หน้าแรกแท็กวรรณกรรมสร้างสรรค์

Tag: วรรณกรรมสร้างสรรค์

ประกาศผลซีไรต์ “มันทากินีซิตี้” ของธาร ยุทธชัยบดินทร์ ผ่านรอบแรก ปี 2564

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ รางวัลซีไรต์ ประกาศออกมาแล้ว สำหรับรายชื่อผลงานนวนิยายเข้ารอบลองลิสต์ (Longlist) ประจำปี 2564 จาก 60 เรื่องที่ส่งประกวด โดยคณะกรรมการรอบคัดเลือกได้คัดสรรผลงานนวนิยายไว้จำนวน 19 เล่ม ได้แก่1. 24-7/1 : ภู กระดาษ สำนักพิมพ์มติชน2. เกิดในฤดูหนาวที่แดดส่องถึง : นทธี ศศิวิมล แพรวสำนักพิมพ์3. จวบจนสิ้นแสงแดงดาว...

เรื่องสั้น “24 วินาที” : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ดูเหมือนว่าชีวิตบางช่วงบางตอนของผมจะไม่ต่างไปจากภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่เริ่มต้นด้วยฉากตัวเอกขับรถยนต์ไปตามท้องถนนพร้อมกับบทเพลงไพเราะ และในวันอันยากแก่การลบเลือนความทรงจำได้นั้น บทเพลงเก่า ๆ ค่อนข้างช้าอย่าง “เยสเทอเดย์” ของเดอะบีทเทิลส์ในยุคซิกตี้ส์ ก็ยังคงความไพเราะอยู่เสมอยามที่ได้เปิดฟัง ขณะขับรถเก๋งสีแดงเพลิงไปบนทางหลวงอันยาวไกลสายตาของผมจ้องมองไปข้างหน้า มือและเท้าทำงานประสานกันเพื่อควบคุมรถยนต์ด้วยอาการตื่นตัวเต็มที่ ผมพยายามไม่เครียดกับเสียงพึมพำพูดกับตัวเองในสมอง คันเร่งถูกเหยียบลงไปทีละน้อย เสียงคำรามของเครื่องยนต์ทำให้ผมเริ่มรู้สึกคึกคักและสนุกเหมือนเด็ก ๆ นี่เป็นช่วงขณะหนึ่งที่หลงลืมความกลัดกลุ้มใจไปได้บ้าง หางตาเหลือบมองดูคนรักซึ่งนั่งอยู่บนเบาะด้านซ้ายมือ เธอเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด อาจจะกังวลถึงอนาคตหรือไม่ก็กำลังขุ่นเคืองใจ เพราะผมไม่อาจทำตามความต้องการของเธอได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของผมถ้ายอมตามใจเธอ นี่เป็นความคิดและคำถามของผมในช่วงเวลานั้น คำตอบก็คือ เธอน่าจะมีความสุข ส่วนผมล่ะ จะอยู่อย่างไร ถ้าขาดผู้หญิงคนนั้นไป ผมถามตัวเองขึ้นมาอีก ระหว่างที่ขับจี้ตามติดรถกระบะสีดำคันหนึ่งในช่องทางขวาสุดของถนน ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะต้องแซงซ้ายเข้าเลนกลาง แล้วปาดเข้าขวาเพื่อหลบรถเกะกะขวางทางคันดังกล่าว ตามปกติผมมักขับรถค่อนข้างช้า มันเป็นนิสัยที่ผมไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยความตึงเครียดระหว่างเรากระมัง จึงทำให้ผมขับรถเร็วขึ้นเพื่อที่จะมุ่งความสนใจอยู่กับถนนข้างหน้า หลายต่อหลายครั้งก็คิดอยากไปถึงชะอำโดยเร็ว บางทีการเจรจาแตกหักกันอาจทำให้เรื่องจบลงอย่างไม่ค้างคา จากนั้นระหว่างเธอกับผมจะได้ต่างคนต่างไป มันน่าจะเป็นหนทางดีที่สุด เธอยังสาว หน้าตาน่ารัก สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้ชายดี ๆ ได้เสมอวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผมถูกคนรักบังคับให้พาไปหาหญิงสาวของผมซึ่งเพิ่งจะลาออกจากงาน และย้ายกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่จังหวัดเพชรบุรีตามเดิม ด้วยทนแรงอาละวาดจากคนรักของผมไม่ไหว เราออกจากบ้านกันค่อนข้างสายเพราะความลังเลใจของผม จริง ๆ ก็เกือบจะเปลี่ยนใจอยู่บ้านเสียก็หลายหน แต่เธอก็ดึงผมออกมาจนได้จังหวะนั้นเอง รถกระบะสีดำคันข้างหน้าซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสิบเมตรได้ลดความเร็วลงอย่างกระทันหัน แล้วหักเลี้ยวขวากลับรถตรงช่องโหว่กว้างเพียงไม่กี่เมตรของเกาะกลางถนนโดยไม่ให้สัญญาณไฟเตือนใด ๆ ผมอยากตะโกนด่าไอ้งั่งนั่นว่าตรงนี้มันไม่ใช่จุดกลับรถนะโว้ย แต่ไม่มีเวลาแล้ว ผมเหยียบเบรคลงไปโดยอัตโนมัติ ทั้ง ๆ ที่ในเสี้ยววินาทีนั้นผมคิดว่าไม่คงทัน รถของผมต้องชนท้ายรถระยำนั่นอย่างแน่นอน สุดท้ายตัดสินใจหักพวงมาลัยเบนหัวรถออกทางซ้ายมือโดยไม่เหลือเวลาพอจะมองกระจกส่องหลังด้วยซ้ำไป เจ้าแดงเพลิงของผมมีอาการไหวเยือกสั่นสะท้านและเซถลาเสียหลัก ผมใจหายวาบแต่ก็สามารถหลบพ้นท้ายรถคันนั้นมาได้อย่างฉิวเฉียด กำลังจะถอนหายใจโล่งอกก็ต้องตะลึง เมื่อมองเห็นว่าข้างหน้าเป็นทางโค้งเลี้ยวไปทางซ้ายมือในลักษณะเกือบจะหักศอก ผมพยายามหยุดรถแต่ไม่ทันเสียแล้ว กันชนด้านขวากระแทกเข้ากับเกาะกลางถนนอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่น ส่งผลให้รถทั้งคันลอยข้ามไปอีกฟากถนนซึ่งรถยนต์หลายคันกำลังแล่นสวนมามองเห็นแต่ไกล ผมหมุนพวงมาลัยบังคับรถ ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่ามันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลยยามนี้เวลาภายในรถดำเนินผ่านไปอย่างเชื่องช้าไม่ต่างจากการใช้เทคนิคสโลโมชั่นในภาพยนตร์ หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกตัวราวกับร่างกายและสมองถูกปิดสวิทช์การทำงาน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จ ู่ๆ ก็มาสะดุ้งได้สติอีกครั้ง และพบว่าโลกรอบ ๆ ตัวกลับหัวกลับหางผิดที่ผิดทาง วินาทีถัดมาก็เข้าใจว่ารถคว่ำ จมูกได้กลิ่นเลือด ผมรีบปลดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะคลานอย่างยากเย็นออกจากช่องหน้าต่างซึ่งกระจกแตกเป็นเม็ดกองอยู่บนพื้นหญ้า โสตประสาทได้ยินเสียงของเหลวไหลเบา ๆ มีกลิ่นน้ำมันคละคลุ้งลอยอยู่ในอากาศ ผมยังคงคลานไปข้างหน้าจนหัวเข่ากับศอกระบม ขณะนั้นรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย เมื่อใช้มือลูบคลำไปตามตำแหน่งที่รู้สึกเจ็บ ก็พบว่ามีเลือดไหลออกมาแถวท้ายทอยและโหนกแก้ม ผมพยายามลุกขึ้นยืนโซเซ เหลียวมองรอบตัวก็เห็นคนจอดรถดูเหตุการณ์เต็มไปหมด ผมพยายามโบกมือขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครเดินเข้ามาเลย มีเพียงรถซึ่งวิ่งอยู่ช่องทางขวาสุดเท่านั้น ที่แล่นผ่านไปอย่างเชื่องช้าเยี่ยงนักสังเกตการณ์มืออาชีพเสียงตะโกนโหวกเหวกของใครหลายคนทำให้ผมหันไปดูรถของตัวเอง ถึงได้เห็นว่าคนรักของผมยังคงติดอยู่ภายในซากรถ เธอทำท่าทางเหมือนมีอะไรบางอย่างภายในรถกดทับขาเอาไว้ สายตาตื่นตระหนกคู่นั้นทำให้ผมได้สติ แต่ยังไม่ได้คิดอ่านทำอะไร น้ำมันที่ไหลนองพื้นก็ติดไฟลุกพรึบขึ้นตรงกระโปรงหน้ารถ  เวลานั้นเท้าทั้งสองข้างของผมราวกับถูกยึดติดตรึงแน่น ผมสบตากับคนรักจากระยะไกล ขณะเดียวกันโสตประสาทก็ได้ยินเสียงเร่งเร้าของผู้คนให้รีบเข้าไปช่วยเธอ ใจของผมพลันคิดถึงหญิงสาวคนนั้นกับช่วงเวลาอันแสนสุขในอดีต  ซึ่งจะต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต ถ้าได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน หล่อนนั่นเองที่ทำให้ผมไม่อยากตาย ไม่อยากสูญเสียสิ่งที่คิดว่าเป็นความสุขไปอย่างง่าย ๆ ห้วงยามนั้นไม่มีสิ่งใดมีความหมายมากไปกว่าหล่อน รวมถึงเรือนร่างเย้ายวนใจของหล่อนอีกแล้ว ผมปล่อยให้เวลาคืบคลานผ่านไปอย่างเชื่องช้า สบตากับคนรักผ่านม่านความร้อนและแสงเพลิงที่เต้นระริกสะบัดไหวอยู่ในอากาศ แล้ววินาทีถัดมาดวงตาของเธอก็ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย ไม่มีแม้สักนิดเดียว ด้วยมันได้กลายเป็นความเศร้าและท่วมท้นด้วยความรวดร้าวนานา ซึ่งผมในเวลาต่อมาอีกหลายปีก็ยากที่จะเข้าใจได้ทั้งหมดฉากนี้จบลงเสียงด้วยเสียงระเบิดของถังน้ำมันดังขึ้นและภาพรถเก๋งสีแดงถูกไฟลุกท่วมทั้งคัน ร่างของเธอดิ้นขลุกขลักอยู่ภายในซากรถ ทว่าก็เพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ไม่นานนักก็หยุดนิ่ง ปล่อยให้เพลิงโหมกระหน่ำ ผมหูอื้อนัยน์ตาลาย แม้กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงไซเรนรถฉุกเฉินแว่วโหยหวนมาจากสถานที่อันห่างไกล...คุณเคยได้ยินหรือรู้จักปรัชญาสำนักมาธยมิกะ ไหม  สำนักมาธยมิกะถือว่ากาลคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่มีอยู่จริง เป็นอภาวะ เป็นความว่างเปล่า หากความข้อนี้คือสัจธรรม บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องดีกว่าถ้าคนรักของผมไม่เคยมีอยู่จริง และโศกนาฏกรรมในวันนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าจะห้วงยามใดในกาลเวลาอันเป็นมายาของเราหลายปีมานี้ ผมกลับไปยังเหตุการณ์นั้นนับครั้งไม่ถ้วน มันเป็นการกระทำซ้ำที่ผมไม่เคยละทิ้งความพยายาม ผมพาตัวเองกลับไปยืนอยู่ต่อหน้าเธอ เฝ้าสบตาคู่นั้น ตั้งใจอ่านความหมายที่เต้นระริกอยู่ภายในใจของเธอ หลังจากที่พบว่า ตัวเองไม่อาจก้าวเข้าไปช่วยเธอออกจากซากรถที่กำลังจะระเบิดลุกเป็นไฟ ทว่าด้วยความหวังที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็ทำให้ผมกลับไปเสมอ อาจจะมีสักครั้งหนึ่งที่ผมทำได้สำเร็จ ขอเพียงผมก้าวเท้าก้าวแรกออกไป จากนั้นเปลี่ยนเป็นวิ่ง ผมก็อาจจะพาเธอออกมาได้ แต่ถ้าเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แม้ตัวผมก็ไม่มีอยู่จริง การกระทำและความรู้สึกนึกคิดของผมก็คงไม่ต่างไปจากผู้ที่ฝันว่าคนในครอบครัวเสียชีวิต แล้วเมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นก็ร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศก ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วมันไม่มีความหมายใด ๆเลยในเวลาต่อมา ผมลองฝืนใจไม่ทำตามความเคยชิน ทว่ามันก็เป็นเรื่องยากลำบากมากที่จะไม่หวนกลับไปในอดีต การกลับไปยืนมองคนรักถูกไฟคลอกตายกลายเป็นสิ่งเสพติดของผม เป็นอย่างนี้มานานมากแล้ว ผมได้แต่ข่มความอยากเอาไว้และลองออกไปใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกตินอกบ้าน ด้วยการเที่ยวเดินเล่นตามศูนย์การค้าใหญ่โต แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องเลิก เพราะเกิดความรู้สึกประหนึ่งว่า ตัวเองกำลังเดินอยู่ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตคนละโลก พวกเขาแสดงความกลัวและรังเกียจผมทางสายตาเสมอ ความรู้สึกทำนองนี้นี่เองทำให้หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ผมก็ไม่อาจกลับไปทำงานได้อีก เรื่องเรียนที่ค้างคาอยู่เพียงไม่กี่หน่วยกิตก็ถูกหลงลืม ส่วนความสัมพันธ์กับหญิงคนนั้น เราตัดขาดจากกันนับตั้งแต่วันที่เธอจากไป เรือนร่างของหล่อนไม่มีความหมายใด ๆ ต่อหัวใจของผมอีกอย่างน่าประหลาด ทุก ๆ วันผมชอบหมกตัวอยู่ภายในบ้านมากกว่า อยู่ตามลำพังกับภาพร่างของเธอในกองไฟ ยิ่งปีต่อมาแม่ของผมล้มป่วยจนเสียชีวิตไปอีกคนหนึ่ง ส่วนพี่น้องแต่งงานหรือไม่ก็โยกย้ายไปอยู่ที่อื่นกันจนหมด ทุกคนปล่อยให้ผมอยู่ตามลำพังกับความสามารถพิเศษที่ได้มาหลังการเสียชีวิตของเธอ แต่มันก็ไม่เคยมีประโยชน์อะไรเลยดูนั่นสิ บรรดาข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า รองเท้า ตุ๊กตา เครื่องสำอาง ล้วนแต่อยู่ในที่ทางของพวกมัน ทว่าไม่มีใครใช้สอยหรือหยิบจับอีกแล้ว บัดนี้ฝุ่นหนาเตอะ บ้านทั้งหลังประหนึ่งเป็นซากปรักหักพังแห่งความทรงจำ ส่วนผมกลายเป็นซากชีวิตที่ยังมีลมหายใจอยู่ด้วยความปวดร้าว ในอารมณ์เช่นนี้เองที่ผมมักเผลอใจหวนกลับไปหาคนรักเสมอ พยายามจะก้าวเดินเข้าไปช่วยเหลือเธอออกจากซากรถยนต์ ซึ่งผลที่ได้ก็คือความเจ็บช้ำซ้ำ ๆ ซาก ๆ สองเท้าของผมถูกจับตรึงอยู่ตรงนั้นตั้งแต่วินาทีแรกจวบจนวินาทีสุดท้ายเช่นเดิม ก่อนที่ถังน้ำมันจะระเบิดขึ้น 24 วินาทีที่ผมยืนมองเหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้วนับเป็นพัน ๆ ครั้งโดยไม่อาจทำอะไรได้ หากภาพที่เห็นไม่เป็นจริง ไม่เคยมีอยู่จริง ผมก็น่าจะพ้นทุกข์จากบ่วงโซ่ที่รัดหัวใจของผมเอาไว้ได้ มันอาจเจ็บปวดบ้างที่รู้ว่าไม่เคยมีเธอ ไม่เคยได้จูบริมฝีปากอันอ่อนหวานของเธอ เธอไม่เคยมีอยู่จริง ผมเองก็ไม่เคยมีตัวตน เวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเพียงความว่างเปล่า ไม่เคยมีอะไรในความว่างเปล่านี้ คิดแล้วผมก็อยากจะเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ นะ ถ้าทำได้…...ปาริฉัตรเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวเล็ก ๆ ในจังหวัดหนึ่งทางหัวเมืองปักษ์ใต้ เธอถูกส่งขึ้นมาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ  ตั้งแต่ยังไม่แตกเนื้อสาว แรก ๆ ก็อาศัยอยู่กับญาติ ทว่าภายหลังได้ย้ายออกมาอยู่หอพักใกล้โรงเรียนมัธยมที่เธอศึกษาอยู่ การเดินทางไปกลับจึงสะดวกขึ้นมาก ไม่ต้องผจญกับปัญหาการจราจรติดขัดเหมือนเดิมการใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง แม้จะมีเพื่อนในห้องเรียนหรือที่หอพักหลายคน แต่เธอก็ยังคงเหงาตามแบบฉบับของวัยรุ่น ความเหงาแก้ได้ด้วยการมีความรัก เพื่อเวลาว่างที่เหลือจากการเรียนหนังสือจะมีความหมายให้คอยโหยหา ผู้ชายคนแรกของเธอทำงานในบริษัทใหญ่โตแห่งหนึ่ง ดูเหมือนอายุจะมากกว่าผมเล็กน้อย ทั้งสองรู้จักกันโดยบังเอิญ เวลานั้นปาริฉัตรกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และคบหากันเรื่อยมาราวปีเศษ ก่อนที่เธอจะจับได้ว่าเขามีผู้หญิงอื่นด้วย เธอจึงอาศัยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวยอมตัดความสัมพันธ์นั้นลง เธอเคยยอมรับกับผมเองว่ามันเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่ยามที่เธอได้พบกับผมนั้น เธอลืมเขาไปหมดแล้ว ไม่เคยคิดถึงเขาอีก ผมกอดเธอไว้แน่น พร้อมกับสัญญาว่า จะดูแลเธอโดยไม่ทำให้เธอเสียใจอย่างแน่นอน เธอย่อมไม่อยากเสียใจบ่อยครั้งเหมือนกับที่ผมก็ไม่อยากเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราสองคนต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับความผิดหวังในความรักมาเหมือน ๆ กันตามประสาชีวิตหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย สถานะของเราในช่วงเวลาที่เริ่มคบกันนั้นกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง ผมเป็นรุ่นพี่ ส่วนเธอเป็นรุ่นน้อง หลังจากคบกันได้ไม่กี่เดือน ผมก็ชวนปาริฉัตรย้ายมาอยู่ด้วยโดยไม่มีพิธีรีตองใด ๆ เราช่วยกันขนข้าวของของเธอซึ่งมีไม่มากชิ้นนัก แม่ของผมได้แต่พยักหน้า พี่ ๆ น้อง ๆ ก็พากันต้อนรับขับสู้ดูอบอุ่น นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี ทุกคนเข้ากันได้โดยไม่มีปัญหา ส่วนผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับความพึงพอใจอย่างยิ่งยวด เมื่อไม่ต้องนอนฟุ้งซ่านคนเดียวอีกต่อไปไม่นานเท่าไรนัก เมื่อพ่อซึ่งไม่ค่อยอยู่บ้านรู้ว่าผมพาผู้หญิงมาอยู่ด้วย ก็กล่าวตำหนิในทำนองว่ายังไม่มีงานทำริอ่านมีเมียเสียแล้ว ผมจึงรีบหางานทำ และได้งานเป็นพนักงานยกกระเป๋าในโรงแรมแห่งหนึ่ง งานลักษณะนี้ต้องทำเป็นกะ บางเดือนเริ่มงานตอนเช้า บางเดือนเปลี่ยนไปเริ่มงานตอนเย็น แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับชีวิตของผม ผมกลับมารังรักของเราคราวใดก็จะได้เห็นเธอนั่งรอผมอยู่เสมอ เราจูบและร่วมรักกันบ่อยราวกับว่าจะไม่มีวันเบื่อหน่ายในร่างกายของกันและกัน เธอไม่เคยปฏิเสธผมเลย จนกระทั่งปีต่อมาเมื่อเธอกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอทางใต้ หลังจากนั้นเมื่อกลับมากรุงเทพฯ ก็ไม่ยอมให้ผมร่วมรักอีก เธอเล่าว่าพ่อแม่รู้เรื่องของเราหมดแล้ว เธอสารภาพให้พวกท่านรู้เอง เธอบอกว่าไม่อยากรู้สึกผิดที่ปิดบังพ่อแม่ ถ้าผมต้องการหลับนอนกับเธออีกก็ต้องผ่านพิธีแต่งงานกันเสียก่อน ผมได้ยินดังนั้นก็นึกโมโห จึงพยายามปลุกปล้ำเอาชนะเธอ ทว่าเธอก็สู้สุดฤทธิ์ราวกับนางเอกที่กำลังโดนผู้ร้ายใจชั่วข่มขืน ท้ายที่สุดผมต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจความทรงจำเก่า ๆ เกี่ยวกับอดีตคนรักย้อนกลับมาหลอกหลอนใจผมในเวลานั้น คิดเอาว่าเธอก็คงเหมือนกับหล่อน หล่อนในยามหมดรักมักจะไม่ชอบให้ผมสัมผัสเนื้อตัวของหล่อน มันเป็นสัญญาณของการหมดเยื่อใยและใกล้จะเลิกรากันเต็มที ผมไม่ชอบการกระทำอย่างนี้เลย นั่นจึงทำให้ผมรู้สึกโกรธอยู่เงียบ ๆ ผมพูดกับเธอน้อยลง แล้วในที่สุด  เหมือนต้องการจะประชดเธอ ผมจึงลองโทรศัพท์ไปหาอดีตคนรักและนัดออกมาพบกัน หล่อนไม่ปฏิเสธ เราเข้าโรงแรมม่านรูดร่วมรักกันทันทีที่หล่อนสารภาพกับผมว่าหล่อนยังไม่มีใคร มันช่างเป็นรสชาติของการร่วมรักอันตื่นเต้นเร้าใจอย่างที่ผมไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน ผมไม่ได้เล่าให้หล่อนฟังเกี่ยวกับปาริฉัตรเลย สมองยังไม่สามารถคิดหาทางออกที่เหมาะสมได้ สิ่งเดียวที่ผมรับรู้ก็คือผมต้องการพบหล่อนทุกวัน ต้องการกอดจูบและร่วมรักกับหล่อนให้มากครั้งที่สุด เท่าที่เวลาและโอกาสจะอำนวย เรื่องนี้ปาริฉัตรไม่ได้ระแวงหรือระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งคืนหนึ่ง หลังจากที่ผมเพิ่งเสร็จจากการร่วมรักกับหล่อนมาหยก ๆ แล้วกลับมาถึงบ้านเอาตอนค่ำ ผมสบตากับปาริฉัตร ตั้งใจยิ้มซ่อนรอยพิรุธ  และพยายามจะเรียกชื่อเธอเหมือนที่เคยเรียกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่กลายเป็นว่า เสียงที่หลุดรอดออกไปทำให้เธอรวมทั้งตัวผมเองต้องตกตะลึง“บงกช”...โบราณเคยกล่าวห้ามมีหญิงสองคน เพื่อให้ชายเจ้าชู้ได้ตระหนักถึงความยุ่งยากที่จะตามมา ผมเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งก็เมื่อมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง แต่ละวันหมดไปกับบุหรี่มวนแล้วมวนเล่าเพื่อคลายความเครียด ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย ผมหาทางออกไม่ได้ เมื่อปาริฉัตรโทรศัพท์ไปด่าบงกชที่หอพักและที่ทำงานหลายครั้ง บงกชถึงกับน้ำตาท่วม แล้วคอยรบเร้าให้ผมหาทางแก้ไขเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นก็ต้องยุติความสัมพันธ์ของเรา หล่อนขู่ คงเพราะรู้ดีว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า หล่อนรู้ว่าผมหลงใหลหล่อนจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้น ผมไม่เคยเบื่อหน่ายการได้ใกล้ชิดหล่อนเลย ผมอยากกอดจูบหล่อนทุกวันทุกคืน แต่ครั้นจะให้ผมไล่ปาริฉัตรออกจากบ้านผมก็ทำไม่ได้ ผมเป็นฝ่ายชวนเธอมาอยู่ด้วยเอง  ถึงอย่างไรผมก็ยังสงสารเธออยู่ เธอไม่ได้ทำผิดอะไร ปัญหาเกิดจากความโลเล อีกทั้งยังเจ็บแล้วไม่จำของหัวใจผมเอง อย่างที่ปาริฉัตรเคยว่าไว้ เธอบอกว่าจะไม่โกรธแค้นเท่านี้ หากผมไปติดพันผู้หญิงอื่นแทนที่จะเป็นบงกช หญิงซึ่งเคยทำร้ายจิตใจของผมมาก่อนผมเริ่มคิดถึงการออกไปเช่าอพาร์ทเมนท์อยู่กับบงกชแทน บางทีการปล่อยให้ปาริฉัตรยังคงอยู่กับแม่และพี่น้องของผมน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นห่วงเธอ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องทนฟังเธอด่าหรือหาเรื่องมาทะเลาะได้ทุกวัน ทั้งก่อนไปและหลังกลับจากทำงาน ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะมีฤทธิ์เดชตามประสาคนขี้หึง มากเสียจนกล้าตามไปราวีบงกชถึงที่ทำงาน นั่นทำให้บงกชตัดสินใจลาออก แล้วย้ายกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ของหล่อนที่จังหวัดเพชรบุรี ปาริฉัตรคงคิดว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้บงกชกับผมห่างเหินกันไปเอง ทว่าผมยังคงเดินทางไปหาหล่อน แล้วนอนค้างด้วยกันในโรงแรมริมหาดอยู่เป็นประจำ โดยอาศัยลาป่วยลากิจตามใจตัวเอง เมื่อเธอจับได้ก็โกรธพร้อมกับขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย ถ้าผมไม่พาเธอไปหาบงกช เธอต้องการพูดคุยตกลงกับหล่อนตามประสาลูกผู้หญิงด้วยกัน ผมรู้สึกเศร้าใจเมื่อคิดถึงตรงนี้ ถ้าเพียงแต่ผมไม่ก่อเรื่องทั้งหมดขึ้น เราก็จะไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน รถจะไม่คว่ำ เธอจะไม่ถูกไฟคลอกเสียชีวิต ณ ริมถนนตรงจุดนั้นโอ้ อีกครั้งแล้วหรือนี่ ความรู้สึกทั้งมวลกำลังฉุดกระชากลากผมกลับไปยืนสบตากับเธออีกครั้ง และผมมีเวลา 24 วินาทีเพื่อช่วยชีวิตเธอ…...บนโซฟาในห้องรับแขก ผมนั่งมองถังน้ำมันเบนซินสีแดงขนาดหนึ่งแกลลอน พลางคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ก่อนที่ปาริฉัตรจะถูกไฟคลอกตาย ตอนนั้นผมยืนนิ่งเฉย น่าจะเป็นอย่างเฉยเมยเสียด้วยซ้ำในครั้งแรก ผมอาจจะแอบคิดอยู่ในใจว่า ถ้าเธอตายได้ก็จะเป็นเรื่องดีไม่น้อย มารความสุขของผมจะได้หมดไป และผมจะได้เริงรักกับบงกชได้เต็มที่ ดังนั้นถึงแม้ผมจะย้อนเวลากลับไปหาเธอนับได้เป็นพัน ๆ ครั้งอย่างที่ผ่านมา มันก็ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย หรือประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ต่อให้ในอนาคตครั้งใดครั้งหนึ่งที่ผมย้อนเวลากลับ แล้วสามารถเดินไปช่วยเธอออกจากซากรถได้ จากนั้นก็แบกร่างอันสั่นเทาน่าสงสารเดินหนีมาก่อนที่รถจะระเบิด เธอรอดตาย และเรากลับมาดีต่อกัน ตรงนี้เองที่ผมเริ่มสงสัยว่าถ้าผมทำได้จริง มันจะช่วยลบล้างความรู้สึกผิดออกจากหัวใจอันดำอำมหิตของผมได้หรือไม่ ในเมื่อผมได้ปล่อยให้เธอตายไปต่อหน้าต่อตาเสียแล้วตั้งแต่ครั้งแรก แม้ว่าโลกนี้คือความว่างเปล่า แต่ความตายของปาริฉัตรก็คือความจริงอย่างยิ่งยวดในมโนสำนึกของผม น้ำตาของเธออุ่นร้อน ความเจ็บปวดขมขื่นก็เคยเกิดจริง ๆ ในความรับรู้ของผม ผมได้ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ รวมถึงเปลวไฟทำลายเธอ จนเหลือเป็นซากไหม้เกรียมอันชวนให้สลดใจอย่างยิ่ง และเมื่อทางบ้านของเธอนำศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา จากนั้นก็นำเถ้าถ่านที่เหลือจากการเผาไปลอยในทะเลอันดามันใกล้บ้านเกิดของเธอ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอก็นับเป็นความว่างเปล่าอย่างแท้จริงในความคิดคำนึงของผมใช่หรือไม่ไม่เลย มันไม่ใช่เช่นนั้น  ผมตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาเธอในความว่างเปล่าจนพบ พยายามใช้เวลา 24 วินาทีที่มีอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยหวังว่าคงมีสักครั้งหนึ่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้น รู้ไหม ผมได้พบเธอเสมอในภาพสลัวมัวจางของกาลเวลาก่อนที่ไฟจะลุกไหม้ สิ่งที่ผมควรจะทำก็คือกล่าวคำขอโทษเธอ และอยู่ร่วมกับเธอในซากรถโดยไม่หนีออกมาเสียก่อน เธอจะว่าอย่างไรนะ ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น แววตาที่มองผมก่อนไฟลุกท่วมจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า หรือไม่ผมก็เป็นฝ่ายเปลี่ยนใจเสียเอง ผมควรจะเปลี่ยนใจดีไหม แทนที่จะตายร่วมกับเธอ ก็ลองค้นหาวิธีกลับไปหาเธอในช่วงเวลาที่เรายังดูแลซึ่งกันและกัน หากแม้นได้พบกันอีกในช่วงเวลานั้น ผมจะกอดเธอเอาไว้แน่น ๆ จนเธอต้องประหลาดใจ (เพราะยังไม่รู้ว่าในอนาคตผมจะนอกใจเธอได้ลงคอ) เธอคงจะยิ้มอย่างมีความสุข ชีวิตของเธอควรได้รับการตอบแทนเช่นนี้มิใช่หรือ ผมยอมทุกข์ต่อไปด้วยความเชื่อว่าเรื่องราวระหว่างเรามีจริง เกิดขึ้นจริงท่ามกลางกาละและเทศะ หาใช่เป็นเพียงความว่างเปล่าไม่“สัตว์นรกเอ๊ย” ถึงตรงนี้ผมก็อดสบถออกมาไม่ได้ เพิ่งตระหนักว่า ที่ผ่านมามันเป็นเพียงข้ออ้างของไอ้สารเลวกลัวตายคนหนึ่ง ชายผู้ซึ่งพยายามแกล้งวางท่าเป็นไอ้หนุ่มบูชารักที่พินาศไปเพราะน้ำมือของมันเอง เพื่อที่มันจะไม่รู้สึกผิดบาปจนเกินไปนัก มันแสร้งมีชีวิตอยู่วันแล้ววันเล่า คอยฟูมฟายรำพึงรำพันทนทุกข์อย่างล้นเหลือ ยอมทรมานใจเพื่อมีชีวิตอยู่ให้ยาวนาน อีกหน่อยมันก็จะพูดกับตัวเองว่า ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป มันจะมีรักครั้งใหม่กับผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอีกหลายคน จากนั้นก็เสวยสุขไปอีกหลายสิบปี ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง   ชีวิตของมันควรจบลงตั้งแต่ครั้งแรก ที่ปล่อยให้เธอตายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่คิดจะช่วยเหลือแล้ว เอาละ คงไม่มีหนทางใดเหมาะสมมากไปกว่าการชำระล้างทุกสิ่งทุกอย่างด้วยไฟ นี่อาจดูเหมือนเป็นการหนีปัญหา แต่มันเป็นปัญหาเรื่องเดียวที่หลงเหลืออยู่ ผมขบกรามแน่น ก่อนตัดสินใจกลับไปในอดีตอีกครั้งด้วยร่างที่เปียกชุ่มน้ำมันครั้งนี้ผมมีเวลา 24 วินาทีเช่นเดิม ทว่าไม่ใช่สำหรับช่วยเหลือปาริฉัตรให้รอดปลอดภัย ผมรู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นเรื่องก็จะไม่แตกต่างไปจากเดิม สิ่งเดียวที่ผมควรทำมิใช่พยายามเดินเข้าไปหาเธอ แต่เป็นการจุดไม้ขีดไฟในมือให้ติดต่างหาก และผมหวังว่าจะทำได้สำเร็จ.

เรื่องสั้น : ราชาเรื่องเศร้ากับนักสังเกตการณ์ : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

..13.00 น. วันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 2025 ณ หุบเขาอันเงียบสงบแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย…ในคู่มือของนักสังเกตการณ์มีข้อห้ามอยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นก็คือห้ามติดต่อกับบุคคลในอดีต แต่เป็นเพราะเรื่องราวของราชาเรื่องเศร้าผู้นี้ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะทักทายเขาในบ่ายวันหนึ่งชายสูงวัยดูเป็นมิตรมาก ไม่ได้ถือตัวเลยว่าเป็นนักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียง เวลานั้นเขากำลังยืนท้าทายลมหนาวต่อหน้าผืนผ้าใบที่วางอยู่บนขาหยั่ง เบื้องหน้าไกลออกไปเป็นทัศนียภาพของทุ่งข้าวสีเหลืองทองก่อนการเก็บเกี่ยว พ้นจากทุ่งข้าวแล้วก็เป็นทิวเขาสลับซับซ้อนสีครามเข้มซึ่งโอบล้อมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ ขณะนั้นพู่กันในมือของเขาปัดป้ายสีเหลืองสดลงบนผืนผ้าใบอย่างสนุกสนานในบริเวณที่เป็นทุ่งนา“คุณคงจะไม่ใช่คนแถวนี้” ราชาเรื่องเศร้ายิ้มและเอ่ยขึ้นมา โดยไม่ได้ละสายตาจากภาพวาดสีน้ำมันของเขาเลย“ครับ ผมแค่ผ่านมาเท่านั้น”“สำเนียงของคุณก็ฟังดูประหลาดด้วยเหมือนกัน ว่าแต่คุณแค่ผ่านมาจริงหรือ แล้วคุณก็จะผ่านไปเหมือนทุกคนในโลกนี้ใช่ไหม”เขาถามพลางยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะคว้าผ้ามาเช็ดสีที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามนิ้วและฝ่ามือ จากนั้นก็หยิบขวดน้ำขึ้นดื่ม“ครับ” ผมตอบรับสั้น ๆ เหมือนเดิม เพราะไม่สามารถอธิบายได้มากไปกว่านี้“บ่ายโมงแล้ว ผมยังไม่ได้กินอาหารกลางวันเลย ถ้าคุณไม่รังเกียจก็เชิญร่วมวงกันที่ใต้ต้นยางใหญ่นั่น ผมมีขนมปังโฮลวีตกับสลัดทูน่ากระป๋องติดตัวมาด้วย รับรองว่าไม่มีสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนอย่างแน่นอน”“ขอบคุณมากครับ แต่ผมไม่สะดวกจะรับประทานอาหารท้องถิ่น”ชายสูงอายุยักไหล่ จากนั้นคลี่เสื่อกกปูลาดไปบนพื้นดินใต้ต้นยางซึ่งมีเงาใบไม้ครึ้มอยู่ แล้วนั่งลงในท่าขัดสมาธิ ก่อนจะลงมือกินอาหารมื้อกลางวัน“คุณเป็นคนที่ไหน ผมหมายถึงบ้านเกิด” เขาเอ่ยถามขึ้นเหมือนต้องการทำลายความเงียบ “คลับคล้ายคลับคลาว่าผมจะเคยพบเห็นคุณที่ไหนมาก่อน ใช่แล้ว เราต้องเคยเจอกัน เพียงแต่ผมนึกไม่ออก คนอายุมากแล้วก็เป็นยังงี้”“นวกรุงเทพมหานครครับ”“ใครสอนให้คุณใช้คำอะไรพรรค์นั้น ให้ตายเถอะ มหานครนั่นไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้หรอก มันเต็มไปด้วยความตาย แต่ช่างหัวมัน ผมก็คนกรุงเทพฯ เหมือนกัน ดีจริงที่ได้มาเจอคนบ้านเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ทุกวันนี้เป็นเรื่องยากไปแล้ว แต่ชีวิตมันก็ประหลาดแบบนี้เสมอนั่นแหละ”“ขอโทษนะครับ ในฐานะที่คุณเป็นคนกรุงเทพฯ คุณรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ในวันมหาวินาศครับ”ดวงตาของราชาเรื่องเศร้ามีอาการกระตุก มองเห็นร่องรอยของการสั่นไหวอยู่ภายในแววตาคู่นั้น เขาจ้องมองผมก่อนจะส่งเสียงครืดคราดออกมาเหมือนกับคอแห้งเสียเต็มประดา จนต้องคว้าขวดน้ำยกขึ้นจิบเสียหลายอึก จากนั้นค่อยเอ่ยขึ้นว่า“หลายปีหลังจากกรุงเทพมหานครถูกถล่มด้วยขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ ผมก็ไม่เคยใส่ใจกับเรื่องราวของมันอีก ถึงแม้ว่ามันจะเป็นบ้านเกิดของผมก็ตาม ผมเคยย่ำด้วยสองเท้าของผมไปจนทั่ว ตามตรอกซอกซอยเหล่านั้นเต็มไปด้วยความทรงจำเสมอ ส่วนเรื่องระเบิดนั่น คือความฝันในคืนหนึ่งของผมเท่านั้นเอง มันคือคืนที่เป็นเพียงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของมนุษย์อย่างเราวันและคืนหลังเกิดโศกนาฏกรรมช่างน่าเศร้าสะเทือนใจ หรือในอีกแง่มุมหนึ่งมันก็ไม่มีสาระอันใดเลยสำหรับคนอย่างผม ยังมีเรื่องอื่นที่หนักหนาสาหัสกว่า”“จริงหรือครับ อะไรล่ะ ที่ทำให้คุณสะเทือนใจได้มากไปกว่านั้น” ผมถามเพื่อตรวจสอบให้ตรงกับความเข้าใจ โศกนาฏกรรมในวันนั้นน่าจะเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะรับได้ด้วยซ้ำ แต่ดูเอาเถิด สำหรับเขาแล้วยังคงมีเรื่องราวที่ชวนทุกข์เศร้ามากกว่า นี่คือสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของผมมานานเหลือเกิน หลังจากได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเขา“จะเล่าอะไรให้ฟังนะ เรื่องมันนานมาแล้ว เย็นวันหนึ่งผมเดินกลับเข้าบ้านตามปกติ ไอ้เบิร์ดเห่าแล้วก็ร้องอี๊ดอ๊าด สักประเดี๋ยวก็กระโจนเอาขาหน้าของมันมาตะกุยใส่ชุดทำงานใหม่ของผม ผมพยายามกระโดดหลบเพราะนึกเสียดาย ถ้ากางเกงสแล็คราคาแพงจะมีรอยเล็บหมาขูดเป็นตำหนิ ภายหลังจึงกระโดดขึ้นไปยืนหลบอยู่บนเก้าอี้รับแขก แล้วล้วงเอาน่องไก่ย่างชิ้นโตในถุงโยนให้ไอ้เบิร์ดกิน พอเห็นของโปรดมันก็รีบหันไปให้ความสนใจทันที ก่อนจะใช้จมูกสีชมพูดุนน่องไก่เล่น จากนั้นก็กระโดดถอยหลังกลับ ทำซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้อยู่พักใหญ่กว่าจะเคี้ยวกินได้ แม่นั่งมองไอ้เบิร์ดกินน่องไก่ย่างด้วยสีหน้ายิ้ม แววตาดูเศร้า แต่ผมไม่ได้ใส่ใจ ยี่สิบปีต่อมาผมถึงได้รับรู้ว่า ในเย็นวันนั้นแม่กำลังหิวจนท้องกิ่ว เพราะไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน เนื่องจากไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว เวลานั้นแม่ตกงานมาพักใหญ่แล้ว ทว่าผมกลับไม่รู้เรื่องนี้เลย ด้วยร้อยวันพันปีไม่เคยถามไถ่ทุกข์สุขของแม่ แม่นึกอิจฉาไอ้เบิร์ดที่ได้กินน่องไก่ชิ้นโตย่างมาใหม่ ๆ หอมฉุย แม่เพิ่งมาเล่าให้ผมฟังในคืนที่แม่นอนป่วยหนักอยู่ในโรงพยาบาล ผมไม่รู้หรอกนะว่าแม่เล่าให้ผมฟังทำไม แต่แม่ก็เล่าด้วยรอยยิ้มกับความทรงจำของแม่ แม่ยังจำมันได้ดีทั้ง ๆ ที่แม่เป็นโรคความจำเสื่อม พอผมรู้เรื่องนี้เข้า คนอย่างผมจะทำอะไรได้อีกเล่า นอกจากรีบวิ่งออกจากโรงพยาบาล วิ่งไปตามท้องถนน วิ่งจนเหนื่อยใจแทบขาด ผมไม่ใช่หนุ่ม ๆ แล้ว ปีนั้นอายุปาเข้าไปสี่สิบกว่า แต่ผมก็ยังคงวิ่งต่อไป พยายามมองหาร้านขายไก่ย่าง คิดว่าต่อให้ราคาน่องละเป็นพันเป็นหมื่นก็จะขอซื้อ ทว่าคืนนั้นร้านขายไก่ย่างทุกร้านปิดไฟมืดกันหมด เมื่อซมซานกลับมาโรงพยาบาล ผมก็ทราบข่าวว่าแม่จากผมไปเสียแล้ว คุณรู้ไหม หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้นและตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนในงานศพของแม่ ผมเที่ยวหาซื้อไก่ย่างเจ้าดังเจ้าอร่อยนำมาวางหน้าหีบศพของแม่ทุกวัน ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย นี่แหละคือเรื่องเศร้าของผม”“มีเรื่องเศร้ากว่านี้ไหมครับ ในฐานะที่คุณเป็นราชาเรื่องเศร้า ผมคาดหวังว่าคุณจะมีตัวละครที่ทำให้คนฟังสะเทือนใจได้มากกว่านี้”“อะไรนะ คุณหาว่าแม่ของผมเป็นแค่ตัวละครงั้นหรือ   แม่ไม่ใช่ตัวละครในเรื่องของผม แต่แม่มีตัวตนอยู่ในความจริงและความฝันของผมเสมอ ช่างเถอะ ยังไงแม่ก็ตายไปแล้ว เมื่อกี้นี้คุณถามว่าอะไรนะ อ้อ มีเรื่องเศร้ากว่านี้ไหม ทำไมจะไม่มีล่ะ หลังจากวันมหาวินาศ ถ้าคุณเป็นเหมือนอย่างผม คุณก็ต้องเลิกเขียนเรื่องตลกไปตลอดชีวิตเลยนั่นแหละ เอาละ ผมจะเล่าให้ฟังอีกสักเรื่องหนึ่งก็แล้วกัน สมัยที่ผมยังเป็นวัยรุ่น อายุเพิ่งจะสิบสี่สิบห้า พ่อกับแม่แยกทางกัน แล้วตามสูตร พ่อต้องมีเมียใหม่ พ่อบังคับให้ผมเรียกหล่อนว่า “น้าลอร่า” โคตรแม่ง หล่อนชอบบอกว่าหล่อนเป็นนักเรียนเก่าฟิลิบปินส์ แถมยังชอบพูดไทยคำปนอังกฤษคำด้วยความกระแดะอยากเป็นแหม่ม ตอนนั้นผมมักจะไปหาพ่อช่วงปิดภาคเรียนเสมอ ก็ไปค้างคืนครั้งละหลายวันด้วยความคิดถึงพ่อ แล้วรู้อะไรไหม เวลาพ่อไม่อยู่บ้าน หล่อนชอบนุ่งผ้าขนหนูสีขาวเดินผ่านหน้าผมไปมา มันใกล้เสียจนได้กลิ่นสบู่ที่หล่อนเพิ่งถูตัวตอนอาบน้ำเลยทีเดียวเชียวแหละ แล้วหลายครั้งหล่อนจะนั่งไขว่ห้างต่อหน้าผมในชุดอย่างนั้น ผมยอมรับว่าเรือนร่างขาวอวบของหล่อนทำให้เลือดลมของผมในฐานะเด็กหนุ่มพลุ่งพล่าน ด้วยความที่ตอนนั้นผมยังบริสุทธิ์ผุดผ่องยังกับนักบุญอยู่เลย แต่สิ่งที่ทำให้ผมหมดอารมณ์ก็คือคำพูดที่หล่อนพ่นออกมา ส่วนใหญ่ถ้าไม่จิกกัดแม่ของผมก็ต้องเป็นถ้อยคำตอแหลอวดอ้างความวิเศษของหล่อน ผมนึกเกลียดหล่อนจับใจ แล้ววันหนึ่งเราก็เกิดทะเลาะกันขึ้นมา เพราะหล่อนหาว่าผมแอบดูหล่อนอาบน้ำ หล่อนคงไม่พอใจที่ผมไปได้ยินหล่อนคุยกับชายหนุ่มบ้านติดกัน ท่าทางของหล่อนตอนคุยกับไอ้หมอนั่นดูระรี้ระริกชอบกล แต่ผมก็ไม่ทันได้เล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง เพราะหล่อนฉวยโอกาสเมื่อพ่อกลับมาในตอนเย็น ด้วยการฟ้องและโวยวายลั่นบ้านราวกับหญิงวิกลจริตบนเวทีประท้วงทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ (ก่อนการระเบิดครั้งนั้น) มันน่าผิดหวังที่พ่อเข้าข้างหล่อนและยกให้หล่อนเป็นฝ่ายถูก แถมยังบังคับให้ผมยอมรับผิดอีกด้วย สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายเดินหอบหิ้วกระเป๋าจากมาโดยไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกจากปาก ผมพูดอะไรไม่ได้หรอกในตอนนั้น เพราะมันจะเป็นน้ำเสียงที่สั่นเครือ แล้วถ้าฝืนพูดออกไป ผมก็อาจจะถึงขั้นหมดเรี่ยวแรงต้องทรุดตัวนั่งลงร้องไห้เลยก็เป็นได้ ซึ่งนั่นจะทำให้พ่อเห็นว่าผมเป็นคนอ่อนแอ เชื่อไหม นับตั้งแต่เป็นพ่อเป็นลูกกันมา ผมเคยโกรธพ่ออยู่บ่อย ๆ เมื่อถูกพ่อขัดคอและดูถูกว่าผมเป็นคนจำพวกขี้โม้โอ้อวด แต่นั่นก็เทียบกับเรื่องนี้ไม่ได้เลย ประมาณห้าปีหลังจากนั้น พ่อพยายามกลับมาติดต่อผมอีก จนผมต้องคอยหลบหน้าพ่ออยู่เสมอ วันหนึ่งผมกลับจากมหาวิทยาลัยก็เห็นว่าพ่อกำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขกตามลำพัง ไม่รู้ว่าพ่อเข้ามาในบ้านได้อย่างไร บางทีพ่ออาจจะเก็บลูกกุญแจไขเข้าบ้านหลังนั้นไว้เป็นอย่างดีตลอดมาก็เป็นได้ ผมรู้สึกตกใจและขุ่นใจไปพร้อมกัน พ่อดูโทรมแถมยังแก่ไปมากทีเดียว เส้นผมขาวเต็มศีรษะ ไม่ดกดำเหมือนภาพในความทรงจำ ผมถึงกับหัวเราะเยาะที่พ่อถูกอีนางตอแหลนั่นเล่นงานเสียงอมพระราม ผมจำได้ว่าพ่อยิ้มแห้ง ๆ เหมือนแก้เก้อ และพยายามชวนคุยเกี่ยวกับเรื่องในวัยเด็กของผม ราวกับพ่อต้องการทำให้ผมจำได้ว่า ในวัยเด็กเราสองคนเคยสนิทสนมกันมาก่อน ผมเคยขี่หลังพ่อเล่น เคยไปว่ายน้ำด้วยกันในแม่น้ำเจ้าพระยา และยังเคยติดสอยห้อยตามเวลาพ่อไปเยี่ยมบ้านเพื่อนสนิท นอกจากนี้ก็ยังเคยไปเที่ยวเขาดิน ไปนั่งเรือถีบ สารพัดเรื่องที่เราเคยมีความสุขร่วมกันฉันพ่อลูก แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็ลื่นตกจากเก้าอี้รับแขก ยกมือกุมหน้าอก ปากบิดเบี้ยว พ่อพูดตะกุกตะกักขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่ขาดเป็นห้วง ๆ ทีแรกผมตกใจเหมือนกันจนทำอะไรไม่ถูก ภายในใจคาดไม่ถึงว่าไม่เจอกันเพียงไม่กี่ปี พ่อก็กลายเป็นคนป่วยไปเสียแล้วหรือนี่ ดูเหมือนพ่อจะเป็นโรคหัวใจ ผมควรทำอย่างไรดีนะ ไม่ใช่ในฐานะลูกแต่ในฐานะมนุษย์์ สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเดินออกจากบ้านมาโดยไม่หันหลังกลับไปมองพ่อแม้แต่แวบเดียว เหมือนกับที่ผมเคยทำเมื่อตอนอายุสิบห้า นับเป็นการจากกันโดยไม่มีคำอำลาอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังเมื่อผมแต่งงานมีลูกสาวก็เพิ่งมาเข้าใจในความรักของพ่อที่มีต่อลูก ผมจึงสำนึกเสียใจในฐานะคนบาป ผมไม่ควรนำเอาเรื่องราวในอดีตมาปะปนกับปัจจุบันหรืออนาคต แต่จะแปลกอะไรล่ะ ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ลูกนั้น ลูกที่ไม่เคยมีใครกล้าประกาศความรับผิดชอบ หลังจากมันได้สังหารผู้คนไปร่วมหกล้าน ประเทศของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ก็อย่างที่คุณรู้”“แล้วพี่น้องหรือญาติ ๆ ของคุณล่ะ พวกเขาไม่รุมประนามคุณแย่หรือ” ผมซักถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น“วันนั้นไม่มีใครอยู่บ้านเลย มีแต่ความตายของพ่อเท่านั้นที่เป็นพยานในความชั่วร้ายของผม แล้วไงล่ะ ต่อให้พวกเขารู้และอยากด่าว่าผม ถึงอย่างไรพ่อก็ไม่อาจสลัดความตายทิ้งเพื่อหวนกลับมามีชีวิตใหม่ได้ เอาเถอะ สมมุติว่าบรรดาญาติพี่น้องรู้ว่าผมได้ทำอะไรไว้หลังกำแพงแห่งความชั่วร้ายนั่น พวกเขาก็จะรุมประณามผมได้ไม่นานนักหรอก เพราะอีกยี่สิบเจ็ดปีต่อมา ไอ้ระเบิดนิวเคลียร์นั่นจะทำให้ลิ้น ปาก   เนื้อหนัง และกระดูกของพวกเขา ระเหิดหายกลายเป็นไอในชั่วพริบตา คุณก็เห็นผลงานระดับพระเจ้าของมันเหมือนกับผม แม้จะทางภาพถ่ายและภาพวิดีโอเสมือนจริงก็เถอะ ผมได้แต่หวังว่าพวกเขาจะไม่เจ็บปวดนะ มันรวดเร็วมาก ผมไม่อยากให้พวกเขาทรมานเแม้แต่นิดเดียว”“คุณเคยคิดว่าตัวเองโชคร้ายมากหรือเปล่า ที่ไม่ได้อยู่ที่นั่นในวันมหาวินาศ ผู้ที่รอดชีวิตจำนวนไม่น้อยคิดเช่นนั้น”“ถูกต้อง ผมโชคร้ายมาก หลังแม่ตายผมก็เนรเทศตัวเองมาอยู่ที่นี่ตามลำพังโดยไม่ได้พาลูกเมียมาด้วย คุณก็คงเห็นแล้วว่ามันเป็นอำเภอเล็ก ๆ ในหุบเขา ผมชอบที่นี่จริง ๆมันสงบเงียบเป็นธรรมชาติ ฝุ่นกัมมันตรังสีก็ลอยมาไม่ถึง น้ำและห่วงโซ่อาหารยังบริสุทธิ์อยู่ ว่างจากการเขียนหนังสือผมก็มักจะออกมาวาดรูปเล่นเหมือนวันนี้ ที่นี่ผมได้ฟื้นฟูทักษะการวาดรูปขึ้นใหม่ แม้จะไม่ดีเหมือนเก่า ใช่แล้ว มันไม่ดีเหมือนสมัยก่อน นั่นเป็นเพราะว่าภาพในอดีตย่อมงดงามกว่าภาพในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าปัจจุบันอาจจะดีกว่าอดีตก็ตาม ดูทุกวันนี้สิ บ้านเมืองของเรากลายเป็นสถานที่สะอาดหมดจด ขยะบนพรมและใต้พรม ต่างก็ได้รับการเก็บกวาดจนเหี้ยนจากไอ้ขีปนาวุธลูกนั้น บางทีพระเจ้าก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำเสียทีเดียวหรอก พวกที่เหลือรอดมาได้กลายเป็นมนุษย์ขึ้นเยอะ ผมหมายถึงมนุษย์ในความหมายที่เรารู้ ๆ กันอยู่นะครับ ไม่ใช่แค่สัตว์ที่ห่อหุ้มด้วยหนังของมนุษย์ หรือเป็นมนุษย์ลึกลงไปแค่ชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น นี่ทำให้ผมคิดว่ามันเป็นของขวัญจากพระเจ้าอย่างที่เคยเขียนไว้ในบทความชิ้นหนึ่งเมื่อปีก่อน จนทำให้พวกสัตว์มนุษย์ต่างก็รุมแช่งชักหักกระดูกผมเป็นการใหญ่ผมรู้เรื่องนี้ดี ว่าง ๆ ผมก็ตามข่าวสังคมในโลกเสมือนจริงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเหมือนกัน เพียงแต่ไม่เคยเข้าไปสิงสถิตทั้งวันทั้งคืนเหมือนคนอื่น ๆ เท่านั้น”“คุณคิดว่ารัฐบาลของคุณจะหาคนผิดมาลงโทษได้ไหม การตามล่าหาความจริงจะได้ผลหรือเปล่า”“หลายปีมานี้ คุณก็เห็นว่าชาติมหาอำนาจยังคงนั่งอมดุ้นจรวดของพวกมันกันเฉยอยู่ ผมเชื่อนะ ว่าคงจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเผลอทำหลุดออกมาจากเรือดำน้ำในมหาสมุทรอินเดีย ตามที่นักข่าวรายงานไว้ จะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ จากนั้นบรรดาประเทศที่รู้ความลับเรื่องนี้ก็สุมหัวเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน คนที่ตายก็ตายฟรีไป เป็นการตายและจัดฌาปนกิจให้เสร็จสรรพโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีเพียงพวกที่ไม่ตายทันทีเท่านั้นที่ทรมานหนักหน่อย แต่จะทำยังไงได้ล่ะ โลกของเราเปลี่ยนไปมากนับจากสมัยที่ผมยังเด็กอยู่ ทุกวันนี้ระเบิดนิวเคลียร์ถูกสร้างขึ้นมากมายจนประเทศมหาอำนาจก็ยากที่จะควบคุม ป่านนี้พวกนักศึกษาหัวรุนแรงคงสร้างระเบิดนิวเคลียร์ขนาดกระป๋องในสโมสรนักศึกษาได้แล้วด้วยซ้ำ”“ในยุคสมัยของคุณ คำถามยอดนิยมก็คือ…ถ้าเปลี่ยนวันและเวลาที่หัวรบนิวเคลียร์ถล่มกรุงเทพมหานครได้ คุณจะเลือกเอาวันเวลาไหน”“ทำไมคนเราถึงชอบใช้คำว่า ‘ถ้า’ กันบ่อย ๆ นะ ผมอยากให้บ้านของไอ้ลูกอีถ้าพวกนี้ แม่งโดนนิวเคลียร์ถล่มอีกสักคนละลูกสองลูกเหลือเกิน มนุษย์เรานี่มันต้องถูกโบยตีสั่งสอนบ้างเหมือนกัน ไม่ต่างจากที่ชาวเมืองโซดอมเคยโดนมาก่อนในประวัติศาสตร์ หรือคุณว่ายังไง คิด ๆ ดูแล้ว ผมก็อยากจะเชื่อว่ามันไม่ใช่ความบังเอิญ จริง ๆ นะ อ้อ คุณยังต้องการคำตอบอยู่ไหม ต้องการงั้นรึ เอาเป็นว่าถ้าเปลี่ยนวันและเวลาได้ ผมก็จะขอให้มันเป็นวันเดิมนั่นแหละ วันที่พ่อมาหาผมที่บ้าน ให้วันนั้นระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดเหนือกรุงเทพฯ สักหนึ่งนาทีก่อนหน้าที่ผมจะเดินจากพ่อมา แล้วคุณล่ะ ผมขอถามกลับบ้าง”“ผมตอบไม่ได้ ชีวิตของผมอยู่ห่างไกลจากเหตุการณ์ในวันนั้นมากครับ ผมเป็นแค่นักสังเกตการณ์” ตอบไปแล้วผมก็รู้สึกตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล“นับว่าคุณโชคดี ส่วนผมโชคร้าย แต่ในความโชคร้ายยังมีโชคดีที่…คุณต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟัง ความจริงคือ…ลูกสาวของผมซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่กรุงเทพฯ ได้ไปทัศนศึกษาที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์พอดี หลังจากวันมหาวินาศก็ไม่ได้กลับมาเมืองไทยอีกเลย ผมเองที่ไม่ยอมให้เธอกลับ ใครจะไปรู้ล่ะ อาจมีขีปนาวุธลูกที่สองตามมาก็ได้ในอนาคต”“นับเป็นข่าวดีจริง ๆ ผมยินดีด้วยที่คุณไม่ได้สูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปทั้งหมด ว่าแต่คุณเคยไปเยี่ยมลูกสาวบ้างหรือเปล่า ดูเหมือนจะไม่เคยนะครับ คุณไม่ได้ออกนอกประเทศมานานมากแล้ว” ผมเอ่ยถามโดยพยายามไม่แสดงสีหน้า แม้จะรู้สึกสะเทือนใจก็ตาม“คุณเป็นใครกันนี่ เป็นนักสืบหรือไง แต่ช่างมันเถอะ ความจริงก็คือผมรอให้ลูกผมโตพอเสียก่อน โตพอที่จะคุยกันรู้เรื่อง ตอนนี้เธอยังคิดถึงแม่ของเธอเสมอ และจินตนาการว่าชีวิตกำลังดำเนินอยู่ในนิทานเศร้า ๆ ที่ผมเขียนครับ เธอเคยขอร้องให้ผมกลับไปเขียนเรื่องตลก ลูกสาวของผมอยากหัวเราะอย่างมีความสุขมากกว่า เธอไม่เคยรู้เลยว่าเรื่องตลกเป็นเพียงมายา ต่างไปจากเรื่องเศร้าที่เป็นความจริง เธอช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน คุณรู้อะไรไหม การได้คิดว่าเธอยังอยู่ที่ต่างประเทศ ช่วยทำให้ผมยังคงมีชีวิตอยู่ต่อมาได้   ผมจะไม่เสียใจเลย ถ้าวันหนึ่งเธอกลับมาหาผม แล้วโยนไก่ย่างให้หมาตัวโปรดของเธอกิน ในขณะที่ผมหิวท้องกิ่วเพราะไม่มีเงินสักบาท ต่อหน้าต่อตาผมนี่แหละ”“หากเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ลูกสาวคุณจะเป็นฝ่ายเสียใจมากกว่า”“ผมจะไม่บอกเธอหรอก ผมไม่อยากเห็นเธอเสียใจ ถ้าผมไม่ทำให้เธอเสียใจ บางทีในวันหนึ่งเธอจะไม่เดินหนีผมไปในตอนที่ผมกำลังจะสิ้นใจ แล้วเธอก็จะไม่ต้องทนทุกข์หมกไหม้ไปกับเรื่องราวเหล่านั้นเมื่อสำนึกได้ในภายหลัง และสุดท้ายเธอจะไม่อธิษฐานขอให้ไฟบรรลัยกัลป์มาแผดเผาความผิดบาปของตัวเอง น่าเศร้าที่มันพลาดเป้าหมายไปไกลทีเดียว คุณคิดว่าผมควรอธิษฐานใหม่อีกสักครั้งดีไหม”“ผมไม่แน่ใจ ผมไม่ใช่พระเจ้า”“แล้วถ้าผมขอร้องคุณ แทนที่จะเป็นพระเจ้าล่ะ”“ขอร้องเรื่องอะไรหรือครับ” ผมถามด้วยความสงสัย“ขอร้องในฐานะที่เราเคยพบกันมาก่อนยังไงเล่า ผมจำคุณได้แล้ว ผมเพิ่งนึกออกว่าเราเคยพบกันมาก่อน ครั้งแรกก็ตอนที่ผมเดินออกจากบ้านพ่อแล้วไม่เคยกลับไปอีก คุณยืนอยู่ไม่ไกลจากประตูหน้าบ้านเท่าไรนัก เสื้อผ้าก็สวมชุดประหลาด ๆ เหมือนวันนี้ ส่วนครั้งที่สองก็ตอนที่ผมวิ่งไปตามถนนหาซื้อไก่ย่างให้แม่ คุณแต่งตัวแบบนี้ยืนอยู่หน้าโรงพยาบาล ว่าแต่เครื่องมือแปลก ๆ ที่แขนของคุณทำอะไรได้บ้างล่ะ”“ผมคิดแล้วว่าคุณต้องถาม มันทำได้หลายอย่างที่คุณหรือคนรุ่นคุณไม่มีวันเข้าใจ”“ถ้ามันช่วยทำให้โลกนี้มีความสุขได้ก็คงดีสินะ อ้อ จะลำบากใจไหม ผมพอเดาได้แล้วว่าคุณเป็นใคร ผมอยากให้คุณกลับไป…ถ้าคุณจะกรุณาหรอกนะ ช่วยกลับไปในวันเหล่านั้น ผมเชื่อว่าคุณทำได้ เลือกวันและเวลาที่เหมาะสม วันไหนก็ได้ก่อนที่ความผิดบาปจะบังเกิดขึ้น เมื่อเจอผม เห็นหน้าผมก็อย่าถือว่าเราเคยรู้จักกัน ผมเป็นเพียงคนบาป ส่วนคุณคือผู้ปลดปล่อย จงจัดการผมในทันทีที่ทำได้ ไม่ว่าผมจะหวาดกลัวเพียงใดก็ตาม ต่อให้ผมร้องขอชีวิตก็อย่าได้แยแส มันไม่บาปหรอก เพื่อทุกคนจะรอดพ้นจากไฟนรกลูกนั้น”“เป็นไปไม่ได้ครับ” ผมส่ายหน้าพร้อม ๆ กันกับที่หลบสายตาเขา “มันจะเป็นการแทรกแซงจากภายนอก ในฐานะนักสังเกตการณ์ นี่ถือเป็นเรื่องต้องห้าม แค่นี้ผมก็มีโทษหนักมากแล้วหากพวกเขาจับได้ เสียใจด้วยครับ”“คิดดูให้ดี ถือเสียว่าผมขอร้องในนามทวดของทวดคุณก็แล้วกัน ถ้าเราสามารถนับญาติกันได้ กรุณา…”อย่างฉับพลันผมก็จากมาไกล โดยทิ้งราชาเรื่องเศร้าไว้เพียงลำพังในหุบเขาแห่งนั้น แต่คำขอร้องของเขายังคงแว่วสะท้อนอยู่ในหัวใจของผม จนเกิดคำถามตามมาว่า ผมควรเสียสละตัวตนเพื่อเขาไหม และเมื่อถึงที่สิ้นสุดแล้ว เขาจะได้พบกับสันติสุขสมใจปรารถนาหรือไม่..ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด "สะพานรวมเมฆ" สำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์จัดพิมพ์ ปี 2558

เรื่องสั้น “พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

มุมเรื่องสั้นไทย(1)เย็นวันหนึ่ง  ผมกำลังนั่งเล่นอยู่ในบ้านตามลำพัง  จู่ ๆ ก็เห็นพ่อเดินเทิ่ง ๆ ผ่านช่องประตูเข้ามา  แน่นอน  ผมตกใจมากถึงขนาดที่พูดได้ว่าเส้นผมแทบจะลุกตั้งชันเลยทีเดียว  แต่ยามนั้นผมยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง  ผมกวาดตามองไปตามใบหน้า ลำคอ และแขนขาของพ่อ  ทุกส่วนดูบวมเป่งราวกับจะปริแตกออก   ผมแน่ใจเหลือเกินและเป็นไปอย่างเศร้า ๆ  เมื่อคิดได้ว่าพ่อไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว  แต่พ่อก็ยังคงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้  ขณะนั่งลงกับพื้นห้องรับแขก  โดยวางกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาลขนาดกลางลงข้างตัว  กระเป๋าเดินทางทำจากไม้ซึ่งผ่านร้อนหนาวมาแล้วทั่วโลก  สมัยก่อนตอนที่ยังเป็นเด็ก  ผมชอบเปิดกระเป๋าใบนี้เล่นเสมอ  ภายในนั้นเต็มไปด้วยข้าวของกระจุกกระจิกอันน่าตื่นตาตื่นใจ  เช่น ...

เรื่องสั้น “กรงแห่งความเดียวดาย” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ผมเคยแหงนหน้ามองท้องฟ้าในค่ำคืนซึ่งมีแต่ดวงดาว  แล้วจินตนาการถึงสิ่งมีชีวิตบนดวงดาวเหล่านั้น  ก่อนที่หัวใจจะจมดิ่งลงสู่ความรู้สึกเปลี่ยวเหงา  เมื่อตระหนักได้ว่ามนุษย์อาจเป็นเพียงเผ่าพันธุ์แห่งปัญญา  ที่ถูกกักขังให้อยู่อย่างเดียวดายบนดาวเคราะห์นามว่า “โลก” น่าเศร้าไหมครับ  ถ้าความจริงเป็นเช่นนั้น          ผมยังสัมผัสรับรู้ด้วยว่าโลกของเราก็เต็มไปด้วยความว้าเหว่  เป็นความรู้สึกแทบทุกขณะที่ผมมองเข้าไปในฝูงชน  หรือมองดูช่องหน้าต่างของอาคารสูงระฟ้าใจกลางเมืองหลวง  แม้แต่ยามสบตากับผู้คนที่เดินสวนกันไปมาบนทางเท้า  บนสะพานลอย  ทั้งยามเช้าขณะไปทำงาน  และยามเย็นเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว  ผมได้เห็นร่องรอยของความว้าเหว่นั้นอยู่เสมอ         ก่อนหน้านั้น ...

เรื่องสั้น “ชายชราแห่งเมืองโลหะอันว้าเหว่” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ที่เส้นขอบฟ้าเบื้องทิศตะวันออก  ณ  ดินแดนซึ่งแผ่นฟ้าและผืนดินได้มาบรรจบพบกัน  ผมมองเห็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าตั้งอยู่ตรงนั้น  มันผุดอารยธรรมสูงเด่นขึ้นมาจากความราบเรียบของธรรมชาติ  แน่นอน  มันสร้างความยินดีให้แก่นักเดินทางซึ่งรอนแรมมาจนลืมคืนและวัน  ในความอ่อนล้า  ผมใช้กำลังกายใจเฮือกสุดท้ายมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองนั้นเมืองโลหะกำลังส่องประกายล้อพระอาทิตย์ยามบ่าย  ผมหมุนตัวเหลียวมองไปรอบ ๆ บนถนนโลหะสีเงิน  ท่ามกลางอาคารทรง เรขาคณิตสูงตระหง่านที่รายล้อมอยู่ทุกทิศทุกทาง  สรรพสิ่งซึ่งปรากฏอยู่ในสายตาล้วนสร้างด้วยโลหะสีเงิน  ผมเริ่มแน่ใจว่าที่นี่ต้องเป็นเมืองของผู้มั่งคั่ง  มันช่างดูแตกต่างไปจากเมืองไม้  เมืองหิน  หรือเมืองกระดาษ  ที่ผมได้เคยพบพานในระหว่างการรอนแรมอันยาวนานแล้วเหตุใดสถานที่งดงามดูทันสมัยเช่นนี้  จึงปราศจากสิ่งมีชีวิต  ผมสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในสายลมแห้ง ๆ เต็มไปด้วยฝุ่น ...

เรื่องสั้น “อย่าเรียกผมว่าวีรบุรุษ” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

มุมเรื่องสั้นไทยเช้าวันนี้ผมกำลังรอการมาเยือนของเด็กหนุ่มคนนั้นด้วยความอึดอัดคับข้องใจ  อาจจะถึงขั้นเรียกได้ว่ามันคือ “ความฟุ้งซ่านของคนวัยทอง” ก็เป็นได้  ใจหนึ่งผมอยากโทรศัพท์ไปบอกยกเลิกการนัดพบครั้งนี้   แต่นั่นแหละ  ผมพอจะเข้าใจถึงความรู้สึกของ “ผู้ที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในวัยซึ่งเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝัน” เช่นเขาได้เป็นอย่างดี  แม้ดูเหมือนว่าผมจะหลงลืมความรู้สึกนึกคิดที่ว่านั้นไปนานแสนนานแล้วก็ตาม  ด้วยเหตุนี้เอง  ผมจึงไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง  อย่างน้อยก็จนกว่าเราสองคนจะได้พูดคุยกันและเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างดีแล้วเวลาคงผ่านไปราวห้าหรือสิบนาทีกว่าผมจะสามารถเลิกคิดถึงเรื่องของเด็กหนุ่มได้   นั่นหมายความว่าผมต้องใช้ความพยายามอยู่พอสมควร  แน่ละ  คนเราก็มักเป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ  เรา (หรือแค่ผมเพียงคนเดียว) มักคิดอะไรได้มากมาย   รวมถึงรู้สึกไปต่าง ๆ นานา   หากแม้นได้เผชิญหน้ากับเงาในอดีตของตัวเอง  เงาซึ่งวิ่งไล่ตามมาทัน ...

เรื่องสั้น “แม่” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

มุมเรื่องสั้นไทยนาฬิกาข้อมือบอกเวลาสิบโมงตรงตอนที่ชายหนุ่มผละจากแม่มาเดินทอดอารมณ์  ปล่อยให้นางนั่งรอคุณหมออยู่บนรถเข็นหน้าห้องตรวจคนไข้  คนแก่วัย 65 คงสามารถนั่งอยู่เฉย ๆ ได้โดยไม่อนาทรร้อนใจมากนัก  เขาคิด  ผิดกับตัวเขาเองที่รู้สึกเบื่อหน่ายเหลือเกิน  ก็จะไม่ให้มันเป็นเช่นนั้นได้ยังไงกันล่ะ  ในเมื่อชีวิตแทบทุกวันของเขาเต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน   ตามประสานักดนตรีผู้ให้ความบันเทิงแก่ลูกค้ายามราตรี   รวมถึงให้ความซาบซ่านในหัวใจแก่หญิงสาวที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาพัวพัน  คิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้ชายหนุ่มเกิดอาการหงุดหงิดแกมเสียดาย   เขาถอนหายใจยาวขณะเดินไปตามเส้นทางอันสับสนภายในอาคารของโรงพยาบาลซึ่งคลาคล่ำด้วยผู้คนไม่ต่างจากตลาดนัด   เขาคิดว่า ถ้าเพียงแต่ไม่ต้องพาแม่มาพบหมอตามนัด  ป่านนี้เขาคงมีความสุขอยู่กับเด็กสาวคนนั้น  อายุหล่อนเพิ่งจะย่างสิบเก้า  กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  หลังจากมาเฝ้าดูเขาเล่นกีตาร์ที่ผับได้ไม่กี่ครั้ง  การนัดพบกันตอนกลางวันก็เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอหากตรงกับวันหยุดของเขา แต่นั่นก็เป็นเพียงการพบปะกันเพื่อดูภาพยนตร์  กินอาหาร และเดินเล่นตามศูนย์การค้าเท่านั้น ...

เรื่องสั้น “ภาพเหมือนคนรักของลุงเปี๊ยก” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

อ่านเรื่องสั้นประจำสัปดาห์ยามบ่ายของวันอาทิตย์  ถนนในตัวอำเภอชะอำดูหงอยเหงา  คงเป็นเพราะฝนที่ตกปรอย ๆ ลงมาจากท้องฟ้าสีเทาอันหม่นหมองนั่นเอง  บรรดาตึกรามร้านรวงสองฟากฝั่งถนนนราธิปจึงพากันปิดประตูเงียบงัน  ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังทอดร่างหลับไหล  ผมเดินอยู่ตามลำพังด้วยความรู้สึกว่าการห่างหายไปนานถึงสามเดือน  ไม่ได้ทำให้เมืองนี้เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย  แต่ผมกลับมาที่นี่ทำไมกันนะ  ผมถามตัวเอง แล้วตระหนักได้ว่าคำตอบนั้นเกี่ยวข้องกับภาพเขียนสีชอล์กบนแผ่นกระดาษที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยลุงเปี๊ยก  ซึ่งเวลานี้ม้วนเป็นทรงกระบอกยาวอยู่ในมือของผม  ความจริงลุงเปี๊ยกมอบภาพนี้ให้ผมด้วยความเต็มใจ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้สักระยะหนึ่งผมก็คิดว่าไม่ควรรับมาเลย   แน่นอน  นั่นเป็นเพราะลุงเปี๊ยกรักภาพเขียนทุกภาพมาก  แกทะนุถนอมผลงานด้วยการม้วนแล้วห่อกระดาษหนังสือพิมพ์หนา ๆ   ภาพที่ผมนำติดมือมาก็เช่นกัน  เพียงแต่วันนี้หุ้มพลาสติกไว้อีกชั้นหนึ่งเพื่อกันฝน“คิดยังไงเอ็งถึงได้เลือกเอาภาพสุดรักสุดหวงของลุงวะ”  ลุงเปี๊ยกเคยถามในวันที่มอบให้เป็นของที่ระลึก  เมื่อรู้ว่าผมกำลังจะย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น“อาจเป็นเพราะดวงตาของนางแบบกระมังครับ  ดูมีเสน่ห์จับใจมากที่สุด ที่สำคัญผมเพิ่งเคยเห็นภาพนี้ด้วย  ลุงเปี๊ยกไม่เคยนำออกมาอวดเลย”...

เรื่องสั้น “ครั้งหนึ่งในชีวิตของชายจรจัด” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

อ่านเรื่องสั้นประจำสัปดาห์ข่าวเรื่องไอ้ตึ๋งถูกหวยรางวัลที่ 1 แพร่สะพัดไปทั่วชุมชนแออัดริมคลองมอญ  ทุกคนต่างคิดว่าลาภลอยจากล็อตเตอรี่ที่ไอ้ตึ๋งเก็บได้ครั้งนี้  ย่อมเปลี่ยนฐานะของคนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างมันให้กลายเป็นคุณตึ่งในชั่วพริบตา  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ถนนทุกสายจะมุ่งเข้าหาชายจรจัด  ผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งคุ้นเคยและไม่เคยคุ้นล้วนอยากพูดคุยกับมันช่วงเวลาดังกล่าว ณ ศาลาริมน้ำของชุมชนแออัด  ซึ่งส่วนหนึ่งใช้เป็นท่าเทียบเรือโดยสารหางยาว ไอ้ตึ๋งกำลังนั่งอยู่กลางวงชาวบ้านเหมือนไข่แดง ทุกคนห้อมล้อมเอาอกเอาใจราวกับมันเป็นดาราดังในจอโทรทัศน์ ถ้าตัวมันไม่ใช่คนหูตึงก็คงทนรำคาญเสียงสรรเสริญไม่ไหว   หรือถ้าไม่ใช่คนใบ้ก็อาจด่าคนเหล่านั้นด้วยความหมั่นไส้ที่รักใคร่มันเหลือเกิน  ผิดกับวันก่อน ๆ  ซึ่งไม่มีใครแยแสมันเลย  นอกจากเฮียฟู่ข้าราชการระดับ 3   ผู้ไม่เคยรังเกียจความยากไร้ใบ้บ้าของมัน  มิหนำซ้ำยังคอยให้ข้าวปลากินอยู่เป็นประจำ“ไอ้ตึ๋ง เอ๊ย คุณตึ๋งคิดจะทำยังไงกับเงินสี่ล้านครับ” เจ้าเล็กคอกัญชาประจำท่าน้ำถามพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “แอะ...

เรื่องสั้น “ขุนข่าว” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

อ่านเรื่องสั้นประจำสัปดาห์ฉายา “ขุนข่าว” ของเขาไม่ใช่ได้มาอย่างง่าย ๆ เลย  แน่นอน  นี่คือผลพวงอันเกิดจากความชื่นชอบ และความสนุกสนานไปกับการติดตามข่าวสารของเขา  ซึ่งอยู่ในขั้นเสพติดอย่างหนักมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว ตอนแรก ๆ เขาก็ไม่ค่อยพอใจนักหรอกที่ถูกเรียกแบบนี้  เพราะมันมักจะมาพร้อมกับรอยยิ้มขบขัน  บางคนพยายามซ่อนรอยยิ้มที่ว่านี้ด้วยความเกรงใจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องสาววัยห่างเกือบหนึ่งรอบ  ผู้เป็นญาติสนิทคนเดียวที่เขามีหลงเหลืออยู่  ทว่ามันก็ไม่เคยเป็นไปอย่างมิดชิดแม้สักครั้งเดียว  แล้วยังไงล่ะ ในเวลาต่อมาหลังจากเริ่มคุ้นเคย  เขากลับชอบชื่อขุนข่าวเสียจนพูดได้ว่า  มันคือ “ความภาคภูมิใจ ภายใต้ความหลงใหลได้ปลื้มอย่างยิ่ง” ถึงขั้นนำไปใช้เป็นนามแฝงในโอกาสต่าง ๆ...

เรื่องสั้น “ผมแค่จะออกไปเดินเล่น” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

อ่านเรื่องสั้นประจำสัปดาห์ตั้งแต่จำความได้  เขาก็รู้ดีว่าตัวเองนั้นมาเยือนโลกนี้ด้วยเหตุผลใด  แน่นอน  เขามาโลกนี้ในฐานะมนุษย์ผู้มีเสรีภาพมาตั้งแต่เกิด  และต้องการใช้มันเพื่อออกไปเดินเล่นเท่านั้น  แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เพราะอะไรกันนะ  เขามักจะตั้งคำถามเช่นนี้อยู่เสมอสมัยเป็นเด็ก  เมื่อรู้ตัวว่าต้องไปโรงเรียนเพื่อนั่งอยู่ในห้องอันแออัดทั้งวันเหมือนกับพวกพี่ ๆ  เขาเคยขอร้องพ่อกับแม่ว่า “ไม่ไปที่นั่นไม่ได้หรือ  ผมไม่อยากไป  ผมมาโลกนี้เพื่อการเดินเล่นอย่างมีความสุขเท่านั้น” พ่อกับแม่ทำท่าประหลาดใจแกมขบขัน  เขาถึงกับร้องไห้ออกมา  เขาร้องไห้อยู่เป็นเดือน  และในเช้าวันแรกของการเปิดภาคเรียน  ทันทีที่จะถูกจับแต่งเครื่องแบบนักเรียน  เขาก็เดินหลบออกไปทางประตูหลังบ้านซึ่งอยู่ติดกับสวนสาธารณะ “อ้าว  จะหนีไปไหนกัน  ไม่ได้นะ” แม่ตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิด  ขณะที่พ่อหัวเราะชอบใจ ...

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page