หน้าแรกแท็กวรรณกรรมไทย

Tag: วรรณกรรมไทย

เรื่องสั้นไทย “สนามหลวงวันธรรมดา” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

เขาแสยะยิ้มอย่างไม่อินังขังขอบ   รีบเสยผมเผ้าและลูบหนวดเคราให้เข้าที่   ก่อนจะคว้ากระสอบปุ๋ยเก่า ๆ ข้างกายเดินเลียบเลาะไปตามรั้วศาล   เมื่อถึงทางม้าลายก็ข้ามถนนราชดำเนินในโดยมุ่งหน้าไปยังท้องสนามหลวง   เที่ยวสอดส่ายสายตาดูตามพื้น   พลางคิดในใจว่า   ถ้าโชคเข้าข้างก็คงได้ขวดน้ำพลาสติก   หรือกระป๋องเบียร์มากพอจะเปลี่ยนเป็นข้าวราดแกงได้สักหนึ่งจาน   การใช้ชีวิตเยี่ยงนี้นับเป็นเรื่องปกติของชายจรจัดมานาหลายปีแล้ว   ด้วยเหตุผลที่เขามักอ้างกับตัวเองเสมอว่า   "…ก็เพื่อเสรีภาพ"   นั่นยังไงเล่า   เขามองเห็นกระป๋องน้ำอัดลมสีแดงยี่ห้อหนึ่งแล้ว   มันนอนสงบนิ่งอยู่ข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะ   ขณะกำลังจะก้าวเข้าไปหยิบ   พลันก็รู้สึกผิดสังเกตที่เห็นผู้คนแถวนั้นพากันสุมหัวรุมล้อมกันเป็นวงกลม   เหมือนกำลังมุงดูเหตุการณ์ที่น่าสนใจอะไรสักอย่างหนึ่งบางทีอาจจะเป็นการแสดงปาหี่   ชายจรจัดเดา   แต่มันนานมาแล้วที่ท้องสนามหลวงไม่มีใครมาเล่นปาหี่ให้ดู   สุดท้ายเขาสรุปว่า   มันจะเป็นอะไรก็ช่างหัวมันเถอะ   ขอแค่มีการแสดงแปลก ๆ ใหม่ ๆ มาให้ดูก็ดีถมเถแล้ว   และด้วยความอยากรู้อยากเห็น   บวกกับการดำรงตนเหมือนหมาเฝ้าบ้านที่ต้องคอยระแวดระวังดูสิ่งผิดปกติอยู่เสมอ   ชายจรจัดจึงเดินเข้าไปชะเง้อมองเหมือนคนอื่น ๆให้ตายเถอะ   ชายจรจัดอุทาน   เลือดในกายที่ไม่ได้สูบฉีดซ่านซ่าแบบนี้มานานแล้ว   มีอันพุ่งปี๊ดขึ้นสู่สมองและใบหน้าของเขา   จนรู้สึกเห่อชาปนเปไปกับความตื่นเต้น   มือไม้ปากคอสั่นระริกภาพที่เห็นเป็นหนุ่มสาววัยรุ่นคู่หนึ่งกำลังนอนเปลือยกายเป่าลูกโป่งอยู่บนพื้นหญ้ากลางแจ้ง   ขณะนั้นแสงแดดยามเที่ยงวันสาดส่องต้องร่างคนทั้งสองจนสว่างขาวโพลนไปหมด   บรรดาชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็จ้องมองไม่วางตาราวกับกำลังชมการแสดงละครอันน่าตื่นเต้นแห่งยุคสมัย   ทุกคนล้วนเกร็งตัวแข็งทื่อ   และเงียบกริบเหมือนหยุดหายใจ   ไม่มีใครส่งเสียงออกมาสักแอะหนึ่งชายจรจัดสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธเกรี้ยว   เขาเหลียวมองหาตำรวจ   บัดซบจริง   มันปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกันวะ   เขาคิดอย่างไม่สบอารมณ์   ขณะเดินเลี่ยงออกมา   ท้องไส้ที่เคยปั่นป่วนด้วยความหิวดูจะคลายอาการไป   เขาบอกตัวเองว่า   เวลานี้จะมัวมาคิดถึงแต่ความหิวไม่ได้เสียแล้ว   เขาต้องตามหาตำรวจสักคนมาจัดการกับเรื่องนี้เสียก่อน   แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของท้องสนามหลวงเพียงคนเดียวก็เถอะ   แต่เขาเชื่อว่าตนเองยังคงหวังดีกับที่นี่เสมอ   และไม่เคยคิดจะแปรเปลี่ยนความหวังดีเป็นอย่างอื่น   เช่นที่หลายคนเคยทำหรือกำลังทำอยู่แดดกลางวันช่างร้อนแรงเสียเหลือเกิน   ป่านนี้ตำรวจไม่รู้หายหัวไปอยู่ที่ไหนกันหมด   ชายจรจัดบ่นพึมพำ   ขณะมองหาร่มเงาเพื่อจะหลบเข้าไปนั่งพักสักหน่อย   ทว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นร่มเงาว่าง ๆ เลย   เนื่องจากใต้ต้นมะขามทุกต้นรอบสนามหลวงล้วนมีคนเข้าไปจับจองจนหมดแล้วครั้นเมื่อเขาเพ่งมองดูชัด ๆ กลับพบว่า   กลุ่มคนใต้ต้นมะขามที่อยู่ใกล้ที่สุดกำลังจั่วไพ่กันหน้าดำหน้าแดง ส่วนต้นมะขามถัดไปก็มีเด็กวัยรุ่นกำลังใช้ปากดูดควันจากบ้องกัญชาจนนัยน์ตาปรือ   และบางคนกำลังง่วนอยู่กับการเสพยาชนิดใหม่ซึ่งมีราคาแพงมาก   อ้าว  ไกลออกไปโน่น   หญิงชายกลุ่มใหญ่ดวดเหล้าเมาปลิ้นอยู่ใต้ต้นมะขามในสภาพแทบไม่เป็นผู้เป็นคน   ต่างโยกย้ายส่ายหัวไปตามจังหวะดนตรีอันคึกคักเหมือนลืมโลก   ทั้งหมดนี้ได้ทำให้ชายจรจัดประหลาดใจขึ้นมาทันทีว่า   วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับสนามหลวงกันแน่   ทั้ง ๆ ที่มันเป็นแค่สนามหลวงวันธรรมดาแท้ ๆ   ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษเลยเขาเดินโฉบเข้าไปเก็บขวดน้ำที่กองอยู่รอบวงพนันและวงเหล้า   พอเห็นก้นบุหรี่ที่เจ้าของเพิ่งดีดทิ้งยังติดไฟแดง ๆ อยู่   ก็รีบหยิบขึ้นมาคีบอัดควันละเอียดเข้าปอดอย่างสบายใจ   แม้จะรู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ   แต่ของแบบนี้ก็เหมือนกับหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกนั่นแหละ   ที่ลงได้ติดเสียแล้วก็เลิกยากเหลือเกิน เขาคิด   ก่อนจะดื่มน้ำที่เหลืออยู่ในขวดใบหนึ่งดับกระหาย   จากนั้นเดินเตร่เที่ยวมองหาตำรวจและขวดเปล่าไปเรื่อย ๆในเวลาต่อมา   เขาเจอหนังสือพิมพ์ที่ใครบางคนทิ้งไว้บนพื้น   จึงหยิบขึ้นมาอ่านข่าวอย่างลวก ๆ   เมื่อไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าสนใจ   เลยเดินเก็บขวดเปล่าต่อไปตามเดิม   เผลอประเดี๋ยวเดียวก็ได้ขวดเกือบเต็มกระสอบ   ดูท่าว่าเย็นนี้อาจถึงขั้นได้กินเกาเหลาเนื้อเปื่อยที่ท่าพระจันทร์ให้หนังท้องตึงสมฐานะ   แค่นี้ก็หรูหราเป็นที่สุดแล้ว   ชายจรจัดบอกตัวเองด้วยความยินดีกำลังรู้สึกสบายใจหายห่วงเรื่องปากท้อง   ชายจรจัดมีอันต้องกระโจนหลบรถบรรทุกคันหนึ่ง   ซึ่งแล่นเฉียดร่างเขาเข้าไปในใจกลางท้องสนามหลวงอย่างคึกคะนองมันขับรถประสาอะไรของมันวะ   ไม่ดูคนเดินบ้างเลย เขายกกำปั้นโวยวายด้วยความโมโห   เมื่อมองไปยังรถบรรทุกที่จอดนิ่งแล้ว   ก็เห็นว่ามีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกระโดดลงมายืนล้อมรอบตัวรถไว้ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง   นั่นทำให้ชายจรจัดอดที่จะเดินเข้าไปสังเกตการณ์ไม่ได้สักครู่หนึ่ง   ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นก็ช่วยกันแบกข้าวของบนรถบรรทุกลงมาตั้งบนพื้นหญ้า   ทั้งหมดประกอบไปด้วยลำโพงขนาดใหญ่ราวสิบตู้   โต๊ะสำหรับตั้งถังน้ำดื่ม   และหีบเหล็กใบใหญ่ใส่อะไรไม่อาจรู้ได้   ส่วนบริเวณท้ายรถจัดวางขาตั้งไมโครโฟนกับตู้ลำโพงขนาดใหญ่เอาไว้   พร้อมขึงผ้าขาวเขียนด้วยตัวอักษรสีแดงว่า   “การปราศรัยของนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ณ ท้องสนามหลวง”เหมือนนกรู้   ชั่วเวลาไม่นานนัก   ผู้คนทั้งหญิงชาย   ลูกเด็กเล็กแดง   และคนแก่คนเฒ่า   ต่างจูงไม้จูงมือกันมาปูเสื่อลงบนพื้นหญ้า   บ้างก็ปูกระดาษหนังสือพิมพ์   อย่างหลังนี่มักจะเป็นพวกหนุ่ม ๆ สาว ๆ เพราะเน้นความคล่องตัว   แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะยืนเกาะกลุ่มกันเสียมากกว่า   พร้อมกันนั้นก็ทำสีหน้าสีตาเหมือนจะบอกคนรอบ ๆ ตัวว่า   งานนี้ถ้าพูดไม่สนุกถูกใจรับรองได้มีการเดินหนีแน่ ๆไม่นานเท่าไรนัก   รถเก๋งคันยาวหลายวาสีดำขลับก็แล่นเข้ามาจอดข้างรถบรรทุก   ชายวัยกลางคนท่าทางโอ่อ่าก้าวลงจากรถยนต์หรูหราอย่างสง่าผ่าเผย   หลังจากที่ตำรวจในเครื่องแบบนายพลคนหนึ่งรีบแย่งเปิดประตูกับคนขับรถของนักการเมืองคนดังกล่าว   ซึ่งแม้จะลงทุนกระโดดออกมาทันทีที่รถจอดก็ยังช้ากว่านายพลอยู่ดี   และนี่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้คนขับรถถูกไล่ออกก็เป็นได้   ชายจรจัดเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   ก่อนจะระเบิดหัวเราะเสียงดังสนั่นหวั่นไหว“นี่แก   หัวเราะให้มันเบา ๆ หน่อย   งานนี้ไม่ใช่การแสดงจำอวดหรือปาหี่นะเว้ย   ท่านกำลังจะขึ้นกล่าวคำปราศรัยแล้ว”   ตำรวจหนุ่มซึ่งเข้ามายืนอยู่ด้านหลังของชายจรจัดตั้งแต่เมื่อใดไม่แน่ชัดสั่งเสียงเข้ม   มันทำให้เขาก็นึกขึ้นได้ว่า   ตนกำลังตามหาตำรวจสักคนหนึ่ง   เพื่อไปจัดการปัญหาในท้องสนามหลวงที่เพิ่งพบเห็น   แต่วาจาของตำรวจนายนี้ก็ทำให้เขาต้องส่ายหน้า   รีบเดินเลี่ยงหนีมาด้วยความเอือมระอา"ที่นี่มีแต่ตำรวจของนักการเมืองเต็มไปหมดเลยโว้ย"   ชายจรจัดบ่นเสียงดังด้วยความไม่สบอารมณ์   ไม่ได้นึกกลัวว่าจะถูกจับตัวส่งหน่วยงานประชาสงเคราะห์แม้แต่น้อย   ต่อให้ต้องหมดสิ้นเสรีภาพที่เขามีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมก็ตาม   ด้วยขณะนี้เขานึกเศร้าใจที่ตำรวจตั้งมากมายไม่ใส่ใจกับปัญหาความเสื่อมโทรมในท้องสนามหลวงเลย   แต่ถ้าเป็นเรื่องท้องอืดท้องเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยวของนักการเมืองที่มีอำนาจแล้วล่ะก็   ตำรวจพวกนี้มักจะรวดเร็วในการรับใช้อยู่เสมอ   เพื่อปูทางไปสู่ความก้าวหน้าในอาชีพของตน   คิดแล้วชายจรจัดก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจเขาลองไล่นับจำนวนตำรวจที่เห็นอยู่ละลานตา   นับไปนับมาก็บอกตัวเองว่า   คงนับไม่ถ้วนอย่างแน่นอน   ดูเอาเถอะ   แม้กระทั่งบนคาคบต้นมะขามก็มีตำรวจนั่งซุ่มอยู่   ไกลออกไปบนหลังคาตึกส่วนราชการต่าง ๆ   บนหอประชุมมหาวิทยาลัยที่เขาเคยเตร็ดเตร่อยู่ในนั้นสามปี   ก็ยังเห็นตำรวจพร้อมอาวุธปืนยาวเป็นร่างสีดำตัดกับความสว่างของท้องฟ้าการปราศรัยครั้งนี้ของนักการเมืองผู้ยิ่งยงคงจะไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เสียแล้ว   ชายจรจัดนึกด้วยอาการครั่นคร้ามในวาสนาบารมีของนักการเมืองคนดังกล่าว   ซึ่งบัดนี้ได้ก้าวขึ้นบันไดเล็ก ๆ ไปยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หลังไมโครโฟนท้ายรถบรรทุกมีเสียงปรบมือดังเปาะแปะจากกลุ่มประชาชนที่มาฟังคำปราศรัย   นักการเมืองออกอาการไม่สบอารมณ์ด้วยความหงุดหงิด   บริวารคนหนึ่งคงเข้าใจในสถานการณ์ดี   จึงรีบยกวิทยุสื่อสารขึ้นมากรอกคำสั่งลงไป   ก่อนจะล้วงเอาธนบัตรจำนวนมากออกมาจากหีบเหล็ก   แล้วโปรยพวกมันให้ปลิวไปตามกระแสลมร้อนทันใดนั้นเอง   ผู้คนที่นั่งและยืนอยู่ต่างก็พากันปรบมือเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องสนามหลวง   ก่อนจะรีบวิ่งแย่งกันไล่เก็บธนบัตรที่ตกเกลื่อนอยู่บนพื้นหญ้าช่างภาพจากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์นับสิบชีวิตรีบวิ่งตามไปถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน   บางคนตรงเข้าไปบันทึกภาพสีหน้าอันอิ่มเอิบของนักการเมืองในระยะใกล้   ขณะที่อีกหลายคนผละไปถ่ายภาพบริวารของนักการเมืองกำลังปรบมือและส่งยิ้มให้กำลังใจเจ้านายอยู่ข้างรถบรรทุกชายจรจัดมองการโปรยทานของนักการเมืองด้วยสายตาสงสารแกมสังเวช   พลางคิดว่าขยะในมือของเขายังมีค่ามากกว่าเงินเหล่านั้น   เนื่องจากไม่ได้คดโกงใครมา   ทั้งนี้โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนแต่อย่างใดจังหวะนั้นเอง   นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ได้กระแอมไล่เสมหะที่ระคายคอสองสามครั้ง   ก่อนจะเริ่มกล่าวถึงความสามารถของตน   และเมื่อมีจังหวะเหมาะก็แจ้งให้ทุกคนรับรู้ถึงผลงานของตน   ที่ได้กระทำลงไปเพื่อประชาชนในช่วงเวลาหลายปีมานี้   จากนั้นจึงกล่าวถึงอนาคตอันสดใสของทุกคนในท้องสนามหลวง“….ผมขอสัญญาตามแผนยุทธศาสตร์ว่า   จะทำให้ท้องสนามหลวงเป็นดินแดนที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข   มีความปรองดอง   มีเสรีภาพ   มีความเจริญ   และแน่นอน   ไม่มีความยากจนทั้งในหมู่คนขยันและคนเกียจคร้าน   ทุกคนจะปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง   ข้าราชการจะตั้งหน้าตั้งตาคอยรับใช้ประชาชนเสมอ   ผลประโยชน์ทับซ้อนจะไมีอย่างเด็ดขาด   ไม่ว่าจะจำเป็นหรือไม่ก็ตาม   เยาวชนจะได้รับการปกป้องให้ไกลห่างจากอบายมุข   ความเลวร้ายจะต้องถูกควบคุมมิให้บ่อนทำลายทุกชีวิตในท้องสนามหลวง…”คำพูดที่พ่นออกจากปากนักการเมืองผู้นั้นดังกังวานก้องไปทั่วทุกสารทิศ   ทว่าไม่นานนักก็ต้องถูกขัดจังหวะลง   เมื่อมีนักข่าวสาวคนหนึ่งตะโกนขัดขึ้น“ท่านคือจอมโกหก   ท่านลองมองไปให้ทั่วสนามหลวงดูอีกครั้งเถอะค่ะ   ลองดูให้ชัด   สถานที่แห่งนี้กำลังเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมใช่ไหม   ที่ผ่านมาท่านพูดแต่คำว่าจะเท่านั้น   โดยไม่เคยทำอะไรได้สำเร็จเลย   นอกจาก…ความล้มเหลว”ชายจรจัดมองเหยี่ยวข่าวสาวด้วยความนิยมชมชอบ   รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยรู้จักเธอที่ไหนมาก่อน   แต่แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง   เมื่อเห็นร่างบอบบางของเธอล้มลงกองกับพื้น   หญ้า   หลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นสองนัดติด ๆ กัน   ขณะนั้นประชาชนมีท่าทีตื่นกลัว   แต่ก็ถูกตำรวจสั่งให้อยู่ในความสงบ  การปราศรัยคงต้องล้มเลิกกลางคันเสียแล้วกระมัง   เขาคิด   นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่คงกล่าวคำไว้อาลัยแด่การจากไปของนักข่าวผู้กล้าหาญคนนี้   จากนั้นน่าจะสั่งการให้ควานหาตัวมือปืนใจโหดมาลงโทษโดยเร็วที่สุดตามธรรมเนียมทันใดนั้นก็มีเสียงครางหึ่ง ๆ ดังขึ้น   รถขุดสีเหลืองไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน   มันแล่นมาจากถนนด้านวัดมหาธาตุ แล้วตรงรี่เข้ามายังบริเวณที่นักการเมืองปราศรัยอยู่   ก่อนจะขุดพื้นสนามหลวงจนเป็นหลุมลึก   และโดยไม่มีพิธีรีตอง   ลูกน้องของนักการเมืองก็ใช้เท้าเขี่ยร่างไร้ลมหายใจกลิ้งตกลงไปยังก้นหลุมนั้นอะไรกันวะ   นี่มันเล่นกันอย่างนี้เลยรึ   ชายจรจัดรำพึงด้วยความงุนงง   แต่เขายิ่งงงหนักมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นชายกลางคนแต่งกายค่อนข้างภูมิฐาน   ท่าทางมีความรู้เหมือนเป็นครูบาอาจารย์หรือนักกฎหมาย   ได้ก้าวออกมาจากกลุ่มคนเพื่อประท้วงการกระทำดังกล่าว   พร้อมกับตะโกนบอกนักการเมืองบนรถบรรทุกว่า “เกิดเรื่องไม่ถูกต้องขึ้นแล้ว   ท่านจะมัวยืนเฉยอยู่บนรถได้อย่างไรกัน”ยังไม่ทันที่นักการเมืองจะโต้ตอบอะไรออกมา   เสียงปืนก็ดังขึ้นอีกนัดหนึ่ง   ส่งผลให้ชายคนดังกล่าวล้มลง   ศีรษะด้านที่มองเห็นบางส่วนแหว่งวิ่นฟาดลงกับพื้น   เนื่องจากกะโหลกซีกหนึ่งของเขาได้กระเด็นหายไปในอากาศตั้งแต่สิ้นเสียงปืนแล้ว   ร่างเคราะห์ร้ายถูกชายสองคนจับหัวจับขาเหวี่ยงลงไปกองกับศพของนักข่าวสาว   ก่อนที่รถขุดคันเดิมจะรีบตักดินกลบหลุมจนเรียบสนิท   จากนั้นก็มีชายฉกรรจ์หลายคนหอบเอาผืนหญ้าสี่เหลี่ยมมาปูลงบนหลุมฝังศพ   จนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกับสนามหญ้าเดิมชายจรจัดขยี้ตาทั้งสองข้าง   ถามตัวเองว่า   เฮ้ย   กูฝันไปหรือเปล่าวะ   นี่มันกลางวันแสก ๆ เชียวนะโว้ย   แม้ว่าแดดจัดเมื่อก่อนหน้านี้จะสลัวลงมากแล้ว   ด้วยมีเมฆดำจากทางด้านสะพานพระปิ่นเกล้าลอยมาบดบังดวงอาทิตย์เอาไว้   แต่ทุกภาพทุกเหตุการณ์ในสนามหลวงยังคงแจ่มชัดสำหรับคนที่ดวงตาไม่มืดบอด   เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า   สูงขึ้นไปนั้นพลันบังเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดโดยไม่มีเค้าลางมาก่อนนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ชูมือขึ้น   รีบกล่าวถึงเรื่องความอยู่ดีกินดีของผู้คนในท้องสนามหลวงต่อไป   เหมือนไม่ได้เห็นหรือรับรู้ว่ามีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นที่นี่เลย   นักการเมืองยังคงยุ่งอยู่กับคำมั่นสัญญาว่าจะทำให้ทุกคนมีข้าวเต็มจานทุกมื้อ   มีไก่ย่างกินทุกวัน   มีโทรศัพท์มือถือใช้   มีรถมอเตอร์ไซค์ขี่   มียาแจกฟรีเวลาป่วย   มีเงินสวัสดิการใช้ทุกเดือน   และมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทุกซอกมุมของท้องสนามหลวง   ประชาชนกลุ่มหนึ่งส่งเสียงไชโยโห่ร้อง   ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งส่งเสียงฮาป่าโหวกเหวกสลับกันเจ้าหน้าที่ตำรวจสิบกว่าคนในมือถือไม้กระบองสีดำตรงรี่เข้าทุบตีประชาชนกลุ่มที่ส่งเสียงฮาป่าด้วยท่าทางขึงขังทำให้พวกนั้นเงียบเสียงลงไป   แต่คงไม่หนำใจจึงหันมาไล่ตีช่างภาพหลายคนด้วย   บางทีนั่นอาจจะเป็นบทลงโทษสำหรับคนที่พยายามบันทึกภาพความโหดร้ายเอาไว้ก็เป็นได้   ชายจรจัดคิดหลังจากนั้นนักการเมืองยังคงปราศรัยต่อไปอย่างเมามันในน้ำลายของตัวเอง   ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจในเหตุการณ์รุนแรงทางด้านล่างเลยแม้แต่น้อยไม่กี่นาทีต่อมาก็มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น   ชายจรจัดรีบหันไปมอง   จึงทันได้เห็นชายหน้าตาเหี้ยมเกรียมสามคนกำลังฉุดกระชากหญิงคนดังกล่าวเข้าไปใต้ท้องรถบรรทุกของนักการเมือง   พวกมันรุมฉีกทึ้งเสื้อผ้าของหล่อนจนเปลือยตลอดตัว   ก่อนจะรุมข่มขืนอย่างบ้าคลั่งชายจรจัดปากสั่นด้วยความโกรธ   เหลียวมองดูว่าจะมีใครเข้าไปช่วยเธอบ้าง   แต่น่าประหลาดเหลือเกิน   ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น   ตำรวจนับร้อยนับพันคนในท้องสนามหลวงล้วนยืนฟังคำปราศรัยอย่างหน้าตาเฉย   เขาตัดสินใจวิ่งไปที่รถบรรทุก   ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว   เมื่อแลเห็นหญิงสาวผู้โชคร้ายถูกปาดคอตาเหลือกค้างอยู่ใต้ท้องรถบรรทุก   ส่วนฆาตกรทั้งสามหันไปไล่ปล้นเอาเงินทองจากคนที่มาฟังนักการเมืองพูด   เขาพยายามตะโกนเรียกตำรวจ   แม้กระนั้นก็ไม่มีใครได้ยิน   ทุกคนกำลังสนใจฟังคำพูดเปื้อนน้ำลายของนักการเมืองมากกว่าเรื่องอื่นใดเขาเดินคอตกออกมา   รู้สึกสิ้นเรี่ยวแรงจนต้องหลบไปนั่งใต้ต้นมะขาม   สถานที่ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นไฮโลกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด   โดยไม่สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องสนามหลวงราวกับว่าทั้งหมดเป็นเรื่องปกติสักพักหนึ่งจึงมีตำรวจสองนายเดินผ่านมา   เจ้ามือไฮโลรีบยื่นเงินปึกหนึ่งให้อย่างรำคาญ   เขาเห็นตำรวจนายหนึ่งยิ้มหน้าบาน   ขณะที่อีกนายหนึ่งทำท่าสนใจเงินที่กองอยู่ข้างถ้วยไฮโล   แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร   นอกจากรีบเดินไปยังต้นมะขามต้นอื่น ๆจะอิจฉาดีไหมนะ   เขาถามตัวเอง   ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่ามันดีกว่าเดินเก็บขยะขายตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า   แต่นี่ก็ไม่ใช่วิถีทางของคนอย่างเรา   มนุษย์ผู้รักความเป็นอิสระเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง   ชายจรจัดรำพึง   อย่างน้อยเขาก็ยังมีเสรีภาพ   คิดจะนอนอาบแสงแดด   แสงจันทร์   หรือแสงดาวอย่างไรก็ได้   ไม่ต้องเป็นที่สนใจของใครโดยเฉพาะนักการเมือง   คงน่ารำคาญพิลึก   หากจะต้องคอยยกมือรับไหว้เวลาคนพวกนี้ออกเดินหาเสียง   เพื่อจะขอเข้าไปเป็นเจ้านายของประชาชนอยู่ในสภา   คิดแล้วชายจรจัดก็อยากจะล้มตัวนอนเพื่อลืมทุกเรื่องที่ได้เห็นมาในวันนี้   ตอนเย็นค่อยลุกขึ้นมาหาอาหารกินตามฐานะของตนในห้วงเวลานั้น   ลมแรงจากฟากฝั่งหนึ่งของท้องสนามหลวงที่พัดมาชวนให้ง่วงเหงาหาวนอนเสียเหลือเกิน  ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มแล้วด้วย   เมฆขาวก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นเมฆฝนลอยต่ำ   บรรยากาศในท้องสนามหลวงสลัวลงเหมือนเป็นตอนพลบค่ำ   ทว่านักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ยังคงพูดจ้อไม่หยุดปาก   ตามประสาผู้มีความถนัดในการพูดคนเดียวมาตั้งแต่เกิด เขาได้แต่สงสัยว่า   หากให้นักการเมืองไปสนทนากับคนอื่นจะรู้เรื่องไหม   หรือว่าบางทีอาจไม่มีคนอยากร่วมคุยด้วย   ร้ายยิ่งไปกว่านั้น   ทุกคนในวงสนทนาอาจจะถูกสั่งห้ามพูดเสียด้วยซ้ำ   ดูเอาเถอะ   ขนาดหลบมาไกลถึงเพียงนี้ เขาก็ยังคงเห็นน้ำลายของนักการเมืองแตกกระจายเป็นฟองฝอยอยู่ทางด้านหลังไมโครโฟน   คิดแล้วชายจรจัดก็อยากหัวเราะให้ตาเหลือกตาปลิ้นอยู่ตรงนั้นแต่แล้วภาพที่เห็นตรงชายขอบท้องสนามหลวงด้านโรงละครแห่งชาติก็ทำให้เขาขำไม่ออก   เมื่อมีกลุ่มคนจำนวนไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งพันคน   กำลังมุ่งหน้าตรงไปยังบริเวณที่นักการเมืองปราศรัยอยู่   ในมือของแต่ละคนถือแผ่นป้ายชูอยู่เหนือศีรษะ   ส่วนจะเขียนว่าอะไรนั้น   ชายจรจัดยังมองเห็นไม่ชัดบัดนี้เขาคร้านที่จะนอนต่อเสียแล้ว   จึงรีบลุกเดินเข้าไปสังเกตการณ์ตามนิสัย   ทว่ากลับถูกตำรวจทั้งหลายตั้งกำแพงขวางเอาไว้   จุดประสงค์ก็เพื่อปิดกั้นกลุ่มผู้มาใหม่ไม่ให้เข้ามาสร้างความปั่นป่วนนั่นเองคนพวกนั้นต่างตะโกนด่าทอนักการเมือง   พร้อมกับทวงถามถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้าน บางคนอุ้มภาพถ่ายมีพวงมาลัยคล้องอยู่  บางคนแบกโลงศพด้วยแววตาปวดร้าว   ชายจรจัดได้ยินแว่ว ๆ ว่า   ญาติพี่น้องของกลุ่มผู้ประท้วงถูกสังหารขณะออกไปทำมาหากิน   โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่อาจคุ้มครองให้ความปลอดภัยได้   บางคนร้องเรียนมากเข้ากลับถูกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นมาควบคุมตัว   ก่อนจะหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อนชายจรจัดรู้สึกว่าคำกล่าวของผู้ประท้วงน่าจะเกินจริงอยู่สักหน่อย   อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น   นี่มันท้องสนามหลวงนะเว้ย   ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน   แต่กำลังพัฒนาให้เจริญขึ้นอย่างยิ่งใหญ่   ใครจะมาละเมิดกฎหมายได้ตามใจชอบ   ทว่าเมื่อนึกทบทวนถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้พบเจอในวันนี้   หลังจากตื่นนอนตอนเที่ยง  เขาพลันนึกสงสัยว่า   หรือท้องสนามหลวงได้เปลี่ยนไปแล้ว   และคำพูดของผู้ประท้วงก็คือความเป็นจริงของท้องสนามหลวงในปัจจุบันกลุ่มผู้ประท้วงยังคงส่งเสียงเรียกร้องอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย   พวกเขาขอให้นักการเมืองหยุดสนใจเรื่องการทุจริตอันสลับซับซ้อนของตนไว้สักระยะหนึ่งก่อน   แล้วหันมาเอาใจใส่กับปัญหาของผู้คนชายขอบท้องสนามหลวงบ้างชายจรจัดหันไปมองนักการเมือง   ดูซิว่ามันจะตอบโต้อย่างไร   แต่แล้วเขาก็ต้องตะลึงในความสามารถของนักการเมือง   ที่ยังคงเงยหน้ามองดูท้องฟ้า   ยามพูดถึงผลงานของตัวเองอย่างไม่สะทกสะท้าน   และให้คำมั่นสัญญาว่า   จะทำให้ทุกครอบครัวก้าวไปสู่ความมั่งคั่งในโลกทุนนิยมให้จงได้กลุ่มผู้ประท้วงพากันเบียดกระแทกกับกำแพงเจ้าหน้าที่ตำรวจ   เสียงโล่กระทบกันดังกึงกังเกรียวกราว   และได้ยินเสียงด่าทอดังลั่นไปทั่วท้องสนามหลวงนาทีต่อมา   ก้อนหินจำนวนมากก็ลอยละลิ่วเข้าใส่กำแพงเจ้าหน้าที่ตำรวจจนหัวร้างข้างแตกไปตาม ๆ กัน   ด้วยความโกรธ   ตำรวจหลายคนจึงเงื้อกระบองหวดใส่ผู้ประท้วงเป็นการเอาคืน   ฝ่ายประชาชนเองก็ไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขาจึงระดมก้อนหินขว้างโต้ตอบอย่างเดือดดาลเวลานี้ท้องสนามหลวงเกิดจลาจลเสียแล้ว   ชายจรจัดรีบมองหาทางหนีทีไล่   ใจหนึ่งนึกอยากผสมโรงช่วยประชาชนไล่กระทืบคนของนักการเมือง   ทว่ายามนี้มองไปทิศทางไหนก็ล้วนแต่ชุลมุน   จะวิ่งไปทิศใดก็ติดฝูงชน   มือกระบองของนักการเมืองเริ่มตั้งขบวนอีกครั้ง   ก่อนดาหน้าไล่ทุบประชาชนจนแยกไม่ออกว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ประท้วง   หรือฝ่ายไหนเป็นกลุ่มจัดตั้งมาชูป้ายให้นักการเมือง   หลายคนล้มลุกคลุกคลานหนีตายโกลาหล   หลายคนกลายสภาพเป็นหมาจนตรอก เมื่อตั้งหลักได้ก็กรูกันเข้ารุมประชาทัณฑ์ตำรวจโดยไม่กริ่งเกรงอีกต่อไปภาพที่เกิดขึ้นดูสับสนอลหม่านสิ้นดีในสายตาของชายจรจัด   แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่ามันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน   ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเห็นเรื่องแบบนี้   เอ๊ะ  หรือว่าจะไม่คุ้มกันแน่วะ   เขาถามตัวเอง   ขณะก้มศีรษะหลบกระบองของตำรวจนายหนึ่งไปได้อย่างหวุดหวิด   ก่อนจะโกยอ้าวสุดชีวิตแต่ยังไปไม่ถึงไหนก็มีนักข่าวสาวกับช่างภาพหนุ่มวิ่งตรงรี่เข้ามาขอสัมภาษณ์ชายจรจัด   "คิดอย่างไรกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้คะ"   เขาหัวเราะเหมือนคนบ้า   ก่อนจะตะโกนบอกทั้งสองคนให้รีบหนีเอาตัวรอด   แต่ไม่มีสื่อมวลชนรายไหนยอมถอยทัพขณะที่เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ยังไม่จบบริบูรณ์   พวกเขายังคงบันทึกภาพความบ้าคลั่งไว้เป็นหลักฐานอย่างไม่ยั้งมือตอนนี้ฝนตกลงมาแล้ว   หลังจากตั้งเค้าอยู่นาน   ให้ตายเถอะ ชายจรจัดมองดูฝ่ามือตัวเองที่แบออกรับน้ำฝน   มันเป็นฝนสีเลือดอย่างน่าพิศวง   และกำลังแดงฉานไปทั่วท้องสนามหลวง   ท่ามกลางผู้คนสองฝ่ายที่ยังต่อสู้กันไม่เลิกรา  ประชาชนไม่ยอมถอยอีกต่อไปแล้ว   ต่างสามัคคีช่วยกันกลุ้มรุมหักแข้งหักขาพวกตำรวจ   จากนั้นทำท่าจะเคลื่อนขบวนเข้าล้อมกรอบนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ถึงตรงนี้ชายจรจัดจึงได้เห็นว่านักการเมืองบนรถบรรทุกหยุดพูดแล้ว   ทันใดนั้นเองก็มีอิฐก้อนหนึ่งลอยโค้งไปตกลงตรงใบหน้าของนักการเมืองพอดี   ส่งผลให้ผู้ยิ่งใหญ่ทรุดตัวลงกุมใบหน้าครางหงิง ๆ ด้วยความเจ็บปวดเขาอยากกระโดดขึ้นไปบนรถเพื่อเหยียบผู้ยิ่งใหญ่ซ้ำสักที   จากนั้นจะทวงถามความยุติธรรมให้แก่ผู้บาดเจ็บล้มตายทั้งหลาย   แต่ต้องผงะด้วยความประหลาดใจ   เมื่อเห็นนักการเมืองทะลึ่งตัวขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว   ก่อนจะคว้าไมโครโฟนมาจ่อปากพลางส่งเสียงคำราม“ฆ่าพวกมันให้หมด   อย่าให้ใครเอาเรื่องนี้ไปเขียนเป็นวรรณกรรมร่วมสมัยอย่างเด็ดขาด”สิ้นเสียงนักการเมือง   ตำรวจที่ยังไม่บาดเจ็บก็รีบเปลี่ยนอาวุธในมือจากกระบองเป็นปืนสั้น   ทว่ายังไม่เร็วเท่ากับหน่วยแม่นปืนที่รายล้อมสนามหลวงอยู่บนหลังคาตึก  ต่างบรรณาการและบำรุงบำเรอประชาชนกลางท้องสนามหลวงด้วยลูกตะกั่วร้อน ๆ   ส่งผลให้ร่างที่วิ่งขวักไขว่ล้มลงเป็นใบไม้ร่วง   ตำรวจส่วนหนึ่งเปลี่ยนมาไล่ยิงนักข่าวและช่างภาพโดยไม่สนใจว่าค่ายเล็กหรือค่ายใหญ่   หัวสีหรือขาวดำ   แนวคุณภาพหรือประชานิยม   ท่ามกลางเสียงหวีดร้องขอความช่วยเหลือจากฝูงชนที่พยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอลหม่านชายจรจัดทิ้งถุงขยะไปนานแล้วเพื่อความคล่องตัว ยามนี้เขากำลังวิ่งหนีเอาตัวรอดสุดชีวิต   ด้วยรู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ท้องสนามหลวงที่เขาคุ้นเคยเสียแล้ว   แต่ยิ่งวิ่งยิ่งสับสนและหาทางออกไม่ได้   ไปทางไหนก็เจอแต่เพชฌฆาตดักรออยู่เต็มไปหมดรถขุดคันเดิมวิ่งกลับเข้ามาในท้องสนามหลวงอีกครั้งหนึ่ง   มันเร่งขุดหลุมกว้างและลึกกว่าเดิม   ชายจรจัดรีบวิ่งไปทางตรงกันข้าม   แต่แล้วก็สะดุดเข้ากับกล้องถ่ายวิดีโอที่แตกหักเสียหายอยู่บนสนามหญ้า   เขาล้มลงไปประจันหน้ากับช่างภาพโทรทัศน์ช่องหนึ่งซึ่งนอนหงายดวงตาเบิกโพลง   มีเลือดทะลักออกมาจากรูลึกกลางหน้าผาก   ชายจรจัดขยับจะลุกขึ้นวิ่งต่อ   แต่ทำไม่ได้อย่างที่ใจคิด   เนื่องจากมีคนใช้เท้าเหยียบแผ่นหลังเอาไว้   เขารีบเอี้ยวตัวหันหน้ากลับไปมอง   แล้วก็ต้องตกใจสุดชีวิต   เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นหาใช่ตำรวจไม่  “ช่วยด้วย   ประชาชนไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว”   เขาพยายามยกมือขึ้นอย่างยากเย็นเพื่อพนมไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์   ตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมายาวนานวินาทีนั้นเอง   ไรเฟิลจู่โจมในมือของชายคนดังกล่าวได้รัวกระสุนออกมาชุดหนึ่งพร้อมกับเสียงฟ้าคำราม   ภาพสุดท้ายที่ชายจรจัดมองเห็นด้วยดวงตาที่เบิกค้างก็คือ   ฝนยังคงตกลงมาอย่างหนัก   สีเลือดของมันเจิ่งนองไปทั่วท้องสนามหลวงอันกว้างใหญ่.หมายเหตุเรื่องสั้นเรื่องนี้รวมเล่มอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด "โรคระบาดและเรื่องสั้นอื่น ๆ" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ ปี 2560

ประกาศผลซีไรต์ “มันทากินีซิตี้” ของธาร ยุทธชัยบดินทร์ ผ่านรอบแรก ปี 2564

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ รางวัลซีไรต์ ประกาศออกมาแล้ว สำหรับรายชื่อผลงานนวนิยายเข้ารอบลองลิสต์ (Longlist) ประจำปี 2564 จาก 60 เรื่องที่ส่งประกวด โดยคณะกรรมการรอบคัดเลือกได้คัดสรรผลงานนวนิยายไว้จำนวน 19 เล่ม ได้แก่1. 24-7/1 : ภู กระดาษ สำนักพิมพ์มติชน2. เกิดในฤดูหนาวที่แดดส่องถึง : นทธี ศศิวิมล แพรวสำนักพิมพ์3. จวบจนสิ้นแสงแดงดาว...

เรื่องสั้นไทย “เรียกมันว่าชะตากรรม” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

มุมอ่านเรื่องสั้น วรรณกรรมไทย.หากถามว่าความยุติธรรมคืออะไร   ชาวบ้านผู้มอบอำนาจ (หากจะมีอยู่บ้าง) ให้ชายหนุ่มไปทวงถามความยุติธรรมล้วนตอบไม่ได้   เขาเองก็ไม่รู้คำตอบเช่นเดียวกัน   มันช่างเป็นคำถามที่ตอบได้ยากเสียเหลือเกินสำหรับคนยากจนหรือคนด้อยโอกาส   แต่หัวใจของพวกเขาก็พากันคร่ำครวญอย่างหนักถึงชีวิตที่ไม่เคยได้สัมผัสความยุติธรรมเลย   ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริงในโลกของพวกเขา   แม้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้จะตั้งขึ้นมานานแล้วก็ตาม“ไปเถิด   ไปทวงความยุติธรรม   และนำมันกลับมาให้พวกเราได้ชื่นชมบ้าง”เขายิ้มรับอย่างเศร้า ๆ   ยกมือไหว้พ่อแม่   ก่อนจะก้มลงกอดลูกเมียอย่างอาลัยรัก   แล้วจากมาด้วยความไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเองนัก   แต่เอาเถอะ   เขาจะทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านผิดหวังไม่ได้โดยเด็ดขาด   เขาคิด   พร้อมกับพยายามทำจิตใจให้กล้าหาญ   แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงแค่ไอ้หนุ่มอ่อนด้อยประสบการณ์   ทว่าสำหรับคนหนุ่มสาวทุกยุคทุกสมัยแล้ว   ย่อมถือเอาความจริงใจเป็นที่ตั้ง   เพื่อก้าวไปให้ถึงปลายทางแห่งความสำเร็จ   และนี่ก็คือความมุ่งมั่นสู่เป้าหมายของเขา..อาคารแห่งความยุติธรรมนั้นช่างใหญ่โตมโหฬารยิ่งนัก   ยอดของมันสูงลิบลิ่วจนเลือนหายไปในหมู่เมฆขาวและดาวเดือนชายหนุ่มก้มหน้ามองดูสภาพตัวเองด้วยความประหม่า   มีอาการสะทกสะท้านที่ปิดบังเอาไว้ไม่อยู่   เขารู้สึกได้ถึงความแปลกแยกระหว่างความยิ่งใหญ่กับความต่ำต้อย   ความร่ำรวยกับความยากจน   ความสูงส่งกับความสามัญ   และความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอื่น ๆ อีกมากมาย   รองเท้าผ้าใบเปื้อนดินของเขาสมควรแล้วหรือ   ที่จะเดินย่ำเข้าไปเพื่อทำให้พรมแดงในอาคารแห่งนี้แปดเปื้อน   ความลังเลบังเกิดขึ้นภายในใจ   ขณะกำลังยืนละล้าละลังอยู่หน้าประตูใหญ่   อันเป็นทางเข้าสู่อาคารแห่งความยุติธรรมหลังจากรีรออย่างเงอะ ๆ งะ ๆ อยู่นาน   ภาพของชาวบ้านซึ่งกำลังนั่งคอยคำตอบอยู่ที่หมู่บ้านก็ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัด   ไม่ดีแน่   เขาบอกตัวเอง   หัวใจของผู้ทวงถามความยุติธรรมจะต้องไม่หวาดหวั่น   เขาคงรู้สึกทรมานใจไปชั่วชีวิต   หากไม่สามารถนำเอาความยุติธรรมกลับไปมอบให้แก่ชาวบ้านผู้น่าสงสารได้สำเร็จ   ความคิดนี้กลายเป็นพลังผลักดันให้เขากล้าเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปอย่างมุ่งมั่น“เฮ้ย   ใครใช้ให้เอ็งมาเดินเกะกะแถวนี้วะ”   เสียงตวาดบาดหูดังมาจากชายกลางคนในเครื่องแบบสีกากีผู้หนึ่ง   ซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเล็ก ๆ ใกล้กับประตูนั่นเองเขาหน้าซีด   หัวใจเต้นระรัว   รีบอธิบายเสียงอ้อมแอ้มตะกุกตะกักว่า   เขาเป็นตัวแทนชาวบ้าน   เดินทางมาเพื่อทวงถามความยุติธรรม   พวกชาวบ้านต้องการความยุติธรรมเป็นของตนเองมานานแล้ว   ชายคนนั้นได้ฟังก็ทำสีหน้าไม่พอใจ   หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน“งั้นเรอะ   จะเอาไปทำไมล่ะ   ไอ้ความยุติธรรมของพวกแกน่ะ   แต่เอาเถอะ   ไหน ๆ ก็มาแล้ว   กรอกแบบฟอร์มนี่ก่อน   มันเป็นระเบียบ   คนอย่างแกรู้จักไหม   คำว่าระเบียบน่ะ”ค่อยยังชั่ว   เขาคิดอย่างโล่งอก   การเรียกร้องความยุติธรรมไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่กังวลเลย   เขาค่อยคลายอาการหวาดหวั่น   รีบเดินตรงเข้าไปที่โต๊ะของชายคนนั้น   มีกระดาษปึกหนึ่งตั้งอยู่อย่างเป็นระเบียบ   เขาดึงแผ่นบนสุดมายืนเขียนอย่างเก้ ๆ กัง ๆ“เรียบร้อยแล้วครับ”   เขาเอ่ยเสียงเบา   รีบยื่นแบบฟอร์มให้   หลังจากกรอกข้อความครบถ้วนแล้ว“ไอ้ควายเอ๊ย   โง่แล้วยังอยากทวงถามความยุติธรรมอีกแน่ะ   ข้าควรจะสงสารคนอย่างแกดีไหม”เสียงเอ็ดตะโรทำให้ใครต่อใครที่เดินผ่านไปมามองเขาเป็นสายตาเดียว   บางคนอมยิ้มด้วยความขบขัน   บางคนยิ้มอย่างเหยียดหยาม   คนเหล่านี้ล้วนแต่งกายด้วยชุดสากลสีดำ   สีน้ำเงิน   และสีเทา“ปึกนี้ทั้งปึกโว้ยไอ้งั่ง   นี่ข้าจะต้องเสียเวลาอธิบายให้แกฟังอีกนานเท่าไรวะ   หนึ่งหรือสองศตวรรษพอไหม”ชายหนุ่มลนลานเอ่ยคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า   ร่างกายมีอาการตัวสั่นงันงก    รู้สึกกลัวและเศร้าใจ   แต่ไม่ได้อยากกล่าวโทษชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเลย   เขาผิดเองที่ไม่รู้มาก่อนว่า การทวงถามความยุติธรรมจะต้องเขียนอะไรมากมายถึงเพียงนี้“มิน่าล่ะ”   เขารำพึง  “ความยุติธรรมจึงไม่เคยตกถึงมือชาวบ้านอย่างพวกเราเลย”อย่างไรก็ตาม   สุดท้ายเขาก็กรอกข้อมูลลงในกระดาษปึกใหญ่จนครบถ้วนทุกแผ่น   เขาเห็นชายคนนั้นรับกระดาษไปพลิกดูอย่างลวก ๆ ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย   มันคงเป็นงานหนักของใครก็ตามที่ต้องมาทำหน้าที่นี้   เขาคิดอย่างเห็นใจ   พยายามไม่ก่อเรื่องยุ่งยากเพื่อจะได้เสร็จสิ้นภารกิจโดยเร็ว   ยามนี้เขารู้สึกคิดถึงทุกคนที่บ้านเหลือเกิน   ครั้นแล้วก็เผยอยิ้มจนดวงตาเป็นประกาย   เมื่อนึกได้ว่าอีกไม่นานนักหรอก   เขาจะได้กลับบ้านไปหาพ่อแม่และลูกเมีย   นั่นแหละคือความสุขในชีวิต“เอาเอกสารพวกนี้ไปให้ฝ่ายบริหารงานทั่วไปรับเรื่องไว้ก่อน”“อ้า  ขอโทษครับ   ฝ่ายที่ว่านี้อยู่ตรงไหนของตึกนี้ครับ”ราวกับว่าเขาได้ทำสิ่งผิดใหญ่หลวงลงไป   ชายคนนั้นจึงตะคอกใส่ด้วยใบหน้าถมึงทึงและบิดเบี้ยว   ดวงตาแดงก่ำที่จ้องมองมาก็โปนพองอย่างน่ากลัว“เดินเข้าไปหาดูซีโว้ย   หาไม่เจอแกก็เดินหาความยุติธรรมไปจนตายเหอะ   แกมันทำให้เสียเวลาพักผ่อนของเจ้าหน้าที่จริง ๆ”เขารีบคว้ากระดาษทั้งปึกมากอดไว้แนบอก   ก่อนผละออกมาอย่างลนลาน   หัวใจแทบจะหยุดเต้นเสียให้ได้   ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยพบผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เช่นนี้มาก่อนเลย   ในหมู่บ้านของเขาคนที่จะพูดเสียงดังได้ต้องเป็นที่เคารพ   เช่น   หลวงพ่อหรือผู้ใหญ่บ้าน   แต่คนเหล่านั้นกลับไม่เคยส่งเสียงดังขนาดนี้ชายหนุ่มเดินไปตามทางข้างหน้า   พยายามมองซ้ายมองขวา   ค่อย ๆ ไล่อ่านชื่อส่วนราชการไปทีละห้อง   แต่ละห้องล้วนกว้างใหญ่จุเจ้าหน้าที่ได้หลายร้อยคน   เขาเห็นพวกเจ้าหน้าที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง   ทว่าไม่ได้ทำงานอื่นใดนอกจากอ่านหนังสือพิมพ์   เล่นหมากรุก   หรือไม่ก็ดื่มกาแฟ   บางคนกำลังคุยโทรศัพท์   และหลายคนยุ่งอยู่กับการซื้อขายสินค้าบางอย่างในหมู่เพื่อนร่วมงานหลังจากเดินสอดส่ายสายตาไปตามทางเดินในอาคารอยู่พักใหญ่ ๆ ตั้งแต่ชั้นล่างจนกระทั่งขึ้นบันไดมาถึงชั้นที่ห้า   ในที่สุด   เขาก็พบห้องของฝ่ายบริหารงานทั่วไปจนได้ด้านหน้าของฝ่ายบริหารงานทั่วไปมีช่องกระจกใสสำหรับติดต่อสอบถาม   เขาก้าวเข้าไปรอยื่นเอกสาร   แลเห็นเจ้าหน้าที่หญิงนั่งอยู่หลังกระจกอย่างเหม่อลอยด้วยรอยยิ้มฝัน ๆ   หล่อนสวมเครื่องแบบเรียบร้อย   ใบหน้าและทรงผมตกแต่งไว้อย่างสวยงาม“มาติดต่ออะไร”   จู่ ๆ หญิงคนนั้นก็ตะคอกถาม   เขารู้สึกแสบเข้าไปถึงแก้วหู   เริ่มเชื่อแล้วว่าคนที่นี่พูดจากันเช่นนี้   มันคงเป็นวัฒนธรรมของคนมีอำนาจอย่างที่หลวงพ่อในวัดประจำหมู่บ้านได้เคยเตือนไว้แต่แล้วโดยที่ยังไม่ทันอ้าปากตอบคำถาม   เขาก็บังเกิดความไม่เข้าใจขึ้นมาทันที   เมื่อเห็นชายคนหนึ่งในชุดสากลสีดำแทรกร่างเข้ามาขวางหน้าเขาตรงช่องกระจก   แล้วยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้เจ้าหน้าที่หญิงคนนั้น   หล่อนรับไปอ่านด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน   สลับกับการเงยหน้าขึ้นมองดูชายผู้มาติดต่อด้วยสายตาชมดชม้อย   จากนั้นพูดคุยกันด้วยเสียงที่เบามากจนเขาได้ยินไม่ถนัดสักพักหนึ่งหล่อนก็ประทับตรายางลงบนกระดาษ และส่งให้เจ้าหน้าที่หญิงอีกคนซึ่งนั่งอยู่โต๊ะถัดไป   ชายคนนั้นเอ่ยขอบคุณพร้อมกับยื่นซองสีขาวให้หญิงสาว   มีการกระซิบกระซาบกันอีกเล็กน้อย   ก่อนที่ชายคนนั้นจะผิวปากเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี“อ้าว   แล้วนั่นยืนทื่ออยู่ทำไมล่ะ   จะติดต่อเรื่องอะไรก็รีบ ๆ หน่อย”   เจ้าหน้าที่สาวคนเดิมหันกลับมาตวาดใส่เขา ใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นบึ้งตึงเหมือนนางยักษ์เขารีบยื่นกระดาษทั้งปึกส่งให้อย่างนอบน้อม   พร้อมกล่าวเสียงดังราวกับเสียงฟ้าผ่าว่า“ผมมายื่นเรื่องทวงถามความยุติธรรมครับ”“นี่แก…ใคร…ใครใช้ให้แกตะโกนแบบนี้ฮึ”   หญิงสาวนัยน์ตาวาว   ริมฝีปากสั่นระริก   ขณะตะโกนสวนกลับมาเขาทำหน้าตาเหลอหลา   รู้สึกงุนงงที่เห็นอีกฝ่ายหนึ่งพูดเหมือนไม่พอใจอย่างหนัก   แต่ก็รีบยกมือไหว้ขอโทษขอโพยพลางยิ้มแหย ๆ   เจ้าหน้าที่สาวสวยทำปากขมุบขมิบ   ก่อนจะก้มหน้าพลิกดูเอกสารทั้งหมดอย่างลวก ๆ   จากนั้นคว้าตรายางมาประทับลงบนกระดาษแผ่นบนสุด“เตรียมค่าธรรมเนียมมาเท่าไหร่ล่ะ”   คราวนี้หล่อนถามเสียงเบาเหมือนกระซิบ   เขาตอบว่าถ้าหมายถึงเงินทองเขาไม่มีหรอก   หล่อนจึงโคลงศีรษะไปมาอย่างอิดหนาระอาใจ   แล้วส่งกระดาษปึกนั้นคืนให้   พร้อมกับสั่งให้เขานำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่ “กองพิจารณาความยุติธรรม” ด้วยตัวเอง   เนื่องจากไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมเขากล่าวขอบคุณด้วยเสียงกระซิบ   คราวนี้ไม่กล้าถามว่ากองดังกล่าวอยู่ตรงไหน   ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า   เอาเถอะน่า   ลองเดินหาไปเรื่อย ๆ   คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก   ความยุติธรรมกำลังขยับเข้ามาใกล้มากแล้วจริงอย่างที่คิด   หลังจากที่เดินค้นหากองพิจารณาความยุติธรรมมาจนถึงชั้นที่ 13   เขาก็พบส่วนราชการนี้จนได้ มันเป็นส่วนราชการที่ใหญ่โตมาก   เพราะกินพื้นที่ทั้งหมดของชั้นนี้เลยทีเดียว“ดูนั่น…”   เขาพึมพำขณะกวาดสายตาไปทั่ว   ตรงกลางห้องขนาดมหึมามีห้องกระจกสีดำตั้งอยู่   มันใหญ่กว่ากระท่อมชาวนาประมาณสี่หรือห้าเท่า   ตั้งอยู่ราวกับเป็นหัวใจของชั้นนี้   เขากะด้วยสายตาคร่าว ๆ ว่า   กองพิจารณาความยุติธรรมน่าจะมีคนทำงานเป็นพัน   ต่างส่งเสียงพูดคุยกันราวกับอยู่ในรังนกกระจอกเลยทีเดียวแม้จะเป็นเด็กบ้านนอกซึ่งไม่ได้ร่ำเรียนมาสูงนัก   อาศัยที่รักการอ่านหนังสือ   จึงรู้ว่าเจ้าหน้าที่กำลังสนทนากันด้วยเรื่องข้อกฎหมาย   ความยุติธรรม   และความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคม   ทว่าก็ยังมีเรื่องราวอีกมากมายนักที่เขาไม่เคยอ่านหรือเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน   เขารู้สึกตื่นเต้น   อยากเดินเข้าไปพูดคุยด้วย   แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลยขณะกำลังยืนเคว้งคว้างอยู่ตรงหน้าประตูนั่นเอง   พลันก็มีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา   วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหาด้วยอาการกระตือรือร้น   ชายผู้นี้สวมเครื่องแบบสีกากีอ่อน   ประดับเครื่องหมายและเหรียญตราเป็นแผงไว้บนอกเสื้อ      ใบหน้าขาวใสดูยิ้มแย้ม   ท่าทางเปิดเผยและอบอุ่น   อย่างไรก็ตาม เขารีบยกมือข้างหนึ่งปิดหูเอาไว้เพื่อความไม่ประมาท   ส่วนหูอีกข้างใช้กระดาษปึกใหญ่ปิดไว้แทน“ทำไมต้องปิดหูด้วยล่ะครับ   คุณประชาชนที่รัก   แล้วอย่างนี้เราจะคุยกันรู้เรื่องหรือครับ"   เจ้าหน้าที่หนุ่มถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ    ความดังอยู่ในระดับปกติ   เขาจึงได้ยินไม่ชัด   ต้องรีบลดมือลงพลางยิ้มเก้อเขิน“มีอะไรให้ผมรับใช้บ้างครับ   ผมคือนักประชาสัมพันธ์ระดับ 5 แห่งกองพิจารณาความยุติธรรมครับ ยินดีรับใช้ประชาชนที่รักทุกท่านเสมอ”น้ำเสียงนุ่มนวลอันเต็มไปด้วยกระแสแห่งความเอื้ออาทรนี้   ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมากทีเดียว   เขาจึงยื่นกระดาษเอกสารคำร้องขอความยุติธรรมในมืส่งให้   พร้อมกับแนะนำตัวว่าเป็นตัวแทนของชาวบ้าน   มาที่นี่เพื่อทวงถามความยุติธรรม   เจ้าหน้าที่คนนั้นพลิกดูข้อมูลด้วยท่าทีสนใจ   สักครู่หนึ่งก็ส่งคืนให้เขาอย่างนอบน้อม   แล้วแนะนำให้เข้าพบผู้อำนวยการกองพิจารณาความยุติธรรม“ไม่ต้องห่วงครับ   ท่านผู้อำนวยการกองใจดีมาก   มีปัญหาอะไร   คุณประชาชนที่รักก็เรียนท่านไปตามตรง”เมื่อกำชับให้เข้าใจแล้ว   นักประชาสัมพันธ์หนุ่มก็พาเขาไปที่ห้องกระจกสีดำ   และยกมือเคาะประตูกระจกเบา ๆ สองสามครั้ง   ก่อนจะเดินหายเข้าไปตามลำพังสักครู่หนึ่ง   นักประชาสัมพันธ์หนุ่มก็กลับออกมา   พร้อมกับแจ้งว่า   ผู้อำนวยการกองพิจารณาความยุติธรรมอนุญาตให้เขาเข้าพบได้“เชิญนั่งครับ”   ผู้อำนวยการกองพิจารณาความยุติธรรมซึ่งสวมชุดสากลสีเทาเงินดูมีราคา   กำลังนั่งจมอยู่ในเก้าอี้ตัวใหญ่ด้านหลังโต๊ะทำงานที่มีขนาดเกือบเท่าเตียงนอน   ใบหน้าของผู้อำนวยการกองดูเปล่งปลั่งมีสง่าราศี   ร่างกายอ้วนท้วน   และอยู่ในวัยกลางคน เสียงพูดฟังแล้วนุ่มนวลสบายรูหู   แทบไม่ต่างจากเจ้าหน้าที่คนก่อน   เพียงแต่แฝงอำนาจมากกว่าเท่านั้นเขาไม่ได้นั่งลงตามคำเชิญ   ด้วยเกรงว่าจะทำให้เก้าอี้อันสวยงามเปรอะเปื้อน   แต่วางเอกสารทั้งปึกลงบนโต๊ะ   แล้วเลื่อนมันไปไว้ตรงหน้าของอีกฝ่ายหนึ่ง   ซึ่งเพียงแค่เหลือบดูเล็กน้อยโดยไม่แตะต้องแต่อย่างใด“บอกตามตรงนะ   ผมอยากช่วยคุณพิจารณาเรื่องนี้” ชายผู้เปี่ยมไปด้วยอำนาจทำสีหน้าจริงจัง   “แต่ช่วงนี้งานในกองมากจนล้นมือเลยทีเดียว   คุณรู้ไหม   ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมต้องทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ   เพื่ออะไรล่ะ   แน่นอน   เราไม่ได้ทำงานเพื่อรับใช้นักการเมือง   หรือเพื่อผลประโยชน์ของนายทุนอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด   ผมกับผู้ใต้บังคับบัญชาทำไปเพื่อผดุงความยุติธรรมในสังคมต่างหากล่ะ   และการอุทิศตเพื่อสังคมนี่เอง   จึงทำให้เราไม่ค่อยมีเวลาสำหรับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ   คุณคงต้องอดทนรอสักหน่อย”“นานแค่ไหนครับ”   ชายหนุ่มรู้สึกเป็นกังวล   และเริ่มคิดถึงครอบครัวขึ้นมาอีก“การให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนนั้น   จริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร   มันติดอยู่ตรงที่กำลังคนของผมไม่เพียงพอ   ทุกวันนี้มีงานสำคัญมากมายเหลือเกินที่ต้องชำระสะสาง”“โธ่   พวกชาวบ้านคงรอแย่…”   เขาพึมพำออกมา“เอาอย่างนี้ไหมครับ”   อีกฝ่ายหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเห็นใจ“ถ้าอยากให้เรื่องมันเร็วขึ้น   คุณพอจะมาเป็นอาสาสมัครช่วยงานในหน่วยงานของเราได้หรือเปล่าล่ะ   มันเป็นงานที่สำคัญมากนะ   ถ้าคุณช่วยผมทำงานนี้จนเสร็จ   ผมรับปากจะพาคุณพร้อมกับเอกสารที่ผ่านการพิจารณาแล้ว   ไปเดินเรื่องขอความยุติธรรมที่กองบังคับความยุติธรรมด้วยตัวเอง   คุณจะได้คำตอบเร็วขึ้นอย่างแน่นอน   ผมพอมีเส้นสายในกองนั้นอยู่บ้าง”เขาสะดุ้งเฮือก   เพิ่งรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่สุดท้ายในกระบวนการยุติธรรม   พลันก็นึกท้อใจขึ้นมาอย่างไรบอกไม่ถูก ทว่าด้วยความตั้งใจจริง   ซึ่งมีอยู่ก็แต่ในหัวใจของผู้ที่ยังไม่ยอมพ่ายแพ้   เขาจึงรีบถามผู้อำนวยการกองพิจารณาความยุติธรรมอย่างคนที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว“งานที่ท่านจะให้ผมทำคืองานอะไร   บอกมาเถอะครับ   ว่าผมต้องทำอะไรบ้าง”“งานที่จะให้ช่วยก็คือ   การแก้ปมปัญหาทั้งหมดของหน่วยงานของเรา   มันคั่งค้างมานานเต็มทีแล้ว”จากนั้นผู้อำนวยการกองพิจารณาความยุติธรรมได้ยกหูโทรศัพท์สั่งการเจ้าหน้าที่คนเดิม   ให้เข้ามานำตัวเขาไปยังห้องเก็บปมปัญหาชั้นที่ 35 ของอาคารแห่งความยุติธรรมชายหนุ่มเผยอยิ้ม   รู้สึกราวกับว่าความยุติธรรมกำลังรอเขาอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง   สถานที่ซึ่งเขากำลังจะได้พบมันในอีกไม่ช้า   และนั่นก็ทำให้เขาเริ่มฝันถึงการได้กลับบ้านไปพบหน้าลูกเมียอีกครั้ง..เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเขาไม่แน่ใจนัก   เขาจดจำวันเดือนปีไม่ได้เสียแล้ว   ท้องฟ้าที่มองเห็นผ่านลูกกรงหน้าต่างบานเดียวของห้องนี้   ทำให้เขายังคงได้ชมแสงเดือนและแสงตะวันอยู่บ้าง   ทว่ามันกลับทำให้เขาคิดถึงบ้านอยู่เสมอ   แน่นอน   หัวใจของเขายังคงจดจ่ออยู่กับงานสำคัญตลอดมา   แต่เขาก็รู้สึกเศร้าเหลือเกินเมื่อเห็นว่า   แม้จะทุ่มเทกำลังกายลงไปอย่างหนัก   งานที่ทำอยู่ก็ไม่เคยคืบหน้าไปอย่างที่ใจหวังเขามองเชือกมนิลาเส้นยาว   มันยาวเสียจนไม่รู้ว่าปลายอีกข้างหนึ่งอยู่ที่ไหน   ด้วยกองสุมกันอยู่จนแตะเพดานห้องที่สูงลิบลิ่วราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุดเชือกกองนี้กินพื้นที่เกือบทั้งหมดของห้องอันกว้างใหญ่   หน้าที่ที่เขาอาสามาทำก็แค่แกะแก้ปมเชือก   ซึ่งผูกเอาไว้เป็นเปลาะ ๆ ด้วยฝีมือของใครก็ไม่อาจรู้ได้   บางทีอาจจะเป็นคนร้ายหรือนักก่อปัญหาในสังคม   แต่ละเปลาะห่างกันประมาณหนึ่งคืบ   เขาเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย   ทว่าหลังจากใช้ชีวิตวัยหนุ่มอยู่ในห้องทึบทึมแห่งนี้จนกลายสภาพเป็นชายชรา   เขายังคงไม่สามารถแก้ปมเชือกทั้งหมดได้สำเร็จ   และไม่เคยมีใครเข้ามาถามว่างานคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว   ดังนั้นเมื่อเขาสิ้นใจจึงไม่มีใครรู้   วิญญาณของเขาได้แต่ก้มหน้าทำงานต่อไป   ด้วยความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่เพียงสองประการ   นั่นคือ   ความรู้สึกอยากทำงานให้สำเร็จ   และความรู้สึกคิดถึงลูกเมีย   ป่านนี้พวกนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างนะ   สุขสบายดีไหม   เขารำพึงด้วยความเปลี่ยวเหงาและเศร้าโศกระหว่างที่เขากำลังล่องลอยอยู่ในห้องเก็บเชือกเหมือนสายหมอกจาง ๆ อยู่นั้น   ประตูห้องซึ่งมีสภาพปิดตายมานานได้ถูกเปิดออกอีกครั้ง   อาจจะมีใครสักคนนึกถึงหรือจำได้ว่าเขาอยู่ในห้องนี้กระมัง   พวกนั้นคงจะพาเขาไปรับความยุติธรรมเสียที   เขาคิดอย่างดีใจ   การแก้ปมเชือกที่ยังเหลืออีกมากมายคงไม่จำเป็นอีกแล้ว“คงไม่เป็นการรบกวนเกินไปนะครับ   งานของเราเต็มมือจริง ๆ   แต่งานที่คุณอาสามาทำมีความสำคัญมากที่สุด   เสร็จเมื่อไหร่รีบแจ้งให้เราทราบด้วยนะครับ”เด็กหนุ่มหน้าตาซูบผอม   สวมเสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่า   เดินมาหยุดอยู่ข้างกองเชือกสูงใหญ่ปานภูเขา   เมื่อประตูห้องปิดเสียงดัง   เด็กหนุ่มก็รีบนั่งลงแก้ปมเชือกอย่างกระตือรือร้น   ดวงตาทอประกายเปี่ยมไปด้วยความหวังเหมือนเขาในอดีตไม่มีผิดเขาหวนคิดถึงอดีตของตัวเอง   แล้วคิดถึงอนาคตของเด็กหนุ่มคนนี้   ก่อนจะกรีดร้องโหยไห้เสียงดังราวกับต้องการให้กึกก้องไปทั่วทั้งอาคารแห่งความยุติธรรม   แต่แล้วมันก็เป็นได้เพียงแค่เสียงลมที่พัดผ่านลูกกรงหน้าต่างออกไปเท่านั้น.หมายเหตุ เรื่องสั้นเรื่องนี้รวมเล่มอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด "โรคระบาด" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ ปี 2560

เรื่องสั้นไทยขนาดยาว – ภาพบนทางเดินอาจดูเหมือนความจริงมากเกินไป – ธาร ยุทธชัยบดินทร์

2 ชั่วโมงที่แล้วการเดินไปตามทางเท้าหรือบนท้องถนน  พร้อมกับคิดฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ คือความเคยชินของผม   ผมเที่ยวเดินทั้งในยามหลับและยามตื่น  นั่นคงเป็นเพราะว่าในความทุกข์ยาก  ผมมักจะเลือกใช้การเดินและการฝันเยียวยารักษาหัวใจตัวเองอยู่เสมอ   ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจึงดูเหมือนว่า   การเดินและการฝันในแต่ละครั้งจะไม่ต่างจากความพยายามมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายแห่งความสุข  บนถนนซึ่งไม่เคยมีปลายทางอย่างแท้จริง  นับเป็นการเดินโซซัดโซเซอยู่ในห้วงความฝันที่วกวนและพร่ามัว  สุดท้ายแล้ว  ถนนทุกสายก็พาผมกลับมายังจุดเริ่มต้น  และบงการให้ผมเริ่มออกเดินทางใหม่อีกครั้งหนึ่งสายมากแล้ว  ท้องฟ้าฤดูหนาวดูสูงลิ่วกว่าในฤดูอื่น   สีครามอันเข้มสดใสประดับด้วยเกล็ดเมฆขาวแต้มเป็นริ้ว ๆ   ต่ำลงมาคือกลุ่มอาคารสูงระฟ้าที่โอบล้อมชีวิตของผมเอาไว้   น่าแปลกที่ผมรู้สึกดีเหลือเกินและปีติอย่างล้นเหลือ   นี่อาจเป็นด้วยหัวใจมีอิสระมากขึ้น   หลังจากได้คืนสู่ชีวิตนักเดินเหมือนเช่นในอดีตทว่าความรู้สึกดังกล่าวก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน   ผมหวนคิดถึงสาวคนรัก   ขณะอำลาจากมานั้น   วาปีกำลังหลับอยู่ในความอ่อนเพลียอันแสนสุข   ผมอดจ้องมองรอยยิ้มเปื้อนหน้าในยามหลับของเธอไม่ได้   ภายในใจรู้สึกเป็นห่วงและสงสารเธอเหลือเกิน ผมพยายามช่วยปลดปล่อยเธอออกจากกับดักที่เธอวางไว้ด้วยมือของเธอเอง   เหมือนกับที่ผมได้ปลดปล่อยตัวตนออกจากโซ่ตรวนของเธอ   แต่ในห้วงน้ำอันสวยงามน่าลุ่มหลงนี้   เธอก็ไม่ได้สนใจมือของผมที่ยื่นออกไปให้คว้าจับด้วยความปรารถนาดีเลย ราวกับว่าชีวิตของเธอมีจุดหมายอยู่แล้ว   ที่จะจมดิ่งลงสู่สายน้ำอันเชี่ยวกรากนี้“ลาก่อน   วาปี”..ลมหนาวพัดผ่านซอกมุมตึกดังหวิว ๆ อยู่เป็นระยะ ทำให้เศษใบไม้และเศษฝุ่นบนทางเดินข้างหน้าหมุนวน   ก่อนจะโถมกระหน่ำเข้าใส่ผมอย่างแรงจนรู้สึกระคายผิว   ผมรีบหลับตาก้มหน้าลง   พร้อมกันนั้นก็กอดอกเอาไว้ด้วยอาการสั่นสะท้าน ครั้นลมหมุนสลายตัว   ผมจึงเงยหน้าขึ้นและก้าวเดินต่อไปตามปกติไกลออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร   ขบวนผู้ถือป้ายกลุ่มใหญ่กำลังร้องตะโกนปาว ๆ ด้วยถ้อยคำที่จับใจความไม่ได้   แต่ความที่เป็นไปอย่างเอะอะเอ็ดตะโร   อีกทั้งยังมีท่าทีว่ากำลังจะมุ่งหน้ามาทางนี้   ผมจึงเดินเลี้ยวขวาเข้าไปในซอยแคบ ๆ เพื่อเลี่ยงจากขบวนดังกล่าว   ซอยซึ่งผมเดินเลี้ยวเข้าไปนั้นเป็นเพียงซอยเล็ก ๆ   สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกแถวสามชั้นเก่า ๆ สร้างเรียงราย   ตรงท้ายซอยมองเห็นว่าเชื่อมกับถนนสายหนึ่ง   ยวดยานบนท้องถนนกำลังคืบคลานติดตามกันไปอย่างเชื่องช้า   สายมากแล้วแต่รถรายังคงติดขัดอยู่เหมือนเดิม   ผมนึกดีใจที่เลือกเดินเสมอ   จึงไม่ต้องติดอยู่ในรถยนต์ซึ่งมีสภาพดั่งกรงขังครั้งละหลายชั่วโมงขณะนี้ผมกำลังลังเลอยู่ว่าจะเลี้ยวไปทางซ้ายหรือขวาดี   ครั้นแล้วก็ต้องเป่าปากและยิ้มอย่างขบขัน   เมื่อเห็นว่าขบวนผู้ถือป้ายที่ผมพยายามหลบหลีก   กำลังเดินอยู่บนถนนสายนี้เช่นกัน อีกไม่กี่นาทีก็คงจะผ่านมาถึงตรงตำแหน่งที่ผมยืนอยู่จากการสังเกตอย่างจริงจัง   ผมเพิ่งเห็นว่านั่นไม่ใช่ขบวนแห่ในเทศกาลอย่างที่คิดเอาไว้ในตอนแรก   มันเป็นเพียงแค่การเดินตาม ๆ กันมาของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยชายหญิงราวสามสิบกว่าคน   เกือบทั้งหมดดูท่าเหมือนจะมีสติไม่สมบูรณ์นัก   นอกจากชายหัวแถวผู้ก้าวเดินอย่างองอาจแล้ว   เหล่าบรรดาคนที่ติดตามมาทางด้านหลังล้วนแต่กำลังยกแข้งยกขาลอยหน้าเฉิบ ๆ   มิหนำซ้ำต่างคนต่างยังตะโกนถ้อยคำตามใจชอบ   บ้างก็ร้องเพลงที่มีจังหวะคล้ายเพลงปลุกใจ   ทำให้ผู้ฟังจับใจความไม่ได้เลย   มันน่าจะเป็นขบวนของคนบ้าโดยแท้   ผมคิดครั้นขบวนผู้ถือป้ายเดินใกล้เข้ามาอีก   ผมก็ถึงกับตกตะลึง   เมื่อเห็นว่าชายที่เดินนำหน้าอยู่นั้นเป็นใคร   ใช่แล้ว   เป็นคนที่ผมเคยรู้จัก   เคยสนิทสนม   และเคยผิดหวังในตัวเขา   ชายคนที่ว่านี้ก็คือยรรยงค์นั่นเองยรรยงค์พ้นโทษออกมาแล้วหรือนี่   ผมรำพึงด้วยความประหลาดใจ   วินาทีนั้นผมแทบจะวิ่งตรงรี่เข้าไปหาและสวมกอดเขาไว้   ทว่านั่นเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนแรกเท่านั้น วินาทีต่อมา   ผมก็ถอยหลังหลบเข้าไปในซอยหลายเมตรเพื่อซ่อนตัวจากเขา   แต่ทำไมต้องหลบหน้าเล่า   ทั้งที่ใจส่วนหนึ่งรู้สึกยินดี การกระทำของผมช่างไร้เหตุผล   หรือว่านั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้มาคิดดูแล้ว   ความจริงผมคงต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับยรรยงค์   เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม   ผมไม่ต้องการพบปะบรรดาคนรู้จักในเวลานี้เลย   เพื่อที่จะไม่ต้องขุดคุ้ยเอาเรื่องราวแต่หนหลังมาพูดจาให้แสลงใจกันเล่น   การได้ใช้ชีวิตที่เหลือไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ต้องคิดถึงอดีตอันขมขื่น   น่าจะเป็นเรื่องดีกว่า..“เดินเข้าไปพวกเรา เดินเถิดเดิน เดินอย่าได้หยุด...”ผมได้ยินเสียงใครคนหนึ่งในขบวนร้องตะโกนเป็นเพลงขึ้นมา เสียงนั้นฟังชัดเจนและปลุกใจให้ฮึกเหิม พวกเขาคงใกล้จะมาถึงปากซอยที่ผมกำลังหลบอยู่ ต่างคนต่างร้องเพลงออกมากันคนละประโยคสองประโยคเดิน เดิน เดิน    พี่น้องทั้งหลายออกมาเดิน ละทิ้งทุกสิ่งแล้วติดตามเราไปเถอะ เดิน เดิน เดิน เรามาร่วมออกเดินกันเถอะ เราจะมุ่งไปข้างหน้ากันเยอะ ๆ เดิน เดิน เดิน ทุกย่างก้าวเราจะติดตามหามนุษย์ที่แท้จริงให้พบ เอ้า ออกมาร่วมเดินกันเถอะ มนุษย์ที่แท้จริงรอเราอยู่เบื้องหน้าแล้วรู้ไหม แด่มนุษย์ผู้สูงส่ง เราจะติดตามท่านตลอดไป เดิน เดิน เดิน เดินด้วยความหวังเถิดพี่น้องเอ๋ย เพื่อดวงใจที่เคยถูกเยาะเย้ย จะเป็นสุขชั่วนิรันดร์ไม่นานนักขบวนอันน่าขบขันก็ผ่านพ้นปากซอยไป เสียงแหกปากร้องเพลงของคนเหล่านั้นค่อย ๆ เบาลง จนกระทั่งจางหายไปในอากาศอันเน่าเหม็นของเมืองหลวงหลังจากหายแปลกใจ ผมก็ถึงกับหมดเรี่ยวแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ กับพื้นถนนในซอย ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ทว่าผมไม่ใส่ใจ ในสมองเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ได้ยินจากปากของคนในขบวนผู้ถือป้าย ซึ่งผมเพิ่งจะดูแคลนไปหยก ๆระหว่างที่ผมเลิกค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อการอุทิศตน น่าขันจริง ยรรยงค์กลับเป็นฝ่ายแสวงหาสิ่งนั้น โอ้...การแสวงหามนุษย์ที่แท้จริงช่างเป็นแนวคิดที่เข้าท่าอยู่ไม่น้อย นั่นอาจจะเป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับคนอย่างเรา ๆ ที่จะอุทิศตนให้ ยรรยงค์เริ่มต้นความคิดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ในคุกงั้นรึ แล้วเขาทำไปเพื่ออะไรกันแน่ ผมรู้สึกฉงน ทุกวันนี้ยังคงมีผู้ศรัทธาต่ออุดมคติตกค้างอยู่ในเมืองหลวงอีกหรือนี่ ความนึกคิดและอารมณ์ของผมค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงลึก และพบว่าสิ่งเดียวที่ผมพอมีหลงเหลืออยู่ในเวลานี้ก็คือ หัวใจกับภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีต ซึ่งได้เก็บสะสมไว้ในความทรงจำมายาวนาน   บัดนี้ถูกคลี่เปิดออกทีละภาพอย่างต่อเนื่อง...

เรื่องสั้นไทย “รักแรกพบ” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

1.“เมื่อคุณพาฉันเข้ามาในโรงแรมแห่งนี้ ภายในห้อง ๆ นี้ ฉันก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองยังคงเป็นสาวอยู่ และดูเหมือนว่าตัวเองจะไม่เคยทำตัวได้ก๋ากั่นถึงขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ ฉันใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงเรียบร้อยมาโดยตลอด พอคุณทำท่าคล้ายจะเริ่มต้นจูบฉัน ฉันถึงกับเผลอใจคิดว่าตัวเองกลายเป็นหญิงสาว แล้วมาตอนนี้ ดูสิ ฉันพลันรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กสาวอายุสิบห้าอีกครั้งหนึ่ง”“มาช่า คุณเป็นสาวน้อยของผมเสมอ...”2.สำหรับพวกที่เชื่อในความเป็นเหตุเป็นผลแล้ว รักแรกพบเป็นเพียงเรื่องตลกชวนหัว พวกเขาเน้นเรื่องความรักไปที่คำอธิบายเกี่ยวกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความรู้ ฐานะ หรือชื่อเสียง พวกเขาจึงละเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกไป นั่นเพราะว่าความรักในความคิดของพวกเขาเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก ทั้ง ๆ ที่ความรักคือเรื่องสากล ผู้ที่มีจิตใจปกติย่อมจะสามารถรับรู้ได้ด้วยระบบอัตโนมัติของเส้นประสาทในสมองและร่างกายของแต่ละคน หรือไม่ก็ในหัวใจของพวกเขานั่นเอง เช่นเดียวกับความรู้สึกที่ผมเคยมีต่อมาช่าเมื่อห้าสิบปีก่อนโน้น เธอ-ในร่างของเด็กสาวกำลังขี่จักรยานสีแดงมาตามถนนสายหลัก ในหมู่บ้านจัดสรรที่ผมเคยไปเยี่ยมญาติคนหนึ่ง ผมจ้องมองหน้าเธอด้วยความรู้สึกพิศวง เธอเองก็มองโต้ตอบโดยไม่หลบสายตา จากนั้นเธอก็แลบลิ้นให้ผมอย่างเขินอาย ผมได้แต่ยิ้มเซ่อซ่ากับภาพตรงหน้าเหมือนคนละเมอ จนกระทั่งเธอขี่จักรยานผ่านไปไกล ผมจึงตระหนักว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว3.ห้าปีมาแล้วที่ผมเกษียณจากงานประจำและได้พักผ่อน กิจวัตรประจำวันของผมก็ไม่มีอะไรมากนัก ทุก ๆ วันผมมักจะนั่งพิงพนักเก้าอี้สูงท่วมศีรษะอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งทำงานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุด นี่นับเป็นสิ่งประดิษฐ์อันน่ามหัศจรรย์เหลือเกิน สมัยก่อนราวสี่สิบปีที่แล้ว ผมเคยเห็นบรรพบุรุษของมันยังบันทึกข้อมูลด้วยบัตรเจาะรูอยู่เลย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นม้วนเทปและแผ่นดิสก์ขนาดใหญ่ ก่อนจะมีขนาดเล็กลงตามวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกวันนี้มนุษย์เรามีตัวเลือกมากมายสำหรับใช้บันทึกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ ของคอมพิวเตอร์ ดูเหมือนว่ามันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่โลกนี้หลายประการด้วยความชาญฉลาดของมัน (หรือจริง ๆ แล้วคอมพิวเตอร์เพียงแค่กระตุ้นให้โลกนี้เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดจากความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ ตามที่เคยมีใครบางคนได้กล่าวอ้างไว้ ซึ่งต่อมาถูกขัดคอจากใครคนหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์เรานั่นเอง ไม่ใช่สิ่งใดอื่น) ดูเอาเถิด จากคลานเตาะแตะ เผลอไม่นานเด็กทารกก็กลายเป็นหนุ่มสาว แล้วลุกขึ้นวิ่งราวกับเป็นเจ้าลมกรดไปบนเส้นทางที่โยงใยถึงกันทั่วโลก ในวัยชรา ผมมักจะท่องไปบนเส้นทางเหล่านั้น จนกระทั่งค้นพบสิ่งที่ตัวเองปรารถนามานาน ก่อนจะใช้เมาส์และคีย์บอร์ดควบคุมขยายภาพถ่ายบนจอให้ใหญ่ขึ้น ผมค้นพบเธอแล้ว ไม่ผิดตัวแน่นอน เธอเคยเป็นเด็กสาวนัยน์ตาโต แก้มยุ้ย ยิ้มหวาน และมีเส้นผมสีน้ำตาลเข้มซึ่งยาวเคลียแก้มปิดใบหู เธอชอบขี่จักรยานสีแดงไปตามถนนในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนั้น ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ และดูมีความสุข ผมยังจำได้ดีเสมอน่าเศร้าหรือน่าดีใจกันแน่นะ ที่เธอสูญหายไปจากชีวิตของผมมานานมาก ใช่ ห้าสิบปีผ่านไปแล้ว หลังจากเส้นผมบนศีรษะบางลงและเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีขาว ฟันบางซี่โยกคลอนแล้วหลุดร่วงลง จนต้องใส่ฟันปลอมเพื่อความสวยงาม มันควรจะทำให้คนอย่างผมนึกปลงสังขาร ทว่าทุกวันนี้ผมยังคงหมกมุ่นอยู่กับการเดินถอยหลังกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ด้วยความใฝ่ฝันว่าอาจได้พบเจอเธออีกครั้งหนึ่งในโลกแห่งเครือข่ายสังคมอินเทอร์เน็ต และด้วยเทคนิคอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งโชคชะตา ผมกับเธอก็ได้กลับมาอยู่ในวงโคจรเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง นี่คือการตัดสินใจของผมเอง มนุษย์ผู้สามารถเฝ้ามองดูชีวิตของบุคคลที่ตนเคยคิดว่าได้สูญเสียไปแล้ว ผมยังมีลมหายใจอยู่ทันได้เห็นความคิดของเธอผ่านทางภาพ เสียง และตัวอักษรมากมาย ที่เธอพิมพ์สนทนากับเพื่อน ๆ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของเธอ ถ้าผมไม่เปิดเผยตัว เธอก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ากำลังถูกสอดส่องจากใครบางคนซึ่งนั่งมองดูอยู่ ผ่านจอมอนิเตอร์หรือจอโทรศัพท์มือถือ เช่นที่ผมกำลังทำอยู่ในเวลานี้ ดูนั่นสิ ภาพประจำตัวของเธอเมื่อเวลาผ่านไปห้าสิบปี ชื่อตัวยังคงเดิม แต่นามสกุลเปลี่ยนไปแล้ว คงเป็นของสามีของเธอกระมัง เวลาทำให้เธอดูเปลี่ยนไปมาก รูปร่างไม่ได้แน่งน้อยเหมือนสมัยเป็นเด็กสาว หน้าตาก็แทบจะไม่มีเค้าความงามเหมือนภาพที่จดจำได้ แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นของเธอดำรงอยู่ในใบหน้านั้น คงจะเป็นดวงตายามยิ้มขณะถูกบันทึกภาพที่ยังหลงเหลือเค้าในอดีตไว้มากที่สุด เป็นสิ่งเดียวซึ่งเวลากระทำต่อเธอน้อยกว่าอวัยวะส่วนอื่น ๆในที่สุด ผมก็ต้องยอมรับอย่างจริงใจว่า ผมจำเธอได้ดีก็จากดวงตาคู่นี้นี่เอง นอกเหนือไปจากนั้นก็เป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคย มันช่างเป็นเรื่องน่าผิดหวัง ถูกต้อง น่าผิดหวัง และออกจะทำให้เศร้ามากด้วย จากเด็กสาวผู้งามน่ารัก รอยยิ้มที่เคยสว่างไสว บัดนี้ไม่เหลืออะไรเลย ผมไม่อยากโทษกาลเวลา ผมพยายามรับรู้ถึงความจริงของธรรมชาติ เตือนตัวเองและยิ้มให้แก่ธรรมชาติของโลกนี้ โชคดีเท่าไหร่แล้ว ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงทำให้ผมได้พบเห็นเธออีกครั้งโดยที่เธอไม่รู้ตัว ซึ่งนี่เองที่ทำให้เราต่างก็ไม่ต้องปั้นหน้าปั้นตา ไม่ต้องถามไถ่เรื่องราวของกันและกันในปัจจุบัน มีเพียงอดีตให้ระลึกนึกถึง อดีตที่ผ่านมาแล้วห้าสิบปี ชีวิตต่างหากที่ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ย้อนกลับไม่ได้ มีแต่เงาของอดีตที่เดี๋ยวนี้วิ่งตามมาทัน ถูกต้องไหมนะ ที่คิดเช่นนั้น มันวิ่งมาทันกับปัจจุบันจริง ๆ หรือ ไม่ใช่การคิดไปเองหรือสมมุติตามที่ใจต้องการ ใจซึ่งยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ส่งข้อความทักทายเธอดีไหม หลังจากผ่านไปห้าสิบปีแล้ว คนเราควรจะทักทายกันอย่างไร ถ้าเธอเป็นแค่เพื่อน การทักทายกันคงเป็นเรื่องง่าย แต่นี่เธอไม่ใช่เพื่อน ขณะเดียวกันเธอก็ไม่ใช่อดีตคนรักด้วยเช่นกัน ความสัมพันธ์ไม่เคยดำเนินไปในรูปแบบนั้น แม้จะเคยบอกรักกันก็ตาม ด้วยสถานภาพในปัจจุบัน   มันไม่มีประโยชน์หรอกนะ ที่จะไปเท้าความถึงเรื่องราวเช่นนี้กับบุคคลในอดีตเมื่อห้าสิบปีก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่ในสภาพเดิม ในกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลง   เธอมีลูกแล้วเช่นเดียวกับผม ลูก ๆ ของเธอกับลูกของผมมีอายุมากกว่าเราสองคนในอดีต ณ ห้วงเวลาที่เคยโคจรมาพบกันเสียอีก ตอนนั้นเราสองคนช่างเป็นเด็กกันจริง ๆ คิดแล้วก็ทำให้อดยิ้มไม่ได้ อดีตกระตุ้นให้แลเห็นภาพรอยยิ้มของเธอ เธอเอียงหน้ามาทางผม ยิ้มกว้างจนแลเห็นฟันขาวสะอาด   ดวงตาเป็นประกาย ผมใจเต้น รู้สึกเก้อเขิน แต่ก็พยายามทำใจกล้าโบกมือให้เธอ จากนั้นก็เห็นเธอขี่จักรยานผ่านไปอีก ผมพยายามบังคับให้ภาพของเธอปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เธอยิ้มให้ผมอย่างหวานชื่น ผมใจสั่น พยายามข่มความอายไว้ รีบยกมือโบกให้เธอเป็นการทักทาย แล้วปล่อยให้เธอขี่จักรยานผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง ดูเหมือนว่านี่จะเป็นผลึกของความทรงจำที่พร่ามัว แต่ด้วยการ กระตุ้นเล็กน้อยก็ทำให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำจากที่ไหนสักที่หนึ่งในอินเทอร์เน็ต บอกว่าความทรงจำของมนุษย์ในสมองยังคงถูกบันทึกไว้ทุกรายละเอียด เรื่องยากก็คือการดึงเอาความจำที่ปรารถนาออกมา มันต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ทว่าในความพยายาม เรามักจะได้อะไรต่อมิอะไรติดตามพัวพันมาด้วยเสมอ หลายครั้งเป็นความทรงจำที่ไม่น่าพิสมัย ความทรงจำมิใช่จะน่ารักไปเสียทุกประการ รายละเอียดหลายเรื่องทำให้เราเจ็บปวด เมื่อเราดิ้นรนไขว่คว้าและรื้อมันเสียจนกระจุยกระจายราวกับการรื้อห้องเก็บของขนาดใหญ่ โลกที่เต็มไปด้วยฝุ่น ขยะ ข้าวของหัก ๆ พัง ๆ แต่ในกองวัสดุเหล่านั้นก็ยังมีบางสิ่งที่เป็นเครื่องเตือนใจ อาจเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ไม่คาดคิดว่ายังคงหลงเหลืออยู่ สิ่งซึ่งทำให้เรายิ้ม ทอดถอนหายใจ น้ำตาซึม หรือไม่ก็แทบจะหัวเราะออกมา เราพยายามเป่าเอาฝุ่นออกไป ถูมันด้วยชายเสื้อหรือแขนเสื้อ มันเก่ามาก และเราคงจะไม่นำกลับมาใช้สอยอีก มันไม่เหมาะแก่การนำกลับมาใช้อีกแล้ว แต่อาจนำไปตั้งแสดง หรือเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เปิดลิ้นชักออกมา หากไม่รีบร้อนจนเกินไปนัก เราจะสังเกตเห็นอดีตนอนนิ่งสงบอยู่ในนั้น มันย่อมสะกิดใจเราให้หวนคิดถึงวันเก่า ๆ ผมไม่รู้หรอกนะว่าคนเราจะคิดถึงวันเก่า ๆ ไปทำไมกัน มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ทั้งต่อตัวเองหรือผู้อื่น ผมจึงไม่เคยคิดจะเล่าเรื่องราวในอดีตบางเรื่องให้ใครรับรู้ ทว่าทุกคนต่างก็มีเรื่องราวในอดีตอันมีค่าด้วยกันทั้งนั้น เรื่องของคนอื่นเป็นได้เพียงแค่เศษฝุ่นที่เหมาะแก่การเป่าให้ปลิวออกไป เมื่อมนุษย์สิ้นชีวิตลง พวกเขาก็จะไม่ต้องออกแรงเป่าฝุ่นเหล่านั้นอีก ผมเองไม่ควรจะพยายามดึงมันออกมาจากเซลส์สมองตัวเอง แต่ปล่อยให้มันหายไปในห้วงเวลาอันไร้ขอบเขตและไร้ที่สิ้นสุดน่าจะดีกว่า ปัญหาก็คือผมรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ แทนผมได้ ผมจึงอาจนึกเสียดายความทรงจำของผม พร้อมกันนั้นก็อยากให้มันเป็นนิรันดร์ ผมเลยจดบันทึกเอาไว้บนกระดาษ หรือไม่ก็พิมพ์ใส่ในระบบอินเทอร์เน็ต ครั้นแล้วผมก็ตระหนักได้ว่า กระดาษจะมีอายุเพียงพันปีถ้าเก็บรักษาไว้อย่างดี ส่วนระบบอินเทอร์เน็ตไม่แน่ใจว่าจะอยู่ได้ถึงร้อยปีหรือไม่ กล่าวกันว่าหากเกิดสงครามนิวเคลียร์ ข้อมูลต่าง ๆ ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะสูญหายไปจนหมด มันไม่น่าจะใช้เวลานานนักหรอก ที่ความทรงจำในรูปแบบต่าง ๆ จะถูกทำลายจนสิ้นสลายไป ด้วยน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกเศร้า ภาพของเด็กสาวที่ยิ้มให้ผมและขี่จักรยานผ่านหน้าผมไป ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะให้ความสำคัญจนถึงขนาดต้องพยายามบันทึกมันไว้ แม้แต่จดหมายที่เธอได้เขียนและบอกรักผมเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในความครอบครองของอดีตภรรยา สักวันหนึ่งมันอาจถูกทิ้งลงถังขยะจนนำไปสู่กรรมวิธีรีไซเคิล แล้วกลายเป็นกระดาษกรีนรีดได้ทุกเมื่อ หรืออาจจะถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เรื่องทำนองนี้มันเป็นไปได้ทั้งนั้น ผมไม่รู้จริง ๆ ว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน ด้วยปรปักษ์ในอดีตเป็นผู้เก็บรักษาจดหมายดังกล่าวเอาไว้ (แม้จะโดยไม่รู้ตัวก็เถอะ) และผมก็ไม่เคยคิดจะถามไถ่หรือขอคืน มันคงเป็นเรื่องบ้าบอสิ้นดีสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง หากผมติดต่อสอบถามไปว่า จดหมายแห่งความรักแรกพบที่ส่งตรงถึงอดีตสามีของเธอทางไปรษณีย์ ยังอยู่ดีหรือไม่ ในห้วงเวลาที่อดีตภรรยากับผมยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่จินตนาการก็รู้สึกว่าน่าประหลาดอยู่มากทีเดียว เผลอ ๆ เธอคงไม่โต้ตอบด้วย ถ้าใช้โทรศัพท์สอบถาม เธอก็อาจจะตัดสายสนทนาทิ้งทันที แต่ภายในใจเธอสิจะคิดอย่างไร เธอจะนึกหึงหวงบ้างหรือไม่ ชีวิตสมรสยาวนานร่วมสิบปีจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่านะ แต่ช่างหัวมันเถอะ มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วสำหรับคำถามและคำตอบพวกนี้ เพราะมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ผมไม่มีทางติดต่อเธออีก ถ้าเป็นไปได้ เรื่องราวระหว่างเราจบลงอย่างไม่สวยงามสักเท่าไรนัก ความจริงก็คือจบลงอย่างไม่สวยงามเลยนั่นแหละ การติดต่อกันอีกมีแต่จะเป็นการกวนน้ำให้ขุ่น เหมือนน้ำในโอ่งที่ผมเคยแกว่งด้วยก้อนสารส้มอย่างสนุกมือในวัยเด็ก น้ำหมุนวนด้วยความแรง แล้วในเวลาต่อมา ก้นโอ่งก็เต็มไปด้วยสารแขวนลอยตกตะกอนนอนนิ่งอยู่เต็มไปหมด เหมือนความสัมพันธ์กับผู้หญิงในอดีตอีกหลายคนที่ผมควรจะลืมมากกว่าจดจำ เพื่อไม่ให้ภาพในความทรงจำกลายเป็นความยอกแสยงใจ ความสุขที่แตกสลายไปแล้วช่างแสลงใจยามย้อนคิดคำนึงถึง ผิดกับความสุขซึ่งถูกแปรสภาพเป็นความฝันที่สามารถดำรงอยู่อย่างงดงามในหัวใจเสมอ ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยถูกพัฒนาให้เป็นจริงเป็นจังก็ไม่ต่างกันเมื่อไม่ถูกพัฒนาจึงยังคงเป็นหนุ่มสาวชั่วนิรันดร์ แต่ละภาพช่างงามละมุนละไม ฟุ้งฝัน เรืองรองอยู่ในความทรงจำมายาวนานห้าสิบปี ซึ่งไม่มีใครเคยล่วงรู้และไม่รู้ว่าจะรู้ไปเพื่ออะไร มันไม่สำคัญต่อใครเลย สำหรับคนอื่นมันก็เป็นเพียงเรื่องราวไร้สาระหาค่าอันใดมิได้ เปรียบดังกล่องไม้สลักลวดลายประณีตที่เก็บจดหมายรักชั่วชีวิตเอาไว้ ล็อกกุญแจปิดไว้อย่างดี ป้องกันไม่ให้ใครมาเปิดดู มิหนำซ้ำยังซุกซ่อนไว้ภายในบ้านอย่างมิดชิด แต่ครั้นเมื่อขโมยผู้เก่งกาจแอบเข้ามาก็สามารถค้นหากล่องไม้ดังกล่าวได้ด้วยความชำนาญ จากนั้นลักลอบนำออกไปอย่างลิงโลดว่าคือกล่องสมบัติล้ำค่า แต่เมื่อเปิดดูข้างในกลับพบว่ามันเป็นเพียงความไร้สาระเท่านั้น หัวขโมยคงถึงกับโมโหโกรธา   ก่อนจะโยนจดหมายทั้งหมดทิ้งลงแม่น้ำ เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ ถึงผมจะประกาศมอบรางวัลให้แก่หัวขโมย หากนำจดหมายในกล่องกลับมาคืน มันก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว นี่คือความจริง แน่นอน ผมไม่จำเป็นต้องโกหกใครก็ตามที่อยู่ในความทรงจำของผม ผมนึกถึงพวกเขาอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา ผมพูดกับพวกเขาอย่างสัตย์ซื่อ ถึงกระนั้นบางครั้งผมก็ต้องหยุดคิดเหมือนกัน ว่านี่คือคือสิ่งที่ดำเนินไปอย่างเป็นจริงหรือไม่ มันน่าละอายมากถ้าผมต้องการจะดูดีแม้ในความคิดคำนึงของตัวเอง เพราะนั่นเท่ากับว่าไม่อาจเชื่อถือเรื่องราวใด ๆ ภายในใจของผมได้เลยครั้นแล้วผมก็ระลึกได้ว่าบ่อยครั้งที่ผมเคยกล่าวคำโกหกต่อตุ๊กตาของเล่น กล่าวคำลวงต่อภาพการ์ตูนที่ผมวาดขึ้นมา โป้ปดมดเท็จแม้แต่ยามพูดกับตัวเองในความฝัน   พยายามทำให้ตัวเองและทุกคนเชื่อตามที่ผมต้องการ มุสาได้แม้กระทั่งทารกที่ยังฟังภาษาพูดของผมไม่ออก ทว่าเรื่องราวระหว่างเธอกับผมก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี เธอยิ้มให้ผม ขี่จักรยานผ่านไป ผมมองเธออย่างหลงใหล แม้จะเป็นเพียงภาพในอดีต เป็นเพียงร่องรอยทางเคมีหรือคลื่นไฟฟ้าที่วิ่งไปตามเส้นประสาทในเซลส์สมอง ไม่สำคัญหรอกว่ามันทำงานอย่างไร แต่มันก็เกิดขึ้นภายในนั้น แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนักที่จะรู้ว่าเราพูดจริงหรือโกหก สิ่งที่ยากกว่าก็คือ การรับรู้ว่ามันได้เกิดขึ้นจริง หรือว่าเพียงถูกทำให้รู้สึกว่าเป็นจริง เราสามารถไว้วางใจความคิดของตัวเองได้หรือไม่ ในเมื่อเราได้แตกหน่อกลายเป็นตัวละครตัวเดิมในภาพยนตร์เรื่องใหม่ พร้อมบทบาทใหม่ของเราเอง ตัวละครตัวเดิมยังเล่นบทบาทเดิมในภาพยนตร์เรื่องเก่า ขณะที่เราก็ต้องเริ่มแสดงบทบาทใหม่ในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งไปพร้อม ๆ กันผมรู้สึกราวกับว่าตัวละครแต่ละตัวดำรงอยู่ในโลกคู่ขนาน โลกของใครของมัน ต่างก็พยายามจะจัดการกับชีวิตของตัวเองในบทบาทที่ได้รับให้ดีที่สุด มีตัวตน ได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียง ความสำเร็จ เพื่อเสริมความเชื่อในความมีตัวตน จนมีผู้มองเห็นในมุมมองและในโลกแห่งการรับรู้ของพวกเขา พร้อมกันนั้นก็แทรกความมีอยู่ของเราเข้าไปสู่ความมีอยู่ของผู้คน ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมองเห็นเราเลย แล้วคิดว่าถ้าทำได้ก็จะมีความสุข ทว่าไม่นานนักหรอก สักวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผมจะจบลง ความทรงจำทั้งหมดจะเน่าเปื่อยอยู่ในหลุม มีเพียงบางเศษบางเสี้ยวที่อาจจะมีอายุต่อไปนับพันปีบนกระดาษหรือศิลาจารึก ทว่าเมื่อเทียบกับอายุของโลก มันก็อ่อนจางยิ่งกว่าร่องรอยขีดข่วนบนฝ่าเท้าของทารก เมื่อเราพยายามค้นหาในตอนที่ทารกเติบโตจนร่างกายเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยชราแล้ว เวลาทำให้การค้นหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ท้ายที่สุดผมจะลืมเธอ เช่นเดียวกับที่เธอก็จะลืมผม4.“ทำอะไรอยู่คะ พี่อ้นคงยังไม่หลับนะ”“ยังไม่หลับหรอก พรุ่งนี้วันหยุดนี่นา พี่ไม่ต้องทำงาน เลยนั่งดื่มเบียร์อยู่คนเดียวที่ห้อง”“เมาหรือยัง ทำไมไม่มาหาพี่พัดล่ะ”“ก็ขาหักใส่เฝือกอยู่แบบนี้ มันไม่ค่อยสะดวก แค่ไปทำงานก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว”“ให้น้อยขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับไหมล่ะ โอเคนะ”“จะมาจริงหรือ ตีสามอย่างนี้นี่นะ เอาเถอะ ถ้าน้อยมารับ พี่ก็จะไป”ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา น้อยก็ขี่มอเตอร์ไซค์มารับผมที่อพาร์ทเมนท์จริง ๆ ก่อนหน้านั้นผมแต่งตัวรอและเดินกะโผลกกะเผลกลงมายืนอยู่ที่หน้าตึกได้สักครู่หนึ่งแล้ว ผมค่อย ๆ ปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเธอ โดยยกไม้ค้ำยันพาดไว้บนตัก แล้วจ้องมองดูหมวกกันน็อกตรงหน้าราวกับจะให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน ผมนึกอยากรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่และมีสีหน้าอย่างไรขณะที่รถมอเตอร์ไซค์แล่นไปบนท้องถนนท่ามกลางแสงไฟสองข้างทาง ยวดยานยามดึกแลดูบางตากว่าตอนกลางวันมาก ลมพัดแรงและค่อนข้างเย็น ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ผมเองได้แต่เงียบและอดคิดถึงวันแรกที่เธอกับผมพบกันไม่ได้   มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ คืนวันเสาร์ผมไปค้างที่บ้านพี่สาวของเธอ ผมไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าเป็นใครที่มาเคาะประตูแต่เช้า เมื่อผมงัวเงียออกจากห้องนอนไปเปิดประตู ครั้งแรกผมถึงกับตกใจแกมประหลาดใจ เมื่อพบว่าเป็นหญิงสาวที่ผมไม่รู้จักในชุดสิงห์มอเตอร์ไซค์ดูทะมัดทะแมง หน้าตาเธอน่ารักมากทีเดียว ผมซอยค่อนข้างสั้น ในมือถือหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ ขณะนั้นสีหน้าและแววตาของเธอก็ดูประหลาดใจเช่นเดียวกัน ใกล้กับรองเท้าของเธอมีเป้ใบใหญ่วางล้มอยู่บนพื้นทางเดิน “พี่พัดอยู่ไหมคะ”“อ๋อ มาหาพัดงั้นหรือ อยู่ครับ เดี๋ยวผมจะเรียกให้นะ พอดีพัดยังไม่ตื่นเลย”จำได้ว่าเช้าวันนั้นผมรับหน้าที่ทำอาหารให้แก่ทุกคน...

เรื่องสั้น-สั้น “ชู้รัก” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ในฐานะเพื่อนเก่า   เราจูบกันอีกครั้งหนึ่ง   นับเป็นครั้งที่เจ็ดหรือแปดแล้ว   ตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาภายในห้องพักของโรงแรมย่านชานกรุง   ก่อนที่เธอจะผละออกจากอ้อมกอดของผม   เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ อย่างเหนื่อยอ่อน   หลังจากนั้นก็บิดตัวและยิ้มเอียงอายเหมือนกับสาว ๆ นาทีต่อมาเธอก็ขอตัวไปอาบน้ำ   เธออ้างว่ารู้สึกร้อน ทั้ง ๆ ที่เครื่องปรับอากาศกำลังทำงานเต็มที่จนเย็นฉ่ำแล้ว   ผมเฝ้ามองตามหลังเธอ   กระทั่งร่างอันได้สัดส่วนและอิ่มเต็มซึ่งยังดูดีอยู่มากนั้น   ลับตาหายเข้าประตูห้องน้ำไป หลังจากนั้นเธอก็คงถอดเสื้อผ้าออกทุกชิ้นจนเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่า   ร่างซึ่งไม่ใช่สาวน้อยเช่นในอดีตเหมือนสมัยที่เราเคยเรียนหนังสือห้องเดียวกัน   ทว่าจินตนาการก็ยังทำให้ผมตื่นเต้นที่จะได้เห็นและสัมผัสเรือนร่างในปัจจุบันของเธออยู่ดีผมได้ยินเสียงน้ำไหลดังซู่ซ่าคล้ายฝนตก   คงจะเป็นเสียงน้ำจากฝักบัวกระมัง   ผมรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัวเหมือนเมื่อครั้งแรกตอนเป็นเด็กหนุ่มก่อนหน้านี้   แม้ผมจะได้กลิ่นกายหอมกรุ่นจากบริเวณลำคอและทรวงอกของเธอ   ทว่าเธอก็ยังคงต้องการอาบน้ำอยู่ดี บางทีผมควรจะอาบน้ำด้วยเช่นกัน   ผมปรารถนาจะขออาบพร้อมกับเธอ   แต่เราสองคนก็ยังไม่อาจนับว่าคุ้นเคยมากพอที่จะทำกิจกรรมเช่นนั้นร่วมกันได้   ผมคิดด้วยความเสียดายอย่างไรก็ตาม   เธออาจตกลง   ถ้าผมเดินไปเคาะประตูห้องน้ำ   แต่ผมก็ไม่ได้เดินไปตรงจุดนั้นเพื่อเอ่ยปากร้องขอเธอ ผมยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางเรื่องในอดีต   ขณะนอนรอเธออยู่บนเตียงนอนที่ไม่คุ้นเคย   ซึ่งรับประกันว่าก่อนวันพรุ่งนี้เช้าจะมาถึง   มันย่อมกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่จะอยู่ในความทรงจำของเราทั้งสองคนไปชั่วชีวิต..“รสชาติของชู้นั้นหวานนัก”อดีตชู้รักคนหนึ่งของผมเคยกล่าวไว้เช่นนั้นเมื่อนานมาแล้ว   หลังจากอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับคดีพิศวาสฆาตกรรม เธอพูดตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่ได้สนิทกันนัก   ระดับความสัมพันธ์เป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมงานที่ได้พบหน้ากันเกือบทุกวัน   และไม่มีใครในระหว่างเราทั้งสองคาดคิดมาก่อนว่า   ความสัมพันธ์ที่ดีกว่าคนแปลกหน้าเพียงเล็กน้อยนี้   จะลงเอยบนเตียงนอนในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง   เพื่อจะเรียนรู้ว่าความหวานที่ว่านั้นซ่านซึ้งขนาดไหน   และพลันเมื่อเปลี่ยนเป็นรสขมกลับขมหนักอย่างไรเมื่อความสัมพันธ์ของเราต้องจบลง   พร้อมคำสัญญาว่าจะไม่พบกันอีกตามที่สามีของเธอต้องการ   ผมจึงตัดสินใจลาออกจากงาน   ทั้งหมดนี้ผมทำไปเพื่อเธอหรือเพื่อตัวเองกันแน่นะ   ผมมักจะตั้งคำถามด้วยความสงสัย   ทว่าผมก็ไม่เคยค้นพบคำตอบในเรื่องนี้เลยวันสุดท้ายผมแอบจูบลาเธอในห้องน้ำของบริษัท   ก่อนอำลาจากกันชั่วชีวิต   และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   ผมก็ไม่ยอมสานสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหนในลักษณะนี้อีก   จนกระทั่งเวลาผ่านไปราวกับสูญเปล่านับได้กว่ายี่สิบปี   ใกล้เข้าสู่วัยชราเต็มที เหมือนเป็นโค้งสุดท้ายของความเป็นหนุ่มที่เหลือน้อยลงทุกขณะ โอกาสของการได้เสพความหวานเป็นครั้งสุดท้ายก็หวนกลับมาให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง   กับความสัมพันธ์ในวัยเยาว์ที่ไม่เคยได้เริ่มต้นผมพยายามปฏิเสธไม่กระโจนลงในสนามนี้เหมือนหลายต่อหลายครั้งในอดีต   ภาพของเธอขณะขอตัวเดินไปเข้าห้องน้ำช่างเป็นอิริยาบถที่แสนจะเจนตาเจนใจ   แต่เกิดกับหญิงสาวรายอื่น ๆ ที่เคยเดินผ่านเข้ามามากมายในชีวิต   จังหวะที่เธอหันหน้ามาส่งยิ้มให้ก่อนเดินเข้าประตูห้องน้ำไปนั้น   ก็ไม่ต่างจากที่หญิงสาวคนอื่น ๆ เคยกระทำมาก่อน   มันจึงเป็นการกระตุ้นเตือนว่า อีกไม่นานความบันเทิงสุขที่มนุษย์ไม่เคยเบื่อหน่ายนี้   จะเกิดขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง   ตราบเท่าที่ร่างกายไม่อ่อนปวกเปียกลงไปเสียก่อน การล่วงรู้เหตุการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลาต่อมา ช่างกระตุ้นความรู้สึกภายในที่กำลังกระวนกระวายได้เป็นอย่างมาก   ภาพในห้วงความคิดแสนจะเย้ายวนปั่นป่วนและชวนเสียวกระสันสิ้นดี   รสชาติที่เคยร่วมรสมานับครั้งไม่ถ้วนในชีวิตยังคงตราตรึงใจ   ครั้นแล้วด้วยสำนึกในบางสิ่งบางอย่างอันงดงามบริสุทธิ์   ก็ทำให้อดเตือนตัวเองไม่ได้ว่า   อีกไม่นานความหวานนี้จะกลายเป็นความขมเหมือนเช่นครั้งก่อน ๆ   ความสุขจะกลายเป็นความทุกข์   และรอยยิ้มจะเหือดหาย   ทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงคราบน้ำตาในโลกอันพร่ามัวตลอดไป   ใครที่มีสติดีก็อาจรู้ได้ว่ามันไม่เคยคงทนที่ผ่านมา   หลังจากยุติเรื่องราวอื้อฉาวกับหญิงสาวคนสุดท้ายแล้ว   ผมก็ได้ทิ้งโอกาสในการรับรสชาติของความสัมพันธ์อย่างลับ ๆ นี้หลายต่อหลายครั้ง   แม้หญิงสาวแต่ละคนจะเย้ายวนใจมากสักเพียงไหนก็ตาม   นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ได้รู้สึกรักพวกเธอเลย   ราวกับว่าความรักยากจะเกิดขึ้นอีก   มันจึงเป็นเรื่องง่าย   (แม้กระนั้นก็ยังหนักหนาอยู่ดี)   ที่จะตัดใจ   แล้วครั้งนี้เล่า มันสมควรเกิดขึ้นอีกหรือ   ผมถามตัวเอง ไม่เลย   มันไม่สมควรเกิดขึ้นอีก   สิ่งที่ทำให้มันไม่สมควรเกิดขึ้นประการหนึ่งก็เพราะว่าปัจจุบันนี้ผมมีภรรยาแล้ว   ผมหมายถึงคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันมานานถึงยี่สิบปีอย่างซื่อสัตย์และดีงาม   สมควรแก่ตำแหน่งภรรยาดีเด่นอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าความรักที่เคยมีต่อกันจะจืดจางไปหมดสิ้นแล้วก็ตาม“ถ้าเราไม่สานต่อเราก็ยังสามารถจบเรื่องนี้ได้ทัน   ทางที่ดีเราไม่ควรพบกันอีก   รวมถึงไม่ติดต่อกันอีกด้วย   จริง ๆ นะ   ทั้งทางโทรศัพท์หรือโปรแกรมแชท   เราจะทำตัวเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ที่เพียงหวนกลับมาพบกันในงานเลี้ยงรุ่น   จากนั้นก็ติดต่อคุยเล่นกันเพียงไม่กี่ครั้ง   พอให้หายคิดถึงอดีตอันสวยงาม   ก่อนที่จะห่างหายกลับไปอยู่คนละโลกเหมือนเดิม   เรื่องราวระหว่างเราที่ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อสามสิบห้าปีก่อนโน้น   คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร หากมันจะไม่ได้เริ่มต้นในคืนนี้”“ที่คุณเปลี่ยนใจ   เป็นเพราะเมื่อได้เจอตัวจริงของฉัน แล้วฉันไม่สวยเหมือนเดิมใช่ไหม   สมัยเรียนคุณเคยชมว่าฉันสวยที่สุด   ลืมหรือยัง   ตอนที่บอกรักฉัน   แต่เดี๋ยวนี้ฉันแก่แล้วนี่”“แม้ตอนนี้ผมจะห้าสิบสองแล้ว   แต่ผมก็จูบคุณด้วยความรู้สึกของคนหนุ่มเลยทีเดียว   ผมกล้าบอกอย่างจริงใจ”“แล้วทำไมคุณถึงไม่อยากให้เราพบกันอีก   หรือว่าคุณต้องการทำให้ฉันเสียใจ   นี่เป็นการแก้แค้นที่ฉันเคยปฏิเสธคุณในตอนนั้นหรือเปล่าคะ   โธ่   ก็ตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กนี่   ยังไม่ประสีประสาเรื่องความรักเลย   หรือว่าจริง ๆ แล้วปัญหาอยู่ที่สามีของฉัน   บอกตามตรงนะ   เราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันมานานมาก…”“แต่ผมเชื่อว่าเขายังหวงแหนคุณอยู่นะ”ผมยั้งปากทันที่จะไม่กล่าวต่อไปว่า   ก็คงเหมือนข้าวของบางอย่างที่เราทิ้งขว้างจนฝุ่นจับ   แต่เมื่อมีใครจะมาหยิบไปใช้ หรือแม้กระทั่งขอครอบครองอย่างเป็นทางการ   เรากลับปฏิเสธอย่างแข็งขัน   เรายังคงนึกเสียดายสิ่งนั้นในนาทีสุดท้ายเสมอ..ตอนเช้าผมขับรถออกจากโรงแรมและพาเธอไปส่งที่สถานีรถไฟ เนื่องจากเธอบอกว่า   ขากลับเธออยากเดินทางด้วยรถไฟสักครั้งหนึ่ง   นี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิต   เพราะเธอไม่เคยนั่งรถไฟมาก่อนเลย   เธอต้องการรับรู้ว่ามันจะสนุกตื่นเต้นสักแค่ไหน ผมจึงซื้อตั๋วให้เธอ   มันเป็นตั๋วประเภทรถนั่งชั้นสอง   มีระบบปรับอากาศด้วย   ทีแรกผมตั้งใจจะซื้อตั๋วนอนชั้นหนึ่งให้ แต่เธอปฏิเสธ   เธอว่าตั๋วนอนไม่เหมาะกับคนเดินทางไกลตามลำพังอย่างเธอ   เธอพูดออกมาอย่างเศร้า ๆที่ชานชาลา   ผมส่งเธอขึ้นตู้โดยสาร   พลางเฝ้ามองร่างของเธอเดินผ่านหน้าต่างกระจกบานแล้วบานเล่า   เมื่อเห็นเธอนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง   จึงโบกมือให้เธอที่ริมชานชาลาอันโดดเดี่ยวนั่นเองภาพที่เห็นเธอเกาะกระจกร้องไห้อยู่หลังหน้าต่างทำให้ผมอยากวิ่งตามขึ้นไปบนตู้โดยสาร   แต่ก็พยายามข่มใจเอาไว้ ด้วยนึกกลัวใจตัวเองว่าจะอ่อนแอ   จนไม่ยอมกลับลงมาเมื่อเสียงระฆังทองเหลืองดังขึ้นและแล้วเมื่อเสียงระฆังใบนั้นดังขึ้นจริง   ผมก็ทำได้เพียงแค่ฝืนยิ้มพร้อมกับยกมือขึ้นโบกลาเป็นครั้งสุดท้าย   รู้สึกปวดร้าวและใจหายในเวลาเดียวกัน   ความรู้สึกซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมานานมากแล้วทว่าก่อนที่สายตาของเธอจะพ้นไปจากการรับรู้ของผม พลันผมก็หวนคิดถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ระหว่างเราขึ้นมาอีกครั้ง และหลุดปากพึมพำถ้อยคำบางคำออกไป…ซึ่งเธอไม่มีวันได้ยิน..หมายเหตุเรื่องสั้นขนาดสั้นเรื่องนี้ รวมเล่มอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด "นาสตาเซีย" จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์

เรื่องสั้นไทย “เรื่องรัก” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

เมื่อคืนตอนห้าทุ่ม  ผมเริ่มต้นพิมพ์ข้อความลงในเฟซบุ๊กค่อนข้างยาวกว่าที่เคย  ในช่องว่างสีขาวสะอาดตาซึ่งเชิญชวนด้วยประโยคคำถามว่า  “คุณกำลังคิดอะไรอยู่…”.คุณกำลังคิดอะไรอยู่   ครั้งที่ 1….คุณปลดปล่อยสิ่งที่คุณคิดคำนึงลงไปในพื้นที่ส่วนตัวซึ่งแวดล้อมด้วยเพื่อน ๆ ผู้ไม่เคยทักทาย หรือแม้แต่จะกด “ไลก์” ให้กันเลยจำนวนเกือบห้าพันคนยี่สิบปีมานี้ คนที่รู้จักคุณมักกล่าวว่าคุณนำเอาแรงบันดาลใจเกี่ยวกับเธอมาเขียนนวนิยายแลกเงิน สำหรับจ่ายเป็นค่าอาหารขยะและเหล้าราคาถูก ก่อนจะเมาหลับไปในห้องเช่าอันเก่าโทรม ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ คุณก็แค่ปรารถนาให้เธอได้อ่านเรื่องราวในอดีตและตอบตัวเองว่า ถ้อยคำที่เธอเคยขอให้คุณระลึกถึงไว้เสมอนั้น ยังคงมีตัวตน อีกทั้งเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา หรือว่าได้สูญสิ้นไปแล้ว ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในถ้อยคำแห่งความทรงจำ คุณก็ยังมีสิทธิที่จะเชื่อและตั้งความหวังไว้อยู่เสมอ หลังจากนั้นคุณก็หลับไม่ลง....คุณกำลังคิดอะไรอยู่   ครั้งที่ 2….กรุงเทพมหานครปี 1992…รัฐประหารเป็นเรื่องของสถิติ แต่ความรักเป็นเรื่องอื่น…นี่คือ 451 วัน  หลังการรัฐประหารครั้งที่ 11.คุณกำลังคิดอะไรอยู่   ครั้งที่ 3….“ทีหลังพี่อย่าทำอย่างนี้อีกนะ บ้านเมืองยิ่งกำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน แล้วเล่นหายไปสองวันสองคืนไม่กลับบ้าน งานการก็ไม่ไปทำ”“ก็จะไปทำงานนั่นแหละ แต่บังเอิญเจอเพื่อนในกลุ่มม็อบ เลยต้องตกกระไดพลอยโจน”“ตรงที่เขายิงกันเมื่อคืนใช่ไหม”“ใช่...”การจากไปอย่างแท้จริงของเธอทำให้หัวใจของคุณว่างโหวง อ่อนแรง สิ้นพลัง ถ้าหยุดเต้นไปเลยคุณก็จะไม่ยื้อยุดมันไว้หรอก การเต้นของมันไม่มีความหมายอีกแล้ว ไม่มีสิ่งใดมีความหมายนับตั้งแต่เห็นเธอในรถแท็กซี่คันนั้นค่อย ๆ ลับสายตาไป คุณไม่อยากตื่นขึ้นมาเพื่อรับรู้ว่าเธอได้จากไปแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง ป่านนี้เธอคงอยู่ไกลมาก แค่คิดว่าอยู่ไกลกันก็ทำให้น้ำตาของคุณจะไหลออกมาเสียให้ได้ แต่ก็ต้องฝืนทนให้มันตกอยู่ในโลกภายในของคุณ หาไม่แล้วภรรยาที่นอนอยู่ข้าง ๆ บนเตียงก็จะสงสัยเอาได้ และนี่อาจเป็นเพียงบทเริ่มต้นของการรับโทษต่อสิ่งที่คุณได้ทำลงไปคุณคิดถึงการได้เปลือยกายเดินบนท้องถนนแห่งความปรารถนาอย่างอิสระ ค้นหาความเพลิดเพลินจากความเย้ายวนใจในความรัก แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านตรงกันข้าม คุณกลับรู้สึกราวกับว่าได้เผลอไผลเดินอวดร่างเปลือยเปล่าต่อหน้าฝูงชนแห่งคุณธรรม พวกเขาย่อมส่งเสียงก่นด่าคุณ พร้อมกันนั้นก็ขว้างปาก้อนหินเข้าใส่คุณอย่างเกรี้ยวกราด แม้ว่าภายในใจของพวกเขาจะรู้สึกหฤหรรษ์ก็ตามคุณไม่อยากรับมือกับความวุ่นวายอีกเรื่องหนึ่งหรอกนะ คุณกลัวว่าจะรับมือไม่ไหว หรือจริง ๆ แล้วคุณคร้านที่จะต่อสู้กับปัญหาอื่น ๆ ความจริงคือคุณก็แค่ต้องการจ่อมจมอยู่ในโลกของตัวเอง อยู่กับความเศร้าสร้อยอันสวยสดงดงาม แน่นอน คุณอาจต้องฝืนยิ้มบ้างเป็นบางครั้งเพื่อไม่ให้ภรรยาล่วงรู้ถึงความในใจ เพราะหากเธอล่วงรู้ เธอย่อมจะกล่าวแก่คุณว่า “ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง” คุณรู้ดี.คุณกำลังคิดอะไรอยู่   ครั้งที่ 4….คุณรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ได้พบเธออีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศซึ่งกระหึ่มด้วยเสียงเคาะขวดพลาสติกและผู้คนที่ละลานตากลางแสงไฟส่องถนนอันเจิดจ้า ภาพอันพร่ามัวเลอะเลือนของเธอปรากฏขึ้น ณ ตรงนั้น บนท่อน้ำโลหะขนาดใหญ่ราวลำต้นมะพร้าวที่พาดอยู่เหนือคลองบางลำพู มีลวดหนามพันท่อนี้ไว้ด้วย คงเป็นฝีมือของทหารกระมัง ใครที่ต้องการข้ามไปทำธุระอีกฟากฝั่งหนึ่งพากันใช้ท่อเหล็กดังกล่าวต่างสะพาน เพราะบัดนี้สะพานผ่านฟ้าลีลาศและถนนราชดำเนินกลางอันกว้างใหญ่ไม่อาจใช้สัญจรได้อีกแล้ว มันเต็มไปด้วยขดลวดหนามแบบที่ใช้ในสงครามขวางกั้นเอาไว้หลายชั้น กั้นเพื่อไม่ให้ฝูงชนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่ก็ไม่อาจห้ามคุณกับเธอไม่ให้พบเจอกันได้ คุณเช็ดน้ำตาพลางจ้องดูเธอขณะพยายามเดินทรงตัวอยู่บนท่อโลหะ นัยน์ตาของเธอซึ่งมองมาที่คุณเป็นประกาย รอยยิ้มนั้นกว้างและสดใส เธอกำลังโบกมือให้คุณด้วยกิริยาไม่ต่างจากเด็กสาว คุณโบกตอบพร้อมกับออกวิ่ง หัวใจของคุณเอ่อท้นด้วยความรู้สึกมากมาย จากนั้นคุณก็โผเข้าไปหาเธอและกอดเธอไว้ เธอเองก็กอดตอบไม่ต่างกัน ก่อนจะส่งเสียงสะอื้นออกมาเบา ๆ ในเวลาเดียวกันนั้น ฝูงชนที่รายล้อมอยู่ก็พากันปรบมือแสดงความยินดี คุณได้แต่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นโบกขอบคุณพวกเขา และนึกอวยพรให้พวกเขาพบกับชัยชนะ.คุณกำลังคิดอะไรอยู่   ครั้งที่ 5….“ทำไมถึงไปเดินอยู่แถวนั้นล่ะ มันอันตรายนะ อาจมีการปะทะกันก็ได้”เธอก้มหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบว่า “ฉันไปที่โรงแรมมา ไม่ได้เข้าไปหรอก จริง ๆ ตั้งใจจะไปรอคุณน่ะ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ เมื่อลาออกแล้วก็ไม่อยากกลับเข้าไปอีก เลยเดินใจลอยมาเรื่อยเปื่อย กะว่าจะหารถแท็กซี่นั่งกลับบ้าน ป่านนี้ฉันยังจัดกระเป๋าเดินทางไม่เสร็จเลยค่ะ”“ขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้เราได้พบกันอีกครั้ง ผมดีใจมากนะ ดีใจจริง ๆ ค่ำคืนนี้ช่างเหมือนความฝัน”“คุณเลยต้องลาป่วยเพราะฉันแท้ ๆ ” เธอว่า ดวงตาฉายแววของความสุขปนเศร้า“ลาออกยังได้นะ ถ้ามันจะทำให้ได้อยู่กับคุณนานที่สุด”“อย่าพูดเลย เป็นไปไม่ได้หรอก”ยังไม่ทันที่คุณจะโต้ตอบกลับไปอย่างใจคิด ทันใดนั้นก็มีเสียงฝูงชนโห่ร้องกันเกรียวกราวแว่วมาจากท้องถนน ไม่ไกลออกไปนัก“ปะทะกันแล้วค่ะ ไม่รู้จะมียิงกันหรือเปล่า”“ไม่ต้องห่วง ผนังอาคารโรงแรมนี้คงจะหนาพอ ๆ กับโรงแรมของเรา แต่คุณควรอยู่ให้ห่างจากหน้าต่างไว้หน่อย”“เราน่าจะออกไปช่วยพวกเขา ถ้าเราถูกยิงตายพร้อมกันก็คงดีนะคะ เรื่องของเราจะได้จบ”“ไม่ดีหรอก ความตายกลืนกินทุกสิ่ง มันย่อมทำให้เราไม่สามารถคิดถึงกันได้อีก”เธอได้ยินดังนั้นจึงหยุดให้ความสนใจกับความวุ่นวายทางการเมืองข้างนอกโน่น แล้วโผเข้ากอดคุณไว้ นั่นทำให้ร่างของคุณหงายหลังล้มลงบนที่นอน คุณหัวเราะตาหยีอย่างมีความสุข ยกศีรษะขึ้นจูบริมฝีปากแดงของเธออย่างรักใคร่ น่าประหลาดเหลือเกิน ในจังหวะนี้นี่เองที่หัวใจของคุณรู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อตระหนักได้ถึงความไม่ยั่งยืนของความสุขที่เกิดขึ้นคุณถอนริมฝีปาก หายใจเข้าออกและสบสายตากับเธอ คุณพยายามไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้ ก่อนจะจูบเธออีกครั้งโดยไม่สนใจเสียงตะโกนโหวกเหวกของฝูงชนที่ดังแว่วมาเป็นระยะ.คุณกำลังคิดอะไรอยู่   ครั้งที่ 6….ยามเช้าของวันที่สอง คุณกับเธอเดินออกจากห้องพักของโรงแรมมายังลิฟท์เพื่อลงไปชั้นล่าง การได้อยู่ในลิฟท์ตามลำพังกับเธออีกครั้ง แม้จะไม่ใช่ลิฟท์ตัวเดิม มันก็ยังทำให้คุณหวนคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้นได้เป็นอย่างดีวันนั้นเธอ...ในชุดเครื่องแบบสวยงามของโรงแรม ได้พานักท่องเที่ยวชาวยุโรปซึ่งเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่งขึ้นไปส่งที่ห้องพัก ส่วนคุณในชุดสูทสีเข้มยืนมองไฟสีแดงบอกว่าลิฟท์ขึ้นไปหยุดอยู่ที่ชั้นไหน โชคดีที่หน้าที่ของคุณสามารถเข้านอกออกในได้แทบจะทุกจุดในโรงแรม คุณจึงรีบตามขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อเธอเสร็จธุระแล้วเดินกลับมา จึงพบว่าคุณกำลังยิ้มและยืนรออยู่ที่หน้าประตูลิฟท์ คุณยื่นช็อกโกแลตแท่งหนึ่งให้ เธอยิ้มหวานพลางรับไปจากมือของคุณ จากนั้นก็แกะห่อออกกินด้วยท่าทางเหมือนเด็ก ๆ เป็นเรื่องปกติที่คุณจะต้องหาช็อกโกแลตมาฝากเธอทุกวัน เพราะนั่นจะทำให้หัวใจของคุณมีความสุข ทว่าเรื่องไม่ปกติก็เกิดขึ้นจนได้ในวันนั้น เมื่อประตูลิฟท์เปิดออกแล้วเธอกับคุณก้าวเข้าไปพร้อม ๆ กัน ความจริงคุณเคยอยู่ตามลำพังกับเธอในลิฟท์มาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เธอประสานสายตากับคุณอย่างท้าทาย ต่อมาก็จ้องมองดูคุณด้วยแววตาหยาดเยิ้ม คุณจึงไม่อาจอดใจไหว ต้องยื่นหน้าเข้าไปจูบริมฝีปากแดงของเธอ ทีแรกคุณมีอาการลังเลเล็กน้อยด้วยกลัวเธอจะปฏิเสธหรือผลักไส ก่อนจะกล้ากอดร่างหนั่นแน่นเอาไว้นานเท่าที่เวลาภายในลิฟท์เอื้ออำนวย ภายหลังคุณถึงกับรู้สึกเสียดาย เมื่อมันวิ่งลงมาถึงชั้นล่างซึ่งเป็นห้องล็อบบี้อย่างรวดเร็ว เธอกับคุณรีบผละจากกัน และทันทีที่ประตูลิฟท์เปิดออก เธอกับคุณก็ก้าวออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“เช็ดปากด้วยค่ะ” เธอกระซิบ นั่นทำให้คุณตกใจรีบก้มหน้าลง ก่อนจะเดินหาที่ลับตาคนเพื่อควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปาก น่าแปลกใจที่สีแดงซึ่งปรากฎอยู่บนสีขาวของผ้าเช็ดหน้ากลับดูไม่สวยสดและทรงเสน่ห์เท่ากับเมื่อปรากฎอยู่บนริมฝีปากของเธอ คุณบอกตัวเองเช่นนั้นด้วยความวาบหวามใจ นานมากแล้วที่คุณไม่เคยจูบหญิงสาวคนไหนด้วยความรู้สึกเช่นนี้ รสจูบอันอ่อนหวานซ่านซึ้งที่เธอตอบสนองแทบจะไม่แตกต่างจากจูบแรกในชีวิต อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงดอกไม้คนละสีในสวนสวรรค์ที่คุณไม่มีวันลืม คุณรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ.คุณกำลังคิดอะไรอยู่   ครั้งที่ 7….คุณกับเธอเดินกุมมือกันไปบนทางเท้าอันกว้างขวางของถนนราชดำเนินกลาง นี่คือยามเช้าที่ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้จบลงแล้ว ไร้เสียงปืน ถนนหนทางแทบจะว่างเปล่า แต่ยังคงเห็นร่อยรอยของลูกปืนเป็นรูอยู่บนกระจกร้านหรือสำนักงานริมถนน มีรอยเลือดสีจาง ๆ ปรากฏอยู่ตามซอกมุมบนทางเท้า ได้ยินเสียงชาวบ้านพูดกันว่ามีรถบรรทุกน้ำมาฉีดล้างถนนตั้งแต่เช้ามืด รถบรรทุกน้ำสีแดงซีด ๆ เก่า ๆ คันหนึ่งยังคงจอดทิ้งไว้อยู่ริมถนน ใครบางคนสงสัยว่าภายในแท็งก์น้ำอาจจะมีร่างของประชาชนที่เสียชีวิตซ่อนอยู่ก็เป็นได้ คำพูดนี้เรียกให้ผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้น ขณะที่เธอกับคุณยังคงอ้อยอิ่งอยู่ด้วยความสนใจ ทันใดนั้นเองก็มีรถบรรทุกพาทหารอาวุธครบมือหมู่หนึ่งมาส่งลงใกล้ ๆ กับรถบรรทุกน้ำ ชาวบ้านเริ่มต้นส่งเสียงด่าทอทหารว่าเป็นพวกฆาตกร พวกเขาสงสัยว่าศพของประชาชนมากมายหายไปไหนหมด บางส่วนคงอยู่ในรถบรรทุกน้ำ และพวกทหารกำลังนำไปทำลายใช่หรือไม่ ด้วยอารมณ์โกรธ พวกเขาจึงช่วยกันขว้างปาก้อนหินและข้าวของเข้าใส่ทหาร ทหารทุกนายรีบปลดปืนยาวที่สะพายออกมาประทับเล็งใส่ฝูงชน เมื่อเหตุการณ์กลับเป็นเช่นนี้ ฝูงชนซึ่งโกรธเกรี้ยวก็ได้แต่พุ่งตัวลงไปหมอบราบบนพื้นซีเมนต์ของทางเท้าโดยไม่กลัวเจ็บ หลายคนถึงกับวิ่งหนีเตลิดห่างออกไป มีเพียงเธอกับคุณเท่านั้นที่ยังคงยืนกุมมือกันไว้อย่างไม่สะทกสะท้าน“ยิงเลยสิ” เธอชูกำปั้นขวาและตะโกนขึ้นอย่างท้าทาย เหมือนมีอารมณ์ร่วมกับผู้ประท้วง“ทหารพวกนี้ไม่ยิงเราสองคนหรอก”“ทำไมล่ะ เรื่องจะได้จบ”“พวกเขาคงรู้ว่าปล่อยให้เราเป็นอย่างนี้จะทรมานกว่า”คุณยิ้มเศร้า ๆ ให้กับคำพูดของตัวเอง ใจคิดอยากดึงร่างเธอเข้ามากอดและจูบอีกสักครั้ง ต่อหน้าทหารที่ยังคงเล็งปืนเข้าใส่.คุณกำลังคิดอะไรอยู่   ครั้งที่ 8….คุณหวนคิดถึงเหตุการณ์ตอนหนึ่งในห้องพักโรงแรม มันเป็นเวลาใกล้รุ่งแล้ว เสียงปืนสงบลงได้พักใหญ่ และนั่นก็เป็นคืนที่สองที่คุณไม่ได้ไปทำงาน“จะย้ายกลับมากรุงเทพฯ อีกไหม...”คุณถามขึ้นด้วยความสงสัย แต่เธอกลับนั่งก้มหน้านิ่งไม่ยอมตอบ...

เรื่องสั้นไทย “เรไร” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

1.“คุณป้า จักรยานสีส้มคันนั้นยังอยู่หรือเปล่าครับ”“คันนั้นนั่นเอง คุณแน่ใจหรือคะ ว่าต้องการจะใช้คันนั้นจริง ๆ มัน...”“ใช่ครับ ผมต้องการใช้คันนั้น กะว่าจะขอใช้เป็นประจำระหว่างพักอยู่ที่นี่ด้วย”“ออกจะเก่ามากแล้วนะคะคุณ แต่หลานป้ามันก็ซ่อมแซมอย่างดี มันรักจักรยานทุกคัน จึงดูแลเอาใจใส่เสมอ”จักรยานแม่บ้านสีส้มคันนั้นเก่าไปมากจริง ๆ แต่ก็ยังขี่ได้ลื่นไหลดี จุดหมุนตามส่วนต่าง ๆ เงียบ   ไม่มีเสียงรบกวนเลย ผมจึงสามารถขี่ไปตามถนนเลียบหาดได้โดยไม่มีอะไรติดขัด และผมก็ได้แต่หวังว่า จินตนาการของผมจะลื่นไหลดุจเดียวกัน ผมอยากจะได้เรื่องดี ๆ จากสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้สักเรื่องหนึ่ง ก่อนที่ผมจะต้องกลับกรุงเทพฯเป็นเวลาตีสามแล้วแต่ผมยังเขียนอะไรไม่ได้   บุหรี่ถูกเผามวนแล้วมวนเล่า   ในขณะที่สายตาเหม่อมองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปยังท้องทะเลดำมืด   แลเห็นเพียงจุดแสงสีเขียวของเรือตกหมึกลอยลำอยู่มากมายในเวิ้งอ่าว การหลบหนีความวุ่นวายจอแจของเมืองหลวงออกมาถึงบ้านกรูดไม่ได้ช่วยอะไรผมเลย   คงเสียค่าห้องเช่าโดยไม่ได้เรื่องราวกลับมา   ผมคิดหรือว่าแท้จริงแล้วผมไม่ได้ต้องการกลับมายังท้องทะเลแห่งนี้เพื่อเขียนหนังสือ   แต่กลับมาเพื่อคิดถึงเธออีกสักครั้ง   ผมคิดถึงเธอเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ   ผมอดถามตัวเองไม่ได้และแล้วภาพของเธอในชุดเดรสเปิดหัวไหล่   ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายสีขาวยาวถึงหน้าแข้ง   ก็ผุดขึ้นในห้วงความคิดเหมือนที่เคยเป็นมาเสมอนับจากวันนั้น   เธอยิ้มอ่อนหวานทว่าดูเศร้า เธอโบกมือให้ผม   ขณะจูงจักรยานสีส้มที่ขอยืมจากคุณป้าเจ้าของห้องเช่าเธอบอกว่าจะออกไปขี่จักรยานเลียบหาดในตอนเช้า ซึ่งเป็นเช้าวันที่ลมพัดแรงเหมือนจะมีพายุเข้า   เส้นผมสีน้ำตาลอันยาวสลวยของเธอปลิวไสว   เธอช่างดูงดงามที่สุดในเช้าวันนั้น   รูปร่างผอมบางแทบจะปลิวไปตามแรงลมเลยทีเดียว   หน้าตาและบุคลิกของเธอดูไม่ต่างจากสาวมีการศึกษาซึ่งทำงานอยู่ในสำนักงานดี ๆ ที่ไหนสักที่หนึ่ง   ผมยังจำได้แจ่มชัดราวกับเป็นภาพเหตุการณ์ของเมื่อวานนี้2.“คงอีกไม่นานนักหรอกค่ะ ที่ฉันจะลาออกไปเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง” เรไร - สาวร่างสันทัด อายุราวยี่สิบสองปี บุคลิกดูสุภาพเรียบร้อยเหมือนคนมีการศึกษา มิหนำซ้ำยังเปี่ยมด้วยเสน่ห์น่ารักน่าใคร่ เธอเคยเล่าให้ผมฟังถึงความหวังของเธอเมื่อหลายปีมาแล้ว“ผมจะไปช่วยล้างจาน...”“พูดต่อไปสิคะ”“บางทีอาจจะช่วยเสิร์ฟด้วย เวลาที่ลูกค้าแน่นร้าน”“จริงหรือ ดีใจจัง แต่คุณทำไม่ได้หรอกค่ะ คำพูดของคุณไม่ใช่ความจริง ฉันไม่รู้จักคุณเลย คุณเองก็ไม่เคยแนะนำฉันให้เพื่อนของคุณรู้จักแม้สักคนเดียว” บทสนทนาในแสงสลัว ท่ามกลางเสียงร้องและดนตรีอันอึกทึกภายในร้านคาราโอเกะกึ่งค็อกเทลเลาจน์ ย่อมฟังดูไม่น่าเชื่อถือ เธอคงคิดว่านั่นเป็นเพียงคำพูดจากปากของนักเที่ยวผู้กำลังมึนเมาไปกับสุราฝรั่ง ผมจึงใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวของเธอไว้แน่น เผื่อว่าเธอจะรู้สึกได้ถึงความมีตัวตนของผมขึ้นมาบ้าง ผมพยายามทำให้เธออบอุ่นและมีความหวัง“ปฏิเสธสิคะ รีบปฏิเสธออกมา ฉันรอฟังอยู่นะ หรือฉันไม่มีค่าพอที่จะได้รับฟัง” ผมยิ้มใจเย็น แกล้งทำเป็นสั่นศีรษะ เธอจึงสะบัดหน้าอย่างแง่งอน แล้วลุกขึ้นเดินไปทางโต๊ะของลูกค้ารายอื่น ผมแน่ใจว่าอีกไม่นานเธอจะกลับมา เหมือนเช่นหลายต่อหลายคืนที่เรามีความสุขด้วยกัน ผมกำลังวางแผนว่าคืนนี้จะพาเธอไปนอนเล่นที่บางแสน แทนที่จะเป็นโรงแรมในกรุงเทพฯแต่เธอก็ไม่เคยกลับมา...หลายปีต่อมา   ผมได้พบกับเรไรอีกครั้งในโรงนวดแผนโบราณแห่งหนึ่ง   เธอนั่งก้มหน้าก้มตาถักโครเชต์อยู่ในตู้กระจก   บนอัฒจันทร์ขนาดเล็กและเตี้ยเพียงสามขั้น   ซึ่งปูด้วยพรมหรือผ้าสักหลาดสีแดงสด   บนเพดานมีโคมไฟเปิดไว้สว่างโร่ แวบแรกที่เห็นผมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง   รู้สึกตื่นเต้นจนมือไม้สั่น   ใบหน้าเห่อชาด้วยความดีใจ   แน่นอน   ผมจำเธอได้ในทันที   จึงรีบบอกหมายเลขบนเข็มกลัดสีแดงบนอกเสื้อของเธอแก่พนักงานเชียร์แขกตอนที่เธอเดินออกมาจากตู้กระจกนั้น   ผมสังเกตเห็นว่าเธอเดินขากะเผลกเล็กน้อย   ขาของเธอคงเจ็บ   ผมคิด เธอเดินนำหน้าผมขึ้นบันไดไปยังชั้นบนโดยไม่พูดอะไร ไม่กี่นาทีต่อมาเราก็ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังในห้องปรับอากาศขนาดเล็ก   เธอยื่นห่อพลาสติกบรรจุเสื้อกางเกงสำหรับเปลี่ยนให้ผม   ก่อนจะเดินออกจากห้องนวดหายไปสักพักหนึ่งเธอกลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยอ่างพลาสติกซึ่งบรรจุไว้ด้วยน้ำอุ่นและสบู่เหลว   เธอไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยขณะที่นั่งยอง ๆ ทำความสะอาดเท้าของผมในอ่างน้ำใบนั้น   ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา ผมเฝ้าแต่สงสัยว่าเธอยังจำผมได้หรือเปล่า   หรือว่าเธอลืมผมเสียแล้ว   ผมรอให้เธอพูดอะไรออกมาสักคำหนึ่ง   ถ้อยคำซึ่งจะช่วยบอกว่าเธอยังคงจำผู้ชายคนนี้ได้   แต่เธอก็ยังไม่ยอมเปล่งเสียงออกมาราวกับว่าเธอลืมวิธีพูดจาภาษามนุษย์ไปนานแล้ว“ขึ้นไปนอนบนเตียงค่ะ”กว่าผมจะได้ยินเสียงเธออีกครั้งก็หลังจากที่เธอใช้ผ้าขนหนูสีแดงเช็ดเท้าทั้งสองข้างของผมจนแห้งดี   เสียงของเธอไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย   น้ำเสียงและหางเสียงยังคงมีความหวานไพเราะ   ทว่าฟังดูราวกับไร้หัวใจ   เหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่งซึ่งทำทุกสิ่งทุกอย่างไปตามหน้าที่เท่านั้น   ใบหน้าของเธอยิ่งไปกว่าเสียงพูด   ผมสงสัยว่าเธอยังคงมีความรู้สึกอยู่หรือไม่“ช่วยสั่งเบียร์ให้ผมขวดนึงด้วย   ส่วนเรจะกินอะไรก็สั่งได้ตามสบาย   อ้อ   ผมหวังว่าคุณคงชื่อเรนะ   ถ้าผมจำคนไม่ผิด ใช่   ถ้าผมจำคุณผิดไป   ผมก็คงเป็นบ้าแล้วนั่นแหละ”   ผมกล่าวออกไปอย่างอัดอั้นตันใจ“เรียกฉันว่าแอนนาดีกว่า   เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็เรียกฉันอย่างนี้”   เธอพูดเสียงเรียบ   ก่อนจะลุกจากเตียงเดินออกไปนอกห้อง สักครู่หนึ่งก็กลับมานั่งก้มหน้านวดขาของผมต่อ“เสียงของเรไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”“บอกแล้วว่าฉันชื่อแอนนา”   เธอเงยหน้าขึ้นพลางจ้องผมด้วยแววตาดุ ๆ“มันเกิดอะไรขึ้น   ตั้งแต่คืนนั้นเรก็หายหน้าไปเลย   ผมได้ยินพนักงานพูดกันว่าเรเมาหนัก   ทั้ง ๆ ที่เรไม่ใช่คนดื่มเหล้า ผมไปรอเรอยู่ที่นั่นนานถึงสองเดือนรู้ไหม”เรไรถอนหายใจ   เงียบเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่   แต่แล้วก็กล่าวออกมาเพียงสั้น ๆ ว่า   “ช่างมันเถอะค่ะ   เรื่องมันนานมาแล้ว   ฉันไม่มีค่าพอที่คุณจะมาสนใจหรอก”“ไม่ได้   เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง   คืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”เรไรนั่งเงียบอยู่นาน   ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องในคืนนั้น“มีแขกคนหนึ่งบอกว่ารู้จักคุณดี   เขาเคยอ่านงานเขียนของคุณหลายเรื่อง   เขาว่าคุณมีลูกเมียแล้ว   แล้วทำไม…ทำไมคุณถึงยังมาทำดีกับฉันอีก”ผมตะลึงเล็กน้อย   จากนั้นก็เข้าใจเรื่องราวได้มากขึ้น ผมอดกัดริมฝีปากตัวเองอย่างแรงไม่ได้   คำพูดที่ควรพูดออกไปกลับติดอยู่ในลำคอที่ตีบตัน“ผมขอโทษ”   ผมทำได้แค่เพียงเอ่ยออกมาสั้น ๆ ขณะลุกขึ้นนั่ง   พร้อมกับเอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้ แล้วเรไรก็ร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ...คืนนั้นผมเหมาชั่วโมงของเธอจนถึงห้าทุ่ม   เมื่อโรงนวดแผนโบราณได้เวลาปิด   ผมจึงจ่ายเงินแล้วแต่งตัวเดินลงมาข้างล่าง แลเห็นเธอกำลังยืนพูดอยู่กับพนักงานสาวคนหนึ่งที่เคาน์เตอร์ ผมได้แต่ยืนรี ๆ รอ ๆ อยู่ตรงนั้น เมื่อเธอคว้ากระเป๋าสะพายเดินออกไปตรงประตูทางออก   ผมก็รีบบอกพนักงานสาวคนหนึ่งว่าขอฝากรถจอดไว้ด้วย   เวลานั้นรถของผมยังจอดอยู่ที่ลานจอดรถของโรงนวด   มันเป็นเพียงโคโรล่ารุ่นเก่ามากแล้ว   ผมจึงไม่นึกเป็นห่วงเท่าไรนัก ก่อนจะก้าวตามเธอไปโดยไม่รอช้า“เรพักอยู่ที่ไหน”เธอหันมามองหน้าผม   ดวงตามีแววครุ่นคิด   แล้วโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา   เธอกลับคว้าแขนผมดึงให้เดินตามเธอเข้าไปในซอยด้านหลังโรงนวดแห่งนั้นมันเป็นเวลาค่อนข้างดึก   ทางเดินจึงเกือบจะร้างว่างเปล่าผู้คน   มีเพียงคนเมาสองสามคนกำลังยืนพูดคุยกับหมอนวดสาวกลุ่มหนึ่งอยู่ตรงต้นซอย   สองข้างทางเดินเป็นตึกแถวสองชั้นสภาพเก่าโทรมที่เจ้าของปิดประตูเข้านอนกันหมดแล้ว ครั้นเดินเข้าไปในซอยได้ราวสองร้อยเมตรก็พบกับตึกสี่ชั้น   มองเห็นป้ายชื่อขนาดใหญ่ของอพาร์ทเมนท์เด่นสะดุดตา สภาพของมันกลางเก่ากลางใหม่“ฉันพักอยู่ที่นี่ค่ะ”   เธอว่ายามประจำตึกส่งเสียงทักทายเธออย่างคุ้นเคย   เธอโต้ตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใสเหมือนจะสนิทสนม   แต่ก็ยังมีความถือตัวอยู่ในที   เราก้าวขึ้นบันไดไปยังห้องพักของเธอบนชั้นสอง ห้องพักอยู่สุดทางเดินติดกับประตูทางหนีไฟภายในห้องพักมีเพียงเตียงนอนขนาดควีนไซส์   ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะเครื่องแป้ง   เหมือนกับห้องเช่าทั่วไปในเมืองใหญ่   โชคดีที่ยังมีตู้เย็นและโทรทัศน์เก่า ๆ เครื่องหนึ่งตั้งอยู่ตรงปลายเตียง“เบียร์กับเหล้าอยู่ในตู้เย็นนะคะ   ถ้าคุณอยากดื่มต่อ” เธอหันหน้ามาบอก   ขณะคว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไปในเวลาต่อมา   เรานั่งกับพื้นห้องซึ่งปูด้วยแผ่นกระเบื้องสีขาว และดื่มเหล้าบนโต๊ะญี่ปุ่น“จำได้ว่าฉันดื่มเหล้าแก้วแล้วแก้วเล่า   ฉันถึงกับสั่งเปิดขวดใหม่เป็นของตัวเองเลยทีเดียวค่ะ   แล้วฉันก็เมาเหมือนหมา เที่ยวอาเจียนใส่อ่างล้างหน้าทุกใบจนอุดตันไปหมด   ก็อย่างที่คุณรู้มา”“ผมรอเรอยู่ข้างล่างตึกตั้งนาน”“คืนนั้นฉันเมาหลับในห้องแต่งตัวค่ะ   จนเช้าถึงได้นั่งแท็กซี่กลับห้องพัก   ไปเก็บข้าวของกลับบ้านต่างจังหวัดน่ะ   ไม่ได้บอกใครเลย   ไม่ได้ลาออกด้วย   ในเวลานั้นฉันไม่สนใจอะไรอีกแล้ว   ฉันรู้สึกอยากกลับบ้านไปหาพ่อแม่   พวกท่านดีใจกันใหญ่ที่เห็นหน้าฉัน   สองปีทีเดียวที่ฉันไม่ได้กลับบ้านเลย   ส่งแต่เงินกลับไป”“มิน่าผมถึงตามหาเรไม่พบ”“คุณตามหาฉันจริง ๆ หรือคะ   ไม่ได้หลอกให้ฉันดีใจเล่นใช่ไหม   ฉันมีค่าขนาดนั้นเลยหรือคะ   สำหรับคุณ”   เธอถามด้วยสีหน้าจริงจัง   ไม่มีรอยยิ้ม   จากนั้นก็ยกแก้วเหล้าดื่มรวดเดียวจนหมด“ผมคิดถึงเรมากรู้ไหม”“คุณน่าจะเก็บความคิดถึงไว้สำหรับเมียของคุณมากกว่านะคะ”“อย่าพูดถึงคนอื่นเลยดีกว่า   เราเลิกกันนานมากแล้ว”“ทำไมล่ะ   ทะเลาะกัน   หรือว่าเข้ากันไม่ได้”“มันไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว   จริง ๆ นะเร”   ผมยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวบ้าง“ฉันเข้าใจคุณนะคะ   ว่าเรื่องอย่างนี้อธิบายได้ยาก   ฉันเองก็เคยเป็น   คุณคงไม่รู้สินะ   หลังจากกลับไปบ้านนอก   ไม่นานฉันก็แต่งงานกับผู้ชายชาวบ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่มาติดพัน   ฉันคิดว่าเขารักฉันจริง   เรามีลูกด้วยกันหนึ่งคนเป็นผู้ชาย   ก่อนที่เราจะทะเลาะกันเพราะเรื่องผู้หญิงอื่น   ฉันจึงหนีกลับมาอยู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง   ก็อย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ”“เรแต่งงานแล้วงั้นเรอะ”   ผมถามออกไปด้วยความประหลาดใจ   รู้สึกเหมือนถูกตีเข้าตรงหัวใจอย่างแรงเธอรีบลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบเอาซองจดหมายรัดยางปึกหนึ่งยื่นส่งให้ผม“อ่านจดหมายนี่ดูสิคะ   เขาเขียนจดหมายถึงฉันหลายฉบับ   ด่าฉันต่าง ๆ นานาในจดหมายพวกนี้   ว่าหนีมาขายตัวบ้างละ   ด่าว่าเป็นกะหรี่บ้างละ   จึงทิ้งเขามาโดยไม่บอกกล่าว   ฉันไม่เคยเขียนถึงเขาอีกเลยนอกจากฉบับแรก   ฉันอยากให้เขารู้ว่าฉันมากรุงเทพฯ เพื่อทำงานหาเงินเก็บไว้ให้ลูก   ที่สำคัญฉันไม่อยากทนอยู่กับเขาอีกต่อไปแล้ว   เขาเป็นผู้ชายใจร้ายเหมือนคุณนั่นแหละ”ผมรับจดหมายปึกใหญ่มาถือไว้ด้วยความมึนงง   รู้สึกเจ็บในอก   และเสียดายบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่อาจบอกเป็นถ้อยคำได้ว่าคืออะไร   สุดท้ายผมก็ไม่ได้เปิดซองจดหมายพวกนั้น   เท่าที่ทำได้คือวางมันลงบนโต๊ะญี่ปุ่น   สภาพการณ์จึงดูราวกับว่าผมกำลังนั่งดื่มเหล้ากับหญิงสาวลูกหนึ่ง   โดยมีจดหมายสามีของเธอวางอยู่ตรงหน้าเป็นสักขีพยาน“ก่อนหน้านั้นเขาทุบตีฉันและผลักฉันตกบันได   ตอนที่ฉันพยายามห้ามเขาไม่ให้ไปหาผู้หญิงอื่น   ขาฉันหักจนต้องเข้าเฝือกและยังคงมีปัญหามาจนทุกวันนี้   คุณคงเห็นแล้ว   เขาใจร้ายไม่ผิดจากคุณ   แต่ก็ยังไม่อาจทำให้ฉันผิดหวังและเจ็บปวดได้เท่ากับคุณ”คงเป็นเพราะความมึนเมานั่นเอง   จึงทำให้เธอกล้าพูดความในใจออกมามากขึ้น   ที่น่าแปลกก็คือใบหน้าของเธอไม่มีร่องรอยของความเศร้าโศกเลย   จะมีก็แต่ความเย้ยหยันในแววตาและบนริมฝีปาก   คนที่เศร้ากลับเป็นผม   ผมเอื้อมมือไปจับมือของเธอและปรารถนาจะยกขึ้นมาจูบ   แต่เธอออกแรงขืนมือเอาไว้“อย่าทำอย่างนั้นเลยค่ะ   การกระทำของคุณมันไม่จริงใจ   ลืมเสียเถอะ…ว่าครั้งหนึ่ง   ฉัน…ฉันเคยรักคุณ”   พูดจบเธอก็ร้องไห้ออกมา   ก่อนจะล้มตัวลงนอนคุดคู้กับพื้นห้องเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง“ลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันได้แล้วค่ะ   ฉันเตรียมไว้ให้ในห้องน้ำแล้ว อาบน้ำด้วยนะคะ”“เรตื่นแต่เช้าเลยหรือ”“ออกไปซื้อแปรงสีฟันให้คุณไงคะ   แล้วก็ซื้อเกาเหลาเลือดหมูของโปรดของคุณมาด้วย   ฉันยังจำได้นะว่าคุณชอบกินเกาเหลาเลือดหมูมากแค่ไหน   ทุกครั้งที่ร้านคาราโอเกะเลิก   ถ้าเราไปเที่ยวผับกันต่อ   ผับเลิกแล้วคุณเป็นต้องขับรถตระเวนหาเจ้านี่กินเป็นประจำ”แม้จะยังรู้สึกอ่อนเพลียและมึนงงศีรษะอยู่บ้าง   แต่ผมก็รีบลุกจากเตียงนอนไปเข้าห้องน้ำ   พอจัดการธุระเสร็จก็ออกมานั่งกินอาหารเช้าตามความต้องการของเธอ   ทั้ง ๆ ที่ความจริงผมอยากได้เบียร์สักขวดมากกว่า“อืม   อร่อยใช้ได้เลย   ซื้อร้านไหนกันละนี่”“แถวท่าน้ำค่ะ   ไม่ได้อุดหนุนมานานแล้ว   พอดีฉันเป็นโรคเบื่ออาหารน่ะ   แต่การได้เจอคุณทำให้ฉันกลับมารู้สึกหิวอีกครั้ง”ผมพยายามนึกถึงภาพท่าเรือที่เคยเดินไปขึ้นเรือข้ามฟากอยู่หลายครั้ง   จึงคิดขึ้นมาในตอนนั้นว่าอยากชวนเธอไปนั่งเรือข้ามฟากเล่นกัน   แต่แล้วอย่างทันทีทันใด   ผมก็คิดอะไรขึ้นมาได้อีก   มันเป็นอารมณ์สนุกแบบเด็ก ๆ ที่ชอบทำอะไรโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า“วันนี้เรต้องทำงานหรือเปล่า   หยุดงานได้ไหม”“ตั้งใจจะนอนกับฉันทั้งวันเลยหรือคะ”“เปล่า”   ผมอดหัวเราะให้กับคำพูดตรงไปตรงมาของเธอไม่ได้   “อยากไปนอนกับเรที่ริมทะเลมากกว่า”“ไปค่ะไป   ฉันนอนไม่ค่อยหลับมานานมากแล้ว   ฉันอยากไปเที่ยวทะเลกับคุณ   ฉันจะนอนที่ริมทะเล   แล้วหลับบนตักของคุณให้สนิทเลยค่ะ   คุณรู้อะไรไหม   ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นทะเลเลย   ทะเลจริง ๆ นะคะ   ฉันมันเด็กหลังเขา   บ้านเกิดฉันมีแต่ภูเขา”“ล้อเล่นน่า   มีใครบ้างไม่เคยเห็นทะเล   ทำไมทำหน้าทำตาอย่างนี้   พูดจริงหรือนี่   โธ่   น่าสงสารจัง   เด็กน้อยของผม โอเค   เดี๋ยวเรจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋านะ   ผมจะไปเอารถที่โรงนวดก่อน   ไม่รู้หายไปหรือยัง”   ผมพูดอย่างร่าเริง   รู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ราวกับว่ากำลังมีความสุขในชีวิตมากเป็นพิเศษบนม้ายาวริมถนนเลียบหาด   ผมนั่งเหม่อมองดูท้องทะเล   รู้สึกมีความสุขที่ได้มาอยู่ที่นี่   โดยมีเรไรนอนหนุนตักอยู่บนม้ายาว   เธอกำลังหลับสนิทเลยทีเดียว   และผมพยายามนั่งนิ่ง ๆ เพื่อที่จะไม่เป็นการรบกวนเธอ   สีหน้าที่ดูผ่อนคลายลงมากของเธอฟ้องว่าเธอเองก็มีความสุขเช่นเดียวกัน   ผมได้แต่หวังว่าเธอจะไม่ร้องไห้อีก   บรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้น่าจะทำให้เธอร่าเริงเหมือนนกตัวน้อย ๆ เลยทีเดียว   ผมคิดเธอหลับไปมากกว่าหนึ่งชั่วโมง   ตื่นแล้วก็ชวนผมไปหาอาหารทะเลกินกัน   เจ้าของห้องเช่าบอกว่ามีร้านอาหารริมหาดอยู่เจ้าหนึ่ง   ผมปล่อยให้เธอเป็นคนขี่จักรยานส่วนผมนั่งซ้อนท้ายแต่เป็นคนออกแรงถีบเอง   เธอแค่คอยควบคุมบังคับแฮนด์จักรยานให้ตรงทางเท่านั้น   เราสองคนคงดูเหมือนคู่รักวัยรุ่น และผมหวังว่านั่นจะทำให้เธอมีความสุขตกค่ำเราเก็บตัวดื่มเบียร์อยู่ในห้องพักเล็ก ๆ โดยไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ   ทว่าอาศัยเปิดหน้าต่างกระจกเพื่อรับลมจากท้องทะเล   มีเสียงคลื่นซัดฝั่งแว่วมาจากระยะไกล   ผมคิดว่าคงจะไม่มียุงมารบกวน“คุณจำความฝันของฉันได้ไหมคะ”“ร้านก๋วยเตี๋ยวงั้นหรือ   จำได้สิ”“ฉันเลิกฝันเรื่องนั้นไปนานแล้ว   เดี๋ยวนี้ฉันฝันแค่อยากรับลูกชายของฉันมาอยู่ด้วยเท่านั้น   ฉันเก็บเงินได้เยอะแล้วนะ” พูดจบเธอก็ลุกพรวดพราดไปคว้ากระเป๋าสะพาย   แล้วล้วงสมุดฝากเงินของธนาคารแห่งหนึ่งมาเปิดให้ผมดูตัวเลข“เก็บเงินเก่งนี่   มีเยอะกว่าผมอีก”เรไรหัวเราะเบา ๆ   แต่กลับฟังดูเศร้าเหลือเกิน...เราวางแผนจะอยู่ที่บ้านกรูดกันหลายวัน   หาดทรายและท้องทะเลอันเงียบสงบทำให้เรไรประทับใจมาก   เธอบอกว่าอยากอยู่ให้นานที่สุด   เรื่องงานไม่ใช่ปัญหา   จะกลับไปทำงานเมื่อไหร่ก็ได้   ส่วนผมเองยังพอมีเงินอยู่บ้างจึงตามใจเธอ   เพื่อเป็นการชดเชยต่อสิ่งที่ผมได้ทำให้เธอเป็นทุกข์มาก่อน   ประกอบกับสถานที่แห่งนี้ก็ยากที่จะพบคนรู้จัก   ผมจึงรู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองมากทีเดียว...คืนหนึ่งผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก   เพราะได้ยินเสียงคนร้องไห้ เรไรนั่นเอง   เธอร้องไห้อยู่คนเดียวในความมืด“ร้องไห้ทำไมล่ะ   เป็นอะไรหรือเปล่า”"ฉันฝันถึงลูกชายค่ะ”ผมพูดอะไรไม่ออก“ในฝันแกยังเล็กเท่ากับตอนที่ฉันจากมาอยู่เลย   แกไม่ยอมโตขึ้นเลย   ทำไมถึงเป็นยังงั้นไปได้คะ”“สักวันหนึ่งเรก็จะได้เห็นแกโตขึ้นเป็นหนุ่มด้วยสายตาของเรเอง   รอวันที่เรจะกลับไปรับแกมาอยู่ด้วย”“พ่อแกคงไม่ยอม   เขาเขียนมาในจดหมายว่า   จะไม่ยอมให้ลูกมีแม่เป็นกะหรี่ขายตัวค่ะ   แต่คุณก็รู้ว่า   ฉันไม่เคยขายตัว   ฉันนอนกับคุณฟรี ๆ โดยไม่เคยคิดเงินแม้สักบาทเดียว”ผมดึงเธอเข้ามาสวมกอด   ครั้นแล้วด้วยความรู้สึกบางอย่าง   ผมก็อดร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ ไม่ได้   รู้สึกซาบซึ้งใจไปกับคำพูดซื่อ ๆ ของเธอจนบอกไม่ถูก“ฉันเป็นคนไม่มีค่า   แต่ฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงขายตัวนะ”“ผมต่างหากที่ไม่มีค่าพอสำหรับเร”“ลูกชายของฉันจะภูมิใจในตัวฉันหรือเปล่าคะ”“ภูมิใจแน่นอน   เรจะเป็นแม่ที่ดี   ไม่ใช่สิ   เรเป็นแม่ที่ดีอยู่แล้วนี่”ผมรู้สึกดีใจที่ชีวิตของเราสองคนได้หวนกลับมาพบกันใหม่   ผมจะชดเชยให้เธอโดยไม่สนใจอะไรอีกต่อไป   ทว่านั่นคือความต้องการที่แท้จริง   หรือเป็นเพียงความปรารถนาในความฝันกันแน่นะ   ผมถามตัวเอง   แต่ไม่มีคำตอบใด ๆ ให้ผม   นอกจากเสียงคลื่นทะเลที่แว่วลอยตามลมเข้ามาทางช่องหน้าต่างเท่านั้น“คุณจะโกรธฉันไหม   ถ้ารู้ว่าฉันโกหกคุณ”   เรไรถาม “ฉันคงทนไม่ได้   ถ้าต้องสูญเสียคุณไปอีกครั้ง”“ผมยินดีให้เรโกหก   ถ้ามันจะทำให้เรสบายใจ”หญิงสาวซบหน้าลงบนแผ่นอกของผม“ฉันขอโทษ”เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอู้อี้และแผ่วเบา3.เช้าแล้ว ผมปิดฝาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก และเดินออกจากห้องพักลงไปใต้ถุนอาคารชั้นล่าง คว้าจักรยานสีส้มคันนั้นได้ก็ถีบมันไปตามเส้นทางเลียบหาดเหมือนเช่นทุกวัน ไม่นานเท่าไหร่นักก็ไปถึงม้านั่งตัวเดิม ผมจอดจักรยานทิ้งไว้ตรงริมถนน ก่อนจะเดินไปนั่งที่ม้ายาวตัวนั้นผมนั่งอยู่ที่นั่น ทอดสายตามองดูท้องทะเลและพยายามทบทวนความรู้สึก ตลอดจนเรื่องราวในเรื่องที่เพิ่งเขียนจบไปเมื่อตอนรุ่งสาง แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ลืมเล่าถึงรองเท้าผ้าใบสีขาวของเรไร ที่ถูกถอดวางไว้บนม้ายาวอย่างเป็นระเบียบผมยังคงเห็นเธอในชุดเดรสเปิดไหล่ ตัดจากผ้าฝ้ายสีขาวยาวครึ่งแข้ง เส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลปลิวไสวไปตามกระแสลมทะเล รอยยิ้มของเธอช่างงดงามอ่อนหวานเหมือนเช่นที่เคยเป็น เธอไม่ได้ทิ้งอะไรไว้มากไปกว่านี้ รอยเท้าของเธอบนผืนทรายในเช้าอันแสนเศร้าวันนั้น ก็ไม่อาจนับเป็นสิ่งที่เธอทิ้งเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม นี่คงเพียงพอแล้วต่อการกล่าวถึงหญิงสาวคนหนึ่ง เพื่อให้เธอมีตัวตนอยู่ในเรื่องของผมตลอดไป

เรื่องสั้นไทย The Best Time โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ครั้งหนึ่งผมเคยแต่งงานกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม   เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี   ผมตกงานและทนความกดดันไม่ได้   จนต้องแยกออกมาใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง   นานวันเข้าภรรยาก็อ้อนวอนขอให้ปล่อยเธอเป็นอิสระจากปลักตม   ซึ่งผมยอมตามใจเธอเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความปวดร้าวใจหลังจากได้ใบหย่ามาครอบครองแล้ว   ทันทีที่เดินออกจากสำนักงานเขต   เธอชวนผมเข้าร้านพิซซ่าแห่งหนึ่ง   สถานที่ซึ่งในสมัยก่อนเราชอบมานั่งรับประทานอาหารอยู่เป็นประจำ   วันนั้นเราสั่งอาหารจนเต็มโต๊ะ   ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยน สลัดผัก   ขนมปังกระเทียม   หัวหอมทอด   หรือแม้กระทั่งสปาเก็ตตี้ซอสเนื้อของโปรดของผมผมพยายามรักษาบรรยากาศด้วยการพูดคุยเหมือนในวันเก่า ๆ ของเรา   แต่อาหารบนโต๊ะก็เย็นลงและชืดชาอย่างรวดเร็ว   ไม่มีใครคิดจะกินมันอีก   ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นมื้อสุดท้ายระหว่างเธอกับผม เมื่อถึงเวลาจ่ายเงินเธอเอ่ยปากขอเป็นเจ้ามือ   เพราะรู้ว่างานใหม่ของผมในตำแหน่งอาสาสมัครลานกีฬา   ที่ใช้งบประมาณจากแผนมิยาซาว่าให้ค่าตอบแทนไม่มากนัก   แท้จริงแล้วเธอคงไม่ต้องการกินอาหารที่จ่ายด้วยเงินจากนโยบายทางการเมืองซึ่งเธอไม่เห็นด้วยมากกว่า   เธอว่ามันเป็นการใช้เงินอย่างไร้ประโยชน์   เพียงแค่จ้างคนตกงานอย่างผมมาเดินเล่นเท่านั้น   ผมฟังคำพูดของเธอแล้วก็ได้แต่นึกสมเพชตัวเอง   และทำให้ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ใจคิด   มันช่างยากเหลือเกินที่จะเอ่ยปากรั้งเธอไว้ในที่สุด   เราต่างแยกย้ายกันไปโดยไม่มีคำอำลาที่หน้าประตูร้านพิซซ่านั่นเองปี 1999ลานกีฬา   กรุงเทพมหานคร“วิกฤตต้มยำกุ้ง” ปี 1997 ส่งผลให้มีคนตกงานจำนวนมาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนโชคร้ายพวกนั้น การว่างงานทำให้ผมมีปัญหากับอดีตภรรยา ผมจึงย้ายออกมาเช่าห้องพักอยู่ตามลำพัง ชีวิตแต่ละวันผ่านไปได้ด้วยเงินจุนเจือจากแม่และเหล้าราคาถูกกว่าผมจะหางานใหม่ได้ก็อีกสองปีต่อมา เมื่อรัฐบาลในขณะนั้นได้กู้เงินจากประเทศญี่ปุ่นมากระตุ้นเศรษฐกิจ หรือที่รู้จักกันในนาม “งบมิยาซาว่า” เงินส่วนหนึ่งถูกนำมาจ้างอาสาสมัครประจำลานกีฬาในชุมชนต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร และโดยอาศัยเส้นสายเล็กน้อย ผมก็ได้งานอาสาสมัครที่ว่านี้ มันทำให้ผมกลับมามีรายได้ประจำ แม้จะไม่มากนัก แต่ชีวิตของผมก็มีความหวังอีกครั้งที่ลานกีฬานี่เอง ผมได้รู้จักหญิงสาวรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งทำงานในตำแหน่งเดียวกับผม ทางสำนักงานเขตจัดให้เราอยู่คู่กัน เธอเป็นคนน่ารัก ร่าเริง คุยเก่ง มีลักษณะโดยรวมอย่างซื่อ ๆ และจริงใจ   หลังเลิกงานวันแรกผมจึงชวนเธอไปนั่งดื่มเบียร์ที่ร้านอาหารชื่อ “The Best Time” บนถนนข้าวสาร เธอไม่เคยมาเที่ยวแถวนี้เลย เธอบอกผมอย่างตื่นเต้น ดูเหมือนว่าเธอจะประทับใจกับบรรยากาศของที่นี่มากเป็นพิเศษ นักท่องเที่ยวต่างชาติส่งยิ้มให้เธอเสมอ คงเป็นเพราะผิวคล้ำและรูปร่างผอมบางของเธอนั่นเอง ฝรั่งหลายคนพยายามพูดคุยด้วย แต่ภาษาอังกฤษของเธอแย่มาก ผมต้องคอยแปลให้แทบทุกประโยค เธอพูดไปขำไปอยู่เกือบตลอดเวลา จนกระทั่งเริ่มเมาเธอถึงได้นั่งก้มหน้าคอตกอย่างเซื่องซึม แล้วร้องไห้อยู่เงียบ ๆ น่าเศร้าใจที่ผมไม่ได้ปลอบโยนเธอเลย กลับปล่อยให้เธอจมอยู่กับอดีตของเธอ นั่นเป็นเพราะว่าผมก็จมอยู่ในอดีตของตัวเองเช่นเดียวกันเราสองคนไปพบกันที่ลานกีฬาทุกเย็น ยกเว้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ (แม้ว่าโดยปกติจะไม่มีอะไรให้ทำเลยก็ตาม) เมื่อได้เวลาอันสมควร เธอกับผมก็จะวิ่งออกมาอย่างลิงโลด ก่อนพากันนั่งรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังถนนข้าวสาร เพื่อปลดปล่อยชีวิตให้ล่องลอยผ่านไปในแต่ละคืนและสามารถหลับลงได้หลังจากนั้นราวสองเดือน คืนหนึ่งเราไปที่ “The  Best Time” กันเช่นเคย มันเป็นคืนที่ผมเมาหนักกว่าปกติ นั่นเป็น เพราะว่าไม่มีเหตุผลอะไรจะเหมาะแก่การเมามายยิ่งไปกว่านั้นอีกแล้ว   สำหรับการได้มาซึ่งชีวิตโสดอย่างแท้จริงของผู้ชายคนหนึ่ง เธอเองก็พลอยเมาหนักเป็นเพื่อนผมไปด้วย จนผมนึกเป็นห่วง ไม่อยากให้เธอนั่งรถแท็กซี่กลับบ้านตามลำพัง จึงตัดสินใจเช่าห้องพักรายวันแถวนั้นโดยที่เธอไม่ปฏิเสธ คืนนั้นทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปโดยที่เราแทบจะจำอะไรไม่ได้ในตอนเช้า แต่เธอกับผมต่างก็รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น“พี่ไม่ต้องรับผิดชอบหรอกนะ ก็เราไม่ได้รักกันนี่...ใช่ไหม...”คำพูดของเธอทำให้ผมหวนคิดถึงคำพูดของอดีตภรรยา ผู้หญิงคนนั้นก็เคยกล่าวคล้าย ๆ กันอย่างนี้มาก่อนในครั้งแรก ซึ่งทำให้ความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ผมไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ผมจึงรีบลุกขึ้นจากที่นอน แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยหลังจากคืนนั้น ผมยังคงชวนเธอไปเที่ยวและหาอะไรนั่งดื่มเสมอ เท่าที่จำได้เธอไม่เคยปฏิเสธแม้แต่ครั้งเดียว เรามักจะดื่มเบียร์และครุ่นคิดอยู่ในโลกของตัวเอง เมื่อรู้สึกว่าใกล้ครองสติไม่อยู่ เราจะเดินเข้าโรงแรมเพื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกันไปจนเช้า ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านในตอนสาย ที่ผ่านมาผมเคยคิดว่าเธอมีความสุขดี แล้วเหตุการณ์ก็คงดำเนินเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบื่อหน่าย และเลิกรากันไปโดยไม่มีใครต้องเจ็บช้ำ แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นเช่นนั้นเย็นวันหนึ่ง ทันทีที่เจอหน้ากัน เธอแจ้งกับผมว่า เมื่อตอนบ่ายเธอได้เข้าไปเขียนใบลาออกที่สำนักงานเขต วันนี้คือวันสุดท้ายที่เธอจะมาลานกีฬา เธอบอกว่าเธอได้งานใหม่แล้ว แม่ของเธอเป็นคนวิ่งเต้นหาให้“เป็นพนักงานขายจิวเวลรี่น่ะ” เธอว่า “เงินเดือนกับค่าคอมฯ รวมกันแล้วมากกว่าอาสาสมัครลานกีฬาหลายเท่า แต่ต้องย้ายไปทำงานไกลถึงหาดใหญ่ แม่บอกว่าฉันควรรับงานนี้ แล้วทำตัวให้เป็นผู้เป็นคนมากกว่าเดิม พี่เห็นด้วยมั้ย”“ผู้ใหญ่เขาอาบน้ำร้อนมาก่อน....”“แล้วพี่จะไปกับฉันหรือเปล่า ลองไปหางานที่นั่นทำดู นะ...ไปด้วยกัน ฉันอยากให้พี่ไปด้วย   หรือพี่จะให้ฉันรอ”“อย่ารอหรือคาดหวังกับคนอย่างพี่เลย”ผมจำได้ว่าปฏิเสธคำขอร้องของเธออย่างนุ่มนวล บทเรียนชีวิตสอนผมให้รู้จักการปฏิเสธ คืนนั้นเรากลับไปที่ร้าน “The Best Time” เพื่อชนแก้วกันครั้งแล้วครั้งเล่า และนอนด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายตอนเช้าหลังจากที่ผมส่งเธอขึ้นรถแท็กซี่แล้ว เราก็ไม่เคยได้พบกันอีกเลยปี 2000ถนนข้าวสาร   กรุงเทพมหานครหลังเทศกาลปีใหม่ไม่นานนัก ผมก็ได้งานใหม่เป็นนักเขียนประจำกองบรรณาธิการของนิตยสารรายปักษ์ฉบับหนึ่ง หน้าที่หลักคือเขียนคอลัมน์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนและคอลัมน์ท่องเที่ยวต่างจังหวัด งานอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ก็ตามแต่จะได้รับมอบหมายจากบรรณาธิการ   แน่นอนว่างานใหม่ได้รับเงินเดือนสูงขึ้นและยังตรงกับความถนัดของผมมากกว่าเดิม ผมจึงทำงานด้วยความพึงพอใจ แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่ามีความสุข หลังเสร็จสิ้นการงานผมยังคงตรงดิ่งไปนั่งดื่มเบียร์ที่ร้าน...

เรื่องสั้นไทย “นาสตาเซีย” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

20.35  น.5  กรกฎาคม  พ.ศ.  2544ตำบลบางกระเบา.ก่อนหน้านั้น   ผมเพิ่งจะเดินอย่างผิดหวังออกมาจากบ้านเช่าซึ่งเคยอาศัยอยู่   เจ้าของบ้านเช่าบอกว่าหญิงสาวที่ผมมาหาได้ย้ายออกไปนานแล้ว   ดูเหมือนหญิงเจ้าของบ้านจะจำผมไม่ได้ด้วยซ้ำในตอนแรก   แล้วทันทีที่จำได้   หล่อนก็ตีสีหน้าเย็นชาเข้าใส่   ผมพยายามถามว่าเธอย้ายไปอยู่ที่ไหน   แต่ไม่มีคำตอบหลุดรอดออกจากปากของหล่อน   ผมกลับมาที่ตำบลบางกระเบาอีกครั้ง   และกลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าของที่นี่บัดนี้   ผมซมซานมายืนหลบอยู่ภายใต้เงามืดของต้นเฟื่องฟ้าหน้าประตูรั้วบ้านพี่เซียน   ผมทำท่ารี ๆ รอ ๆ อยู่ตรงนั้นโดยไม่กล้าเปิดประตูเดินเข้าไป   เหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำเมื่อหลายปีก่อน   นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขากับผมดื่มเหล้าด้วยกันบ่อยครั้ง   แม้พี่เซียนจะไม่ใช่นักดื่มแบบผมก็ตาม   ทว่าด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน   ก็ทำให้เราสามารถนั่งสนทนาเรื่องหนังสือแต่ละเล่มได้นานสองนานเสมอหัวใจของผมเต้นรุนแรงเหมือนจะดีใจ   ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกประหวั่นอยู่ไม่น้อย   อีกทั้งยังโศกเศร้าอยู่ลึก ๆ   นึกอยากจะทำใจกล้าแต่กลับละอาย   เมื่อเมียงมองเข้าไปก็แลเห็นแสงไฟภายในบ้านและเงาดำหลังผ้าม่านวูบไหวเคลื่อนที่   ทำให้เดาได้ว่าคนในบ้านคงกำลังทำกิจกรรมบางอย่างหลังอาหารมื้อค่ำ ผมได้ยินเสียงซึ่งฟังเหมือนรายการโทรทัศน์แว่วมาเป็นระยะ   บางครั้งก็มีเสียงเด็กเล็กร้องตะโกนหรือหัวเราะดังขึ้น   นี่ทำให้ผมรู้สึกฉงนสนเท่ห์   บรรยากาศภายในบ้านหลังนี้เปลี่ยนแปลงไปจากวันเก่า ๆ มาก   และด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ผมรู้สึกว่า   ตัวเองได้กลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้วอย่างแท้จริงผมควรจะกดกระดิ่งไฟฟ้า   แล้วขอเข้าไปเพื่อถามคำถามสำคัญหรือไม่นะ   ผมปรารถนาจะถามเหลือเกินว่าเขาได้ข่าวของพี่เอ๋ยบ้างไหม   หลังจากวันนั้นแล้วชีวิตของเธอเป็นอย่างไรบ้าง   จะวันไหนเล่า   ก็ในวันที่ผมจากไปโดยทิ้งเธอให้นอนป่วยไข้อยู่เพียงลำพังในบ้านเช่าท้ายซอยนั่นเอง   ผมหวังว่าพี่เซียนจะมีคำตอบ   แม้กระนั้นผมก็ไม่กล้าเดินเข้าไปอยู่ดี   ผมยังคงเป็นเพียงชายขี้ขลาดตาขาวเหมือนเช่นที่ผ่านมา   ใช่   ผมเป็นเช่นนั้นเสมอภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงบภายในซอยแห่งนี้กับแสงไฟสลัวสีเหลืองซีด ๆ จากหัวเสาประตูรั้ว   ผมอดล้วงบุหรี่ออกมาจุดสูบข่มอารมณ์ไม่ได้   มือของผมสั่น   ลมก็พัดแรงจนจุดไฟแช็กสูบบุหรี่ได้ยากเย็น   อย่างไรก็ตาม   ในที่สุดปลายบุหรี่ก็ติดไฟแดงวาบ   ผมสูบควันเข้าปอดก่อนจะถอนหายใจยาว   รู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย   แต่ไม่ทันไรฝนก็ตกปรอย ๆ ลงมา   โชคดีที่กระเป๋าซึ่งสะพายอยู่กันน้ำได้   ผมจึงไม่นึกห่วงว่าสิ่งของภายในกระเป๋าจะเปียกน้ำฝนหรือไม่ไม่นานนักฝนก็ตกแรงขึ้น   ส่งผลให้ร่างของผมเปียกปอนไปทั้งตัว   บุหรี่ดับสนิท   ก่อนจะหักลงตรงกลางมวนจนต้องโยนทิ้ง   ผมขยับเท้าจะเดินกลับออกไปทางปากซอย   แต่เสียงของหญิงคนหนึ่งภายในบ้านที่ดังเล็ดรอดออกมากลับกระชากขาทั้งสองข้างของผมเอาไว้   แล้วยึดมันให้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นผมจำเสียงของเธอได้ดี   ทำไมถึงจะจำไม่ได้ล่ะ   เสียงของเธอคือความทรงจำของผม   ผมนึกขอบคุณ   อีกทั้งดีใจที่เธอยังคงมีชีวิตอยู่   เธอจะทำสีหน้าอย่างไรนะ   หากแม้ได้เห็นผมอีกครั้งหนึ่ง   หลังจากที่ผมเคยวิ่งหนีการติดตามของเธอในวันที่โลกของเรามีแต่พายุฝน   ช่างเป็นพายุฤดูร้อนที่รุนแรงเหลือเกินผมจำได้ดีว่าในเย็นวันนั้น   ผมพยายามวิ่งไปให้ถึงสะพานรวมเมฆ   วิ่งอย่างรวดเร็วและร้อนรนที่สุด   เพื่อหนีจากเธอชั่วชีวิต…...…บางส่วนของต้นฉบับที่เคยค้างเติ่ง….ภายในห้องเช่าย่านบางกระเบาอันเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอนครชัยศรี ท่ามกลางความคับแคบ ความมืดมน และความวังเวงใจ ผมนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นห้องซึ่งปูด้วยกระเบื้องสีเขียวเหมือนสีของใบลั่นทม ช่างเป็นสีเขียวที่งดงาม ผมบอกกับตัวเองมันก่อให้เกิดความรู้สึกเย็นยะเยียบแก่หัวใจของผมมานานแล้ว ครั้นได้มองดูอยู่ในเงามืด สีนั้นกลับดูเขียวคล้ำคล้ายกับริมฝีปากของนาสตาเซีย หญิงสาวเลือดผสมผู้หลับใหลอยู่บนเตียงนอนที่ผมคุ้นเคย ความจริงผมควรเป็นฝ่ายนอนซมเหมือนคนตายบนเตียงนี้แทนเธอมากกว่า โรคภัยหรือคำสาปใด ๆ ควรลงมาสิงสู่อยู่ในร่างของผม ไม่ใช่เธอ ดูนั่นสิ เธอนอนนิ่งราวกับไร้ชีวิต นาน ๆ ครั้งจึงจะได้ยินเสียงเธอขยับร่างซึ่งกำลังสั่นเทิ้ม แล้วละเมอเพ้อพึมพำออกมาด้วยถ้อยคำอันฟังไม่ได้ศัพท์ ราวกับว่าเธอต้องการกระซิบเรียกหาใครคนหนึ่ง ใครสักคนซึ่งจะทำให้เธอมีความสุข แต่แล้วใครคนนั้นกลับเป็นผมนั่นเอง บ้าไปแล้ว ทำไมเธอถึงได้เลือกผม จริงอยู่ ผมอาจช่วยเธอได้ หากตระหนักถึงความรู้สึกที่เธอสุมเอาไว้ในอก ความรู้สึกซึ่งคงกำลังโหมกระพือลุกไหม้ปนเปไปกับพิษไข้ ผมมองเห็นเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนหน้าผากและลำคอของเธอ มันจะทำให้เธอรู้สึกเย็นลงบ้างไหมนะ   ผมถามตัวเองเหมือนคนโง่"นาสตาเซีย...” ผมอยากเอ่ยชื่อของเธอออกมาให้ตัวเองได้ยิน แค่ได้ยินชื่อของเธอเท่านั้น รู้ดีว่าเธอกำลังทนทุกข์ น้ำตาของเธอแห้งเหือดนานแล้วใช่ไหม ด้วยเคยหลั่งออกมานับครั้งไม่ถ้วน หรือว่าแท้ที่จริงแล้วมันกำลังรินไหลอยู่ในห้วงฝันร้าย ความฝันที่ผมไม่อาจเดินทางเข้าไปถึงเพื่อช่วยเหลือเธอออกมาได้ ผมจนใจเหลือเกิน จนใจอย่างแท้จริง ภายในอกเต็มล้นด้วยความรวดร้าวนานา ทุก ๆ วันที่ได้พบกันในโลกภายนอกนี้ ในระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ผมไม่เคยอุทิศตนเพื่อความสุขของเธอเลยแม้สักครั้งเดียว ผมอยากให้มันเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง ผมหมายถึงโอกาส ขอแค่ครั้งเดียวเพื่อตอบแทนหญิงสาวผู้นี้“ไม่เป็นไรหรอกนะ นาสตาเซีย...” ผมพึมพำผะแผ่วเป็นถ้อยคำออกมา ทว่าเสียงพึมพำนั้นก็อึกอักติดขัดอยู่ในลำคอเหมือนเต็มไปด้วยผงทรายร้อน ๆ นี่คงเป็นรสชาติเริ่มต้นของชีวิตในนรก แต่ผมก็รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่จะตายลงง่าย ๆ มันไม่สะดวกถึงขนาดนั้นหรอกสำหรับคนชั่วช้า เวลานี้ผมแค่ปรารถนาจะบอกเธอว่า ผมกำลังจะจากที่นี่ไป จากไปไกลตามวิถีทางของชายคนหนึ่ง เมื่อเธอตื่นขึ้นและไม่เห็นใบหน้าของผม ชั่ววูบแรกคงมีแต่ความตกใจ หลังจากนั้นเธอก็จะประหลาดใจ ผมคาดเดา แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ สุดท้ายเมื่อเธอยอมรับมันได้ โชคชะตาย่อมจะคืนความสุขให้แก่ชีวิตของเธอเอง ยิ้มสิ ยิ้มออกมาอย่างเบิกบาน ถูกต้องแล้ว จงมีชีวิตอยู่โดยปราศจากคนเช่นผมเถิด คนชั่วผู้ไม่เคยรักเธอเลย“นาสตาเซีย...”เสียงกุก ๆ กัก ๆ ที่ดังอยู่นอกห้องทำให้ผมสะดุ้ง ใจสั่นไหว พยายามเงี่ยหูฟัง ประสาทหูจดจ่อรอคอยเสียงนั้นอีกครั้ง เสียงอันอาจเป็นอาณัติสัญญาณของใครคนหนึ่ง ผู้จะพาผมไปสู่ความปลอดโปร่งราวกับได้ติดปีกเป็นอิสระจากความเลวร้ายทั้งปวง แล้วโบยบินท่องไปภายใต้ท้องฟ้าแห่งความหวัง แต่แล้วผมก็รับรู้ว่านั่นเป็นเพียงแค่เสียงฝีเท้าคนเดินผ่านหน้าห้องไปอย่างเร่งรีบเท่านั้น ดูเหมือนข้างนอกฝนกำลังโปรยปรายลงมา จมูกของผมได้กลิ่นหอมบางเบาของไอดินและความชื้นบาง ๆพลันกระแสลมก็พัดกรรโชกแรง ก่อให้เกิดเสียงดังวู้ ๆ หวิว ๆ ขึ้น ต้นโพธิ์ใหญ่ใกล้ระเบียงหลังห้องโบกสะบัดกิ่งใบเสียดส่ายกัน เสียงนั่นดังคล้ายเหล่าภูติพรายแห่งความทุกข์กำลังร่ำร้องหวนไห้ ส่วนเงาจากกิ่งก้านของต้นไม้บริเวณสวนหย่อมด้านหน้าห้องนั้นเล่า พวกมันพากันไหวส่ายไปมาอยู่บนบานกระจกหน้าต่างขุ่นมัว อันเป็นตำแหน่งซึ่งสว่างมากที่สุดของห้องพัก เวลานี้แสงจากท้องฟ้ากำลังมืดลงทุกที ภายในห้องจึงเต็มไปด้วยเงาดำดูหนักอึ้ง ผมรับรู้พลางทอดถอนใจ ใกล้จะพลบค่ำแล้ว ทว่าคนดูแลอพาร์ทเมนท์ไม่ยอมเปิดไฟตามทางเสียที ความมืดสลัวทำให้ผมมองเห็นใบหน้าของนาสตาเซียได้เลือนรางกว่าเมื่อนาทีก่อน มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่ หรือบางที ผมคิด เธออาจไร้ชีวิตตั้งแต่เมื่อได้พบคนอย่างผม รักผม และทิ้งอนาคตอันสดใสไปก็เพราะผม ที่ผ่านมามันเป็นเช่นนั้นใช่ไหม ผมอดถามตัวเองไม่ได้ ทั้งที่รู้ความจริงอยู่เต็มอก“ยกโทษให้ผมด้วย นี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่ผมจะชดใช้ด้วยการไปจากที่นี่ ไปจากบางกระเบา ไปจากนครชัยศรี ไปจากคุณ เราจะไม่พบกันอีก ลาก่อน นาสตาเซีย...”...20.37 น.5 กรกฎาคม พ.ศ. 2544ตำบลบางกระเบา.ผมคือนักเขียน และนักเขียนบางคนก็มักจะมีเรื่องเล่าที่อยากให้ใครสักคนเข้าใจในความนัยบางประการ ซึ่ง...คิดไปก็เปล่าประโยชน์ เวลานี้สิ่งที่ผมน่าจะทำมากกว่าการคิดฟุ้งซ่านก็คือ ผมควรตัดหูตัวเองขณะที่ฝนกำลังตกพรำ ๆ อยู่นี่แหละ ก่อนจะเสียบมันไว้กับปลายเหล็กบนรั้ว แล้วค่อยส่งลูกตะกั่วเข้าขมับไปตุงอยู่ในหัว จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนและตายจากโลกนี้ไปเสียที เพื่อลืมความเลวทรามทั้งหมดที่ผมได้ก่อขึ้นมา ทว่านี่กลับเป็นแผนการที่ผมยังไม่กล้าลงมือทำให้สำเร็จ ตามประสาคนชอบฟูมฟายแต่ขี้ขลาด ทำได้ก็เพียงพร่ำบ่นก่นด่าตัวเอง ราวกับกำลังสารภาพบาปต่อหน้านักบวชทุศีลในกระจกเงา ซึ่งไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น เพราะยังไม่กลับใจใหม่อย่างแท้จริงเมื่อสองปีก่อนผมเขียนนวนิยายเรื่องแรกจบลงหลังจากค้างคาอยู่นาน มันเป็นเรื่องน่าประหลาดอยู่ไม่น้อย ทั้ง ๆ ที่เคยคิดว่าจะไม่สามารถเขียนต่อให้จบแล้วด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ภาพอดีตอันห่างไกลก็แจ่มชัดขึ้นทันทีที่หันกลับไปมองดูอย่างตั้งใจ สุดท้ายผมสามารถเขียนเรื่องดังกล่าวจบลงได้ในเวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้นยามนี้เมื่อได้กลับมายืนอยู่ท่ามกลางฉากในนวนิยายของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ภายในหัวใจของผมก็เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายเหลือเกิน ทั้งสุขและเศร้า ผมอยากจะมีความสุขกับนาทีนี้ แต่เรื่องราวหนหลังกลับเจ็บปวดเกินกว่าที่จะฝืนใจให้เป็นสุขเนิ่นนานได้ มันสายเกินไปที่คนอย่างผมจะได้รับรู้ถึงรสชาติของความสุขอีกครั้งหนึ่งกระมัง จริงสินะ ผมควรแบกรับน้ำหนักอันแสนสาหัสของความทุกข์มากกว่า นี่นับเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง และจะไม่โทษใครเลย หากชีวิตของผมต้องเป็นเช่นนั้น...เชียงใหม่พ.ศ. 2537.ทันทีที่เรียนจบมาวิทยาลัย ผมก็เริ่มต้นทำงานให้กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในตำแหน่งพนักงานพิสูจน์อักษร ครั้นเวลาผ่านไปได้ราวปีเศษ ด้วยความเบื่อหน่ายบรรยากาศในสำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ  เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ อาหารกล่อง รวมไปถึงต้นฉบับนวนิยายของนักเขียนหลายคน ที่ผมอยากใช้ต่างกระดาษชำระเช็ดอาเจียนของผม (หากมันจะพุ่งออกมา) โลกประจำวันและบรรดาสิ่งเหล่านี้ ทำให้ผมรู้สึกราวกับติดอยู่บนเกาะร้างอัปลักษณ์ตามลำพัง  สุดท้ายเมื่อทนไม่ได้จึงตัดสินใจลาออกโดยไม่ลังเล แม้จะได้รับคำทัดทานจากใครหลายคน ในเวลาต่อมา ผมบอกคืนห้องเช่ารายเดือน แล้วเนรเทศตัวเองออกจากเมืองหลวง โดยหิ้วกระเป๋าเดินทางมุ่งหน้าไปขออาศัยอยู่กับคนรักที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจว่าจะยึดอาชีพเป็นนักเขียนอิสระ ผมหวังใช้เวลาแต่ละวันขีดเขียนบทความส่งไปลงตามนิตยสารต่าง ๆ เหมือนที่เคยทำในสมัยยังเรียนหนังสืออยู่ในห้วงเวลานั้น ผมฝันไว้ไกลแสนไกล ฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีนวนิยายชั้นดีตีพิมพ์ในนิตยสารให้จงได้ หรือไม่ก็อาจจะพิมพ์ออกมาเป็นเล่มเลย ปกอ่อนหรือปกแข็งดีล่ะ แต่ชีวิตนักเขียนอิสระก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมเคยหวัง แม้ว่าผมแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย นอกจากค่าเหล้า เบียร์ บุหรี่   และอาหารบางมื้อ (ในส่วนของค่าอพาร์ทเมนท์ รวมถึงค่าน้ำและค่าไฟ อดีตคนรักของผมเป็นผู้รับผิดชอบ) แต่รายได้จากการเขียนบทความก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี เพราะไม่ใช่ว่ามันจะขายได้ทุกเรื่อง ต่อให้เป็นเรื่องที่มีเนื้อหาดี ๆ และถ้อยคำคม ๆ ขนาดว่าบรรณาธิการอาจจะใช้มันต่างมีดโกนหนวดได้ก็ตาม บางเรื่องต้องเสียเวลาและแรงสมองไปโดยไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมา นอกจากความผิดหวังและหยาดน้ำตา (แน่นอน หลายครั้งที่ผมรักการหลั่งน้ำตา อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ตาย ตอนที่ยังสามารถร้องไห้ออกมาได้นี่เอง) ที่เลวร้ายจริง ๆ ก็คือ ขณะนั้นผมยังไม่อาจเริ่มต้นนวนิยายเรื่องแรกได้ตามใจต้องการ เวลาของผมหมดไปกับการเขียนบทความหาเงิน สมองมัวยุ่งวุ่นวายอยู่กับการครุ่นคิดถึงหัวข้อหรือประเด็นใหม่ ๆ จนไม่มีเวลาจะจินตนาการถึงงานเขียนที่งดงามแก่หัวใจของผม ผมย้ายจากเกาะร้างมาอยู่ในกับดักบนแผ่นดินอื่น ชีวิตคือการตกลงในหลุมกับดักขนาดใหญ่ มันช่างลึกและมืดมน ผมพยายามตะเกียกตะกายหลบหนีด้วยการดื่มเหล้าจนเมามาย เพื่อหวังจะลืมความทุกข์ใจในแต่ละคืน หาไม่แล้วก็ยากที่จะนอนหลับ แล้วถ้าไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ผมก็มักจะเขียนหนังสือไม่ไหวนานวันเข้า ผู้หญิงของผมคงจะหมดศรัทธาในตัวผมกระมัง เธอมองไม่เห็นอนาคต ไม่เห็นฝั่งหรือเส้นชัยในชีวิตของผม เรื่องแต่งงานตามที่เธอหวังไว้เมื่อครั้งเรียนจบใหม่ ๆ ไม่ต้องพูดถึง ในที่สุดหลังจากดันทุรังอยู่กันได้หนึ่งปีเศษ เธอก็เอ่ยปากไล่ให้ผมกลับกรุงเทพฯ กลับไปทำงานประจำ   เผื่อว่าชีวิตของผมจะดีขึ้น หากได้ลองพึ่งพาตัวเองอย่างเต็มที่แล้วผมจำได้ว่าเธอขี่รถมอเตอร์ไซค์มาส่งผมพร้อมกระเป๋าเดินทางที่สถานีขนส่ง และเมื่อผมขึ้นไปนั่งประจำที่ เราก็ได้แต่สบตากันผ่านกระจกหน้าต่างรถโดยสารอยู่นาน สีหน้าและแววตาของเธอแลดูเศร้า แต่ผมก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ ทั้งหมดนี้เป็นความต้องการของเธอมิใช่หรือครั้นรถโดยสารเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา ผมได้แต่ยิ้ม พร้อมกันนั้นก็โบกมือให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย...กรุงเทพฯพ.ศ. 2538.ผมเดินทางกลับมากรุงเทพฯ และได้ทำความรู้จักมักคุ้นกับเพื่อนใหม่คอเดียวกันหลายคน พวกเขาเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันไม่ต่างไปจากผม ในวันว่าง เพื่อนกลุ่มนี้มักจะมาชวนผมออกจากห้องเช่า   เพื่อไปพบปะพูดคุยกับนักเขียนรุ่นพี่ตามงานเปิดตัวหนังสือ หรือไม่ก็ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานวรรณกรรม ซึ่งมักจัดขึ้นอยู่เนือง ๆ โดยองค์กรต่าง ๆจะว่าไปแล้วผมเป็นคนค่อนข้างขี้อาย ไม่ค่อยชอบพบปะคนแปลกหน้าสักเท่าไรนัก แต่การได้ออกไปพูดคุยกับคนอื่นก็ช่วยลดความรู้สึกซ้ำซากจำเจในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางชุมชนแออัดได้บ้าง ที่สำคัญมันทำให้ผมรับรู้เรื่องราวความเป็นไปในวงการนักเขียนร่วมสมัยมากขึ้น ขณะเดียวกันพวกเขาก็รู้จักและจดจำชื่อของผมได้เช่นกัน แม้ว่าในความเป็นจริงพวกเขาจะจำชื่อของผมได้ดีกว่าผลงานของผมก็ตามที แต่ในเวลานั้นผมไม่นึกอายเลย ผมรู้สึกดีไม่น้อยที่มีตัวตนมากกว่าเดิม เมื่อนักเขียนรุ่นพี่มองเห็นและเริ่มจำผมได้ พวกเขาทักทายผมอย่างเป็นกันเอง ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาจะรู้จักผมผ่านการแนะนำตัวของเพื่อน ๆ ที่มีชั่วโมงบินสูงกว่าผม หรือไม่ก็เป็นเพราะเพื่อนบางคนชวนผมไปนั่งดื่มเหล้าเฮฮากันในวันได้รับค่าเรื่อง จากคนที่เคยรู้สึกแปลกหน้าในวงเหล้า เผลอไม่นานก็สนิทสนมราวกับพี่น้องคลานตามกันมา อย่างไรก็ตาม ฝีมือในการเขียนหนังสือและความสำเร็จของผมก็ยังคงอยู่ห่างไกลเช่นเดิม แต่ผมรู้ดีว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องไปให้ถึงเป้าหมาย และนั่นก็คือจุดเด่นของผม..“เฮ้ย   เจี๊ยบ   มึงรู้จักพี่เอ๋ย   คันธิยา…นักเขียนสาวสวยหรือยัง”“สวยเสยอะไรกันยะ   จะชมทั้งทีให้มันจริงใจหน่อยเถอะ   เดี๋ยวก็ไม่เลี้ยงเหล้าเลย”นักเขียนสาวคนดังเอ่ยเสียงแสร้งดุแต่ยิ้มหน้าบาน ระหว่างนั้นก็ยกมือรับไหว้ผมไปด้วย“นี่เจี๊ยบ   เพื่อนผมเอง   เป็นนักเขียนเหมือนกัน   ความจริงมันอยากเป็นกวีด้วย   แต่ผมว่ามันเหมาะที่จะเป็นนักเขียนอย่างเดียวมากกว่า”เรื่องราวระหว่างเธอกับผมเริ่มต้นในงานมอบรางวัลแก่นักเขียนที่ชนะการประกวดหนังสือยอดเยี่ยมประจำปีรายการหนึ่ง   เพื่อนกวีซึ่งพอมีชื่อเสียงในหมู่คนรุ่นใหม่เป็นเจ้ากี้เจ้าการแนะนำให้เรารู้จักกัน“เป็นนักเขียนหรือคะ   อ้อ   ขอโทษด้วยที่ถามค่ะ   ทุกวันนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่นักเขียน   จนแทบจะทำความรู้จักไม่ทันเลยล่ะค่ะ”   เธอพูดจายิ้มแย้มด้วยท่าทางเปิดเผย“จดไว้เลยครับ   พี่เอ๋ย   นักเขียนหนุ่มสุดหล่อไฟแรงผู้นี้ นามปากกาของเขาคือ  ‘อัตตา  ลำนำปฐม’   คลื่นลูกใหม่ที่เรามักจะได้เห็นผลงานเรื่องสั้นและบทกวีของเขาอยู่เนือง ๆ   ตามหน้านิตยสารชั้นนำหลายฉบับ   เน้นว่าชั้นนำนะครับ   เพราะต่อให้มันหิวโซยังไง   มันก็ยังคงเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับตีพิมพ์งานของมันเสมอ”“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ”   ผมรีบโบกมือห้ามเพื่อนขณะสบตากับนักเขียนรุ่นพี่   “ผมกำลังหัดเขียนอยู่ครับ   ยังต้องเรียนรู้และรับฟังคำแนะนำอีกมาก   ถนนสายนี้สำหรับผมมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น”   ผมพยายามถ่อมตัว   หดร่างให้เล็กที่สุด...

เรื่องสั้นไทย “รักของผู้ลี้ภัย” : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย   ปี 1951   ให้คำนิยามความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า   ผู้ลี้ภัย  หมายถึงบุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง   เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหาร   หรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด   เช่น  เชื้อชาติ   ศาสนา   สัญชาติ   สมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม   สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง - ยูเอ็นเอชซีอาร์…เมื่อชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยความสุขก็อาจพานพบได้เพียงในฝัน…สมัยที่ผมยังเป็นเด็กอายุไม่กี่ขวบ ในเทศกาลปีใหม่ผู้คนยังคงนิยมส่งบัตรส.ค.ส.ให้กันอยู่เสมอ ผมเองก็เคยได้รับบัตรส.ค.ส.ใบหนึ่งจากเจ้าของร้านขายขนมแถวบ้านเก่าที่ประเทศไทย จำได้ว่าวันนั้น ผมนั่งมองภาพกระท่อมน้อยในป่าสนอันสงบงามบนบัตรส.ค.ส.ตลอดทั้งวัน และรู้สึกไปว่าแสงไฟวอมแวมสีเหลืองส้มที่มองเห็นจากทางช่องหน้าต่างกระท่อมนั้น ให้ความอบอุ่นแม้จะอยู่ท่ามกลางกองหิมะอันเหน็บหนาวก็ตาม สำหรับเด็กน้อยแล้ว นี่ช่างเป็นความงดงามจับจิตจับใจเสียเหลือเกิน หัวใจดวงหนึ่งจึงได้เก็บเกี่ยวความสุขอันล้ำลึกนี้ไว้ ครั้นเมื่อผมเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าภาพกระท่อมน้อยหลังดังกล่าวจะยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ แต่ความสุขกลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ปี 1986ดาวหางฮัลเลย์กลับมาเยือนโลกอีกครั้งหนึ่งดาวหางฮัลเลย์ (หรือแฮลลีย์) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 11 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีรอบละ 75.3 ปี ด้วยความที่ฮัลเลย์เดินทางกลับมาเป็นประจำนี่เอง จึงกล่าวกันว่ามันเป็นเพื่อนสนิทของโลก และเป็นผู้นำปรากฏการณ์อันงดงามบนฟากฟ้ามาฝาก แต่บางคนไม่เห็นด้วย หาว่ามันเป็นศัตรูเสียมากกว่า เนื่องจากโลกมักจะต้องสูญเสียบุคคลสำคัญในปีที่มันมาเยือนเสมอ เมื่อมองย้อนหลังกลับไปดูเหตุการณ์ในปีนั้นแล้ว ผมก็ไม่อาจตัดสินใจได้ว่าควรเลือกอยู่ฝ่ายไหนเดือนเมษายนปีนั้น ท้องฟ้าริมทะเลอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เต็มไปด้วยเมฆฝนหนาทึบ แล้วฝนก็ตกปรอย ๆ ลงมาในขณะที่เรากำลังเดินออกไปนอกบ้านเพื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้า ผมไม่เห็นดางหางฮัลเลย์เลย ในความมืดสลัว ผมแลเห็นเพียงประกายในดวงตาของเธอซึ่งกำลังจ้องมองดูผมอยู่ ผมจึงก้มหน้าลงไปจูบเธอ ส่วนเธอได้แต่ตัวอ่อนอยู่ในอ้อมกอดของผมหลายนาทีต่อมา ผมเกรงว่าเธอจะขาดใจตายเสียก่อน จึงช้อนร่างซึ่งมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม (ตามคำบอกเล่าของเธอ) ขึ้นมาอุ้มด้วยสองแขน แล้วออกวิ่งอย่างช้า ๆ ไปตามความยาวของหาดทราย สถานที่ซึ่งฟองคลื่นสีขาวกำลังซัดสาดเข้าหาฝั่งและสะท้อนแสงอยู่ในความสลัวราง ผมวิ่งจนแขนขาอ่อนล้า ในที่สุดก็ต้องวางร่างของเธอลงบนหาดทราย ก่อนที่จะเริ่มต้นจูบเธออีกครั้งหนึ่งวันนั้นผมตื่นสายมาก   ที่ตื่นเพราะได้ยินเสียงกดกระดิ่งเรียก   เมื่อผมงัวเงียลุกขึ้นจากที่นอนออกไปเปิดประตู   ก็พบสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งกำลังยืนอยู่อย่างรอคอย   ขณะเดียวกันก็ยิ้มอย่างเอียงอายแกมตื่นเต้น เธอสวมเสื้อยืดสีขาวมีลายการ์ตูนบนอกกับกระโปรงสีน้ำตาลสั้นเหนือเข่า   ข้างกายมีกระเป๋าเดินทางใบเล็กวางอยู่   ผมรู้สึกงงงันในวินาทีนั้น   แต่วินาทีต่อมาผมก็จำเธอได้เป็นความจริงที่ว่าตลอดระยะเวลาหลายปีก่อนหน้าที่เธอกับผมจะได้พบกัน   เราทั้งสองต่างไม่เคยเจอตัวจริงของอีกฝ่ายหนึ่งมาก่อนเลย   ไม่เคยแม้แต่จะโทรศัพท์พูดคุยกัน   ไม่เคยเห็นหน้ากันนอกจากในภาพถ่าย   การสื่อสารทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านจดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าเป็นเวลานานหลายปี   ตั้งแต่สมัยที่เธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น   จวบจนกระทั่งเธอเรียนจบชั้นปีที่ 2 ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ   และมีอายุได้ 18 ปีเศษในฤดูร้อนปีนั้นที่ผ่านมาเราสองคนชอบเล่าเรื่องชีวิตทั้งหมดให้กันและกันอ่านจนแทบจะกลายเป็นชีวิตของเราเอง   เป็นเช่นนี้เสมอตลอดระยะเวลาหลายปี   เธอกับผมต่างก็รู้สึกสมหวังและมีความสุขไปกับความสัมพันธ์แบบนี้   แม้ในส่วนลึกจะเฝ้ารอคอยว่าคงมีสักวันหนึ่งที่เราจะได้พบกันจริง ๆ   ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เธอจะกล้าเดินทางจากเชียงใหม่มาหาผมถึงที่ระยองโดยไม่บอกกล่าวให้รู้ตัวล่วงหน้า   ราวกับเธอรู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น   ผมจึงไม่ได้เก็บกวาดบ้านช่องให้เป็นระเบียบเรียบร้อยรอคอยต้อนรับเธอ   นั่นนับเป็นเรื่องน่าอาย   ทว่าก็ทำให้อดยิ้มขบขันไม่ได้   ยามเมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ในเวลาต่อมา   เราสองคนช่วยกันทำความสะอาดบ้านที่รกรุงรังตามประสาบ้านชายโสด   สมัยก่อนเคยเป็นหน้าที่ของแม่   แต่หลังจากที่แม่เสียชีวิตไปแล้ว   ผมก็แทบจะไม่ได้ดูแลบ้านให้มีสภาพเรียบร้อยดุจเดิม   เหมือนรอให้เธอมาจัดการยังไงยังงั้นและในที่สุด   เธอก็ได้อยู่ในบ้านที่เธอจัดการด้วยมือตนเองนี้นานถึงหนึ่งเดือนเลยทีเดียว   ก่อนที่พ่อของเธอจะมาพาตัวกลับ   จากนั้นก็ส่งเธอไปเรียนต่อที่อเมริกา   ผมรู้เรื่องนี้จากเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งของเธอโดยบังเอิญ   เพราะเธอไม่เคยส่งจดหมายถึงผมอีก   และที่สำคัญ   ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เคยเดินทางกลับประเทศไทยเลยด้วยซ้ำ   แม้แต่ในตอนที่พ่อของเธอเสียชีวิตเมื่อราวสิบปีก่อน   นั่นทำให้ผมหลงคิดอยู่เสมอว่า   วันนั้นคือวันสุดท้ายที่เราสองคนได้พบกัน“อย่าให้กูรู้ว่ามึงแอบติดต่อกับลูกสาวกูอีก   น้ำหน้าอย่างมึงทำให้ลูกกูมีความสุขไม่ได้หรอก   กูเตือนมึงแล้วนะ   ถ้ามีคราวหน้า   รับประกันได้เลยว่ามึงจะไม่เจ็บตัวแค่นี้”ผมนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นแล้วก็อดเสียใจไม่ได้ที่พลาดการได้เห็นเธอจากผมไปอย่างแท้จริง   โสตประสาทอันบอบช้ำแว่วเพียงเสียงรถยนต์แล่นจากไปอย่างแผ่วเบาเท่านั้นในห้วงเวลาดังกล่าวนี้   ผมต้องนอนซมสภาพเจียนตายอยู่ในบ้านนานหลายสัปดาห์   เมื่อแข็งแรงพอที่จะเดินเหินได้   ผมก็ตัดสินใจเข้าแจ้งความ   แต่เมื่อพบว่าร้อยเวรนายนั้นคือหนึ่งในกลุ่มคนที่เข้ามาทำร้ายร่างกายและพรากเธอไปจากผม   ผมก็ทำได้เพียงหันหลังเดินกลับลงมาจากสถานีตำรวจด้วยความเจ็บแค้นใจ รู้ตัวดีว่ายังไม่อาจนำไม้ซีกไปงัดกับไม้ซุง   ผมจึงเฝ้ารอคอยวันที่ผมจะกล้าแข็งขึ้น   สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มกับเพื่อนนักศึกษาหัวก้าวหน้า   และดำเนินกิจกรรมเรียกร้องถามหาความยุติธรรมในสังคมเรื่อยมาทว่าความสำเร็จก็ดูจะเลือนรางห่างไกลเสียเหลือเกิน ไกลดุจเดียวกับที่เธออยู่ไกลจากผม   แต่ผมก็พยายามมีความหวังอยู่เสมอ   บางทีสักวันหนึ่งมันอาจเกิดขึ้น   แม้จะเป็นวันที่ผมได้จากโลกนี้ไปนานแสนนานแล้วก็ตามปี 2015ปารีส   ฝรั่งเศสครั้งล่าสุดที่ผมได้พบเธอคือเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ตามปกติหากมีเวลาว่าง ผมจะออกจากแฟลตเล็ก ๆ แล้วนั่งรถประจำทาง (ซึ่งได้รับสิทธิลดหย่อนค่าโดยสาร) เข้าสู่ย่านใจกลางเมือง เพื่อเดินเล่นสูดอากาศแห่งเสรีภาพและถ่ายรูปผู้คนเป็นงานอดิเรก หรือถ้าให้พูดจากใจจริงเลยก็คือ มันเป็นการฆ่าเวลานั่นเอง เวลาซึ่งมีอยู่มากมายสำหรับคนอย่างผม แม้จะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่แลกเปลี่ยนข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและเรื่องสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการเข้าพบกับองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ช่วยแสดงท่าทีต่อประเทศไทย ทว่าเวลาของผมก็ยังคงมีเหลือเฟือเสมอใช่แล้ว หลังจากที่คนเราต้องถูกบังคับให้ลี้ภัย จำต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน มันก็ดูเหมือนว่าเรามีเวลาในชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และผมก็ต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าผม หาไม่แล้วก็คงต้องฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้าในไม่ช้าก็เร็วเป็นแน่ด้วยเหตุนี้นี่เอง แม้ว่าจะมีรายได้ไม่มากนักและทุกยูโรล้วนมีค่าต่อการดำรงชีวิตที่นี่ แต่ผมก็เลือกหาความเพลิดเพลินตามท้องถนนด้วยกล้องและเลนส์ซูมมือสอง (แทนการเข้ากลุ่มกับนักกิจกรรมในเมืองนี้ที่มักจะคุยกันด้วยเรื่องเดิม ๆ อันซ้ำซาก)...

เรื่องสั้น “ความตายในครอบครัวของโจ” : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

มุมเรื่องสั้น วรรณกรรมไทย.ตอนหัวค่ำ ขณะที่โจกำลังแหงนหน้ามองหาดาวอังคารอยู่บนสนามหญ้าหน้าบ้าน ทันใดนั้นเองก็มีนกแสกตัวหนึ่งบินมา เขาเห็นเข้าก็รีบร้องเรียกเอาไว้ ร้องอย่างเชื้อเชิญเลยทีเดียวเชียวแหละ มันโผลงเกาะที่หลังคาบ้านสองชั้นของเขา พร้อมกับส่งเสียงดัง “แซก…แซก…”วงหน้ารูปหัวใจของมันเต็มไปด้วยขนสีขาว ดวงตากลมโตที่จ้องมองมาดูเป็นสีดำสนิท จงอยปากของมันแหลมและงองุ้ม ดู ๆ ไปก็น่ารักดีเหมือนกัน เขาไม่คิดหรอกว่ามันจะมีพิษภัยอะไร แต่เมื่อนำเรื่องนี้ไปบอกพี่แจ็ค พี่ชายของเขากลับบอกว่าการที่มันส่งเสียงร้องถือเป็นลางบอกเหตุ เป็นลางร้ายหรือลางหายนะ อะไรก็ได้ที่มีความหมายไปในทางไม่ดี จะต้องมีคนตายในบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน อย่างช้าก็ภายในสามวันเจ็ดวัน เขาได้ยินก็รู้สึกกลัวมาก ใครจะไม่กลัวความตายบ้างล่ะ พลางสงสัยว่าพ่อจะเฆี่ยนเขาด้วยไม้เรียวหรือไม่นะ ถ้าเกิดรู้ความจริงขึ้นมา แต่ทีนี้หากทุกคนพากันตายหมด ตายเพราะเจ้าทูตแห่งความตายนั่น ปัญหาเรื่องนี้ก็คงจบกันไป ทว่านกแสกตัวเดียวจะทำให้คนตายได้ทั้งบ้านเชียวรึ เสียงร้องของมันมีอำนาจขนาดนั้นเลยหรือ นกแสกหนึ่งตัวน่าจะมีผลต่อคนหนึ่งคนมากกว่า แค่นี้ก็รุนแรงเกินไปแล้ว เขาคิดด้วยความสยองใจ“แล้วใครจะตายหรือฮะ” โจถาม อันที่จริงเขาอยากถามต่อไปอีกว่าความตายเป็นอย่างไร ทำไมคนเราถึงได้กลัวกันนักกลัวกันหนา เขาเองก็กำลังกลัวอยู่นี่ไงล่ะ มันคือความรู้สึกเจ็บปวด ร้อนอึดอัด หนาวสั่น โดดเดี่ยว หรืออะไรกันแน่ เขาไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ถามออกไปตามที่ใจคิด“ไม่มีใครรู้หรอก อาจเป็นพ่อ แม่ พี่ หรือไม่ก็แกเองนั่นแหละ” พี่แจ็คตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆตกดึกเขานอนร้องไห้เพราะคิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องความตายอยู่นาน รู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าในชีวิต ไร้หลักให้ยึดเหนี่ยวสำหรับอนาคต ไม่มีเรื่องราวใด ๆ ให้หวังอีกแล้ว หนังสือการ์ตูนเล่มใหม่ไม่มีความหมาย ของเล่นมากมายในตู้ก็ไม่มีความหมายเช่นกัน และถ้าพรุ่งนี้เขาไม่ตื่นขึ้นมาจะเป็นอย่างไรนะ นี่หมายถึงคนอื่น ๆ โชคดีมีชีวิตรอด ส่วนเขาโชคร้ายตายคนเดียว เรื่องมันสำคัญตรงนี้เอง เขาอยากรู้ว่าจะมีใครร้องไห้ให้เขาบ้างหรือเปล่า จะมีใครคิดถึงเขาตลอดไปเหมือนกับว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เขาถามตัวเองก่อนจะหลับไป แล้วในเวลาต่อมาก็ฝันร้ายดิ้นรนเตะถีบอยู่ในโปงผ้าห่มเกือบตลอดทั้งคืนครั้นเมื่อตอนเช้ามาถึง เขายังไม่ตาย (โชคดีอะไรอย่างนี้ หรือความตายเพียงแค่ยืดเวลาออกไปเล็กน้อย) ทุกคนในบ้านต่างก็ตื่นขึ้นมาตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน พิเศษหน่อยก็ตรงที่เป็นวันอาทิตย์ จึงได้หยุดอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตากัน และยังมีอาหาร ขนม รายการโทรทัศน์ เหมือนที่วันอาทิตย์ควรมี แต่เรื่องมันแย่ตรงที่โจไม่สนใจจะดูหนังการ์ตูนทางโทรทัศน์อีกแล้ว เขาเอาแต่คิดถึงความฝันเมื่อคืน มันชัดเจนมากทีเดียว แม้เขาจะไม่แน่ใจนักว่าความฝันเป็นภาพสีหรือขาวดำ มันดูหม่นมัวมากในความฝันนั้น บางครั้งดูเลือนรางราวกับตกอยู่ในกระแสเมฆหมอก เขาเห็นแม่ในความฝันด้วย แม่ตายแล้ว ทว่าแม่คงไม่รู้ตัวหรอกว่าแม่น่ะตายไปนานแล้ว ในความฝันแม่ไม่ยอมพูดจาออกมาสักคำ แค่ยิ้มน้อย ๆ และนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดี ในความฝันเขาพยายามกระซิบบอกพ่อแต่พ่อไม่สนใจในเรื่องนี้เลย พ่อยังไม่รู้ หรืออาจยังทำใจไม่ได้ พ่อรักแม่มากเหมือนกับที่รักเขา แล้วดูนั่นสิ พ่อขยันชวนแม่คุยสารพัดเรื่องเสียจริง คุยไปพร้อมกับที่ดูรายการโทรทัศน์ไปด้วย พ่อไม่รู้หรือว่าแม่ไม่มีชีวิตแล้ว สิ่งที่พ่อทำหรือพูดออกไปล้วนแต่เป็นเรื่องไร้สาระ พูดในเรื่องที่ไม่มีใครสนใจ พูดในเรื่องที่ไกลตัว คนรักกันเท่านั้นจึงจะทนฟังเรื่องไร้สาระของกันและกันได้ โจคิด ถึงตอนนี้เขาก็รู้สึกกลัวแม่มาก จึงได้แต่นั่งอยู่เงียบ ๆ แต่จะถอยออกไปอยู่ห่าง ๆ ก็กลัวว่าแม่รู้เข้าแล้วจะเสียใจ เขาไม่อยากให้แม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ เขามักจะทำให้แม่เสียใจอยู่บ่อยครั้งก็ตาม ทั้ง ๆ ที่แม่เคยบอกว่ารักเขามากที่สุด อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นอดีตไปแล้ว บางทีอาจมีแต่ความตายเท่านั้น ที่จะทำให้ทุกคนได้อยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง“เป็นอะไรไปหรือโจ ตื่นเช้ามาวันนี้ไม่พูดไม่จา” พ่อละสายตาจากจอโทรทัศน์ แล้วหันมาถามเขาอย่างขัน ๆ“ไม่สบายปวดหัวหรือเปล่าลูก” แม่เอ่ยถามบ้าง ขณะนั่งเย็บชายขากางเกงของพ่อที่เก้าอี้ตัวโปรดโจฝืนยิ้ม ส่ายหน้า รู้สึกหัวใจแห้งแล้งเต็มที เขาจะบอกทุกคนได้อย่างไรเกี่ยวกับความฝันเมื่อคืน เขาจะบอกทุกคนได้อย่างไรถึงความซุกซนของเขา ที่ร้องเรียกนกแห่งความตายให้มาเกาะบนหลังคาบ้าน มิหนำซ้ำมันยังดันร้องขึ้นมาอีกด้วยเสียงอันน่ากลัว เสียงที่เรียกความตายให้มารุมล้อมบ้านของเขาเอาไว้ เขาไม่เคยรู้จักมันมาก่อนเลย แม้แต่ภาพถ่ายก็ยังไม่เคยเห็น พี่ชายของเขาจะต้องนำเรื่องนี้ไปฟ้องครูใหญ่อย่างแน่นอน การฟ้องครูใหญ่ย่อมเป็นเรื่องเอิกเกริกและสร้างความอับอายให้แก่เขามากกว่าการไปฟ้องพ่อ เขาอาจโดนลงโทษที่หน้าเสาธงด้วยซ้ำ จากนั้นครูใหญ่ก็จะไปแจ้งตำรวจ เขาจะถูกลงโทษหนักขึ้นในฐานะอาชญากรเด็ก เป็นที่รู้กันว่าตำรวจชอบนักที่จะจับใครสักคนมาลงโทษ ครูประจำชั้นเคยเล่าว่าแม้แต่แพะก็ยังถูกตำรวจจับตัวมาขังหรือทุบตีอยู่บ่อย ๆ พวกนี้ทำตัวเหมือนคนป่าที่ชอบจับนักท่องไพรไปบูชายัญ จริงด้วย เรื่องจะต้องเป็นอย่างนี้ เขานึกเห็นภาพตำรวจขับรถเปิดไซเรนดังหวอ ๆ มาที่โรงเรียน เพื่อจับเขาเข้าคุกในข้อหาวางแผนฆ่าแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง เพื่อนทุกคนจะไม่มีใครอยากคบกับคนเลวอย่างเขา ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเขาแค่ร้องเรียกนกแสกเล่นเท่านั้น ไม่ได้ต้องการทำให้แม่ตาย ไม่ได้อยากให้ทุกคนต้องมาตายเพราะความไร้เดียงสาของเขา เรื่องมันช่างน่ากลัวและเศร้าสิ้นดีที่แม่ต้องตายไปจากโลกนี้ ในความฝันเห็นได้ชัดว่าแม่ตายไปแล้ว แต่ยังมีตัวตนอยู่ในความคิดของเขาและคนในบ้าน สุดท้ายเขาก็คงต้องเดินเข้าเรือนจำไปอยู่ร่วมกับบรรดาฆาตรกรทั้งหลาย บางทีนั่นอาจเป็นเรื่องดีสำหรับคนอย่างเขา เด็กซุกซนเหลือขอผู้นำเอาความตายมาสู่บ้านอันเป็นที่รักหลังนี้มีเสียงบันไดลั่น พี่ชายของเขากำลังเดินหน้าตายับยู่ยี่ลงมาจากห้องนอนชั้นบนเพราะตื่นสาย เมื่อเห็นเขากำลังนั่งกินข้าวต้มปลาอย่างซังกะตายก็ตรงเข้ามากระซิบข้างหูว่า “นกผีตัวนั้นร้องอยู่ตั้งนาน จนแกหลับมันถึงได้บินจากไป พูดแล้วขนลุก จะต้องมีคนตายแน่นอน”โจได้ยินถ้อยคำของพี่แจ็คก็ทำปากเบะตาแดง ไม่มีแก่จิตแก่ใจจะกิน จึงเลื่อนชามข้าวต้มออกไป เขาอยากบอกพี่ชายว่าไม่ใช่แค่จะมีคนตายหรอก แม่น่ะตายตั้งแต่เมื่อคืน เขาฝันเห็นว่าแม่ตายไปแล้วจริง ๆ แต่เขาก็พูดไม่ออก ลำคอตีบตันขึ้นมาด้วยความสะเทือนใจ จึงรีบวิ่งขึ้นห้องนอนโดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกและเสียงหัวเราะของพี่แจ็ค เขากระโจนขึ้นเตียงคลุมโปง แล้วปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ ภายในใจได้แต่อธิษฐานถึงพญามัจจุราชว่า อย่าได้นำความตายมายังบ้านของเขาเลย สำหรับความตายที่จะมาถึงก็ขอให้นำมันกลับคืนสู่ปรโลก อย่าให้คนที่เขารักต้องตาย อย่าให้ทุกคนในครอบครัวหายไปจากชีวิตของเขา เขายอมแลกกับการขยันเรียนมากขึ้นก็ได้ หรือจะให้อดขนมสักเดือนหนึ่งก็จะไม่งอแงเลย เขาจะเป็นเด็กดีไปนาน ๆ เขาไม่รู้หรอกว่าพญามัจจุราชจะได้ยินคำขอร้องจากเขาไหม บางทีท่านอาจกำลังง่วนอยู่กับความตายในบ้านหลังอื่นก็เป็นได้ มีบ้านมากมายบนโลกใบนี้ บ้านของเขาอาจได้รับการยกเว้น เพราะว่าเขาได้ร้องขอไว้เป็นอย่างดีแล้วอย่างไรก็ตาม เรื่องราวกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตอนสายประมาณสิบโมงกว่า ๆ เขาได้ยินเสียงพี่แจ็คเข้าห้องน้ำหลายครั้งเพราะท้องเสียสลับกับอาเจียน ต่อมาก็ร้องโอดโอยแล้วหน้ามืดเป็นลม ในที่สุดพ่อต้องขับรถไปส่งพี่ชายของเขาที่โรงพยาบาล แม่กับเขาติดตามไปด้วย ถึงเขาจะกลัวแม่ก็เถอะ แต่เรื่องนี้มันจำเป็น แม่เคยไว้ว่าคนเราต้องอย่าทอดทิ้งกันในยามเจ็บป่วย โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันพี่แจ็คไปถึงโรงพยาบาลในสภาพหมดแรง แต่รู้สึกตัวแล้ว ทว่ายังต้องนั่งรถเข็นและเข้าห้องฉุกเฉิน มีเจ้าหน้าที่มาวัดความดันโลหิต ชีพจร และให้น้ำเกลือ พร้อมกับถามอาการ รวมถึงโรคประจำตัวต่าง ๆ จากนั้นรออยู่ไม่นานก็มีหมอมาตรวจโดยคลำท้องอยู่สักครู่หนึ่ง หมอถามพี่ชายของเขาว่าเคยผ่าไส้ติ่งหรือยัง พ่อตอบแทนว่า “ยังไม่เคยครับ ไม่เชื่อคุณหมอดูที่ท้องสิ ไม่มีรอยแผลผ่าตัดแม้แต่นิดเดียว สมาชิกในบ้านเราไม่เคยมีใครผ่าตัดไส้ติ่งมาก่อน พวกเราคงตายไปพร้อมกับไส้ติ่งของเราในวาระสุดท้ายนั่นแหละครับคุณหมอ” พ่อกล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หมอหัวเราะ พูดออกตัวว่าหมอก็ถามไปตามเรื่องตามราวของหมอนั่นแหละ จุดประสงค์ต้องการจะชวนคุยเสียมากกว่า จากนั้นหมอก็ให้เจ้าหน้าที่นำพี่ชายของเขาไปเข้าเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ พอย้ายกลับมาห้องฉุกเฉินอีกที ก็มีสายระโยงระยางแปะที่หน้าอกและนิ้วของพี่ชายของเขา ซึ่งนอนหนาวสั่นอยู่ตลอดเวลา หมอชี้แจงว่าไส้ติ่งของคนไข้แตก ต้องผ่าตัดด่วน ชักช้าอาจเสียชีวิตได้“หมายถึงตะ…ตาย…ใช่ไหมครับ” โจถามเสียงสั่น ๆ และในที่สุดก็ถึงกับร้องไห้โฮออกมา เป็นเพราะความร่วมมือของเขากับเจ้านกแสกนั่นเอง เขาไม่ได้ตั้งใจเลย แม้จะไม่ค่อยชอบขี้หน้าพี่ชายของเขาสักเท่าไรนักก็ตาม ความตายมาทักทายแล้วก็เริ่มครอบงำทุกคนในบ้าน คำอธิษฐานของเขาไม่ประสบผลสำเร็จ พี่แจ๊คคงไม่รอดแน่ ๆ คราวนี้ แต่แวบหนึ่งของความคิด เขารู้สึกว่ามันก็ดีเหมือนกันนะ หากพี่ชายของเขาตายจริง ๆ เพราะอย่างที่รู้กันดี คนตายน่ะพูดไม่ได้หรอก ความจริงย่อมจะตายไปพร้อมกับตัวความตายเอง (ยกเว้นในความฝัน อีกทั้งบางกรณีคนตายก็พูดได้เหมือนแม่ของเขา) จะไม่มีใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ครูใหญ่ไม่มีทางรู้ แล้วตำรวจก็จะไม่มีวันขับรถเปิดไซเรนมาจับตัวเขาไปเข้าคุก ที่แน่นอนคือเขาจะไม่ถูกพ่อตี ใครก็รู้ว่าพ่อของเขามือหนักขนาดไหนตามประสาคนเส้นลายมือขาด พ่อไม่เคยเชื่อเรื่องรักวัวให้ผูกรักลูกให้กอดอย่างที่มีการรณรงค์กันอยู่ในตอนนี้เลย “ให้ตายเถอะ สำหรับพวกลูก ๆ ต้องตีเท่านั้นถึงจะได้ดี” พ่อเคยพูดเสียงดังฟังชัด แล้วก็หัวเราะ“ไม่ต้องร้องไห้หรอกนะโจ พี่แจ๊คแค่ไส้ติ่งแตกเท่านั้น หมอผ่าตัดให้แล้วก็จะหายดีเหมือนเดิม ไม่กี่วันก็ลุกขึ้นมาวิ่งปร๋อ เชื่อแม่สิ” แม่ปลอบโยนด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและแผ่วเบา เสียงของแม่ราวกับดังอยู่ในห้วงความฝัน แต่ดูเหมือนว่าที่จริงแล้วแม่กำลังกลั้นสะอื้นไว้มากกว่า ความตายไม่ได้ทำให้แม่รักลูกน้อยลงเลย“พี่แจ็คไม่มีทางรอดหรอกครับแม่”“เหลวไหล ทำไมโจพูดยังงั้น” คราวนี้แม่เอ็ดเสียงดัง แม่กลายเป็นแม่คนเดิม“เป็นความผิดของผมเอง แต่ผมบอกใครไม่ได้” เขาก้มหน้าพูดด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาร่วงเผาะทันใดนั้นเอง ด้วยความกลัว โจจึงวิ่งหนีออกมาจากบริเวณหน้าห้องผ่าตัด มุ่งหน้าตรงไปตามทางที่พลุกพล่านด้วยผู้คน ทั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและญาติคนไข้ กลิ่นยาหรือสารเคมีบางอย่างซึ่งฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นชอบกล หรือว่ามันคือกลิ่นของความตาย ความตายกำลังห้อมล้อมเขาไว้ทุกทิศสินะ เขาวิ่งมาจนสุดทาง และพบว่าตรงนั้นเงียบเหงาวังเวงพิกล อากาศเย็นยะเยือกอย่างน่าประหลาดทำให้ขนลุกตั้งชัน มีป้ายติดไว้ที่หน้าประตูบอกว่าเป็นห้องดับจิต เขาเคยอ่านพบในหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นว่า ห้องดับจิตมีศพคนตายเก็บไว้เป็นจำนวนมาก จินตนาการทำให้เขารู้สึกสยองพองขน จินตนาการชักพาให้มองเห็นศพคนตายจำนวนมากกำลังนอนบิดตัวอยู่ในช่องต่าง ๆ เต็มไปหมด โดยที่แต่ละศพกำลังยิ้มเยาะเขาอย่างเงียบ ๆ แล้วริมฝีปากซีดเขียวเหล่านั้นก็พร่ำพูดว่า “ไอ้หนู แกไม่น่าล้อเล่นกับความตายเลย”ยังไม่ทันที่เขาจะร้องไห้ออกมาอีก พ่อก็ตามมาทัน และย่อตัวนั่งลงข้าง ๆ พร้อมกับลูบหัวเขา“วิ่งหนีมาทำไมล่ะโจ เป็นอะไร บอกพ่อมาทีซิ”“เป็นความผิดของผมเองครับ พ่อ”“ความผิดงั้นเรอะ โจไปทำอะไรผิดมาล่ะ”เขาจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้พ่อฟัง พอรู้เรื่องทั้งหมด พ่อก็หัวเราะพลางส่ายหน้า “ไม่จริงหรอกโจ พี่แจ็คเขาก็แค่พูดล้อเล่นเท่านั้นเอง นกแสกเป็นนกธรรมดาเหมือนนกทั่วไปนั่นแหละ มันไม่ได้มีอิทธิพลกับความตายเลยแม้แต่นิดเดียว” พ่อว่า“ผมฝันด้วยนะครับ ฝันว่าแม่ตายไปแล้ว แต่ก็ยังแวะมาหาพวกเราอยู่ ในความฝันผมรู้ดีว่าแม่ตายจริง ๆ แม่เป็นคนตายที่เดินทางมาหาคนเป็นอย่างพวกเราครับ ผมกลัวแต่ก็พยายามไม่ให้แม่รู้ พ่ออย่าบอกแม่นะ อย่าให้แม่รู้ว่าผมรู้ความลับของแม่แล้ว เดี๋ยวแม่จะเสียใจ”“โจ ความฝันไม่ใช่ความจริง ลูกต้องแยกให้ออก จะไม่มีใครตายตามที่พี่แจ็คพูดแน่นอน พ่อสัญญา”“พ่อสัญญานะครับ ว่าจะไม่มีใครตาย”“พ่อสัญญา”ถึงตรงนี้โจค่อยยิ้มออกมาได้ จึงยอมให้พ่อจูงมือพาเขากลับไปหาแม่ ซึ่งยืนรอด้วยสีหน้าเป็นกังวลอยู่หน้าห้องผ่าตัด“ทำไมทำแบบนี้ล่ะโจ แม่ยิ่งกลุ้ม ๆ อยู่ด้วย ทำตัวให้เรียบร้อยหน่อยได้มั้ย”โจพยักหน้ารับคำ แม่คงไม่รู้หรอกว่าเขาก็เป็นกังวลเช่นกัน ถ้าพี่แจ็คเป็นอะไรไป เขาคงรู้สึกผิดไปจนวันตาย คำพูดของพ่อก็แค่คำปลอบใจเท่านั้น เขาโตพอที่จะรู้ว่าทั้งหมดนั่นเป็นแค่คำโกหก ซึ่งคนเราใช้หลบเลี่ยงจากความจริงชั่วคราว ทว่าเขาก็ยกโทษให้แก่คำโกหกของพ่อ เพราะเขารักพ่อ รักเท่ากับที่รักแม่มาตลอดชีวิตของเขาราวหนึ่งชั่วโมงหมอก็เดินออกมาบอกว่าคนไข้ปลอดภัยแล้ว แต่ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่อไปสักห้าวัน จากนั้นจึงค่อยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่มีความตายเกิดขึ้น นี่หมายความว่าเรื่องนกแสกไม่เป็นความจริงอย่างนั้นใช่ไหม จึงไม่มีใครตายเลยสักคน อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังดีใจที่พี่ชายปลอดภัย หรือว่าแท้จริงแล้วเรื่องนกแสกจะเป็นแค่การล้อเล่นตามที่พ่อพูดไว้จริง ๆ  ภายในใจของเขารู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อยพ่อตกลงกับแม่ว่าจะพาเขากลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อน โดยแม่จะรออยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อพี่แจ็คฟื้นแล้วจะได้เข้าไปเยี่ยม ตอนเย็นพ่อจะนำเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นมานอนเฝ้าพี่แจ็คเอง ส่วนเขาจะต้องนอนอยู่บ้านกับแม่สองคน แค่คิดก็ทำให้เขาเสียวสันหลังวาบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้เขากลับมาบ้านและนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์ตามลำพัง มันเป็นเกมเกี่ยวกับการไล่สังหารผีดิบเดินได้ด้วยปืนลูกโม่ ในเกมเขามีอาวุธคู่มือ ทว่าในชีวิตจริงเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากมือเปล่า มือที่เพียงแค่แม่จูงไปทางไหนก็ต้องยอมตามไปแต่โดยดี แล้วถึงแม้ว่าเขาจะมีปืนเหมือนในเกม เขาก็คงไม่กล้ายิงแม่ตัวเอง อะไรทำให้เขาเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเขารักแม่ เขาอยากถามพ่อในตอนนี้เหลือเกินว่าพ่อรักแม่มากแค่ไหน พ่อจะมีแม่อยู่ในความทรงจำตลอดไปหรือไม่ และความตายจะทำให้พ่อลืมแม่หรือเปล่า เมื่อหันไปดูก็เห็นพ่อกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนโซฟา รอเวลาให้ถึงตอนเย็นเพื่อกลับไปโรงพยาบาล“พ่อรักแม่หรือเปล่าครับ”“รักสิ รักมากเท่ากับที่รักโจ แล้วก็พี่แจ็ค”“ตกลงว่าพี่แจ็คจะไม่ตายใช่มั้ยครับพ่อ”“ใช่แล้วโจ พี่แจ็คจะไม่ตาย”“แล้วแม่ล่ะ พ่อจะบอกว่าแม่ยังไม่ตายงั้นหรือครับ”“แม่ยังมีชีวิตอยู่ และแม่จะไม่ตายอย่างแน่นอน”“รวมทั้งพ่อด้วย”“ลูกก็รู้ดีอยู่แล้วนี่”“พ่อสัญญาได้ไหม ว่าพวกเราจะไม่มีวันตาย พวกเราจะไม่พรากจากกัน นกแสกทำอะไรเราไม่ได้”พ่อนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเคร่งเครียดว่า “พ่อให้สัญญาอะไรทำนองนั้นไม่ได้หรอกโจ คนเราทุกคนต้องตายด้วยกันทั้งนั้น แต่คงไม่ใช่ตอนนี้หรือเร็ว ๆ นี้แน่ ขอให้มันเป็นอย่างนั้นเถอะ”“พ่อรู้ได้ยังไงครับ อะไรทำให้พ่อมั่นใจ” โจถามด้วยความสงสัย แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งตกใจ“หุบปากซะทีเถอะโจ เล่นเกมไปเงียบ ๆ อย่าถามอะไรไร้สาระอีกนะ ทำตัวให้เหมือนเด็กโต ๆ หน่อย พ่อยิ่งกังวลเรื่องพี่แจ็คอยู่ด้วย” พ่อกล่าวเสียงดังด้วยสีหน้าบูดบึ้งเขารู้สึกผิดหวังในคำพูดของพ่อมาก พ่อไม่น่าจะพูดกับลูกของตัวเองอย่างนี้เลย ทว่าคิดไปคิดมาเขาก็รู้สึกดีที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ คนมีชีวิตก็มักมีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างนี้เสมอ เหมือนผู้ใหญ่ทุกคนที่เขารู้จักนั่นเอง ทั้งครู ภารโรง คนขับรถโรงเรียน และแม่ค้าขายขนม เดี๋ยวนี้เขารู้สึกรักการมีชีวิตขึ้นมาอย่างล้นเหลือ มันช่างดีอะไรเช่นนี้กับการมีสำนึกรู้ว่าเรายังมีตัวตนอยู่ เขาจะไม่ยอมให้ความตายมากล้ำกรายบ้านของเขาอย่างเด็ดขาด เขาตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าคืนนี้เห็นนกแสกบินมาเกาะหลังคาบ้านอีก เขาจะคว้าหนังสติ๊กไปยิงมันให้ขนกระจุย เขาจะไม่ปล่อยให้นกแสกนำความตายไปยังบ้านทุกหลังบนโลกนี้“มันต้องเสียสละเพื่อมนุษย์ทุกคน” โจพูดกับตัวเอง..หมายเหตุ เรื่องสั้นเรื่องนี้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด "สะพานรวมเมฆ" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page