผลึกอยู่ในซอกมุมหนึ่งของสมอง เป็นร่องรอยประทับนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นตลอดมา3.เด็กชายคนหนึ่งรูปร่างผอมโกรก กำลังเปลือยกายนั่งยอง ๆ  สนุกกับของเล่นตรงหน้า ของเล่นนั้นอาจเป็นหุ่นยนต์สีเงินหรือไม่ก็รถมนุษย์ค้างคาวสีดำ ภาพความจำตรงจุดนี้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก ทันใดนั้นเองก็มีแขกมาเยือนที่บ้าน เป็นหญิงสาวเค้าหน้าไม่ชัดเอาเสียเลย อายุคงรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ เขาจำได้ว่ารู้สึกอาย ใช่ อายตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กจ้อยนั่นแหละ แต่เขาก็ยังคงนั่งเล่นอยู่ตรงนั้นโดยไม่ลุกหนีไปไหนความทรงจำในเรื่องดังกล่าวมาสิ้นสุดลงตรงนี้ เขาเคยเล่าให้แม่ฟังหลายครั้ง ทว่าแม่มักจะหัวเราะและไม่ยอมเชื่อ เขาพยายามอธิบายพร้อมกับยืนยันอย่างแข็งขัน แต่แม่ก็ไม่เคยเชื่อ จนแม้ในวันที่แม่กำลังจะสิ้นใจตาย แม่ก็ยังไม่ยอมเชื่ออยู่ดี ข้อแตกต่างเดียวซึ่งเกิดขึ้นในวันป่วยหนักก็คือแม่ไม่ยอมหัวเราะ แม่ดูเครียดที่จดจำในสิ่งที่เขาบอกเล่าไม่ได้ แม่ปรารถนาความทรงจำนั้น แต่แม่กลับลืมทุกสิ่งทุกอย่างอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแม่ก็สิ้นลมพร้อมด้วยรอยยิ้ม บางทีอาจเป็นตอนใกล้จะสิ้นใจนั่นเอง ที่ความทรงจำในส่วนนี้ (หรือไม่ก็เป็นความทรงจำชั่วชีวิต) ของแม่ ได้หวนกลับมาแจ่มชัดอีกครั้งหนึ่งเขานึกไปถึงคนจำพวกอัจริยะปัญญาอ่อน หลายคนมีความทรงจำเป็นเลิศ พวกนี้สามารถจำรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ในสมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองได้ทั้งเล่ม บางคนจำปฏิทินร้อยปีได้ทั้งหมดโดยไม่มีตัวเลขหรือข้อมูลใดผิดเพี้ยนเลย และบางคนก็จำนวนิยายเรื่อง “พี่น้องคารามาซอฟ” จนกระทั่งสามารถเล่าปากเปล่าได้ทั้งเล่ม ที่น่าทึ่งก็เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจท่องจำโดยหวังให้คนที่รับรู้ต้องประหลาดใจ ด้วยตัวอักษรทุกตัว ข้อความทุกประโยค แม้แต่คำที่พิมพ์ผิด ทั้งหมดนี้ได้ไหลผ่านเข้าไปในเซลส์สมองของพวกเขา ในส่วนที่เป็นตัวบันทึกความทรงจำเพียงเที่ยวเดียว แล้วฝังรากหยั่งลึกอยู่่ตรงซอกมุมนั้นไปชั่วชีวิต เป็นไปได้ว่าแม้แต่ตอนที่วิญญาณกำลังลอยล่องออกจากร่าง พวกเขาก็ยังคงจดจำเรื่องราวทั้งหมดได้อยู่ดี มันจะเป็นความทรงจำถาวรชั่วนิจนิรันดร์ แต่ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้นล่ะ หากทุกชีวิตตายแล้วก็จบกัน มานะนึกสงสัยขึ้นมาทันทีในกรณีตรงกันข้ามก็คือพวกที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยมากมักจะเกิดกับคนชรา พวกเขาหลงลืมและจดจำอะไรแทบไม่ได้เลย นั่นทำให้พวกเขาไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้ว  เนื่องจากไม่มีความทรงจำเป็นของตนเอง และนี่ก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้พวกเขาอาละวาดในตอนที่ยังพอมีเรี่ยวแรง พวกเขาคลั่งเพราะไม่หลงเหลือความทรงจำตกตะกอนอยู่ในหัวแม้เพียงผลึกหนึ่ง หรือภาพจาง ๆ สักภาพหนึ่ง ไม่มีความหลังใด ๆ ทั้งในส่วนที่เป็นความสุข หรือแม้กระทั่งความทุกข์ให้สามารถลูบคลำด้วยความรู้สึก โลกของพวกเขาว่างเปล่า เมื่อสูญเสียตัวตนและคนรักไป แน่นอนอย่างยิ่ง คนที่รักและห่วงใยพวกเขายังคงอยู่เคียงข้าง แต่สำหรับคนที่ไร้ความทรงจำ พวกเขาไม่มีทางรู้หรอกว่าพวกเขายังมีคนรัก แล้วอย่างทันทีทันใดนั้นเอง มานะก็ปรารถนาจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ขึ้นมาบ้าง การจำได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเสมอ จะดีแค่ไหนกันนะ ถ้าเขาสามารถลืมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไปจนหมดสิ้น กลายเป็นหน้ากระดาษว่าง ๆ เมื่อลืมอย่างถาวรเหมือนคนเป็นโรคอัลไซเมอร์ และไม่มีตัวยาวิเศษใด ๆ สามารถเยียวยารักษาให้หายได้ที่ผ่านมานานนับเป็นสิบปีเลยทีเดียวที่เขาพยายามเป็นคนไม่ช่างจำ ทว่าความทรงจำหลายต่อหลายเรื่องก็ชอบผุดขึ้นมาในห้วงสำนึกเสมอ หลายครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันมักเกิดขึ้นในตอนที่ใกล้จะมีความสุข อย่างเช่นภาพความทรงจำของวันอันไกลโพ้นวันนั้น เขาไปรับมนัสผู้เป็นลูกชายตามนัด หลังจากที่ไม่ได้พบกันเป็นเวลานานร่วมสามเดือน ตามปกติเขาจะไปรับลูกชายมาค้างที่บ้านแม่ของเขาทุกสองสัปดาห์ และถ้าคืนนั้นเขาต้องเข้าเวรอัคคีภัย เขาก็จะพาแกไปค้างคืนที่ทำงานด้วย ดูแกจะมีความสุขดีที่ได้ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของเขา เฝ้าลูบคลำหยิบจับข้าวของบนโต๊ะทำงานของเขาอย่างสนุกสนาน แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่ความทรงจำไปหมดแล้ว ในยามสายของวันนั้นเอง ขณะยืนรออยู่หน้าบริษัทที่อดีตภรรยาของเขาทำงานอยู่ เขาเห็นมนัสเดินเงื่องหงอยมาตามลำพัง มือเล็ก ๆ ของแกกำลังกวัดแกว่งดอกไม้ช่อหนึ่งไปมา จนทำให้กลีบดอกสีฟ้าห้าแฉกบางกลีบร่วงหล่นลงพื้น มนัสบอกว่าได้มาจากแจกันดอกไม้ในที่ทำงานของแม่…4.ทำไมจะต้องพยายามลืมอย่างนั้นหรือ มานะถามตัวเอง ก็แล้วทำไมต้องจำด้วยล่ะ ทุกครั้งที่ลืมอย่างน้อยก็ไม่เป็นทุกข์ การจำได้ทำให้ความเศร้าจับหัวใจของเขามานานจนนึกอยากฟุบหน้าซบลงกับโต๊ะทำงานแล้วร้องไห้ แต่ด้วยความกลัวว่าลูกน้องหรือเจ้านายจะมาเห็น เขาจึงได้แต่ลูบหน้าตัวเองไปมา ก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ มันจะไม่เป็นผลดีกับภาพลักษณ์ของเขา ทุกคนจะพากันคิดหรือนินทาว่าเขาหมดสมรรถภาพเสียแล้ว ตามที่พวกนั้นชอบสุมหัวซุบซิบนินทากันมานาน เขาพยายามสะกดใจ ทำเป็นนั่งอ่านหนังสือราชการในแฟ้มปกสีน้ำเงิน ทว่าภาพตรงหน้ากลับพร่าเลือน จิตใจล่องลอยไปถึงคนที่อยู่ไกล แต่ยังคงมองเห็นได้แจ่มชัด ลูกชายผู้ขี้ลืมอย่างสุดแสนนั่นเองคนที่ลืมข้าวของทิ้งไว้ในรถแท็กซี่ว่าเป็นเรื่องตลกแล้ว ความขี้ลืมของลูกชายของเขายิ่งหนักกว่านั้นอีก แกลืมได้แม้กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์มือถือของพ่อ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เคยโทษแกเลยที่แกไม่โทรศัพท์มาหา แกจะโทร.มาได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อจำหมายเลขโทรศัพท์ไม่ได้เสียแล้ว หลายปีมานี้เขาจึงเปลี่ยนเป็นส่งอีเมลหามนัสแทน บางครั้งก็ส่งจดหมายผ่านกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก แต่แกก็ไม่เคยตอบกลับมา แกคงลืมตอบอีกตามเคย การเรียนในมหาวิทยาลัยน่าจะหนักเอาเรื่อง หรือไม่ก็มีกิจกรรมให้ทำมากมายตามประสาวัยรุ่น ไหนจะต้องวุ่นอยู่กับเพื่อนสาวสวยที่เขาไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จัก (ถูกต้อง แกคงต้องมีคนรักแน่อยู่แล้ว ตามประสาคนรูปหล่อเหมือนพ่อตอนหนุ่ม ๆ) การเรียนและกิจกรรมทำให้ลูกชายของเขายุ่งทั้งวัน ประกอบกับเป็นคนขี้ลืม เจ้าลูกชายก็เลยได้แต่อ่านอีเมลจากพ่ออย่างเขาอยู่ข้างเดียว แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ แค่รู้ว่าแกได้อ่าน มันก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง อย่างไรก็ตาม มันคงดีกว่านี้ ถ้ามนัสจะไม่ลืมตอบอีเมลกลับมา มานะครุ่นคิด แล้วก็อดยิ้มเศร้าตามนิสัยไม่ได้หรืออย่างสุดโต่ง มันอาจจะดีอย่างที่สุด จริงสิ ดีอย่างวายร้ายเลยทีเดียวเชียว ถ้าเขาจะลืมว่ายังมีลูกอยู่คนหนึ่ง คราวนี้โรคสมองเสื่อมก็คงเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเขาเสียแล้วละ ถึงตอนนั้นเขาก็สามารถนั่งเอ๋ออยู่ได้ทั้งวี่ทั้งวันบนเก้าอี้โยกในห้องมืด ๆ ที่ไม่มีใคร ไม่มีอะไรให้จดจำ ไม่มีอะไรให้คิดถึง ทั้งความทรงจำที่มีค่าและไร้ค่า ลืมมันเสียให้หมด อย่าได้เป็นแค่คนขี้ลืมผู้มานึกได้ก็ตอนที่สูญเสียสิ่งมีค่าไปในระหว่างการเดินทาง มันควรจะเป็นการลืมที่หมดจดจริง ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปติดต่อขอรับของคืนที่แผนกเก็บของหาย หรือเป็นภาระของพลเมืองดีต้องส่งของคืนมาให้ บัดนี้เขาเริ่มสงสัยว่า ในเมื่อการจำเป็นด้านตรงข้ามของการลืม แล้วสิ่งใดหรืออะไรกันแน่ที่ลูกชายของเขาจดจำไว้ หลังจากที่ได้ลืมเขาไปหมดแล้ว ความทรงจำใดเล่าที่เข้ามาแทนที่ความทรงจำที่หายไป และความทรงจำดังกล่าวก่อให้เกิดความสุขมากน้อยแค่ไหนกันนะ5.มานะมารู้สึกตัวว่าหมดเวลาทำงานแล้วก็ตอนที่สัมผัสได้ถึงความเงียบ เขาเปิดประตูห้องทำงานเดินออกมายังทางเดินอันเป็นระเบียงยาวตลอดแนวตึกรูปตัวแอล ผู้คนที่ทำงานอยู่ในตึกนี้ส่วนใหญ่กลับไปหมดแล้ว คงเหลือภารโรงหญิงสองสามคนกำลังทำความสะอาดห้องน้ำและพื้นระเบียง เขาเดินเข้าไปถามไถ่ทุกข์สุขในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป จากนั้นก็ล้วงกระเป๋าเงินออกมาควักธนบัตรแจกจ่าย บรรดาลูกจ้างพวกนั้นรีบยกมือไหว้ปลก ๆ ด้วยความดีใจ ปากก็พร่ำขอบคุณกันยกใหญ่เขากลับเข้าไปเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋าเอกสาร    แล้วเดินลงไปที่ลานจอดรถด้านหน้าอาคาร กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าความจริงเขาจอดรถไว้ทางด้านหลังอาคารตั้งแต่ตอนเช้าก็เสียเวลาไปมาก เขาขับรถออกไปสู่ท้องถนนที่เต็มไปด้วยยวดยานคับคั่ง ภายในใจปรารถนาจะขับรถไปตามเส้นทางสายหนึ่ง เส้นทางที่ว่างเปล่า ขับไปอย่างเชื่องช้า พร้อมกับบังคับพวงมาลัยตรงไปข้างหน้าโดยไม่เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา และไม่แม้แต่จะหันพวงมาลัยเลี้ยวกลับ เขายิ้มพร้อมกับนึกสงสัยว่า ด้วยวิธีนี้ มันจะพาเขาไปถึงที่ไหนกันแน่นะระหว่างทางผ่านร้านขายดอกไม้ เขาคิดอะไรขึ้นมาได้จึงรีบบังคับรถให้ชิดซ้าย เหยียบห้ามล้อ และพยายามถอยกลับมาในตำแหน่งใกล้หน้าร้านให้มากที่สุด เขาก้าวลงจากรถ แล้วโดยที่ไม่ได้มองซ้ายหรือมองขวา เขาก็เดินข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม ถึงหน้าร้านก็ใช้มือผลักบานประตูกระจกซึ่งมีกระดิ่งทองเหลืองผูกเอาไว้ จากนั้นก้าวเข้าไปข้างในเหมือนคนละเมอที่ในหัวสุมแน่นไปด้วยความทรงจำ มานะมองดอกไม้นานาชนิดเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน ยกเว้นช่อดอกไม้สีฟ้าที่ปักอยู่ในแจกัน ครั้งหนึ่งนั้นมันน่าจะเคยเป็นกลีบดอกเล็ก ๆ ที่น่ารัก แต่บัดนี้กลับแลดูเป็นสีฟ้าเศร้าและเหี่ยวเฉา แม้กระนั้นเขาก็ตัดสินใจซื้อติดมือมาด้วยช่อใหญ่ เขาวางมันลงบนเบาะเก้าอี้รถยนต์ด้านซ้ายมืออย่างทะนุถนอม พลางคิดถึงช่อดอกไม้ชนิดเดียวกันนี้ที่ลูกชายของเขาถือติดมือมาด้วยในวันนั้น พลันความเศร้าก็แล่นขึ้นมาจับหัวใจจนรู้สึกขมขื่นอย่างเหลือแสน เขาอยากหวนกลับไปในวันดังกล่าวอีกครั้งเพื่อถามลูกว่า มันมีความหมายใดซ่อนอยู่ในช่อดอกไม้นั่นหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ก็แค่เด็กชายคนหนึ่งหาอะไรถือเล่นในวันที่ต้องมาพบพ่อของตนตามนัดเท่านั้นเขาขับรถแล่นไปตามถนนเช่นเดิม ภายในใจไม่รู้หรอกว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่มีบ้าน ห้องพักสภาพค่อนข้างจะโอ่โถงใจกลางเมืองหลวงที่เขาอาศัยอยู่เพียงลำพังนั้น มันไม่ใช่บ้านมานานมากแล้ว บางทีมันอาจจะเป็นบ้านก็ได้ ถ้าลูกชายของเขายินยอมมาพักค้างคืนบ้าง แม้จะนานทีปีครั้งก็ยังดี แต่แกก็ไม่เคยมา ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่แกเป็นคนขี้ลืม แกไม่มีทางจำแผนที่ที่เขาเคยส่งไปพร้อมกับอีเมลทุกฉบับได้หรอก เรื่องมันถึงเป็นเช่นนี้ แล้วทำไมเขาถึงไม่ยอมเป็นฝ่ายไปหามนัสเองเล่า มานะถามตัวเอง พลันเขาก็นึกถึงหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ตัวละครที่เป็นฆาตกรโรคจิตซึ่งมีความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ได้รับคำจำกัดความว่า “เป็นพ่อที่ยังคงคิดถึงลูกอยู่เสมอ แต่ไม่สามารถไปหาลูกได้ เพราะแม่ของเด็กไม่ต้องการให้ทำเช่นนั้น” เขารู้สึกสะเทือนใจไปกับตัวละครตัวนี้ ถ้าฆาตรกรโรคจิตสูญเสียความทรงจำทั้งหมด ไม่ว่าจะอย่างเชื่องช้าหรือในทันทีทันใด ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาซึ่งมนุษย์อาจประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาได้ในยามเข้าตาจน สิ่งเลวร้ายก็คงไม่เกิดขึ้น จะไม่มีใครตาย แล้วชะตากรรมใดเล่าถึงทำให้คนสองคนในโลกของความจริงและโลกแห่งจินตนาการต้องมาเผชิญหน้ากับความรู้สึกเดียวกัน นั่นคือความเศร้าที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นการลงโทษจากใครคนหนึ่งที่เฝ้ามองดูเราอยู่ตลอดเวลาการจำได้ทำให้มานะคิดถึงลูกชายขึ้นมาอีก นี่คือความรู้สึกที่หนักหน่วงอยู่ภายในใจ ตอนนี้แกคงโตขึ้นมาก อีกไม่นานก็จะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เจ้าลูกชายน่าจะสามารถตัดสินใจมาพบเขาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าผู้เป็นแม่จะคิดเห็นอย่างไร ที่สำคัญไปกว่านั้น โอ้ เขาเพิ่งนึกขึ้นมาได้ (หรืออาจจะเพิ่งจำได้) เขาผู้เป็นพ่อควรแวะไปเยี่ยมเยียนลูกชายด้วยตัวเองน่าจะดีกว่า หากไม่อยากไปหาที่บ้านของแกเพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับอดีตภรรยา เขาก็ยังสามารถขับรถไปหาแกที่มหาวิทยาลัย ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับครั้งที่เขาเคยพยายามไปพบลูกชายที่โรงเรียนหรือไม่นะ กล่าวคือไปหาหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้พบหน้าแกเลย อืม แล้วตอนนี้มนัสเรียนอยู่ที่ไหนกันล่ะ ถ้าได้พบหน้ากันอีกครั้ง แกจะโผเข้ามาให้เขาสวมกอดไหม แกจะอายเพื่อน ๆ หรือไม่ ที่โตแล้วยังให้พ่อกอดและจูบแก้มเหมือนเด็ก ๆ มานะคิดแล้วก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ เขาชอบความรู้สึกเช่นนี้เหลือเกิน มันดูมีความหวังอย่างไรบอกไม่ถูก สภาพการจราจรติดขัดอันเป็นเรื่องปกติของกรุงเทพฯ ไม่ได้ทำให้เขาหงุดหงิดใจเลย อีกไม่นานก็จะเข้าเขตชานเมืองแล้ว การจราจรจะเบาบางลง เขาคิดนาทีต่อมา มานะพยายามนึกหาคำตอบว่าตอนนี้ลูกชายของเขาเรียนอยู่ที่ไหน คำถามเดิมผุดขึ้นมาอีกและยังไม่มีคำตอบเช่นเดิม เขาจำได้ว่า เคยเห็นในเฟซบุ๊กตอนที่มนัสแบ่งปันภาพถ่าย เขาเข้าไปกด “ไลก์” ภาพลูกชายในชุดนักเรียนชั้นมัธยม และแสดงความคิดเห็นหลายครั้ง จนท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้ทำเช่นนั้นอีกด้วยความน้อยใจ กี่ปีแล้วนะ เขาเลิกเข้าเฟซบุ๊กมานานมากเหลือเกิน เขาจำชื่อบัญชีและรหัสผ่านของตัวเองไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ เขาลืมมันไปอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้เขากำลังมุ่งหน้าไปตามเส้นทางสายหนึ่ง เขาปรารถนาจะไปให้ถึงจุดหมายแห่งความปรารถนา มันคือปลายทางของโลก สถานที่ซึ่งทุกคนสามารถลืมในสิ่งที่อยากลืม ดินแดนที่จะทำให้หัวใจของมนุษย์นิ่งงันราวกับหยุดทำงาน อาจเป็นไปได้ว่านั่นแหละคือสภาวะของความสุขความสุขอย่างนั้นหรือ อะไรคือความสุขเล่า ชั่วขณะนี้เขากลับรู้สึกโหวงเหวงไม่ต่างจากหน้ากระดาษว่าง ๆ เหมือนเช่นที่เคยรู้สึกมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่แน่ใจว่ากำลังขับรถไปไหน เขาจำเส้นทางไม่ได้เสียแล้ว นั่นสิ รถคันนี้เป็นของใครกัน ชื่อของเขาล่ะ ไม่มีอะไรให้จับต้องได้เลยในความคิดคำนึง นอกจากภาพในวัยเยาว์ตอนที่เขาเพิ่งหายป่วย เปลือยกาย และกำลังเล่นอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ยามนั้นเองที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในบ้าน เขารู้สึกอาย เขาเคยเล่าให้แม่ฟัง แต่แม่ไม่เคยจำได้เลย…6.รถยนต์กำลังแล่นผ่านไปในสายลมด้วยความเร็วสูง มานะคว้าช่อดอกไม้สีฟ้าห้าแฉกขึ้นมาดม มืออีกข้างยังคงประคองพวงมาลัยรถเอาไว้ กลีบดอกเล็ก ๆ ร่วงหล่นลงบนตัก เขาคิดทบทวนว่าเคยเห็นดอกไม้ชนิดนี้ที่ไหนมาก่อน เขาพยายามพึมพำเอ่ยชื่อดอกไม้ออกมา ทว่ามันกลับติดอยู่ที่ริมฝีปาก เขารู้สึกเศร้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บางสิ่งบางอย่างยังคงฝังแน่นอยู่ในความจำ มันทำให้เขาเหยียบคันเร่งลงไปอีก เขามองท้องถนน ความทรงจำเกี่ยวกับลูกชายเริ่มหวนคืนกลับมาอีกครั้ง เขาพยายามมองหาแก บางทีถ้าโชคดีก็อาจได้พบเห็นแกกำลังเดินอยู่บนทางเท้าตรงหน้าร้านขายของเล่น เขาจะได้แวะรับแกไปกินขนมแสนอร่อยเจ้าประจำ เมื่ออิ่มแล้วก็จะพากันไปนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์กันให้สนุก มานะยิ้มให้กับความคิดนี้ เขาปล่อยใจผิวปากเป็นบทเพลงหนึ่งที่คุ้นเคยแล้วอย่างทันทีทันใดก็เกิดแรงปะทะอันมหาศาล ภายใต้แรงนี้ เขารู้สึกได้ถึงสภาวะไร้น้ำหนัก แทบจะไร้ตัวตน ความเจ็บปวดปลิดปลิวไปพร้อมกับอาการหมุนเคว้งคว้างกลางถนน เขามองเห็นกลีบดอกไม้สีฟ้าห้าแฉกไร้ซึ่งความทรงจำล่องลอยอยู่ในอากาศขมุกขมัวของยามเย็น ท่ามกลางสายลมของมหานครอันใหญ่โต สายลมแห่งท้องถนน เสียงแตรรถ เสียงคำรามจากยวดยาน และเสียงตะโกนโหวกเหวกของผู้คน ทั้งหมดนี้ได้สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวประดุจวงออร์เคสต้าซึ่งกำลังเปล่งเสียงกระหึ่มทุกทิศทาง รอบ ๆ ร่างอันบิดงอผิดรูปทว่าสงบนิ่งของเขา ขณะนั้นกลีบดอกสีฟ้าอันบอบบางก็ลอยสูงขึ้น ค่อย ๆ สูงขึ้น สู่ฟากฟ้าสีเดียวกัน.

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page