หน้าแรกแท็กวรรณกรรมสร้่างสรรค์

Tag: วรรณกรรมสร้่างสรรค์

เรื่องสั้น : สะพานรวมเมฆ : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ความฝันทั้งหมดคือการเติมเต็มความคาดหวัง: ซิกมันด์ ฟรอยด์บนสะพานรวมเมฆ ผมทอดสายตาเหม่อมองดูแม่น้ำนครชัยศรีอันกว้างใหญ่ เช่นเดียวกับที่พ่อของผมเคยทำมาก่อน ภายในใจพลันรู้สึกเศร้าเมื่อหวนคิดคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อแลเห็นเด็กสาวแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นสะพานตรงมายังบริเวณที่ผมยืนอยู่ ท่าทางการเดินอย่างแช่มช้าของเธอราวกับอยู่ในห้วงความฝันพวกผู้ใหญ่เล่าว่า สมัยที่ผมยังเล็กมาก อายุยังไม่ทันครบหนึ่งเดือนดี แม่ได้ขับรถเก๋งของยายพาผมออกจากบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าแม่จะไปที่ไหน แล้วทำไมจึงต้องรีบร้อนเสียขนาดนั้น กระทั่งรถยนต์ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในหนองน้ำตื้น ๆ แห่งหนึ่งตอนช่วงพลบค่ำ นานทีเดียวกว่าจะมีคนมาช่วยพาแม่กับผมออกจากซากรถที่จมน้ำอยู่ครึ่งคัน เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็พบว่าแม่อยู่ในอาการโคม่า สมองส่วนใหญ่เสียหายไม่น้อยกว่าสี่ชั่วโมงมาแล้ว ส่วนทารกคือผมปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์...................“ผมไม่ได้ฝันหรือเมาหรอกครับ ผมคิดว่าเสียงผู้หญิงที่ร้องให้ช่วยเป็นเสียงของแม่เด็กอย่างแน่นอน” พลเมืองดีเล่าให้ญาติของผมฟังภายในห้องนอนที่บ้าน บนเตียงโลหะที่ใครก็อาจคุ้นตาเพราะผลิตขึ้นมาสำหรับผู้ป่วย แม่ได้ลุกขึ้นนั่งโดยไม่สนใจกับสายของเครื่องช่วยหายใจและสายสำหรับให้อาหารเหลวทางช่องท้อง แม่เริ่มต้นส่งเสียงเนือย ๆ เล่าว่า แม่พบและรู้จักกับพ่อของผมบนสะพานคอนกรีตรูปทรงโค้ง ซึ่งใช้สัญจรข้ามแม่น้ำนครชัยศรีอันเชี่ยวกราก สายตาของแม่ขณะเล่าเอาแต่จับจ้องมองผนังห้องสีขาว ราวกับว่านั่นคือฉากชีวิตที่ไม่มีใครแลเห็นนอกจากแม่เพียงคนเดียวตั้งแต่ผมเติบโตขึ้นมาก็ไม่เคยได้ยินถ้อยคำใด ๆ หลุดจากปลายลิ้นและริมฝีปากอันซีดเซียวของแม่เลย นอกจากเสียงครางไม่เป็นภาษาอือ ๆ อา ๆ ยามที่แม่นอนละเมอ หรือในยามที่ผมเช็ดตัวทำความสะอาดให้ ดังนั้นผมจึงรู้สึกดีใจอย่างล้นเหลือ ดีใจยิ่งกว่าที่ปีนี้ผมสามารถสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยระดับแถวหน้าของประเทศได้ตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า มันน่าเหลือเชื่อที่ในที่สุดแม่ก็พูด แม่กลายเป็นเจ้าหญิงผู้ตื่นจากนิทรา เสียงพูดของแม่คือความหวัง และนั่นทำให้น้ำตาของผมไหลออกมาโดยไม่รู้สึกตั“นี่คือความฝันใช่ไหมครับแม่”แม่ไม่ตอบคำถามนี้ แต่เล่าว่าในปีนั้นช่างเป็นปีที่แสนจะวุ่นวาย แม่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โทนี่ แบลร์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ   อังกฤษคืนฮ่องกงให้แก่จีน นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า มนุษย์เรามีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษในทวีปแอฟริกาเมื่อราวสองแสนปีก่อน เครื่องบินโบอิ้ง 747 ตกที่เกาะกวม มีผู้เสียชีวิต 228 ศพ พายุไต้ฝุ่นชื่อลินดาถล่มจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อใกล้จะถึงปลายปี แม่ก็หาเรื่องปลีกตัวออกจากแวดวงสังคมเมืองหลวงโดยย้ายไปอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม แม่ไม่สนใจจะสวมเสื้อครุยไปงานรับปริญญาด้วยซ้ำ เวลานั้นลมหนาวพัดมาจากทางเหนือได้ราวหนึ่งเดือนแล้ว แม่กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดหนังสือเข้าชั้นวางให้เป็นระเบียบในวันเปิดร้าน “สโรชา” แม่เล่าว่า แม่ดีใจมากที่มีร้านขายหนังสือเป็นของตัวเองเสียที ตามความใฝ่ฝันซึ่งก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจระบุได้ บางทีอาจจะเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยสาวแรกรุ่น วัยที่เต็มไปด้วยความฝันอันงดงาม แม้ว่าความฝันจะเป็นเพียงเรื่องชั่วครู่ชั่วยามของชีวิตก็ตามแม่เล่าต่อไปว่า เดิมทีห้องแถวไม้ในตลาดท่านาแห่งอำเภอนครชัยศรีนี้เป็นร้านขายยาของคุณลุง ซึ่งได้ทำสัญญาเช่ากับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เอาไว้ ภายหลังยุติกิจการไปด้วยปัญหาเรื่องสุขภาพ เมื่อแม่เรียนจบและยังหางานประจำที่ถูกใจไม่ได้ เนื่องจากบริษัทหลายแห่งปิดตัวลงเพราะเกิดวิกฤตการณ์ลอยตัวค่าเงินบาท แม่จึงขออนุญาตคุณลุงมาเปิดร้านขายหนังสือที่นี่ โดยลงทุนจ้างรถสิบล้อขนหนังสือจากกรุงเทพฯ มาเต็มคัน และทันทีที่ทำได้สำเร็จ แม่ก็รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นหญิงที่กล้าหาญ ลำพังตัวคนเดียวก็สามารถจัดการกับเรื่องราวรวมถึงปัญหาต่าง ๆ ได้ทั้งหมด  ความผิดหวังจากอดีตคนรักที่แยกย้ายกันไปทำงานหลังเรียนจบ แล้วในเวลาต่อมาก็นอกใจแม่ (แม่ฟาดศีรษะเขาด้วยขวดเบียร์เมื่อรู้ความจริง) ไม่สามารถทำลายแม่ได้อีกแล้ว แม่ทำความสะอาดร้าน และดัดแปลงอุปกรณ์เครื่องใช้ของร้านขายยาจนกลายเป็นร้านขายหนังสืออันสวยเก๋ ส่วนใหญ่หนังสือที่นำมาจำหน่ายนี้จะเป็นหนังสืออ่านแล้วที่แม่สะสมไว้ โดยตั้งราคาขายต่ำกว่าราคาบนปกราวครึ่งหนึ่ง ภายในร้านมีเพียงหนังสือพิมพ์รายวันและนิตยสารเท่านั้นที่เป็นของใหม่ โดยจะมีคนขี่จักรยานยนต์มาส่งทุกวันตกเย็นแม่ปิดประตูร้าน แล้วเดินเล่นทอดอารมณ์ไปตามชายฝั่งแม่น้ำ จากนั้นอะไรก็ไม่รู้ได้ดลใจให้แม่เดินข้ามสะพานรวมเมฆไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง ครั้นเดินจนถึงตีนสะพานฝั่งโน้นก็พบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจจึงหันหลังกลับ เมื่อเดินมาถึงกลางสะพานก็สังเกตเห็นชายหนุ่มผมยาวคนหนึ่งกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ ชายผู้นี้ทอดตามองสายน้ำภายใต้แสงตะวันยามสนธยาอันอ่อนจางลางเลือนเต็มที แม้กระนั้นแม่ก็ยังสามารถแลเห็นดวงตาโศกซึ้ง ซึ่งมีแววช่างคิดช่างฝันได้เป็นอย่างดี ดวงตาคู่นี้เองที่ภายหลังได้หันมาประสานสายตากับแม่ จ้องมองดูแม่ และทำให้แม่ตกอยู่ในห้วงความฝันแม่เล่าว่า พ่อของผมมักจะเดินมาที่ร้านขายหนังสือในเวลาสายจัดมากแล้ว พ่อชอบแต่งตัวปอน ๆ ด้วยเสื้อยืดและกางเกงยีนฟอกเก่าขาด ผมที่ไว้ยาวถูกรวบรัดด้วยหนังยาง โชคดีที่ตามปกติพ่อดูสะอาดสะอ้านเหมือนคนทั่วไป แม้หลายครั้งจะได้กลิ่นสุราโชยมาจากตัวของพ่อก็ตาม พ่อชอบยืนอ่านข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์โดยไม่แตะต้องหรือคลี่มันออก ยกเว้นก็แต่นิตยสารบางฉบับที่พ่ออาจพลิกอ่านดูบ้างเล็กน้อย จากนั้นก็จะเปลี่ยนมาเดินชมหนังสือเล่มภายในร้าน หลายครั้งก็ซื้อติดมือกลับไปอ่านที่บ้านด้วยถ้าเป็นเล่มที่สนใจ เมื่ออ่านจบพ่อจะเดินกลับมาพูดคุยเกี่ยวกับตัวละครและเรื่องราวในหนังสือ เวลานั้นแม่รู้สึกว่านี่ช่างเป็นบทสนทนาที่มีรสมีชาติอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน มีหลากหลายแง่มุมของโลกหนังสือและชีวิตที่พ่อชี้ให้แม่เห็น ที่เห็นอยู่แล้วก็ชัดเจนมากขึ้น แจ่มชัดจนกระทั่งสามารถสัมผัสได้ถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เคยมองข้ามไป แม่รู้สึกว่าทั้ง ๆ ที่พ่อน่าจะมีอายุใกล้เคียงกับแม่ แต่ก็ดูเหมือนพ่อจะช่ำชองชีวิตมากกว่า พ่อและแม่ต่างกันราวแมวจรจัดกับแมวบ้านก็ไม่ปาน“คุณน่าจะไปเป็นนักเขียนนะคะ”“นักเขียนงั้นหรือ”พ่อยิ้มตรงมุมปาก แล้วก็ชอบยิ้มเช่นนี้ตลอดมาในภาพความทรงจำของแม่ แม่มองเห็นร่องรอยของความภูมิอกภูมิใจอยู่ในแววตาช่างฝันคู่นั้นด้วย“พูดตามตรงอย่างสัตย์ซื่อ ผมไม่อยากเป็นเลยไอ้นักเขียนนี่น่ะ ผมมีลมหายใจเพียงเพื่อจะคิดและฝัน ทั้งในยามหลับและยามตื่น แต่มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ผมต้องเล่าความคิดความฝันของผมผ่านตัวหนังสือ หลายคนจึงยกให้ผมเป็นนักเขียน แน่ละ ผมปฏิเสธสถานะอันธรรมดาสามัญนี้ไม่ได้เสียด้วย”“โอ้ คุณเป็นนักเขียนจริง ๆ หรือคะ น่าทึ่งจัง แล้วนามปากกาของคุณล่ะ”“อัตตา ลำนำปฐม…”ถึงตรงนี้แม่ก็เอ่ยปากขอดูหนังสือที่พ่อเคยเขียน“แย่หน่อยนะครับ สำหรับคุณและผู้คนอีกมากมายที่รออ่านอยู่ ถูกต้อง   ผมยังไม่มีหนังสือเป็นของตัวเอง แต่ผมก็ฝันที่จะเขียนหนังสือดี ๆ ให้ได้สักเล่มตลอดมา” พ่อยิ้มตรงมุมปากอีกแล้ว พร้อมกับยักไหล่ “แน่นอน ถ้าจะเอาปริมาณมันก็ไม่ใช่ปัญหา ทว่าสำหรับผมคุณภาพต้องมาก่อน แล้ววันหนึ่งคุณจะเป็นคนแรกที่ผมจะเซ็นชื่อให้ในหนังสือเล่มแรกของผม ว่าแต่คุณชื่ออะไรล่ะครับ ตอนที่พบกันบนสะพานผมก็ไม่กล้าถามเสียด้วย”แม่ชี้ที่ป้ายชื่อร้านหนังสือซึ่งอยู่เหนือศีรษะขึ้นไป“ผมว่าแล้ว…สโรชา…ไพเราะมาก คุณสโรชาจะขัดข้องไหม ถ้าผมจะขอนำชื่อนี้ไปใช้เป็นชื่อนางเอกในนวนิยายเรื่องแรกของผม ผมตั้งใจจะเขียนนวนิยายสักเรื่องหนึ่งครับ ผมจะทำให้คุณสโรชาเป็นอมตะอยู่ในผลงานของผมตลอดไป จริง ๆ นะครับ ผู้คนจะจดจำชื่อของคุณไว้ มันจะไม่เน่าเปื่อยเหมือนเนื้อหนังของพวกเรา ตอนนี้ผมพร้อมแล้วสำหรับการเขียนนวนิยายชั้นเยี่ยม  ผมไม่ได้เอาแต่ฝัน ทว่าหมั่นสะสมความเจนจัดและชั้นเชิงด้านงานเขียนอยู่เสมอ ด้วยการสร้างสรรค์เรื่องสั้น บทความ และบางครั้งก็เป็นบทกวี จากนั้นส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารหัวต่าง ๆ ที่เห็นวางขายอยู่บนแผงหนังสือของคุณสโรชานี่แหละ อ้อ ผมตัดเก็บผลงานเหล่านั้นไว้ด้วยนะ ใส่แฟ้มไว้เป็นระเบียบเลยทีเดียว เดี๋ยวเย็นนี้ผมจะหอบมาให้อ่าน ถ้าคุณสโรชาอยากอ่านและไม่คิดว่าเป็นการเสียเวลามากจนเกินไป”แม่จึงชวนพ่อมากินอาหารค่ำเพื่อนั่งอ่านผลงานของพ่อไปพร้อมกัน แล้วคืนนั้นเองที่แม่ได้รู้ว่าพ่อช่างเป็นชายเจ้าชู้ อีกทั้งโรแมนติกอย่างร้ายกาจ ถ้อยคำอันอ่อนหวานซ่านซึ้งจากปากของพ่อทำให้แม่รู้สึกคุ้นเคยและประทับใจในตัวพ่อมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่พ่อไม่ใช่ผู้ชายที่มีหน้าตาหล่อเหลาอะไรเลย มิหนำซ้ำยังมีดวงตาแดงก่ำอยู่เกือบจะตลอดเวลาอีกด้วย เนื่องจากอดนอนหรือไม่ก็ร่ำสุรามาอย่างหนักนั่นเอง ส่วนรูปร่างนั้นก็ไม่สูงไม่ต่ำ แลดูเหมือนคนธรรมดาสามัญทั่วไป จะดีหน่อยก็ตรงที่มีผิวค่อนข้างขาว ในภายหลังแม่อดคิดไม่ได้ว่ามันคงเป็นเรื่องของเคราะห์กรรม อย่างน้อยพ่อก็เคยทำให้แม่มีความสุขและความหวังในชีวิตมาก่อนในเวลาต่อมา แม่ได้รับรู้ว่าพ่อมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน พ่อสารภาพว่าพ่อไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้นเลย เพียงแค่คบกันในฐานะนักเขียนหัวสมัยใหม่เพื่อคอยช่วยเหลือจุนเจือกันในยามยากเท่านั้น แม้ไม่อยากเชื่อแต่แม่ก็เชื่อราวกับเด็กตาบอดว่านอนสอนง่าย อาจเป็นเพราะพ่อถึงกับรับปากว่าอีกไม่นาน พ่อจะแสดงความจริงใจด้วยการพาแม่ย้ายไปอยู่ทางภาคเหนือด้วยกัน ในกระท่อมหลังน้อยกลางดงดอยอันสงบงามของจังหวัดน่าน การให้ความหวังของพ่อนี้ช่างดูเป็นภาพฝันอันอบอุ่นในหัวใจของหญิงสาวคนหนึ่ง และทำให้แม่ยอมรับไว้เป็นความหวังด้วยความเห็นแก่ตัวเรื่อยมาภายหลังเมื่อแม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของผู้หญิงคนนั้น ก็ในตอนที่พ่อเอ่ยชื่อของเธอออกมายามเมามายแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ทำให้แม่รู้ตัวว่าเคยอ่านงานเขียนของเธอมาก่อน เธอมีผลงานและชื่อเสียงมากกว่าพ่อของผมมากนัก ซึ่งนั่นก็ทำให้แม่นึกอยากเป็นนักเขียนขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล..............เช้ามืดวันหนึ่งพ่อมาเคาะประตูร้านปลุกแม่ในสภาพเหมือนคนที่ดื่มสุรามาทั้งคืน หลายครั้งที่ร่างผอมบางของพ่อยืนโงนเงนแทบจะทรงตัวไม่อยู่หากไม่หาอะไรยึดจับไว้ แม้กระนั้นพ่อก็ยังอุตส่าห์ชวนแม่เดินไปวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตร อ้างว่าหมอกกำลังลง และถนนเลียบแม่น้ำที่ยังไม่มีรถราวิ่งจะดูสวยงามเป็นพิเศษ“อยากไปเดินเล่นกับผมหรือเปล่า” พ่อถามด้วยเสียงเบาเหมือนคนง่วงนอนเต็มทีแม่จึงเดินคู่เคียงกับพ่อไปตามถนนเล็ก ๆ ซึ่งทอดเป็นเส้นตรงและยาวไกล ผ่านโรงเหล้าที่มีกลิ่นส่าเหม็นโชยคละคลุ้งแทรกซึมไปทั่วบริเวณนั้น กระทั่งบรรลุถึงวัดเก่าแก่อันเป็นเป้าหมาย“นี่คือวัดกลางบางแก้ว” พ่อกล่าวเป็นเชิงแนะนำ จากนั้นก็พาแม่ไปนั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำ พ่อชวนแม่นั่งห้อยขาแช่น้ำไหลเย็นอยู่เป็นนานสองนาน สุดท้ายพ่อก็ฟุบหลับไปบนตักอันอ่อนนุ่มของแม่ ปล่อยให้แม่ลูบไล้เรือนผมยาวอันรกรุงรังนั้นราวกับเป็นเจ้าของเต็มตัวแล้วพ่อก็สะดุ้งตื่นขึ้นหลังจากที่หลับไปร่วมชั่วโมง พ่อขอโทษแม่และรีบชี้แจงว่า คืนที่ผ่านมาพ่อนั่งเขียนหนังสืออยู่จนดึกดื่น ครั้นเขียนเสร็จก็ดื่มเหล้าไปสองหรือสามแก้วเป็นการฉลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามธรรมเนียม“ผมติดนิสัยเขียนหนังสือเวลากลางคืนมานานแล้ว แต่มันก็คุ้มค่านะ สำหรับงานที่ดีเยี่ยมขนาดนั้น ดีจนผมแทบจะไม่อยากเชื่อในความสามารถของตัวเองเลยด้วยซ้ำ” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “อ้อ ตอนที่ผมหลับไป ผมฝันถึงคุณด้วยนะ สโรชา” แล้วพ่อก็ยิ้มอย่างเปิดเผยเหมือนเด็ก ๆขากลับพ่อชวนแม่แวะซื้อไก่ กะทิ ผัก และเครื่องแกง เพื่อทำแกงเขียวหวานให้แม่กิน อาจเป็นได้ว่าในบทสนทนาที่คุยโต้ตอบกัน แม่เคยกล่าวให้พ่อรับรู้เกี่ยวกับอาหารโปรดมาก่อน“อร่อยถูกปากมากเลยค่ะ แม้จะเผ็ดไปหน่อยก็เถอะ” แม่เอ่ยชมอย่างจริงใจหลังอาหารเช้าได้ไม่นาน พ่อก็มีท่าทีกระสับกระส่ายจนแม่ต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย ในที่สุดพ่อก็ยอมรับว่ากำลังวิตกกังวลเรื่องเงินค่าเช่าบ้าน เนื่องจากเมื่อคืนพ่อเผลอนำเงินที่เตรียมไว้จ่ายค่าเช่าบ้านไปเลี้ยงดูเพื่อนฝูงจนเกือบหมด ก่อนจะได้แนวความคิดดี ๆ กลับมาเขียนหนังสือต่อที่บ้านเช่า“ถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมอยากจะขอยืมเงินคุณสโรชาสักสองพันบาท แล้วผมจะรีบใช้คืนให้โดยเร็ว”“ได้ค่ะ” แม่กุลีกุจอลุกขึ้นเดินไปเปิดลิ้นชักโต๊ะและหยิบเงินจำนวนดังกล่าวมายื่นให้ “ไม่ต้องรีบนำมาใช้คืนหรอกนะคะ หวังว่ามันจะช่วยแก้ไขปัญหาของคุณอัตได้”“ขอบคุณมากครับ ผมจะไม่ลืมน้ำใจของคุณสโรชาเลย”แม่มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือพ่อเป็นครั้งแรก แต่ภายหลังเมื่อรู้ความจริงจากปากของพ่อ ว่าพ่อนำเงินดังกล่าวไปใช้ทำอะไร แม่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดบาปเสมือนหนึ่งรู้เห็นเป็นใจไปกับพ่อด้วยแม่ใช้เวลาที่เหลืออยู่ด้วยการดูแลร้านหนังสือที่ตลาดท่านา ทุกวันแม่จะคว้าไม้ขนไก่อันเล็ก ๆ มาปัดฝุ่นซึ่งล่องลอยมาตกลงบนหนังสือที่แม่รัก ย่ำค่ำหน่อยก็ปิดร้านพักผ่อน หากไม่มีนัดกับพ่อ แม่ก็จะหัดเขียนเรื่องสั้นโดยใช้มุมมองตัวละครเอกเป็นหญิงสาวคล้ายแม่ มนุษย์ผู้ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งและปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตเมื่อเขียนจบและแก้ไขขัดเกลาสำนวนถ้อยคำอยู่หลายครั้ง แม่ก็นำต้นฉบับไปยื่นให้พ่อ เวลานั้นดูเหมือนพ่อจะไม่ค่อยสนใจนัก ด้วยกำลังดื่มเหล้าอยู่กับพรรคพวกที่ร้านเจ้าประจำในตลาด แม่ไม่ชอบน้ำหน้าเพื่อน ๆ ของพ่อเลย เนื่องจากมักจะมองดูแม่ด้วยสายตาแทะโลมอยู่เสมอ แม่จึงทิ้งต้นฉบับไว้ แล้วขอตัวกลับร้านหนังสือ เมื่ออยู่ตามลำพัง แม่ก็ลงมือเขียนเรื่องสั้นเรื่องใหม่ด้วยความกระตือรือร้น เรื่องใหม่นี้เป็นเรื่องของหญิงสาวที่ต้องเลือกระหว่างความรักหรือการเป็นคนดีมีศีลรรม นี่คือความขัดแย้งที่งดงาม ทว่ารวดร้าวในความคิดของแม่แม่ยอมรับว่าแม่เริ่มหลงเสน่ห์งานเขียนเสียแล้ว มันทำให้จินตนาการของแม่โบยบินไปสู่โลกแห่งความฝัน โลกที่แม่ไม่เคยพานพบมาก่อน ที่สำคัญแม่หวังว่าพ่อจะชอบเรื่องของแม่ด้วย“เรื่องสั้นที่ฉันเขียนเป็นยังไงบ้าง” แม่เอ่ยถามอย่างอาย ๆ“ในความคิดของผมนะ มันดีเกินกว่าที่จะเป็นเรื่องแรกของนักเขียนใหม่” พ่อพูดด้วยสีหน้าจริงจัง“จริงหรือคะ ถ้าอย่างนั้นขอต้นฉบับคืนด้วยค่ะ ฉันจะนำไปแก้ไข มีอะไรหลายอย่างให้อยากแก้ไขเสมอ เวลานึกถึงมัน” แม่แบมือยื่นออกไปข้างหน้า“ไม่จำเป็นหรอกครับ ผมแก้ให้เรียบร้อยแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ผมได้ทำเป็นต้นฉบับพิมพ์ดีดส่งไปให้นิตยสารฉบับหนึ่งแล้วด้วย” พ่อจ้องมองดูแม่พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน“ล้อเล่นหรือเปล่าคะ มันยังไม่ดีพอ ฉันอายรู้ไหม แล้วนามปากกาล่ะ ฉันยังไม่มีนามปากกาเลย ฉันอยากได้นามปากกาที่ไพเราะและสร้างแรงบันดาลใจ” แม่เริ่มมีอาการวิตกกังวลแกมโมโห“ผมให้เขาใช้ชื่อจริง ผมอยากให้คนทั้งโลกรู้จักคุณเหมือนผม” พ่อยิ้มตรงมุมปากพร้อมกับจ้องมองดูแม่ไม่วางตา“ขอให้มันไม่ได้ตีพิมพ์เถอะค่ะ ฉันเกรงคนอ่านจะคิดว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของฉันเอง เพราะความที่ใช้ชื่อจริงนี่แหละ” แม่ทำท่ากระฟัดกระเฟียด“ไม่หรอก คนอ่านจะรักเรื่องนี้ และ…รักคุณ ผมรู้อยู่แก่ใจ”..........................“หนึ่งทุ่มพบกันที่สะพานรวมเมฆ ผมอยากเห็นหน้าคุณ - อัตตา”เช้าวันหนึ่งตอนเปิดประตูร้าน แม่ก็พบกระดาษแผ่นหนึ่งพับสามทบร่วงหล่นลงมาจากด้านบนของบานประตูไม้ แม่เล่าว่าทีแรกนึกฉงนเล็กน้อย ครั้นคิดได้ว่าต้องเป็นของพ่ออย่างแน่นอน จึงรีบคลี่ออกอ่าน พออ่านแล้วแม่ก็อดยิ้มไม่ได้ แม้จะรู้สึกโกรธและน้อยใจที่พ่อหายหน้าไปหลายวัน ก่อนหน้านั้นอยากจะตามไปหาที่บ้านเช่าของพ่อ แต่แม่ก็ไม่รู้จัก แม่ยอมรับว่าไม่เคยกล้าขอตามพ่อไปดูบ้านหลังนั้น เพราะพ่อคงปฏิเสธ แล้วก็อาจจะพูดขึ้นว่า “บ้านที่ตำบลบางกระเบาไม่ใช่บ้านของเรา บ้านที่แท้จริงของเราจะอยู่บนดอยที่น่าน บ้านของเราสองคน จำไว้นะ”พ่อเป็นเช่นนี้เสมอ แม่บอกแม่นอนตะแคงมองดูพ่อไม่วางตา เช้าแล้วแต่พ่อยังไม่ตื่น เมื่อคืนหลังจากได้พบกันตามนัดบนสะพานรวมเมฆ พ่อก็เอ่ยปากชวนแม่เดินเล่น ก่อนจะพาไปนั่งร้านเหล้าเจ้าประจำ แต่แม่เสนอให้พ่อมาดื่มที่ร้านขายหนังสือซึ่งพ่อไม่ขัดข้อง เพราะแม่ขอเป็นเจ้ามือเองด้วยความนึกสนุก แม่จึงนั่งดื่มเป็นเพื่อนพ่อด้วย แม้ว่าจะไม่ชำนาญในทางนี้เลย พอเมาเหล้าเข้าหน่อยก็กล้าถามถึงสาเหตุที่ทำให้พ่อหายหน้าไปหลายวัน“อย่างไหนที่จะทำให้ใจกระเพื่อมมากกว่ากัน”“พูดถึงอะไรคะ”“ความคิดถึงหรือความโมโหขัดเคือง”“ไม่รู้สิคะ”“แล้วคิดถึงผมบ้างไหม”พ่อเล่าให้แม่ฟังว่า หลายวันมานี้พ่อไม่ได้แตะเหล้าเลย ด้วยมัวแต่นั่งเขียนนวนิยายเรื่องแรกในสภาวะสุดยอดที่สุดมันกำลังดำเนินไปได้สวยเลยทีเดียว พ่อคุยแม่ได้ฟังแล้วก็่ยิ้ม พร้อมกับเตือนตัวเองว่า อย่าพยายามเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพ่อมากจนเกินไป นอกจากจะทำให้พ่อรำคาญแล้ว ยังจะทำให้แม่หมดความภาคภูมิใจในตัวเองอีกด้วย สมัยเป็นนักศึกษานั้นใคร ๆ ก็ต้องง้องอนแม่ก่อนเสมอ“ขอดื่มให้กับความคิดถึงของเราสองคนซึ่งไม่เคยมีตัวตน ทว่าบัดนี้กลับจับต้องได้ด้วยความรู้สึกอันจริงแท้” พ่อเอ่ยขึ้น ก่อนจะยิ้มให้แม่ด้วยมุมปาก แล้วยกแก้วขึ้นดื่มเหล้าจนหมด พ่อดื่มเหล้าเป็นน้ำเสมอ แม่กล่าวเช่นนั้น..............ในทันทีที่แม่รู้ว่าพ่อของผมโกหก แม่ก็ได้แต่เสียใจ ดูเหมือนว่าแม่จะไม่สามารถค้นหาความจริงจากปากของพ่อได้เลย แม่เฝ้าสงสัยว่าคิดถูกแล้วหรือที่ยอมหลับนอนกับพ่อในคืนที่ผ่านมา หรือเพราะเหตุนี้นี่เอง พ่อจึงกล้าสารภาพว่าไม่ได้ยุ่งกับการเขียนนวนิยายหรอก ความจริงก็คือผู้หญิงคนนั้นป่วย จนพ่อต้องอยู่ดูแลตลอดระยะเวลาหลายวัน แต่นั่นก็อาจจะเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว พ่อใช้วิธีหลบเลี่ยงการกล่าวถึงความจริงที่เหลือ ด้วยการทำให้แม่มีความสุขไปกับคำพูดของพ่อ“สโรชา คุณต้องยกโทษให้ผมนะ เพราะไม่มีใครดีงามเท่ากับคุณอีกแล้ว ผมดีใจที่เราได้มาพบกัน รู้จักกัน และมีความสุขร่วมกัน ต่อให้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน มันก็ยังคุ้มค่าที่ได้ฝัน จริง ๆ นะ”บ่ายวันหนึ่ง พ่อวิ่งกระหืดกระหอบมาหาแม่ที่ร้านหนังสือ แล้วร้องถามว่ารู้ข่าวดีหรือยัง ตอนนั้นแม่ได้แต่ทำสีหน้างงงัน ส่วนพ่อรีบคว้านิตยสารฉบับหนึ่งบนแผงหนังสือมาพลิกเปิดดูอย่างรวดเร็ว จนกระดาษหลายหน้ายับเป็นรอยเพราะเปิดไม่ทันใจ ในที่สุดพ่อก็ค้นเจอหน้าที่ต้องการ จากนั้นยื่นให้แม่ดู“ชีวิตใหม่” แม่พึมพำออกมาเมื่อเห็นชื่อเรื่องสั้นบนหน้ากระดาษ ก่อนจะหันไปกระโดดกอดพ่อไว้แน่น ปากก็ร้องดีใจเหมือนเด็ก ๆ “ ไชโย ได้ตีพิมพ์แล้ว เรื่องของฉันได้ตีพิมพ์จริง ๆ หรือนี่ โอ๊ย ยังกับฝันไปเลย  อัตคะ  ฉันไม่เคยคิดเลยนะ  ว่าจะได้เป็นนักเขียนเหมือน…” แม่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงไม่ยอมพูดต่อ อย่างไรก็ตาม พ่อนั้นดูเหมือนจะไม่สนใจในถ้อยคำที่แม่กล่าวค้างไว้เลย เอาแต่คะยั้นคะยอให้แม่ฉลองการได้ตีพิมพ์เรื่องสั้นเรื่องแรก“อย่างนี้มันต้องเปิดสักขวดแล้วนะ”“ไว้ปิดร้านก่อนเถอะค่ะ นี่เพิ่งจะบ่ายสองโมงเท่านั้นเอง รอให้แดดร่มลมตกหน่อยก็ยังดี”แม่เล่าว่า พ่อของผมดูท่าทางไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะเดินเลี่ยงหลบไปทางหลังร้าน  ส่วนแม่นั่งอ่านผลงานของตัวเองที่ผ่านการเรียงพิมพ์ มีภาพวาดประกอบ และได้กลิ่นหอมอ่อนจางของหมึกพิมพ์ นี่ช่างเป็นสภาวะอารมณ์อันยอดเยี่ยมในความคิดของแม่ ทว่าเมื่ออ่านเรื่องสั้นเรื่องนั้นจนจบ แม่ก็ต้องเดินไปขว้างหนังสือใส่พ่อซึ่งกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่ทันที“นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันเขียนเลย...

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page