หน้าแรกแท็กนักเขียนคุณภาพ

Tag: นักเขียนคุณภาพ

เรื่องสั้นไทย “รักแรกพบ” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

1.“เมื่อคุณพาฉันเข้ามาในโรงแรมแห่งนี้ ภายในห้อง ๆ นี้ ฉันก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองยังคงเป็นสาวอยู่ และดูเหมือนว่าตัวเองจะไม่เคยทำตัวได้ก๋ากั่นถึงขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ ฉันใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงเรียบร้อยมาโดยตลอด พอคุณทำท่าคล้ายจะเริ่มต้นจูบฉัน ฉันถึงกับเผลอใจคิดว่าตัวเองกลายเป็นหญิงสาว แล้วมาตอนนี้ ดูสิ ฉันพลันรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กสาวอายุสิบห้าอีกครั้งหนึ่ง”“มาช่า คุณเป็นสาวน้อยของผมเสมอ...”2.สำหรับพวกที่เชื่อในความเป็นเหตุเป็นผลแล้ว รักแรกพบเป็นเพียงเรื่องตลกชวนหัว พวกเขาเน้นเรื่องความรักไปที่คำอธิบายเกี่ยวกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความรู้ ฐานะ หรือชื่อเสียง พวกเขาจึงละเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกไป นั่นเพราะว่าความรักในความคิดของพวกเขาเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก ทั้ง ๆ ที่ความรักคือเรื่องสากล ผู้ที่มีจิตใจปกติย่อมจะสามารถรับรู้ได้ด้วยระบบอัตโนมัติของเส้นประสาทในสมองและร่างกายของแต่ละคน หรือไม่ก็ในหัวใจของพวกเขานั่นเอง เช่นเดียวกับความรู้สึกที่ผมเคยมีต่อมาช่าเมื่อห้าสิบปีก่อนโน้น เธอ-ในร่างของเด็กสาวกำลังขี่จักรยานสีแดงมาตามถนนสายหลัก ในหมู่บ้านจัดสรรที่ผมเคยไปเยี่ยมญาติคนหนึ่ง ผมจ้องมองหน้าเธอด้วยความรู้สึกพิศวง เธอเองก็มองโต้ตอบโดยไม่หลบสายตา จากนั้นเธอก็แลบลิ้นให้ผมอย่างเขินอาย ผมได้แต่ยิ้มเซ่อซ่ากับภาพตรงหน้าเหมือนคนละเมอ จนกระทั่งเธอขี่จักรยานผ่านไปไกล ผมจึงตระหนักว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว3.ห้าปีมาแล้วที่ผมเกษียณจากงานประจำและได้พักผ่อน กิจวัตรประจำวันของผมก็ไม่มีอะไรมากนัก ทุก ๆ วันผมมักจะนั่งพิงพนักเก้าอี้สูงท่วมศีรษะอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งทำงานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุด นี่นับเป็นสิ่งประดิษฐ์อันน่ามหัศจรรย์เหลือเกิน สมัยก่อนราวสี่สิบปีที่แล้ว ผมเคยเห็นบรรพบุรุษของมันยังบันทึกข้อมูลด้วยบัตรเจาะรูอยู่เลย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นม้วนเทปและแผ่นดิสก์ขนาดใหญ่ ก่อนจะมีขนาดเล็กลงตามวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกวันนี้มนุษย์เรามีตัวเลือกมากมายสำหรับใช้บันทึกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ ของคอมพิวเตอร์ ดูเหมือนว่ามันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่โลกนี้หลายประการด้วยความชาญฉลาดของมัน (หรือจริง ๆ แล้วคอมพิวเตอร์เพียงแค่กระตุ้นให้โลกนี้เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดจากความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ ตามที่เคยมีใครบางคนได้กล่าวอ้างไว้ ซึ่งต่อมาถูกขัดคอจากใครคนหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์เรานั่นเอง ไม่ใช่สิ่งใดอื่น) ดูเอาเถิด จากคลานเตาะแตะ เผลอไม่นานเด็กทารกก็กลายเป็นหนุ่มสาว แล้วลุกขึ้นวิ่งราวกับเป็นเจ้าลมกรดไปบนเส้นทางที่โยงใยถึงกันทั่วโลก ในวัยชรา ผมมักจะท่องไปบนเส้นทางเหล่านั้น จนกระทั่งค้นพบสิ่งที่ตัวเองปรารถนามานาน ก่อนจะใช้เมาส์และคีย์บอร์ดควบคุมขยายภาพถ่ายบนจอให้ใหญ่ขึ้น ผมค้นพบเธอแล้ว ไม่ผิดตัวแน่นอน เธอเคยเป็นเด็กสาวนัยน์ตาโต แก้มยุ้ย ยิ้มหวาน และมีเส้นผมสีน้ำตาลเข้มซึ่งยาวเคลียแก้มปิดใบหู เธอชอบขี่จักรยานสีแดงไปตามถนนในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนั้น ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ และดูมีความสุข ผมยังจำได้ดีเสมอน่าเศร้าหรือน่าดีใจกันแน่นะ ที่เธอสูญหายไปจากชีวิตของผมมานานมาก ใช่ ห้าสิบปีผ่านไปแล้ว หลังจากเส้นผมบนศีรษะบางลงและเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีขาว ฟันบางซี่โยกคลอนแล้วหลุดร่วงลง จนต้องใส่ฟันปลอมเพื่อความสวยงาม มันควรจะทำให้คนอย่างผมนึกปลงสังขาร ทว่าทุกวันนี้ผมยังคงหมกมุ่นอยู่กับการเดินถอยหลังกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ด้วยความใฝ่ฝันว่าอาจได้พบเจอเธออีกครั้งหนึ่งในโลกแห่งเครือข่ายสังคมอินเทอร์เน็ต และด้วยเทคนิคอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งโชคชะตา ผมกับเธอก็ได้กลับมาอยู่ในวงโคจรเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง นี่คือการตัดสินใจของผมเอง มนุษย์ผู้สามารถเฝ้ามองดูชีวิตของบุคคลที่ตนเคยคิดว่าได้สูญเสียไปแล้ว ผมยังมีลมหายใจอยู่ทันได้เห็นความคิดของเธอผ่านทางภาพ เสียง และตัวอักษรมากมาย ที่เธอพิมพ์สนทนากับเพื่อน ๆ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของเธอ ถ้าผมไม่เปิดเผยตัว เธอก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ากำลังถูกสอดส่องจากใครบางคนซึ่งนั่งมองดูอยู่ ผ่านจอมอนิเตอร์หรือจอโทรศัพท์มือถือ เช่นที่ผมกำลังทำอยู่ในเวลานี้ ดูนั่นสิ ภาพประจำตัวของเธอเมื่อเวลาผ่านไปห้าสิบปี ชื่อตัวยังคงเดิม แต่นามสกุลเปลี่ยนไปแล้ว คงเป็นของสามีของเธอกระมัง เวลาทำให้เธอดูเปลี่ยนไปมาก รูปร่างไม่ได้แน่งน้อยเหมือนสมัยเป็นเด็กสาว หน้าตาก็แทบจะไม่มีเค้าความงามเหมือนภาพที่จดจำได้ แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นของเธอดำรงอยู่ในใบหน้านั้น คงจะเป็นดวงตายามยิ้มขณะถูกบันทึกภาพที่ยังหลงเหลือเค้าในอดีตไว้มากที่สุด เป็นสิ่งเดียวซึ่งเวลากระทำต่อเธอน้อยกว่าอวัยวะส่วนอื่น ๆในที่สุด ผมก็ต้องยอมรับอย่างจริงใจว่า ผมจำเธอได้ดีก็จากดวงตาคู่นี้นี่เอง นอกเหนือไปจากนั้นก็เป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคย มันช่างเป็นเรื่องน่าผิดหวัง ถูกต้อง น่าผิดหวัง และออกจะทำให้เศร้ามากด้วย จากเด็กสาวผู้งามน่ารัก รอยยิ้มที่เคยสว่างไสว บัดนี้ไม่เหลืออะไรเลย ผมไม่อยากโทษกาลเวลา ผมพยายามรับรู้ถึงความจริงของธรรมชาติ เตือนตัวเองและยิ้มให้แก่ธรรมชาติของโลกนี้ โชคดีเท่าไหร่แล้ว ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงทำให้ผมได้พบเห็นเธออีกครั้งโดยที่เธอไม่รู้ตัว ซึ่งนี่เองที่ทำให้เราต่างก็ไม่ต้องปั้นหน้าปั้นตา ไม่ต้องถามไถ่เรื่องราวของกันและกันในปัจจุบัน มีเพียงอดีตให้ระลึกนึกถึง อดีตที่ผ่านมาแล้วห้าสิบปี ชีวิตต่างหากที่ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ย้อนกลับไม่ได้ มีแต่เงาของอดีตที่เดี๋ยวนี้วิ่งตามมาทัน ถูกต้องไหมนะ ที่คิดเช่นนั้น มันวิ่งมาทันกับปัจจุบันจริง ๆ หรือ ไม่ใช่การคิดไปเองหรือสมมุติตามที่ใจต้องการ ใจซึ่งยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ส่งข้อความทักทายเธอดีไหม หลังจากผ่านไปห้าสิบปีแล้ว คนเราควรจะทักทายกันอย่างไร ถ้าเธอเป็นแค่เพื่อน การทักทายกันคงเป็นเรื่องง่าย แต่นี่เธอไม่ใช่เพื่อน ขณะเดียวกันเธอก็ไม่ใช่อดีตคนรักด้วยเช่นกัน ความสัมพันธ์ไม่เคยดำเนินไปในรูปแบบนั้น แม้จะเคยบอกรักกันก็ตาม ด้วยสถานภาพในปัจจุบัน   มันไม่มีประโยชน์หรอกนะ ที่จะไปเท้าความถึงเรื่องราวเช่นนี้กับบุคคลในอดีตเมื่อห้าสิบปีก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่ในสภาพเดิม ในกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลง   เธอมีลูกแล้วเช่นเดียวกับผม ลูก ๆ ของเธอกับลูกของผมมีอายุมากกว่าเราสองคนในอดีต ณ ห้วงเวลาที่เคยโคจรมาพบกันเสียอีก ตอนนั้นเราสองคนช่างเป็นเด็กกันจริง ๆ คิดแล้วก็ทำให้อดยิ้มไม่ได้ อดีตกระตุ้นให้แลเห็นภาพรอยยิ้มของเธอ เธอเอียงหน้ามาทางผม ยิ้มกว้างจนแลเห็นฟันขาวสะอาด   ดวงตาเป็นประกาย ผมใจเต้น รู้สึกเก้อเขิน แต่ก็พยายามทำใจกล้าโบกมือให้เธอ จากนั้นก็เห็นเธอขี่จักรยานผ่านไปอีก ผมพยายามบังคับให้ภาพของเธอปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เธอยิ้มให้ผมอย่างหวานชื่น ผมใจสั่น พยายามข่มความอายไว้ รีบยกมือโบกให้เธอเป็นการทักทาย แล้วปล่อยให้เธอขี่จักรยานผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง ดูเหมือนว่านี่จะเป็นผลึกของความทรงจำที่พร่ามัว แต่ด้วยการ กระตุ้นเล็กน้อยก็ทำให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม ผมเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำจากที่ไหนสักที่หนึ่งในอินเทอร์เน็ต บอกว่าความทรงจำของมนุษย์ในสมองยังคงถูกบันทึกไว้ทุกรายละเอียด เรื่องยากก็คือการดึงเอาความจำที่ปรารถนาออกมา มันต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ทว่าในความพยายาม เรามักจะได้อะไรต่อมิอะไรติดตามพัวพันมาด้วยเสมอ หลายครั้งเป็นความทรงจำที่ไม่น่าพิสมัย ความทรงจำมิใช่จะน่ารักไปเสียทุกประการ รายละเอียดหลายเรื่องทำให้เราเจ็บปวด เมื่อเราดิ้นรนไขว่คว้าและรื้อมันเสียจนกระจุยกระจายราวกับการรื้อห้องเก็บของขนาดใหญ่ โลกที่เต็มไปด้วยฝุ่น ขยะ ข้าวของหัก ๆ พัง ๆ แต่ในกองวัสดุเหล่านั้นก็ยังมีบางสิ่งที่เป็นเครื่องเตือนใจ อาจเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ไม่คาดคิดว่ายังคงหลงเหลืออยู่ สิ่งซึ่งทำให้เรายิ้ม ทอดถอนหายใจ น้ำตาซึม หรือไม่ก็แทบจะหัวเราะออกมา เราพยายามเป่าเอาฝุ่นออกไป ถูมันด้วยชายเสื้อหรือแขนเสื้อ มันเก่ามาก และเราคงจะไม่นำกลับมาใช้สอยอีก มันไม่เหมาะแก่การนำกลับมาใช้อีกแล้ว แต่อาจนำไปตั้งแสดง หรือเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เปิดลิ้นชักออกมา หากไม่รีบร้อนจนเกินไปนัก เราจะสังเกตเห็นอดีตนอนนิ่งสงบอยู่ในนั้น มันย่อมสะกิดใจเราให้หวนคิดถึงวันเก่า ๆ ผมไม่รู้หรอกนะว่าคนเราจะคิดถึงวันเก่า ๆ ไปทำไมกัน มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ทั้งต่อตัวเองหรือผู้อื่น ผมจึงไม่เคยคิดจะเล่าเรื่องราวในอดีตบางเรื่องให้ใครรับรู้ ทว่าทุกคนต่างก็มีเรื่องราวในอดีตอันมีค่าด้วยกันทั้งนั้น เรื่องของคนอื่นเป็นได้เพียงแค่เศษฝุ่นที่เหมาะแก่การเป่าให้ปลิวออกไป เมื่อมนุษย์สิ้นชีวิตลง พวกเขาก็จะไม่ต้องออกแรงเป่าฝุ่นเหล่านั้นอีก ผมเองไม่ควรจะพยายามดึงมันออกมาจากเซลส์สมองตัวเอง แต่ปล่อยให้มันหายไปในห้วงเวลาอันไร้ขอบเขตและไร้ที่สิ้นสุดน่าจะดีกว่า ปัญหาก็คือผมรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ แทนผมได้ ผมจึงอาจนึกเสียดายความทรงจำของผม พร้อมกันนั้นก็อยากให้มันเป็นนิรันดร์ ผมเลยจดบันทึกเอาไว้บนกระดาษ หรือไม่ก็พิมพ์ใส่ในระบบอินเทอร์เน็ต ครั้นแล้วผมก็ตระหนักได้ว่า กระดาษจะมีอายุเพียงพันปีถ้าเก็บรักษาไว้อย่างดี ส่วนระบบอินเทอร์เน็ตไม่แน่ใจว่าจะอยู่ได้ถึงร้อยปีหรือไม่ กล่าวกันว่าหากเกิดสงครามนิวเคลียร์ ข้อมูลต่าง ๆ ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะสูญหายไปจนหมด มันไม่น่าจะใช้เวลานานนักหรอก ที่ความทรงจำในรูปแบบต่าง ๆ จะถูกทำลายจนสิ้นสลายไป ด้วยน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกเศร้า ภาพของเด็กสาวที่ยิ้มให้ผมและขี่จักรยานผ่านหน้าผมไป ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะให้ความสำคัญจนถึงขนาดต้องพยายามบันทึกมันไว้ แม้แต่จดหมายที่เธอได้เขียนและบอกรักผมเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในความครอบครองของอดีตภรรยา สักวันหนึ่งมันอาจถูกทิ้งลงถังขยะจนนำไปสู่กรรมวิธีรีไซเคิล แล้วกลายเป็นกระดาษกรีนรีดได้ทุกเมื่อ หรืออาจจะถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เรื่องทำนองนี้มันเป็นไปได้ทั้งนั้น ผมไม่รู้จริง ๆ ว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน ด้วยปรปักษ์ในอดีตเป็นผู้เก็บรักษาจดหมายดังกล่าวเอาไว้ (แม้จะโดยไม่รู้ตัวก็เถอะ) และผมก็ไม่เคยคิดจะถามไถ่หรือขอคืน มันคงเป็นเรื่องบ้าบอสิ้นดีสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง หากผมติดต่อสอบถามไปว่า จดหมายแห่งความรักแรกพบที่ส่งตรงถึงอดีตสามีของเธอทางไปรษณีย์ ยังอยู่ดีหรือไม่ ในห้วงเวลาที่อดีตภรรยากับผมยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่จินตนาการก็รู้สึกว่าน่าประหลาดอยู่มากทีเดียว เผลอ ๆ เธอคงไม่โต้ตอบด้วย ถ้าใช้โทรศัพท์สอบถาม เธอก็อาจจะตัดสายสนทนาทิ้งทันที แต่ภายในใจเธอสิจะคิดอย่างไร เธอจะนึกหึงหวงบ้างหรือไม่ ชีวิตสมรสยาวนานร่วมสิบปีจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่านะ แต่ช่างหัวมันเถอะ มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วสำหรับคำถามและคำตอบพวกนี้ เพราะมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ผมไม่มีทางติดต่อเธออีก ถ้าเป็นไปได้ เรื่องราวระหว่างเราจบลงอย่างไม่สวยงามสักเท่าไรนัก ความจริงก็คือจบลงอย่างไม่สวยงามเลยนั่นแหละ การติดต่อกันอีกมีแต่จะเป็นการกวนน้ำให้ขุ่น เหมือนน้ำในโอ่งที่ผมเคยแกว่งด้วยก้อนสารส้มอย่างสนุกมือในวัยเด็ก น้ำหมุนวนด้วยความแรง แล้วในเวลาต่อมา ก้นโอ่งก็เต็มไปด้วยสารแขวนลอยตกตะกอนนอนนิ่งอยู่เต็มไปหมด เหมือนความสัมพันธ์กับผู้หญิงในอดีตอีกหลายคนที่ผมควรจะลืมมากกว่าจดจำ เพื่อไม่ให้ภาพในความทรงจำกลายเป็นความยอกแสยงใจ ความสุขที่แตกสลายไปแล้วช่างแสลงใจยามย้อนคิดคำนึงถึง ผิดกับความสุขซึ่งถูกแปรสภาพเป็นความฝันที่สามารถดำรงอยู่อย่างงดงามในหัวใจเสมอ ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยถูกพัฒนาให้เป็นจริงเป็นจังก็ไม่ต่างกันเมื่อไม่ถูกพัฒนาจึงยังคงเป็นหนุ่มสาวชั่วนิรันดร์ แต่ละภาพช่างงามละมุนละไม ฟุ้งฝัน เรืองรองอยู่ในความทรงจำมายาวนานห้าสิบปี ซึ่งไม่มีใครเคยล่วงรู้และไม่รู้ว่าจะรู้ไปเพื่ออะไร มันไม่สำคัญต่อใครเลย สำหรับคนอื่นมันก็เป็นเพียงเรื่องราวไร้สาระหาค่าอันใดมิได้ เปรียบดังกล่องไม้สลักลวดลายประณีตที่เก็บจดหมายรักชั่วชีวิตเอาไว้ ล็อกกุญแจปิดไว้อย่างดี ป้องกันไม่ให้ใครมาเปิดดู มิหนำซ้ำยังซุกซ่อนไว้ภายในบ้านอย่างมิดชิด แต่ครั้นเมื่อขโมยผู้เก่งกาจแอบเข้ามาก็สามารถค้นหากล่องไม้ดังกล่าวได้ด้วยความชำนาญ จากนั้นลักลอบนำออกไปอย่างลิงโลดว่าคือกล่องสมบัติล้ำค่า แต่เมื่อเปิดดูข้างในกลับพบว่ามันเป็นเพียงความไร้สาระเท่านั้น หัวขโมยคงถึงกับโมโหโกรธา   ก่อนจะโยนจดหมายทั้งหมดทิ้งลงแม่น้ำ เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ ถึงผมจะประกาศมอบรางวัลให้แก่หัวขโมย หากนำจดหมายในกล่องกลับมาคืน มันก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว นี่คือความจริง แน่นอน ผมไม่จำเป็นต้องโกหกใครก็ตามที่อยู่ในความทรงจำของผม ผมนึกถึงพวกเขาอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา ผมพูดกับพวกเขาอย่างสัตย์ซื่อ ถึงกระนั้นบางครั้งผมก็ต้องหยุดคิดเหมือนกัน ว่านี่คือคือสิ่งที่ดำเนินไปอย่างเป็นจริงหรือไม่ มันน่าละอายมากถ้าผมต้องการจะดูดีแม้ในความคิดคำนึงของตัวเอง เพราะนั่นเท่ากับว่าไม่อาจเชื่อถือเรื่องราวใด ๆ ภายในใจของผมได้เลยครั้นแล้วผมก็ระลึกได้ว่าบ่อยครั้งที่ผมเคยกล่าวคำโกหกต่อตุ๊กตาของเล่น กล่าวคำลวงต่อภาพการ์ตูนที่ผมวาดขึ้นมา โป้ปดมดเท็จแม้แต่ยามพูดกับตัวเองในความฝัน   พยายามทำให้ตัวเองและทุกคนเชื่อตามที่ผมต้องการ มุสาได้แม้กระทั่งทารกที่ยังฟังภาษาพูดของผมไม่ออก ทว่าเรื่องราวระหว่างเธอกับผมก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี เธอยิ้มให้ผม ขี่จักรยานผ่านไป ผมมองเธออย่างหลงใหล แม้จะเป็นเพียงภาพในอดีต เป็นเพียงร่องรอยทางเคมีหรือคลื่นไฟฟ้าที่วิ่งไปตามเส้นประสาทในเซลส์สมอง ไม่สำคัญหรอกว่ามันทำงานอย่างไร แต่มันก็เกิดขึ้นภายในนั้น แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนักที่จะรู้ว่าเราพูดจริงหรือโกหก สิ่งที่ยากกว่าก็คือ การรับรู้ว่ามันได้เกิดขึ้นจริง หรือว่าเพียงถูกทำให้รู้สึกว่าเป็นจริง เราสามารถไว้วางใจความคิดของตัวเองได้หรือไม่ ในเมื่อเราได้แตกหน่อกลายเป็นตัวละครตัวเดิมในภาพยนตร์เรื่องใหม่ พร้อมบทบาทใหม่ของเราเอง ตัวละครตัวเดิมยังเล่นบทบาทเดิมในภาพยนตร์เรื่องเก่า ขณะที่เราก็ต้องเริ่มแสดงบทบาทใหม่ในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งไปพร้อม ๆ กันผมรู้สึกราวกับว่าตัวละครแต่ละตัวดำรงอยู่ในโลกคู่ขนาน โลกของใครของมัน ต่างก็พยายามจะจัดการกับชีวิตของตัวเองในบทบาทที่ได้รับให้ดีที่สุด มีตัวตน ได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียง ความสำเร็จ เพื่อเสริมความเชื่อในความมีตัวตน จนมีผู้มองเห็นในมุมมองและในโลกแห่งการรับรู้ของพวกเขา พร้อมกันนั้นก็แทรกความมีอยู่ของเราเข้าไปสู่ความมีอยู่ของผู้คน ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมองเห็นเราเลย แล้วคิดว่าถ้าทำได้ก็จะมีความสุข ทว่าไม่นานนักหรอก สักวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผมจะจบลง ความทรงจำทั้งหมดจะเน่าเปื่อยอยู่ในหลุม มีเพียงบางเศษบางเสี้ยวที่อาจจะมีอายุต่อไปนับพันปีบนกระดาษหรือศิลาจารึก ทว่าเมื่อเทียบกับอายุของโลก มันก็อ่อนจางยิ่งกว่าร่องรอยขีดข่วนบนฝ่าเท้าของทารก เมื่อเราพยายามค้นหาในตอนที่ทารกเติบโตจนร่างกายเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยชราแล้ว เวลาทำให้การค้นหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ท้ายที่สุดผมจะลืมเธอ เช่นเดียวกับที่เธอก็จะลืมผม4.“ทำอะไรอยู่คะ พี่อ้นคงยังไม่หลับนะ”“ยังไม่หลับหรอก พรุ่งนี้วันหยุดนี่นา พี่ไม่ต้องทำงาน เลยนั่งดื่มเบียร์อยู่คนเดียวที่ห้อง”“เมาหรือยัง ทำไมไม่มาหาพี่พัดล่ะ”“ก็ขาหักใส่เฝือกอยู่แบบนี้ มันไม่ค่อยสะดวก แค่ไปทำงานก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว”“ให้น้อยขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับไหมล่ะ โอเคนะ”“จะมาจริงหรือ ตีสามอย่างนี้นี่นะ เอาเถอะ ถ้าน้อยมารับ พี่ก็จะไป”ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา น้อยก็ขี่มอเตอร์ไซค์มารับผมที่อพาร์ทเมนท์จริง ๆ ก่อนหน้านั้นผมแต่งตัวรอและเดินกะโผลกกะเผลกลงมายืนอยู่ที่หน้าตึกได้สักครู่หนึ่งแล้ว ผมค่อย ๆ ปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเธอ โดยยกไม้ค้ำยันพาดไว้บนตัก แล้วจ้องมองดูหมวกกันน็อกตรงหน้าราวกับจะให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน ผมนึกอยากรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่และมีสีหน้าอย่างไรขณะที่รถมอเตอร์ไซค์แล่นไปบนท้องถนนท่ามกลางแสงไฟสองข้างทาง ยวดยานยามดึกแลดูบางตากว่าตอนกลางวันมาก ลมพัดแรงและค่อนข้างเย็น ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ผมเองได้แต่เงียบและอดคิดถึงวันแรกที่เธอกับผมพบกันไม่ได้   มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ คืนวันเสาร์ผมไปค้างที่บ้านพี่สาวของเธอ ผมไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าเป็นใครที่มาเคาะประตูแต่เช้า เมื่อผมงัวเงียออกจากห้องนอนไปเปิดประตู ครั้งแรกผมถึงกับตกใจแกมประหลาดใจ เมื่อพบว่าเป็นหญิงสาวที่ผมไม่รู้จักในชุดสิงห์มอเตอร์ไซค์ดูทะมัดทะแมง หน้าตาเธอน่ารักมากทีเดียว ผมซอยค่อนข้างสั้น ในมือถือหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ ขณะนั้นสีหน้าและแววตาของเธอก็ดูประหลาดใจเช่นเดียวกัน ใกล้กับรองเท้าของเธอมีเป้ใบใหญ่วางล้มอยู่บนพื้นทางเดิน “พี่พัดอยู่ไหมคะ”“อ๋อ มาหาพัดงั้นหรือ อยู่ครับ เดี๋ยวผมจะเรียกให้นะ พอดีพัดยังไม่ตื่นเลย”จำได้ว่าเช้าวันนั้นผมรับหน้าที่ทำอาหารให้แก่ทุกคน...

เรื่องสั้น-สั้น “ชู้รัก” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ในฐานะเพื่อนเก่า   เราจูบกันอีกครั้งหนึ่ง   นับเป็นครั้งที่เจ็ดหรือแปดแล้ว   ตั้งแต่เปิดประตูเข้ามาภายในห้องพักของโรงแรมย่านชานกรุง   ก่อนที่เธอจะผละออกจากอ้อมกอดของผม   เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ อย่างเหนื่อยอ่อน   หลังจากนั้นก็บิดตัวและยิ้มเอียงอายเหมือนกับสาว ๆ นาทีต่อมาเธอก็ขอตัวไปอาบน้ำ   เธออ้างว่ารู้สึกร้อน ทั้ง ๆ ที่เครื่องปรับอากาศกำลังทำงานเต็มที่จนเย็นฉ่ำแล้ว   ผมเฝ้ามองตามหลังเธอ   กระทั่งร่างอันได้สัดส่วนและอิ่มเต็มซึ่งยังดูดีอยู่มากนั้น   ลับตาหายเข้าประตูห้องน้ำไป หลังจากนั้นเธอก็คงถอดเสื้อผ้าออกทุกชิ้นจนเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่า   ร่างซึ่งไม่ใช่สาวน้อยเช่นในอดีตเหมือนสมัยที่เราเคยเรียนหนังสือห้องเดียวกัน   ทว่าจินตนาการก็ยังทำให้ผมตื่นเต้นที่จะได้เห็นและสัมผัสเรือนร่างในปัจจุบันของเธออยู่ดีผมได้ยินเสียงน้ำไหลดังซู่ซ่าคล้ายฝนตก   คงจะเป็นเสียงน้ำจากฝักบัวกระมัง   ผมรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัวเหมือนเมื่อครั้งแรกตอนเป็นเด็กหนุ่มก่อนหน้านี้   แม้ผมจะได้กลิ่นกายหอมกรุ่นจากบริเวณลำคอและทรวงอกของเธอ   ทว่าเธอก็ยังคงต้องการอาบน้ำอยู่ดี บางทีผมควรจะอาบน้ำด้วยเช่นกัน   ผมปรารถนาจะขออาบพร้อมกับเธอ   แต่เราสองคนก็ยังไม่อาจนับว่าคุ้นเคยมากพอที่จะทำกิจกรรมเช่นนั้นร่วมกันได้   ผมคิดด้วยความเสียดายอย่างไรก็ตาม   เธออาจตกลง   ถ้าผมเดินไปเคาะประตูห้องน้ำ   แต่ผมก็ไม่ได้เดินไปตรงจุดนั้นเพื่อเอ่ยปากร้องขอเธอ ผมยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องราวบางเรื่องในอดีต   ขณะนอนรอเธออยู่บนเตียงนอนที่ไม่คุ้นเคย   ซึ่งรับประกันว่าก่อนวันพรุ่งนี้เช้าจะมาถึง   มันย่อมกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่จะอยู่ในความทรงจำของเราทั้งสองคนไปชั่วชีวิต..“รสชาติของชู้นั้นหวานนัก”อดีตชู้รักคนหนึ่งของผมเคยกล่าวไว้เช่นนั้นเมื่อนานมาแล้ว   หลังจากอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับคดีพิศวาสฆาตกรรม เธอพูดตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่ได้สนิทกันนัก   ระดับความสัมพันธ์เป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมงานที่ได้พบหน้ากันเกือบทุกวัน   และไม่มีใครในระหว่างเราทั้งสองคาดคิดมาก่อนว่า   ความสัมพันธ์ที่ดีกว่าคนแปลกหน้าเพียงเล็กน้อยนี้   จะลงเอยบนเตียงนอนในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง   เพื่อจะเรียนรู้ว่าความหวานที่ว่านั้นซ่านซึ้งขนาดไหน   และพลันเมื่อเปลี่ยนเป็นรสขมกลับขมหนักอย่างไรเมื่อความสัมพันธ์ของเราต้องจบลง   พร้อมคำสัญญาว่าจะไม่พบกันอีกตามที่สามีของเธอต้องการ   ผมจึงตัดสินใจลาออกจากงาน   ทั้งหมดนี้ผมทำไปเพื่อเธอหรือเพื่อตัวเองกันแน่นะ   ผมมักจะตั้งคำถามด้วยความสงสัย   ทว่าผมก็ไม่เคยค้นพบคำตอบในเรื่องนี้เลยวันสุดท้ายผมแอบจูบลาเธอในห้องน้ำของบริษัท   ก่อนอำลาจากกันชั่วชีวิต   และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   ผมก็ไม่ยอมสานสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหนในลักษณะนี้อีก   จนกระทั่งเวลาผ่านไปราวกับสูญเปล่านับได้กว่ายี่สิบปี   ใกล้เข้าสู่วัยชราเต็มที เหมือนเป็นโค้งสุดท้ายของความเป็นหนุ่มที่เหลือน้อยลงทุกขณะ โอกาสของการได้เสพความหวานเป็นครั้งสุดท้ายก็หวนกลับมาให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง   กับความสัมพันธ์ในวัยเยาว์ที่ไม่เคยได้เริ่มต้นผมพยายามปฏิเสธไม่กระโจนลงในสนามนี้เหมือนหลายต่อหลายครั้งในอดีต   ภาพของเธอขณะขอตัวเดินไปเข้าห้องน้ำช่างเป็นอิริยาบถที่แสนจะเจนตาเจนใจ   แต่เกิดกับหญิงสาวรายอื่น ๆ ที่เคยเดินผ่านเข้ามามากมายในชีวิต   จังหวะที่เธอหันหน้ามาส่งยิ้มให้ก่อนเดินเข้าประตูห้องน้ำไปนั้น   ก็ไม่ต่างจากที่หญิงสาวคนอื่น ๆ เคยกระทำมาก่อน   มันจึงเป็นการกระตุ้นเตือนว่า อีกไม่นานความบันเทิงสุขที่มนุษย์ไม่เคยเบื่อหน่ายนี้   จะเกิดขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง   ตราบเท่าที่ร่างกายไม่อ่อนปวกเปียกลงไปเสียก่อน การล่วงรู้เหตุการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลาต่อมา ช่างกระตุ้นความรู้สึกภายในที่กำลังกระวนกระวายได้เป็นอย่างมาก   ภาพในห้วงความคิดแสนจะเย้ายวนปั่นป่วนและชวนเสียวกระสันสิ้นดี   รสชาติที่เคยร่วมรสมานับครั้งไม่ถ้วนในชีวิตยังคงตราตรึงใจ   ครั้นแล้วด้วยสำนึกในบางสิ่งบางอย่างอันงดงามบริสุทธิ์   ก็ทำให้อดเตือนตัวเองไม่ได้ว่า   อีกไม่นานความหวานนี้จะกลายเป็นความขมเหมือนเช่นครั้งก่อน ๆ   ความสุขจะกลายเป็นความทุกข์   และรอยยิ้มจะเหือดหาย   ทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงคราบน้ำตาในโลกอันพร่ามัวตลอดไป   ใครที่มีสติดีก็อาจรู้ได้ว่ามันไม่เคยคงทนที่ผ่านมา   หลังจากยุติเรื่องราวอื้อฉาวกับหญิงสาวคนสุดท้ายแล้ว   ผมก็ได้ทิ้งโอกาสในการรับรสชาติของความสัมพันธ์อย่างลับ ๆ นี้หลายต่อหลายครั้ง   แม้หญิงสาวแต่ละคนจะเย้ายวนใจมากสักเพียงไหนก็ตาม   นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ได้รู้สึกรักพวกเธอเลย   ราวกับว่าความรักยากจะเกิดขึ้นอีก   มันจึงเป็นเรื่องง่าย   (แม้กระนั้นก็ยังหนักหนาอยู่ดี)   ที่จะตัดใจ   แล้วครั้งนี้เล่า มันสมควรเกิดขึ้นอีกหรือ   ผมถามตัวเอง ไม่เลย   มันไม่สมควรเกิดขึ้นอีก   สิ่งที่ทำให้มันไม่สมควรเกิดขึ้นประการหนึ่งก็เพราะว่าปัจจุบันนี้ผมมีภรรยาแล้ว   ผมหมายถึงคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันมานานถึงยี่สิบปีอย่างซื่อสัตย์และดีงาม   สมควรแก่ตำแหน่งภรรยาดีเด่นอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าความรักที่เคยมีต่อกันจะจืดจางไปหมดสิ้นแล้วก็ตาม“ถ้าเราไม่สานต่อเราก็ยังสามารถจบเรื่องนี้ได้ทัน   ทางที่ดีเราไม่ควรพบกันอีก   รวมถึงไม่ติดต่อกันอีกด้วย   จริง ๆ นะ   ทั้งทางโทรศัพท์หรือโปรแกรมแชท   เราจะทำตัวเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ที่เพียงหวนกลับมาพบกันในงานเลี้ยงรุ่น   จากนั้นก็ติดต่อคุยเล่นกันเพียงไม่กี่ครั้ง   พอให้หายคิดถึงอดีตอันสวยงาม   ก่อนที่จะห่างหายกลับไปอยู่คนละโลกเหมือนเดิม   เรื่องราวระหว่างเราที่ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อสามสิบห้าปีก่อนโน้น   คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร หากมันจะไม่ได้เริ่มต้นในคืนนี้”“ที่คุณเปลี่ยนใจ   เป็นเพราะเมื่อได้เจอตัวจริงของฉัน แล้วฉันไม่สวยเหมือนเดิมใช่ไหม   สมัยเรียนคุณเคยชมว่าฉันสวยที่สุด   ลืมหรือยัง   ตอนที่บอกรักฉัน   แต่เดี๋ยวนี้ฉันแก่แล้วนี่”“แม้ตอนนี้ผมจะห้าสิบสองแล้ว   แต่ผมก็จูบคุณด้วยความรู้สึกของคนหนุ่มเลยทีเดียว   ผมกล้าบอกอย่างจริงใจ”“แล้วทำไมคุณถึงไม่อยากให้เราพบกันอีก   หรือว่าคุณต้องการทำให้ฉันเสียใจ   นี่เป็นการแก้แค้นที่ฉันเคยปฏิเสธคุณในตอนนั้นหรือเปล่าคะ   โธ่   ก็ตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กนี่   ยังไม่ประสีประสาเรื่องความรักเลย   หรือว่าจริง ๆ แล้วปัญหาอยู่ที่สามีของฉัน   บอกตามตรงนะ   เราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันมานานมาก…”“แต่ผมเชื่อว่าเขายังหวงแหนคุณอยู่นะ”ผมยั้งปากทันที่จะไม่กล่าวต่อไปว่า   ก็คงเหมือนข้าวของบางอย่างที่เราทิ้งขว้างจนฝุ่นจับ   แต่เมื่อมีใครจะมาหยิบไปใช้ หรือแม้กระทั่งขอครอบครองอย่างเป็นทางการ   เรากลับปฏิเสธอย่างแข็งขัน   เรายังคงนึกเสียดายสิ่งนั้นในนาทีสุดท้ายเสมอ..ตอนเช้าผมขับรถออกจากโรงแรมและพาเธอไปส่งที่สถานีรถไฟ เนื่องจากเธอบอกว่า   ขากลับเธออยากเดินทางด้วยรถไฟสักครั้งหนึ่ง   นี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิต   เพราะเธอไม่เคยนั่งรถไฟมาก่อนเลย   เธอต้องการรับรู้ว่ามันจะสนุกตื่นเต้นสักแค่ไหน ผมจึงซื้อตั๋วให้เธอ   มันเป็นตั๋วประเภทรถนั่งชั้นสอง   มีระบบปรับอากาศด้วย   ทีแรกผมตั้งใจจะซื้อตั๋วนอนชั้นหนึ่งให้ แต่เธอปฏิเสธ   เธอว่าตั๋วนอนไม่เหมาะกับคนเดินทางไกลตามลำพังอย่างเธอ   เธอพูดออกมาอย่างเศร้า ๆที่ชานชาลา   ผมส่งเธอขึ้นตู้โดยสาร   พลางเฝ้ามองร่างของเธอเดินผ่านหน้าต่างกระจกบานแล้วบานเล่า   เมื่อเห็นเธอนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง   จึงโบกมือให้เธอที่ริมชานชาลาอันโดดเดี่ยวนั่นเองภาพที่เห็นเธอเกาะกระจกร้องไห้อยู่หลังหน้าต่างทำให้ผมอยากวิ่งตามขึ้นไปบนตู้โดยสาร   แต่ก็พยายามข่มใจเอาไว้ ด้วยนึกกลัวใจตัวเองว่าจะอ่อนแอ   จนไม่ยอมกลับลงมาเมื่อเสียงระฆังทองเหลืองดังขึ้นและแล้วเมื่อเสียงระฆังใบนั้นดังขึ้นจริง   ผมก็ทำได้เพียงแค่ฝืนยิ้มพร้อมกับยกมือขึ้นโบกลาเป็นครั้งสุดท้าย   รู้สึกปวดร้าวและใจหายในเวลาเดียวกัน   ความรู้สึกซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมานานมากแล้วทว่าก่อนที่สายตาของเธอจะพ้นไปจากการรับรู้ของผม พลันผมก็หวนคิดถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ระหว่างเราขึ้นมาอีกครั้ง และหลุดปากพึมพำถ้อยคำบางคำออกไป…ซึ่งเธอไม่มีวันได้ยิน..หมายเหตุเรื่องสั้นขนาดสั้นเรื่องนี้ รวมเล่มอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด "นาสตาเซีย" จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์

เรื่องสั้นไทย “รักของผู้ลี้ภัย” : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย   ปี 1951   ให้คำนิยามความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า   ผู้ลี้ภัย  หมายถึงบุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง   เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหาร   หรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด   เช่น  เชื้อชาติ   ศาสนา   สัญชาติ   สมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม   สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง - ยูเอ็นเอชซีอาร์…เมื่อชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยความสุขก็อาจพานพบได้เพียงในฝัน…สมัยที่ผมยังเป็นเด็กอายุไม่กี่ขวบ ในเทศกาลปีใหม่ผู้คนยังคงนิยมส่งบัตรส.ค.ส.ให้กันอยู่เสมอ ผมเองก็เคยได้รับบัตรส.ค.ส.ใบหนึ่งจากเจ้าของร้านขายขนมแถวบ้านเก่าที่ประเทศไทย จำได้ว่าวันนั้น ผมนั่งมองภาพกระท่อมน้อยในป่าสนอันสงบงามบนบัตรส.ค.ส.ตลอดทั้งวัน และรู้สึกไปว่าแสงไฟวอมแวมสีเหลืองส้มที่มองเห็นจากทางช่องหน้าต่างกระท่อมนั้น ให้ความอบอุ่นแม้จะอยู่ท่ามกลางกองหิมะอันเหน็บหนาวก็ตาม สำหรับเด็กน้อยแล้ว นี่ช่างเป็นความงดงามจับจิตจับใจเสียเหลือเกิน หัวใจดวงหนึ่งจึงได้เก็บเกี่ยวความสุขอันล้ำลึกนี้ไว้ ครั้นเมื่อผมเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าภาพกระท่อมน้อยหลังดังกล่าวจะยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ แต่ความสุขกลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ปี 1986ดาวหางฮัลเลย์กลับมาเยือนโลกอีกครั้งหนึ่งดาวหางฮัลเลย์ (หรือแฮลลีย์) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 11 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีรอบละ 75.3 ปี ด้วยความที่ฮัลเลย์เดินทางกลับมาเป็นประจำนี่เอง จึงกล่าวกันว่ามันเป็นเพื่อนสนิทของโลก และเป็นผู้นำปรากฏการณ์อันงดงามบนฟากฟ้ามาฝาก แต่บางคนไม่เห็นด้วย หาว่ามันเป็นศัตรูเสียมากกว่า เนื่องจากโลกมักจะต้องสูญเสียบุคคลสำคัญในปีที่มันมาเยือนเสมอ เมื่อมองย้อนหลังกลับไปดูเหตุการณ์ในปีนั้นแล้ว ผมก็ไม่อาจตัดสินใจได้ว่าควรเลือกอยู่ฝ่ายไหนเดือนเมษายนปีนั้น ท้องฟ้าริมทะเลอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เต็มไปด้วยเมฆฝนหนาทึบ แล้วฝนก็ตกปรอย ๆ ลงมาในขณะที่เรากำลังเดินออกไปนอกบ้านเพื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้า ผมไม่เห็นดางหางฮัลเลย์เลย ในความมืดสลัว ผมแลเห็นเพียงประกายในดวงตาของเธอซึ่งกำลังจ้องมองดูผมอยู่ ผมจึงก้มหน้าลงไปจูบเธอ ส่วนเธอได้แต่ตัวอ่อนอยู่ในอ้อมกอดของผมหลายนาทีต่อมา ผมเกรงว่าเธอจะขาดใจตายเสียก่อน จึงช้อนร่างซึ่งมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม (ตามคำบอกเล่าของเธอ) ขึ้นมาอุ้มด้วยสองแขน แล้วออกวิ่งอย่างช้า ๆ ไปตามความยาวของหาดทราย สถานที่ซึ่งฟองคลื่นสีขาวกำลังซัดสาดเข้าหาฝั่งและสะท้อนแสงอยู่ในความสลัวราง ผมวิ่งจนแขนขาอ่อนล้า ในที่สุดก็ต้องวางร่างของเธอลงบนหาดทราย ก่อนที่จะเริ่มต้นจูบเธออีกครั้งหนึ่งวันนั้นผมตื่นสายมาก   ที่ตื่นเพราะได้ยินเสียงกดกระดิ่งเรียก   เมื่อผมงัวเงียลุกขึ้นจากที่นอนออกไปเปิดประตู   ก็พบสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งกำลังยืนอยู่อย่างรอคอย   ขณะเดียวกันก็ยิ้มอย่างเอียงอายแกมตื่นเต้น เธอสวมเสื้อยืดสีขาวมีลายการ์ตูนบนอกกับกระโปรงสีน้ำตาลสั้นเหนือเข่า   ข้างกายมีกระเป๋าเดินทางใบเล็กวางอยู่   ผมรู้สึกงงงันในวินาทีนั้น   แต่วินาทีต่อมาผมก็จำเธอได้เป็นความจริงที่ว่าตลอดระยะเวลาหลายปีก่อนหน้าที่เธอกับผมจะได้พบกัน   เราทั้งสองต่างไม่เคยเจอตัวจริงของอีกฝ่ายหนึ่งมาก่อนเลย   ไม่เคยแม้แต่จะโทรศัพท์พูดคุยกัน   ไม่เคยเห็นหน้ากันนอกจากในภาพถ่าย   การสื่อสารทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านจดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าเป็นเวลานานหลายปี   ตั้งแต่สมัยที่เธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น   จวบจนกระทั่งเธอเรียนจบชั้นปีที่ 2 ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ   และมีอายุได้ 18 ปีเศษในฤดูร้อนปีนั้นที่ผ่านมาเราสองคนชอบเล่าเรื่องชีวิตทั้งหมดให้กันและกันอ่านจนแทบจะกลายเป็นชีวิตของเราเอง   เป็นเช่นนี้เสมอตลอดระยะเวลาหลายปี   เธอกับผมต่างก็รู้สึกสมหวังและมีความสุขไปกับความสัมพันธ์แบบนี้   แม้ในส่วนลึกจะเฝ้ารอคอยว่าคงมีสักวันหนึ่งที่เราจะได้พบกันจริง ๆ   ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เธอจะกล้าเดินทางจากเชียงใหม่มาหาผมถึงที่ระยองโดยไม่บอกกล่าวให้รู้ตัวล่วงหน้า   ราวกับเธอรู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น   ผมจึงไม่ได้เก็บกวาดบ้านช่องให้เป็นระเบียบเรียบร้อยรอคอยต้อนรับเธอ   นั่นนับเป็นเรื่องน่าอาย   ทว่าก็ทำให้อดยิ้มขบขันไม่ได้   ยามเมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ในเวลาต่อมา   เราสองคนช่วยกันทำความสะอาดบ้านที่รกรุงรังตามประสาบ้านชายโสด   สมัยก่อนเคยเป็นหน้าที่ของแม่   แต่หลังจากที่แม่เสียชีวิตไปแล้ว   ผมก็แทบจะไม่ได้ดูแลบ้านให้มีสภาพเรียบร้อยดุจเดิม   เหมือนรอให้เธอมาจัดการยังไงยังงั้นและในที่สุด   เธอก็ได้อยู่ในบ้านที่เธอจัดการด้วยมือตนเองนี้นานถึงหนึ่งเดือนเลยทีเดียว   ก่อนที่พ่อของเธอจะมาพาตัวกลับ   จากนั้นก็ส่งเธอไปเรียนต่อที่อเมริกา   ผมรู้เรื่องนี้จากเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งของเธอโดยบังเอิญ   เพราะเธอไม่เคยส่งจดหมายถึงผมอีก   และที่สำคัญ   ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เคยเดินทางกลับประเทศไทยเลยด้วยซ้ำ   แม้แต่ในตอนที่พ่อของเธอเสียชีวิตเมื่อราวสิบปีก่อน   นั่นทำให้ผมหลงคิดอยู่เสมอว่า   วันนั้นคือวันสุดท้ายที่เราสองคนได้พบกัน“อย่าให้กูรู้ว่ามึงแอบติดต่อกับลูกสาวกูอีก   น้ำหน้าอย่างมึงทำให้ลูกกูมีความสุขไม่ได้หรอก   กูเตือนมึงแล้วนะ   ถ้ามีคราวหน้า   รับประกันได้เลยว่ามึงจะไม่เจ็บตัวแค่นี้”ผมนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นแล้วก็อดเสียใจไม่ได้ที่พลาดการได้เห็นเธอจากผมไปอย่างแท้จริง   โสตประสาทอันบอบช้ำแว่วเพียงเสียงรถยนต์แล่นจากไปอย่างแผ่วเบาเท่านั้นในห้วงเวลาดังกล่าวนี้   ผมต้องนอนซมสภาพเจียนตายอยู่ในบ้านนานหลายสัปดาห์   เมื่อแข็งแรงพอที่จะเดินเหินได้   ผมก็ตัดสินใจเข้าแจ้งความ   แต่เมื่อพบว่าร้อยเวรนายนั้นคือหนึ่งในกลุ่มคนที่เข้ามาทำร้ายร่างกายและพรากเธอไปจากผม   ผมก็ทำได้เพียงหันหลังเดินกลับลงมาจากสถานีตำรวจด้วยความเจ็บแค้นใจ รู้ตัวดีว่ายังไม่อาจนำไม้ซีกไปงัดกับไม้ซุง   ผมจึงเฝ้ารอคอยวันที่ผมจะกล้าแข็งขึ้น   สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มกับเพื่อนนักศึกษาหัวก้าวหน้า   และดำเนินกิจกรรมเรียกร้องถามหาความยุติธรรมในสังคมเรื่อยมาทว่าความสำเร็จก็ดูจะเลือนรางห่างไกลเสียเหลือเกิน ไกลดุจเดียวกับที่เธออยู่ไกลจากผม   แต่ผมก็พยายามมีความหวังอยู่เสมอ   บางทีสักวันหนึ่งมันอาจเกิดขึ้น   แม้จะเป็นวันที่ผมได้จากโลกนี้ไปนานแสนนานแล้วก็ตามปี 2015ปารีส   ฝรั่งเศสครั้งล่าสุดที่ผมได้พบเธอคือเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ตามปกติหากมีเวลาว่าง ผมจะออกจากแฟลตเล็ก ๆ แล้วนั่งรถประจำทาง (ซึ่งได้รับสิทธิลดหย่อนค่าโดยสาร) เข้าสู่ย่านใจกลางเมือง เพื่อเดินเล่นสูดอากาศแห่งเสรีภาพและถ่ายรูปผู้คนเป็นงานอดิเรก หรือถ้าให้พูดจากใจจริงเลยก็คือ มันเป็นการฆ่าเวลานั่นเอง เวลาซึ่งมีอยู่มากมายสำหรับคนอย่างผม แม้จะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่แลกเปลี่ยนข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและเรื่องสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการเข้าพบกับองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ช่วยแสดงท่าทีต่อประเทศไทย ทว่าเวลาของผมก็ยังคงมีเหลือเฟือเสมอใช่แล้ว หลังจากที่คนเราต้องถูกบังคับให้ลี้ภัย จำต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน มันก็ดูเหมือนว่าเรามีเวลาในชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และผมก็ต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าผม หาไม่แล้วก็คงต้องฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้าในไม่ช้าก็เร็วเป็นแน่ด้วยเหตุนี้นี่เอง แม้ว่าจะมีรายได้ไม่มากนักและทุกยูโรล้วนมีค่าต่อการดำรงชีวิตที่นี่ แต่ผมก็เลือกหาความเพลิดเพลินตามท้องถนนด้วยกล้องและเลนส์ซูมมือสอง (แทนการเข้ากลุ่มกับนักกิจกรรมในเมืองนี้ที่มักจะคุยกันด้วยเรื่องเดิม ๆ อันซ้ำซาก)...

เรื่องสั้น “ความตายในครอบครัวของโจ” : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

มุมเรื่องสั้น วรรณกรรมไทย.ตอนหัวค่ำ ขณะที่โจกำลังแหงนหน้ามองหาดาวอังคารอยู่บนสนามหญ้าหน้าบ้าน ทันใดนั้นเองก็มีนกแสกตัวหนึ่งบินมา เขาเห็นเข้าก็รีบร้องเรียกเอาไว้ ร้องอย่างเชื้อเชิญเลยทีเดียวเชียวแหละ มันโผลงเกาะที่หลังคาบ้านสองชั้นของเขา พร้อมกับส่งเสียงดัง “แซก…แซก…”วงหน้ารูปหัวใจของมันเต็มไปด้วยขนสีขาว ดวงตากลมโตที่จ้องมองมาดูเป็นสีดำสนิท จงอยปากของมันแหลมและงองุ้ม ดู ๆ ไปก็น่ารักดีเหมือนกัน เขาไม่คิดหรอกว่ามันจะมีพิษภัยอะไร แต่เมื่อนำเรื่องนี้ไปบอกพี่แจ็ค พี่ชายของเขากลับบอกว่าการที่มันส่งเสียงร้องถือเป็นลางบอกเหตุ เป็นลางร้ายหรือลางหายนะ อะไรก็ได้ที่มีความหมายไปในทางไม่ดี จะต้องมีคนตายในบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน อย่างช้าก็ภายในสามวันเจ็ดวัน เขาได้ยินก็รู้สึกกลัวมาก ใครจะไม่กลัวความตายบ้างล่ะ พลางสงสัยว่าพ่อจะเฆี่ยนเขาด้วยไม้เรียวหรือไม่นะ ถ้าเกิดรู้ความจริงขึ้นมา แต่ทีนี้หากทุกคนพากันตายหมด ตายเพราะเจ้าทูตแห่งความตายนั่น ปัญหาเรื่องนี้ก็คงจบกันไป ทว่านกแสกตัวเดียวจะทำให้คนตายได้ทั้งบ้านเชียวรึ เสียงร้องของมันมีอำนาจขนาดนั้นเลยหรือ นกแสกหนึ่งตัวน่าจะมีผลต่อคนหนึ่งคนมากกว่า แค่นี้ก็รุนแรงเกินไปแล้ว เขาคิดด้วยความสยองใจ“แล้วใครจะตายหรือฮะ” โจถาม อันที่จริงเขาอยากถามต่อไปอีกว่าความตายเป็นอย่างไร ทำไมคนเราถึงได้กลัวกันนักกลัวกันหนา เขาเองก็กำลังกลัวอยู่นี่ไงล่ะ มันคือความรู้สึกเจ็บปวด ร้อนอึดอัด หนาวสั่น โดดเดี่ยว หรืออะไรกันแน่ เขาไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ถามออกไปตามที่ใจคิด“ไม่มีใครรู้หรอก อาจเป็นพ่อ แม่ พี่ หรือไม่ก็แกเองนั่นแหละ” พี่แจ็คตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆตกดึกเขานอนร้องไห้เพราะคิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องความตายอยู่นาน รู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าในชีวิต ไร้หลักให้ยึดเหนี่ยวสำหรับอนาคต ไม่มีเรื่องราวใด ๆ ให้หวังอีกแล้ว หนังสือการ์ตูนเล่มใหม่ไม่มีความหมาย ของเล่นมากมายในตู้ก็ไม่มีความหมายเช่นกัน และถ้าพรุ่งนี้เขาไม่ตื่นขึ้นมาจะเป็นอย่างไรนะ นี่หมายถึงคนอื่น ๆ โชคดีมีชีวิตรอด ส่วนเขาโชคร้ายตายคนเดียว เรื่องมันสำคัญตรงนี้เอง เขาอยากรู้ว่าจะมีใครร้องไห้ให้เขาบ้างหรือเปล่า จะมีใครคิดถึงเขาตลอดไปเหมือนกับว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เขาถามตัวเองก่อนจะหลับไป แล้วในเวลาต่อมาก็ฝันร้ายดิ้นรนเตะถีบอยู่ในโปงผ้าห่มเกือบตลอดทั้งคืนครั้นเมื่อตอนเช้ามาถึง เขายังไม่ตาย (โชคดีอะไรอย่างนี้ หรือความตายเพียงแค่ยืดเวลาออกไปเล็กน้อย) ทุกคนในบ้านต่างก็ตื่นขึ้นมาตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน พิเศษหน่อยก็ตรงที่เป็นวันอาทิตย์ จึงได้หยุดอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตากัน และยังมีอาหาร ขนม รายการโทรทัศน์ เหมือนที่วันอาทิตย์ควรมี แต่เรื่องมันแย่ตรงที่โจไม่สนใจจะดูหนังการ์ตูนทางโทรทัศน์อีกแล้ว เขาเอาแต่คิดถึงความฝันเมื่อคืน มันชัดเจนมากทีเดียว แม้เขาจะไม่แน่ใจนักว่าความฝันเป็นภาพสีหรือขาวดำ มันดูหม่นมัวมากในความฝันนั้น บางครั้งดูเลือนรางราวกับตกอยู่ในกระแสเมฆหมอก เขาเห็นแม่ในความฝันด้วย แม่ตายแล้ว ทว่าแม่คงไม่รู้ตัวหรอกว่าแม่น่ะตายไปนานแล้ว ในความฝันแม่ไม่ยอมพูดจาออกมาสักคำ แค่ยิ้มน้อย ๆ และนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดี ในความฝันเขาพยายามกระซิบบอกพ่อแต่พ่อไม่สนใจในเรื่องนี้เลย พ่อยังไม่รู้ หรืออาจยังทำใจไม่ได้ พ่อรักแม่มากเหมือนกับที่รักเขา แล้วดูนั่นสิ พ่อขยันชวนแม่คุยสารพัดเรื่องเสียจริง คุยไปพร้อมกับที่ดูรายการโทรทัศน์ไปด้วย พ่อไม่รู้หรือว่าแม่ไม่มีชีวิตแล้ว สิ่งที่พ่อทำหรือพูดออกไปล้วนแต่เป็นเรื่องไร้สาระ พูดในเรื่องที่ไม่มีใครสนใจ พูดในเรื่องที่ไกลตัว คนรักกันเท่านั้นจึงจะทนฟังเรื่องไร้สาระของกันและกันได้ โจคิด ถึงตอนนี้เขาก็รู้สึกกลัวแม่มาก จึงได้แต่นั่งอยู่เงียบ ๆ แต่จะถอยออกไปอยู่ห่าง ๆ ก็กลัวว่าแม่รู้เข้าแล้วจะเสียใจ เขาไม่อยากให้แม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ เขามักจะทำให้แม่เสียใจอยู่บ่อยครั้งก็ตาม ทั้ง ๆ ที่แม่เคยบอกว่ารักเขามากที่สุด อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นอดีตไปแล้ว บางทีอาจมีแต่ความตายเท่านั้น ที่จะทำให้ทุกคนได้อยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง“เป็นอะไรไปหรือโจ ตื่นเช้ามาวันนี้ไม่พูดไม่จา” พ่อละสายตาจากจอโทรทัศน์ แล้วหันมาถามเขาอย่างขัน ๆ“ไม่สบายปวดหัวหรือเปล่าลูก” แม่เอ่ยถามบ้าง ขณะนั่งเย็บชายขากางเกงของพ่อที่เก้าอี้ตัวโปรดโจฝืนยิ้ม ส่ายหน้า รู้สึกหัวใจแห้งแล้งเต็มที เขาจะบอกทุกคนได้อย่างไรเกี่ยวกับความฝันเมื่อคืน เขาจะบอกทุกคนได้อย่างไรถึงความซุกซนของเขา ที่ร้องเรียกนกแห่งความตายให้มาเกาะบนหลังคาบ้าน มิหนำซ้ำมันยังดันร้องขึ้นมาอีกด้วยเสียงอันน่ากลัว เสียงที่เรียกความตายให้มารุมล้อมบ้านของเขาเอาไว้ เขาไม่เคยรู้จักมันมาก่อนเลย แม้แต่ภาพถ่ายก็ยังไม่เคยเห็น พี่ชายของเขาจะต้องนำเรื่องนี้ไปฟ้องครูใหญ่อย่างแน่นอน การฟ้องครูใหญ่ย่อมเป็นเรื่องเอิกเกริกและสร้างความอับอายให้แก่เขามากกว่าการไปฟ้องพ่อ เขาอาจโดนลงโทษที่หน้าเสาธงด้วยซ้ำ จากนั้นครูใหญ่ก็จะไปแจ้งตำรวจ เขาจะถูกลงโทษหนักขึ้นในฐานะอาชญากรเด็ก เป็นที่รู้กันว่าตำรวจชอบนักที่จะจับใครสักคนมาลงโทษ ครูประจำชั้นเคยเล่าว่าแม้แต่แพะก็ยังถูกตำรวจจับตัวมาขังหรือทุบตีอยู่บ่อย ๆ พวกนี้ทำตัวเหมือนคนป่าที่ชอบจับนักท่องไพรไปบูชายัญ จริงด้วย เรื่องจะต้องเป็นอย่างนี้ เขานึกเห็นภาพตำรวจขับรถเปิดไซเรนดังหวอ ๆ มาที่โรงเรียน เพื่อจับเขาเข้าคุกในข้อหาวางแผนฆ่าแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง เพื่อนทุกคนจะไม่มีใครอยากคบกับคนเลวอย่างเขา ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเขาแค่ร้องเรียกนกแสกเล่นเท่านั้น ไม่ได้ต้องการทำให้แม่ตาย ไม่ได้อยากให้ทุกคนต้องมาตายเพราะความไร้เดียงสาของเขา เรื่องมันช่างน่ากลัวและเศร้าสิ้นดีที่แม่ต้องตายไปจากโลกนี้ ในความฝันเห็นได้ชัดว่าแม่ตายไปแล้ว แต่ยังมีตัวตนอยู่ในความคิดของเขาและคนในบ้าน สุดท้ายเขาก็คงต้องเดินเข้าเรือนจำไปอยู่ร่วมกับบรรดาฆาตรกรทั้งหลาย บางทีนั่นอาจเป็นเรื่องดีสำหรับคนอย่างเขา เด็กซุกซนเหลือขอผู้นำเอาความตายมาสู่บ้านอันเป็นที่รักหลังนี้มีเสียงบันไดลั่น พี่ชายของเขากำลังเดินหน้าตายับยู่ยี่ลงมาจากห้องนอนชั้นบนเพราะตื่นสาย เมื่อเห็นเขากำลังนั่งกินข้าวต้มปลาอย่างซังกะตายก็ตรงเข้ามากระซิบข้างหูว่า “นกผีตัวนั้นร้องอยู่ตั้งนาน จนแกหลับมันถึงได้บินจากไป พูดแล้วขนลุก จะต้องมีคนตายแน่นอน”โจได้ยินถ้อยคำของพี่แจ็คก็ทำปากเบะตาแดง ไม่มีแก่จิตแก่ใจจะกิน จึงเลื่อนชามข้าวต้มออกไป เขาอยากบอกพี่ชายว่าไม่ใช่แค่จะมีคนตายหรอก แม่น่ะตายตั้งแต่เมื่อคืน เขาฝันเห็นว่าแม่ตายไปแล้วจริง ๆ แต่เขาก็พูดไม่ออก ลำคอตีบตันขึ้นมาด้วยความสะเทือนใจ จึงรีบวิ่งขึ้นห้องนอนโดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกและเสียงหัวเราะของพี่แจ็ค เขากระโจนขึ้นเตียงคลุมโปง แล้วปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ ภายในใจได้แต่อธิษฐานถึงพญามัจจุราชว่า อย่าได้นำความตายมายังบ้านของเขาเลย สำหรับความตายที่จะมาถึงก็ขอให้นำมันกลับคืนสู่ปรโลก อย่าให้คนที่เขารักต้องตาย อย่าให้ทุกคนในครอบครัวหายไปจากชีวิตของเขา เขายอมแลกกับการขยันเรียนมากขึ้นก็ได้ หรือจะให้อดขนมสักเดือนหนึ่งก็จะไม่งอแงเลย เขาจะเป็นเด็กดีไปนาน ๆ เขาไม่รู้หรอกว่าพญามัจจุราชจะได้ยินคำขอร้องจากเขาไหม บางทีท่านอาจกำลังง่วนอยู่กับความตายในบ้านหลังอื่นก็เป็นได้ มีบ้านมากมายบนโลกใบนี้ บ้านของเขาอาจได้รับการยกเว้น เพราะว่าเขาได้ร้องขอไว้เป็นอย่างดีแล้วอย่างไรก็ตาม เรื่องราวกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตอนสายประมาณสิบโมงกว่า ๆ เขาได้ยินเสียงพี่แจ็คเข้าห้องน้ำหลายครั้งเพราะท้องเสียสลับกับอาเจียน ต่อมาก็ร้องโอดโอยแล้วหน้ามืดเป็นลม ในที่สุดพ่อต้องขับรถไปส่งพี่ชายของเขาที่โรงพยาบาล แม่กับเขาติดตามไปด้วย ถึงเขาจะกลัวแม่ก็เถอะ แต่เรื่องนี้มันจำเป็น แม่เคยไว้ว่าคนเราต้องอย่าทอดทิ้งกันในยามเจ็บป่วย โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันพี่แจ็คไปถึงโรงพยาบาลในสภาพหมดแรง แต่รู้สึกตัวแล้ว ทว่ายังต้องนั่งรถเข็นและเข้าห้องฉุกเฉิน มีเจ้าหน้าที่มาวัดความดันโลหิต ชีพจร และให้น้ำเกลือ พร้อมกับถามอาการ รวมถึงโรคประจำตัวต่าง ๆ จากนั้นรออยู่ไม่นานก็มีหมอมาตรวจโดยคลำท้องอยู่สักครู่หนึ่ง หมอถามพี่ชายของเขาว่าเคยผ่าไส้ติ่งหรือยัง พ่อตอบแทนว่า “ยังไม่เคยครับ ไม่เชื่อคุณหมอดูที่ท้องสิ ไม่มีรอยแผลผ่าตัดแม้แต่นิดเดียว สมาชิกในบ้านเราไม่เคยมีใครผ่าตัดไส้ติ่งมาก่อน พวกเราคงตายไปพร้อมกับไส้ติ่งของเราในวาระสุดท้ายนั่นแหละครับคุณหมอ” พ่อกล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หมอหัวเราะ พูดออกตัวว่าหมอก็ถามไปตามเรื่องตามราวของหมอนั่นแหละ จุดประสงค์ต้องการจะชวนคุยเสียมากกว่า จากนั้นหมอก็ให้เจ้าหน้าที่นำพี่ชายของเขาไปเข้าเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ พอย้ายกลับมาห้องฉุกเฉินอีกที ก็มีสายระโยงระยางแปะที่หน้าอกและนิ้วของพี่ชายของเขา ซึ่งนอนหนาวสั่นอยู่ตลอดเวลา หมอชี้แจงว่าไส้ติ่งของคนไข้แตก ต้องผ่าตัดด่วน ชักช้าอาจเสียชีวิตได้“หมายถึงตะ…ตาย…ใช่ไหมครับ” โจถามเสียงสั่น ๆ และในที่สุดก็ถึงกับร้องไห้โฮออกมา เป็นเพราะความร่วมมือของเขากับเจ้านกแสกนั่นเอง เขาไม่ได้ตั้งใจเลย แม้จะไม่ค่อยชอบขี้หน้าพี่ชายของเขาสักเท่าไรนักก็ตาม ความตายมาทักทายแล้วก็เริ่มครอบงำทุกคนในบ้าน คำอธิษฐานของเขาไม่ประสบผลสำเร็จ พี่แจ๊คคงไม่รอดแน่ ๆ คราวนี้ แต่แวบหนึ่งของความคิด เขารู้สึกว่ามันก็ดีเหมือนกันนะ หากพี่ชายของเขาตายจริง ๆ เพราะอย่างที่รู้กันดี คนตายน่ะพูดไม่ได้หรอก ความจริงย่อมจะตายไปพร้อมกับตัวความตายเอง (ยกเว้นในความฝัน อีกทั้งบางกรณีคนตายก็พูดได้เหมือนแม่ของเขา) จะไม่มีใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ครูใหญ่ไม่มีทางรู้ แล้วตำรวจก็จะไม่มีวันขับรถเปิดไซเรนมาจับตัวเขาไปเข้าคุก ที่แน่นอนคือเขาจะไม่ถูกพ่อตี ใครก็รู้ว่าพ่อของเขามือหนักขนาดไหนตามประสาคนเส้นลายมือขาด พ่อไม่เคยเชื่อเรื่องรักวัวให้ผูกรักลูกให้กอดอย่างที่มีการรณรงค์กันอยู่ในตอนนี้เลย “ให้ตายเถอะ สำหรับพวกลูก ๆ ต้องตีเท่านั้นถึงจะได้ดี” พ่อเคยพูดเสียงดังฟังชัด แล้วก็หัวเราะ“ไม่ต้องร้องไห้หรอกนะโจ พี่แจ๊คแค่ไส้ติ่งแตกเท่านั้น หมอผ่าตัดให้แล้วก็จะหายดีเหมือนเดิม ไม่กี่วันก็ลุกขึ้นมาวิ่งปร๋อ เชื่อแม่สิ” แม่ปลอบโยนด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและแผ่วเบา เสียงของแม่ราวกับดังอยู่ในห้วงความฝัน แต่ดูเหมือนว่าที่จริงแล้วแม่กำลังกลั้นสะอื้นไว้มากกว่า ความตายไม่ได้ทำให้แม่รักลูกน้อยลงเลย“พี่แจ็คไม่มีทางรอดหรอกครับแม่”“เหลวไหล ทำไมโจพูดยังงั้น” คราวนี้แม่เอ็ดเสียงดัง แม่กลายเป็นแม่คนเดิม“เป็นความผิดของผมเอง แต่ผมบอกใครไม่ได้” เขาก้มหน้าพูดด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาร่วงเผาะทันใดนั้นเอง ด้วยความกลัว โจจึงวิ่งหนีออกมาจากบริเวณหน้าห้องผ่าตัด มุ่งหน้าตรงไปตามทางที่พลุกพล่านด้วยผู้คน ทั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและญาติคนไข้ กลิ่นยาหรือสารเคมีบางอย่างซึ่งฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นชอบกล หรือว่ามันคือกลิ่นของความตาย ความตายกำลังห้อมล้อมเขาไว้ทุกทิศสินะ เขาวิ่งมาจนสุดทาง และพบว่าตรงนั้นเงียบเหงาวังเวงพิกล อากาศเย็นยะเยือกอย่างน่าประหลาดทำให้ขนลุกตั้งชัน มีป้ายติดไว้ที่หน้าประตูบอกว่าเป็นห้องดับจิต เขาเคยอ่านพบในหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นว่า ห้องดับจิตมีศพคนตายเก็บไว้เป็นจำนวนมาก จินตนาการทำให้เขารู้สึกสยองพองขน จินตนาการชักพาให้มองเห็นศพคนตายจำนวนมากกำลังนอนบิดตัวอยู่ในช่องต่าง ๆ เต็มไปหมด โดยที่แต่ละศพกำลังยิ้มเยาะเขาอย่างเงียบ ๆ แล้วริมฝีปากซีดเขียวเหล่านั้นก็พร่ำพูดว่า “ไอ้หนู แกไม่น่าล้อเล่นกับความตายเลย”ยังไม่ทันที่เขาจะร้องไห้ออกมาอีก พ่อก็ตามมาทัน และย่อตัวนั่งลงข้าง ๆ พร้อมกับลูบหัวเขา“วิ่งหนีมาทำไมล่ะโจ เป็นอะไร บอกพ่อมาทีซิ”“เป็นความผิดของผมเองครับ พ่อ”“ความผิดงั้นเรอะ โจไปทำอะไรผิดมาล่ะ”เขาจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้พ่อฟัง พอรู้เรื่องทั้งหมด พ่อก็หัวเราะพลางส่ายหน้า “ไม่จริงหรอกโจ พี่แจ็คเขาก็แค่พูดล้อเล่นเท่านั้นเอง นกแสกเป็นนกธรรมดาเหมือนนกทั่วไปนั่นแหละ มันไม่ได้มีอิทธิพลกับความตายเลยแม้แต่นิดเดียว” พ่อว่า“ผมฝันด้วยนะครับ ฝันว่าแม่ตายไปแล้ว แต่ก็ยังแวะมาหาพวกเราอยู่ ในความฝันผมรู้ดีว่าแม่ตายจริง ๆ แม่เป็นคนตายที่เดินทางมาหาคนเป็นอย่างพวกเราครับ ผมกลัวแต่ก็พยายามไม่ให้แม่รู้ พ่ออย่าบอกแม่นะ อย่าให้แม่รู้ว่าผมรู้ความลับของแม่แล้ว เดี๋ยวแม่จะเสียใจ”“โจ ความฝันไม่ใช่ความจริง ลูกต้องแยกให้ออก จะไม่มีใครตายตามที่พี่แจ็คพูดแน่นอน พ่อสัญญา”“พ่อสัญญานะครับ ว่าจะไม่มีใครตาย”“พ่อสัญญา”ถึงตรงนี้โจค่อยยิ้มออกมาได้ จึงยอมให้พ่อจูงมือพาเขากลับไปหาแม่ ซึ่งยืนรอด้วยสีหน้าเป็นกังวลอยู่หน้าห้องผ่าตัด“ทำไมทำแบบนี้ล่ะโจ แม่ยิ่งกลุ้ม ๆ อยู่ด้วย ทำตัวให้เรียบร้อยหน่อยได้มั้ย”โจพยักหน้ารับคำ แม่คงไม่รู้หรอกว่าเขาก็เป็นกังวลเช่นกัน ถ้าพี่แจ็คเป็นอะไรไป เขาคงรู้สึกผิดไปจนวันตาย คำพูดของพ่อก็แค่คำปลอบใจเท่านั้น เขาโตพอที่จะรู้ว่าทั้งหมดนั่นเป็นแค่คำโกหก ซึ่งคนเราใช้หลบเลี่ยงจากความจริงชั่วคราว ทว่าเขาก็ยกโทษให้แก่คำโกหกของพ่อ เพราะเขารักพ่อ รักเท่ากับที่รักแม่มาตลอดชีวิตของเขาราวหนึ่งชั่วโมงหมอก็เดินออกมาบอกว่าคนไข้ปลอดภัยแล้ว แต่ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่อไปสักห้าวัน จากนั้นจึงค่อยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่มีความตายเกิดขึ้น นี่หมายความว่าเรื่องนกแสกไม่เป็นความจริงอย่างนั้นใช่ไหม จึงไม่มีใครตายเลยสักคน อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังดีใจที่พี่ชายปลอดภัย หรือว่าแท้จริงแล้วเรื่องนกแสกจะเป็นแค่การล้อเล่นตามที่พ่อพูดไว้จริง ๆ  ภายในใจของเขารู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อยพ่อตกลงกับแม่ว่าจะพาเขากลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อน โดยแม่จะรออยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อพี่แจ็คฟื้นแล้วจะได้เข้าไปเยี่ยม ตอนเย็นพ่อจะนำเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นมานอนเฝ้าพี่แจ็คเอง ส่วนเขาจะต้องนอนอยู่บ้านกับแม่สองคน แค่คิดก็ทำให้เขาเสียวสันหลังวาบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้เขากลับมาบ้านและนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์ตามลำพัง มันเป็นเกมเกี่ยวกับการไล่สังหารผีดิบเดินได้ด้วยปืนลูกโม่ ในเกมเขามีอาวุธคู่มือ ทว่าในชีวิตจริงเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากมือเปล่า มือที่เพียงแค่แม่จูงไปทางไหนก็ต้องยอมตามไปแต่โดยดี แล้วถึงแม้ว่าเขาจะมีปืนเหมือนในเกม เขาก็คงไม่กล้ายิงแม่ตัวเอง อะไรทำให้เขาเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเขารักแม่ เขาอยากถามพ่อในตอนนี้เหลือเกินว่าพ่อรักแม่มากแค่ไหน พ่อจะมีแม่อยู่ในความทรงจำตลอดไปหรือไม่ และความตายจะทำให้พ่อลืมแม่หรือเปล่า เมื่อหันไปดูก็เห็นพ่อกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนโซฟา รอเวลาให้ถึงตอนเย็นเพื่อกลับไปโรงพยาบาล“พ่อรักแม่หรือเปล่าครับ”“รักสิ รักมากเท่ากับที่รักโจ แล้วก็พี่แจ็ค”“ตกลงว่าพี่แจ็คจะไม่ตายใช่มั้ยครับพ่อ”“ใช่แล้วโจ พี่แจ็คจะไม่ตาย”“แล้วแม่ล่ะ พ่อจะบอกว่าแม่ยังไม่ตายงั้นหรือครับ”“แม่ยังมีชีวิตอยู่ และแม่จะไม่ตายอย่างแน่นอน”“รวมทั้งพ่อด้วย”“ลูกก็รู้ดีอยู่แล้วนี่”“พ่อสัญญาได้ไหม ว่าพวกเราจะไม่มีวันตาย พวกเราจะไม่พรากจากกัน นกแสกทำอะไรเราไม่ได้”พ่อนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเคร่งเครียดว่า “พ่อให้สัญญาอะไรทำนองนั้นไม่ได้หรอกโจ คนเราทุกคนต้องตายด้วยกันทั้งนั้น แต่คงไม่ใช่ตอนนี้หรือเร็ว ๆ นี้แน่ ขอให้มันเป็นอย่างนั้นเถอะ”“พ่อรู้ได้ยังไงครับ อะไรทำให้พ่อมั่นใจ” โจถามด้วยความสงสัย แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งตกใจ“หุบปากซะทีเถอะโจ เล่นเกมไปเงียบ ๆ อย่าถามอะไรไร้สาระอีกนะ ทำตัวให้เหมือนเด็กโต ๆ หน่อย พ่อยิ่งกังวลเรื่องพี่แจ็คอยู่ด้วย” พ่อกล่าวเสียงดังด้วยสีหน้าบูดบึ้งเขารู้สึกผิดหวังในคำพูดของพ่อมาก พ่อไม่น่าจะพูดกับลูกของตัวเองอย่างนี้เลย ทว่าคิดไปคิดมาเขาก็รู้สึกดีที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ คนมีชีวิตก็มักมีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างนี้เสมอ เหมือนผู้ใหญ่ทุกคนที่เขารู้จักนั่นเอง ทั้งครู ภารโรง คนขับรถโรงเรียน และแม่ค้าขายขนม เดี๋ยวนี้เขารู้สึกรักการมีชีวิตขึ้นมาอย่างล้นเหลือ มันช่างดีอะไรเช่นนี้กับการมีสำนึกรู้ว่าเรายังมีตัวตนอยู่ เขาจะไม่ยอมให้ความตายมากล้ำกรายบ้านของเขาอย่างเด็ดขาด เขาตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าคืนนี้เห็นนกแสกบินมาเกาะหลังคาบ้านอีก เขาจะคว้าหนังสติ๊กไปยิงมันให้ขนกระจุย เขาจะไม่ปล่อยให้นกแสกนำความตายไปยังบ้านทุกหลังบนโลกนี้“มันต้องเสียสละเพื่อมนุษย์ทุกคน” โจพูดกับตัวเอง..หมายเหตุ เรื่องสั้นเรื่องนี้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด "สะพานรวมเมฆ" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์

เรื่องสั้น “เมืองฝุ่น” : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

บนชะง่อนผา ผมยืนตัวตรงอุ้มซากของจิตไว้ด้วยสองแขน ลมทะเลกระโชกแรงทำให้ร่างของจิตและตัวผมเอง ถึงกับโงนเงนสั่นไหวไปตามกระแสลมนั้น ด้านล่างลึกลงไปเป็นโขดหินและฟองคลื่นสีขาวม้วนตัวกระแทกโชดหินดังครืน ๆ เมื่อมองไกลออกไปจนสุดสายตาก็แลเห็นเพียงท้องน้ำแห่งห้วงมหาสมุทรสีน้ำเงินอันสงบงาม ซึ่งบัดนี้บริเวณเส้นขอบฟ้ากำลังดูอ่อนจางรางเลือนไปในความขมุกขมัว แม้กระนั้นแสงสุดท้ายของยามเย็นก็ยังอ่อนหวานละมุนละไม ทว่ากลับซ่อนเร้นไว้ด้วยความเศร้าสร้อยบางประการของชีวิต ครั้นเวลาได้ก้าวข้ามรอยต่อของวันและคืนไปแล้ว บรรยากาศรอบกายกลับแลน่ากลัวเหมือนความตายซึ่งยืนรออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากชีวิตมนุษย์เรา ผมก้มมองใบหน้าผุพังและเบ้าตากลวงโบ๋ของจิตนิ่งนาน แลเห็นชีวิตตัวเองเคลื่อนไหวอยู่ในเบ้าตานั้น ความทรงจำมากมายได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ตลอดมา มีบ้างที่ลืมเลือนไป ครั้นถึงวันดีคืนดีก็กลับจำได้อีก ในอดีตถ้าเป็นความทรงจำงดงามผมก็จะมีความสุข แต่หากเป็นความทรงจำอันทุกข์เศร้า   ผมก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรวดร้าวได้เลย อย่างเช่นเรื่องราวในวันนั้น…...เช้าวันนั้นเริ่มต้นเหมือนเช้าวันอื่น ๆ ผมตื่นขึ้นมาในห้องที่มืดสลัวแห้งผากและอบอ้าว งัวเงียลุกจากเตียงแล้วสะบัดผงฝุ่นดำออกจากเสื้อผ้าผมเผ้า รวมถึงสั่งมันออกทางรูจมูก เพื่อที่จะทำให้หายใจหายคอได้สะดวกขึ้น การกระทำต่าง ๆ เหล่านี้ผมทำลงไปโดยอัตโนมัติราวกับว่าผมได้กลายเป็นคนที่นี่ตั้งแต่กำเนิด หรือไม่ก็พักพิงมายาวนานตั้งแต่สมัยที่พระเจ้าเพิ่งจะสร้างเมืองนี้ขึ้นใหม่ ๆความรู้สึกบอกว่าอากาศร้อนตั้งแต่เช้า ข้างนอกนั่นแสงแดดแผดเปรี้ยงไม่ต่างจากกลางวัน ผมรีบล้างหน้าด้วยน้ำในโอ่งหินที่ค่อนข้างอุ่น จากนั้นก็เดินย่ำฝุ่นตัดตัวบ้านจากประตูหลังโผล่มายังประตูหน้า ผ่านภรรยาของผมซึ่งกำลังนั่งทอผ้าอยู่หน้าบ้าน โดยอาศัยร่มเงาจากหลังคากันสาดและเงาของต้นมะยมลูกดกทำให้เธอนั่งทอผ้าได้ทั้งวัน อย่างไรก็ตาม เสียงตีกี่ดัง “ตึง ต๊อก ตึง” ระยะหลัง ๆ มานี้มักจะทำให้ผมประสาทเสียอยู่เสมอ แม้ว่ามันจะไม่ได้ส่งเสียงรบกวนโสตประสาทอะไรเลย ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่หยุดแวะทักทายเธอ ตอนที่ผมสวมหน้ากากกรองฝุ่นและขึ้นคร่อมอานจักรยานนั้น เธอดึงหน้ากากของเธอลงมาห้อยอยู่ใต้คาง และกำลังอ้าปากจะพูดอะไรสักอย่างหนึ่ง ดูเหมือนสีหน้าเธอไม่สู้ดีนัก ทว่าผมไม่ใส่ใจ อาจเป็นได้ว่าเธอจะชวนผมดื่มน้ำชาด้วยกัน แต่ผมก็ขี่จักรยานคันที่พาผมมาสู่เมืองนี้ออกมาเสียก่อนผมขี่จักรยานสีเขียวออกไปสู่โลกเล็ก ๆ ของผม…...บนเส้นทางดินลูกรังอันปกคลุมด้วยฝุ่นสีดำ ยางล้อจักรยานหมุนวนรอบแล้วรอบเล่า ท่ามกลางเสียงดอกยางและก้อนดินแข็งบดเบียดกัน อีกทั้งเสียงกึงกังดังรบกวนจากสภาพของจักรยานที่ไม่ค่อยแน่นหนาแข็งแรงนัก มันทำให้ผมต้องเสียเวลาเงี่ยหูฟังอยู่เป็นประจำ สักพักหนึ่งผมก็หยุดให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้ ได้แต่ปล่อยให้ลมร้อนพัดพาผงฝุ่นดำปะทะเข้ากับหน้ากากและเสื้อผ้า ก่อนที่จะไหลผ่านไปตามซอกคอ ซอกแขน และทะลุเส้นใยฝ้ายจนสัมผัสเข้ากับเนื้อหนัง พลางคิดคำนึงอยู่ในใจว่า “อย่างน้อยนี่ก็คือความเบิกบานที่ได้อยู่กับตัวเอง บนถนนสายหนึ่งที่ไม่มีผู้คนให้เห็นหน้าเลย” มันช่างเต็มไปด้วยความว่างเปล่าร้างชีวิตมนุษย์ สองข้างทางเป็นท้องนาที่ผ่านการเก็บเกี่ยวมานานแล้ว บัดนี้กลายเป็นว่ามีต้นหญ้าที่ใบเปื้อนฝุ่นดำขึ้นอยู่เต็ม เพิงพักตามท้องนาซึ่งปลูกไว้มองเห็นอยู่ตรงนั้นตรงโน้นก็เงียบเหงาและผุพัง เหมือนไม่มีใครคิดจะใช้งานพวกมันอีกแล้ว ฝูงควายห้าหกตัวพากันยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ขนาดใหญ่กลางทุ่ง ต่างจากวัวสีน้ำตาลหลายตัวที่ยืนเคี้ยวหญ้าและอาบแดดไปพร้อมกันอย่างสบายใจ หากมองจนสุดสายตาก็จะเห็นอาคารสุสานของชาวบ้าน อันมีรูปทรงโค้งเหมือนหลังเต่าเป็นสีดำทะมึนด้วยผงฝุ่นที่ทับถมมายาวนาน ส่วนบริเวณที่ไร้ฝุ่นปกคลุมก็แลดูขาวกระจ่างตัดกับท้องฟ้าสีครามเข้มผมถีบจักรยานสีเขียวไปตามถนนสายดังกล่าวไกลออกไป ไกลออกไป และไกลออกไป จนกระทั่งถึงทางโค้งหักศอกซึ่งเป็นทางออกของเมืองนี้ก็เลี้ยวกลับ ทั้ง ๆ ที่ภายในใจนึกอยากรู้อยากเห็นว่าหนทางข้างหน้าจะมีสภาพอย่างไร ด้วยเป็นคนละถนนกับทางเข้าที่ผมใช้เดินทางมาสู่ที่นี่ ผมได้แต่สงสัยว่ามันจะมีฝุ่นดำมากขึ้นหรือน้อยลง แต่ทุกครั้งที่ผมขี่จักรยานมาถึงจุดนี้ ผมก็มักจะมีอาการหายใจไม่ค่อยออกจนอยากถอดหน้ากากขว้างทิ้งไปเสียให้พ้น ๆ ที่สำคัญคือรู้สึกกระหายน้ำอย่างหนัก เหงื่อก็มักไหลโทรมกายจนสิ้นเรี่ยวแรงเสมอ ทั้งหมดนี้ได้บงการให้ร่างกายและจิตใจของผมบอกตัวเองว่า เส้นทางข้างหน้าไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่มีสิ่งใดที่น่าปรารถนา ลำคออันแห้งผากจนรู้สึกได้ถึงความสากคายของผงฝุ่นเร่งเร้าให้หาน้ำดื่มเย็นฉ่ำมากกว่า เรื่องราวอื่นล้วนไม่มีความหมาย พวกมันไม่มีค่าควรแก่การใส่ใจ ที่ผ่านมาผมชอบคิดถึงและพึมพำถ้อยคำเหล่านี้เสมอ ดั่งเป็นบทสวดของสาวกผู้ภักดีในลัทธิใดลัทธิหนึ่งเลยทีเดียวขากลับ ผมขี่จักรยานมาด้วยอาการเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ  เหมือนคนเกียจคร้าน อีกเพียงห้ากิโลเมตรก็จะถึงบ้านของไลลาแล้ว เวลานี้แดดกำลังแรงจัด จนรู้สึกว่าอีกไม่นานเมืองนี้จะกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำเหมือนฝุ่นพวกนั้น ผมได้แต่กัดฟันบังคับจักรยานไปตามทางฝุ่น จนมาถึงถนนราดยางซึ่งกำลังละลายเยิ้มเหนียวผสมกับฝุ่นดำจำนวนมาก ผมถอนหายใจพร้อมกับก้มหน้าก้มตาขี่จักรยานย่ำลงไปอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง มันมักจะเป็นอย่างนี้แทบทุกวัน แต่ผมก็ไม่เคยหลาบจำ ลมและฝุ่นที่พ่นออกมาทางรูจมูกแม้จะสวมหน้ากากแล้วก็ตาม ทำให้ผมรู้สึกรำคาญความร้อนระอุของอากาศรอบ ๆ ตัว รวมถึงการที่เหงื่อเม็ดโตพากันผุดออกมาตามรูขุมขนบนใบหน้า ซอกคอ และแผ่นหลัง ยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่มากขึ้น ทว่าข้อดีก็คือมันช่วยชะล้างเอาผงฝุ่นตามผิวหนังให้ไหลออกไปด้วย และต่อมาก็ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของผมลดลงในห้วงเวลานั้น ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนักว่าตัวเองใช้เวลาขี่จักรยานมานานแค่ไหน ครั้นเมื่อหลังคาบ้านของภรรยาปรากฎให้เห็น ผมจึงค่อยยิ้มออกมา อันที่จริงผมไม่ได้ยิ้มเพราะเห็นหลังคาบ้าน แต่เป็นเพราะระลึกได้ถึงเรื่องราวบางประการมากกว่า หลังจากที่เคยหลงลืมว่าผมมาทำอะไรในเมืองนี้อยู่นาน ความฝันเมื่อตอนเช้ามืดนั่นเองที่ช่วยขับเอาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ซ่อนเร้นภายในใจของผมออกมา ได้แต่หวังว่าผมจะไม่ลืมวัตถุประสงค์นั้นอีก แล้วอะไรกันเล่า ที่ทำให้ผมลืมเรื่องสำคัญไปได้นานถึงเพียงนี้ ราวกับว่ามันไม่เคยดำรงอยู่ภายในใจของผมมาก่อนเลยผมพยายามคิดทบทวน…...วันแรกที่ผมขี่จักรยานสีเขียวเดินทางมาถึงเมืองอันเต็มไปด้วยฝุ่นดำนี้ มันเป็นวันร้อนระอุเหมือนขุมนรกอย่างที่มักชอบเปรียบเปรยกัน ทุกซอกทุกมุมของตัวเมือง บ้านช่อง ซอกซอย ใบไม้ใบหญ้า อันที่จริงแทบจะทุกหนทุกแห่ง พวกมันล้วนเต็มไปด้วยฝุ่นดำจับเขลอะ ชาวบ้านเมื่อถอดหน้ากากออกก็จะพบว่าตามผมเผ้า ใบหน้า หรือรูจมูก ต่างก็ขะมุกขะมอมด้วยฝุ่นดำไม่ผิดกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเคยชินกับมันเหมือนปลาที่คุ้นเคยกับการดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ ผิดกับผมที่แทบจะขาดใจตายเพราะฝุ่นพวกนี้ ตรงร่มเงาข้างร้านค้า ผมแลเห็นพวกเด็ก ๆ สวมหน้ากากท่าทางซุกซน พวกเขาพากันกอบผงฝุ่นดำบนพื้นขว้างใส่กันอย่างสนุกสนาน และนั่นก็ทำให้ผมหวนคิดถึงวัยเด็กขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ผมเองก็เคยแกล้งน้องสาวอย่างนี้มาก่อนเหมือนกันมีหลายสิ่งหลายอย่างในเมืองนี้ที่ทำให้ผมประหลาดใจได้อยู่เสมอ บางครั้งถึงกับงงงวย แต่ผมก็เลือกปักหลักอยู่ที่นี่เพื่อหาข่าวสำคัญ นั่นก็หลังจากที่ผมสามารถหาหน้ากากเป็นของตัวเองได้แล้ว ผมติดตามเรื่องนี้มานานมาก และจะปล่อยให้คว้าน้ำเหลวไม่ได้อีกเด็ดขาด ทว่าเมื่อผมพบไลลา หญิงสาวผู้ทำให้หัวใจของผมสั่นไหวได้ทุกครั้ง ยามเมื่อเธอมายืนอยู่เบื้องหน้า แล้วถอดหน้ากากของเธอออก ก่อนจะโปรยเสน่ห์ด้วยความช่างพูดช่างเจรจาของเธอ คำพูดซึ่งทำให้ผู้ชายทุกคนหลงใหล ผมเคยคิดตามประสาคนหนุ่มอ่อนต่อโลกว่า ถ้าได้ตัวเธอมาครอบครองก็จะมีความสุข ผมจึงเลือกเธอเป็นเจ้าสาว แต่เมื่อมาย้อนคิดดูผมก็ไม่ค่อยจะแน่ใจนัก มีเหตุผลอื่นหรือไม่ที่ทำให้ผมเลือกเธอ หลายครั้งไลลาทำให้ผมรู้สึกว่าเธอเป็นฝ่ายเลือกผมเองเสียมากกว่า เพราะเธอเองก็ได้รอคอยคนแปลกหน้าอย่างผมมาตลอดระยะเวลายี่สิบห้าปีในชีวิตของเธอเช่นกันในวันแต่งงาน นอกจากหน้ากากเจ้าบ่าวที่ออกแบบมาเป็นพิเศษแล้ว ผมยังได้สวมเสื้อแขนยาวสีขาวเป็นมันวาวซึ่งดูมีราคาอยู่ไม่น้อย (ใครก็รู้ว่าการทอผ้าสีขาวในเมืองนี้เป็นเรื่องยุ่งยากขนาดไหน) คอปกตั้ง ชายเสื้อยาวคลุมเหนือบริเวณเข่าของกางเกงขายาว ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าทอผืนเดียวกัน มันเป็นน้ำพักน้ำแรงจากฝีมืออันละเอียดอ่อนของไลลา เธอเป็นหญิงงามที่ขึ้นชื่อเรื่องการทอผ้ามาตั้งแต่เริ่มเป็นเด็กสาวแล้ว เธอเคยเล่าว่า เธอเรียนรู้ศาสตร์นี้มาจากแม่ของเธอที่สืบทอดวิชามาจากยาย และยายของเธอก็รับเอาความสามารถ รวมถึงกลเม็ดเคล็ดลับเกี่ยวกับศาสตร์นี้มาจากทวดอีกทอดหนึ่ง เธอว่าเรื่องมันนานมาแล้วนับเป็นศตวรรษ ไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งหมดนี้เป็นเพียงถ้อยคำที่เล่าสืบกันมาเท่านั้นตระกูลของเธอเป็นตระกูลเก่าแก่อันดับต้น ๆ ของเมืองนี้ สามารถสืบสาวราวเรื่องย้อนกลับไปได้หลายชั่วคนเลยทีเดียว และหากร่างของเหล่าบรรพบุรุษที่นอนอยู่ในสุสานปรากฏแก่สายตา เธอก็จะนึกถึงรายละเอียดต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้นไปอีก สุสานดังกล่าว ผมเคยเห็นมันอยู่ไกลลิบ ๆ ทางท้ายที่ดินผืนใหญ่ของพ่อตา ซึ่งใช้เป็นแหล่งผลิตข้าวและพืชไร่ประเภทต่าง ๆ ด้วยแรงงานของเหล่าบรรดาทาส (ภายหลังได้กลายเป็นคนงานกินค่าแรงไปหมดแล้ว)ถ้อยคำเล่าขานพรั่งพรูออกมามากมายราวกับนิทานก่อนนอน ผมยิ้มให้แก่เรื่องราวจากปากจิ้มลิ้มช่างพูดของไลลา สำหรับผมแล้วนี่เป็นเพียงแค่เรื่องปรัมปรา ที่มักจเล่าสู่กันฟังภายในครอบครัวของชาวชนบท สิ่งที่ผมประทับใจยิ่งกว่ากลับเป็นดวงตายาวรีสีดำเหมือนฝุ่นของเธอ ซึ่งแลดูเป็นประกายเมื่อเล่าขานถึงตำนานของถิ่นนี้ นั่นทำให้ผมอดใจก้มหน้าลงไปจุมพิตเธอไม่ได้ รสจูบอันอ่อนหวานซ่านซึ้งยากแก่การลบเลือนไปจากใจนั้น ทำให้ผมตระหนักถึงความพิเศษของชีวิตสมรสอย่างเต็มเปี่ยม อาจเป็นไปได้ว่าด้วยรสชาตินี้เอง จึงได้ทำให้ผมหลงลืมเรื่องสำคัญมาโดยตลอดณ  โมงยามแห่งการมาเยือนนั้น เท่าที่ผมจำได้ก็คือ ในฐานะชายพเนจรไร้หัวนอนปลายเท้า ผมไม่มีสิ่งใดมอบแด่เธอ นอกจากร่างกายที่แข็งแรงและรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวา สิ่งสำคัญคือ…ทำอย่างไรก็ได้ให้เจ้าสาวมีความสุข ตามที่พ่อแม่ของเธอกำชับไว้ในคืนส่งตัว...แล้วคืนวันก็ผันผ่านไปเช่นที่มันเคยเป็นมาในประวัติศาสตร์หรือในนิทาน เรื่องราวมากมายผ่านมาและจากไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ส่งเสียงกระโตกกระตากให้เรารู้ นอกจากในวันที่มีใครบางคนสะดุดหยุดคิดและตกใจกับการผ่านไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้น ผมเองก็เช่นกัน อาจจะเคยถามตัวเองว่า มาทำอะไรในเมืองอันร้อนอบอ้าวและเต็มไปด้วยฝุ่นดำแห่งนี้ แต่ก็ไม่เคยมีคำตอบใดผุดโผล่ขึ้นมา ด้วยวิถีชีวิตในเมืองฝุ่นมีสภาพตามรูปแบบที่มันต้องการให้เป็นไป กล่าวคือหลังแต่งงาน ผมได้รับมอบหมายจากพ่อตาให้ทำหน้าที่คอยปัดฝุ่นที่มาเกาะข้าวของเครื่องใช้ เช่น โต๊ะ ตู้ เตียง ตลอดจนซอกมุม หรือตามร่องรูต่าง ๆ สถานที่ซึ่งฝุ่นดำมักจะฉวยโอกาสเข้าไปยึดเป็นที่พักพิง ผมมีไม้ขนไก่ด้ามหนึ่ง อันเป็นอาวุธประจำกายที่ผมเที่ยวได้ถือตบ ๆ ปัด ๆ ไปทั่ว ตั้งแต่ประตูหน้าบ้าน ห้องรับแขก จนถึงประตูห้องครัวท้ายบ้าน เมื่อได้เวลาอาหารก็กินข้าว ข้าวที่แม้จะพยายามหุงอย่างไรก็ยังคงมีฝุ่นดำปนเปื้อนให้เห็นอยู่เสมอ แต่นานวันเข้าผมก็เคยชินและคุ้นเคยกับมันเหมือนผู้คนทั่วไปในเมืองนี้ หลายครั้งยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า ฝุ่นดำทำให้อาหารแต่ละจานมีลักษณะเฉพาะถิ่น พวกชาวบ้านบอกว่าถ้าไม่มีฝุ่น ข้าวก็จะไม่อร่อยอีกต่อไป“ชิมดูสิ สัมผัสได้ไหม ว่ามันมีรสหวานเจืออยู่จาง ๆ” ทุกคนในเมืองล้วนยืนยันเช่นนั้นชีวิตของผมซึ่งแต่เดิมไม่เคยมีระเบียบแบบแผนมาก่อนก็เปลี่ยนแปลงไป เหมือนคนเคยสวมเสื้อกลับตะเข็บ แล้วอย่างทันทีทันใดก็สะดุ้งรู้ตัว รีบถอดออกมาสวมเสียใหม่ให้เหมือนชาวบ้าน ผมกลายเป็นคนตื่นและหลับนอนเป็นเวลา กินและทำงานไปตามวิถีแห่งพระอาทิตย์ กล่าวคือเช้าตื่นขึ้นมาก็ผ่าฟืน กินข้าว สายหน่อยจึงปั่นจักรยานไปรอบเมือง บ่ายปัดฝุ่นในบ้าน เย็นตักน้ำใส่ตุ่มหิน ครั้นตกค่ำ เมื่อเมืองนี้เริ่มเข้าสู่ห้วงยามแห่งนิทรา ผมก็อาบน้ำประแป้งเข้าห้องนอนกอดแนบร่างอันบอบบางของไลลา ต่างหายใจรดใส่กัน ยิ้มหัวให้กันในความมืด โลกที่มีเพียงแสงดาวระยิบระยับปรากฏให้เห็นทางช่องหน้าต่างติดกระจก และเสียงแมลงกลางคืนก็ร้องระงมชวนวังเวงใจทำให้ง่วงนอน ระหว่างนั้นจะมีเรื่องราวอยู่สองประการที่ผมชอบหวนนึกถึงอยู่เสมอ ประการแรกคือผมมักจะอดระแวงไม่ได้ว่ากำลังมีผงฝุ่นดำร่วงหล่นลงบนร่าง คิดไปต่าง ๆ นานาว่าฝุ่นมากมายกำลังเข้าปาก จมูก และรูหูของผม แม้ว่าจะอยู่ภายในห้องที่ปิดผนึกกันฝุ่นไว้ทุกด้านแล้วก็ตาม  ประการที่สอง โดยไม่รู้สาเหตุ มันมักจะมีเสียงคำถามดังขึ้นในหัวว่าผมมาทำอะไรอยู่ในเมืองนี้ การเดินทางได้ยุติลงดื้อ ๆ เพราะการแต่งงานกับสาวชาวบ้านใช่ไหม ความรักทำให้หลายสิ่งหลายอย่างหยุดลง แต่มันก็เป็นการหยุดสนิทที่มีคุณค่าแก่หัวใจของเรามิใช่หรือ หากผมพอจะหาคำตอบได้ มันก็คือคำตอบเก่า ๆ เหมือนที่ทุกคนเคยรับรู้แล้วจู่ ๆ ในวันนั้นเอง วันที่เหมือนวันปกติธรรมดา วันที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกจากแค่อากาศร้อนจัดและยางบนถนนใกล้จะละลาย ขณะนั่งอยู่บนอานจักรยานกับความเหนื่อยล้า อย่างฉับพลันผมก็นึกออกว่า เหตุผลกลใดชักนำให้ผมมาเยือนเมืองนี้ ความฝันในตอนกลางคืนเพิ่งจะปรากฎภาพชัดเจนในยามตื่น ทำให้เรื่องราวกระจ่างขึ้นโดยไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัว มันแจ่มชัดราวกับมองดูเส้นลายมือตัวเองด้วยแว่นขยายขนาดใหญ่เลยทีเดียว ความทรงจำทั้งมวลได้ทำให้ผมหมดความสนใจในเมืองอันเต็มไปด้วยฝุ่นดำนี้ ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้า ไม่มีสิ่งที่ผมตามหา ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดมีความหมายอีกแล้ว เว้นเสียก็แต่ไลลาที่ผมจะต้องพาเธอออกเดินทางไปด้วยกัน เพื่อกระทำภารกิจแห่งชีวิตให้สำเร็จผมยิ้มลิงโลด รีบถีบจักรยานให้เร็วขึ้น เมื่อแลเห็นหลังคาบ้านของไลลาโผล่พ้นแนวต้นไม้...“จิต” คือน้องสาวของผมตอนที่ผมอายุได้สิบขวบ จิตเพิ่งจะเข้าโรงเรียนอนุบาล ถูกต้อง อายุของเราห่างกันหลายปีทีเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางบ้านไว้ใจให้จิตขึ้นรถประจำทางไปโรงเรียนกับผมทุกเช้า เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นภาระของเด็กซุกชนอย่างผมในเวลานั้น คิดดูเถอะ ผมต้องรอให้จิตสวมชุดนักเรียนและกินอาหารจนเสร็จเรียบร้อยในตอนเช้าเสมอ ก่อนจะจูงมือพาเดินไปรอรถโดยสารประจำทาง ครั้นถึงเวลาเลิกเรียนก็ต้องพาน้องสาวกลับบ้านพร้อมกัน ที่จะปลีกตัวหาเรื่องเถลไถลเหมือนแต่ก่อนนั้นทำไม่ได้เลยแม้สักวันเดียว ผมรู้สึกอิจฉาเพื่อนร่วมชั้นหลายคน พวกเขามักจะชวนกันขี่จักรยานไปหาจับแมลงทับตามป่าละเมาะริมทางรถไฟแทบทุกเย็น ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะแวะกระโดดลงคลองหลังโรงเรียนเลิกด้วยซ้ำ นับตั้งแต่จิตกลายเป็นเงาของผมเพราะเหตุนี้กระมัง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผมจึงหาเรื่องแกล้งน้องสาวเล่นเป็นการเยียวยาสภาพจิตใจอยู่เสมอ ครั้งแรกเลยคือวันที่ผมใช้เงินซื้อขนมในร้านค้าหน้าโรงเรียนจนเกลี้ยงกระเป๋า ไม่เหลือแม้สักเก๊เดียวสำหรับเป็นค่ารถโดยสารกลับบ้าน ผมจึงได้แต่แบมือออกตรงหน้าจิต พลางเอ่ยปากขอเงินแกมบังคับด้วยน้ำเสียงเอาจริง ผมรู้ดีว่าจิตมีเงินค่าขนมเหลือเพื่อนำไปหยอดกระปุกที่บ้านเสมอ แต่จิตกลับปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมให้เงินนั้นแก่ผม แม้ผมจะยอมลงทุนอ้อนวอนแล้วก็ตาม ผมจึงลงโทษจิตด้วยการพาเธอเดินกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนไปหลายกิโลเมตร ระหว่างทางก็มักจะหาเรื่องแกล้งจิตด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา อย่างเช่นวิ่งหนีแล้วปล่อยให้จิตยืนร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวบ้างละ บางครั้งก็ทำเป็นรี ๆ รอ ๆ เพื่อเดินตามหลัง จากนั้นผมจะกระโดดเข้าไปแอบอยู่ในพุ่มไม้ข้างทาง เมื่อจิตหันมาไม่เห็นผม เธอจะทำหน้าเหรอหรา ดวงตากลมดำไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างคนขาดที่พึ่งพิงเธอไม่มีทางกลับบ้านได้เองด้วยเธอยังเด็กเกินไป จากนั้นจิตก็จะเริ่มต้นร้องไห้จนน้ำตากลบเบ้า ผมทำเช่นนี้อยู่นานเลยทีเดียว ทำแทบทุกวันเหมือนเห็นเป็นของสนุก จวบจนกระทั่งเมื่อจิตรู้จักฟ้องผู้ใหญ่เป็น ความลับระหว่างจิตกับผมจึงถูกเปิดเผยออกมา เหมือนเวลาเราแบมือที่กำขนมซึ่งขโมยมาจากร้านค้า เพื่อให้แม่มองเห็นความชั่วร้ายแบบเด็ก ๆ ของเรานั่นแหละเรื่องน่าประหลาดใจก็คือ จิตเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ถูกลงโทษ มันช่างเป็นเรื่องเศร้าสำหรับเด็กตัวเล็ก ๆ ซึ่งยังไม่เคยรู้จักการนอนอยู่ในความมืดตามลำพังมาก่อน ยังไม่เคยได้ลองลิ้มชิมรสชาติของการถูกทอดทิ้งให้อยู่กับคนแปลกหน้านานข้ามวันข้ามคืน แล้วที่เลวร้ายที่สุดก็คือ การไม่รู้เรื่องเลยว่าจะถูกพาเดินทางไปยังเมืองไกล เพื่อที่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา เธอจะต้องยืนมองพ่อกับแม่เดินกลับไปขึ้นรถเก๋ง ก่อนจะพากันขับรถลับสายตาหายไปทางประตูใหญ่ของโรงเรียนอันเป็นบ้านหลังใหม่ของเธอ จากนั้นก็ดำรงชีวิตในแต่ละวันอยู่ได้ด้วยคำสัญญา คำสัญญาที่พ่อกับแม่บอกว่า อีกไม่นานจะมารับกลับไปอยู่บ้านหลังเดิมโรงเรียนประจำดังกล่าวอยู่ไกลมากเสียจนเด็กอย่างผมในเวลานั้นก็ยังยากที่จะจินตนาการถึง จิตจะได้กลับบ้านก็ต่อเมื่อโรงเรียนปิดภาคการศึกษาในฤดูร้อนเพียงปีละครั้งเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมกับน้องสาวห่างเหินกันไม่ต่างจากคนแปลกหน้า ในเวลาต่อมาเราเลยไม่พูดจากันแม้แต่ในเรื่องสำคัญ ถ้าจำเป็นจริง ๆ เราก็จะพูดผ่านคนอื่น ผมเองไม่ยี่หระในเรื่องทำนองนี้อยู่แล้ว ถึงกับเคยรู้สึกดีที่ได้เป็นอิสระจากความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง ซึ่งมีอยู่หรือเกิดขึ้นเพราะบังเอิญเกิดในครอบครัวเดียวกัน ต่างคนต่างอยู่นับเป็นเรื่องวิเศษ จะไม่มีใครมาคอยกวนใจเหมือนพี่น้องบ้านอื่นที่มักจะแย่งของเล่นกัน หรือไม่ก็ชอบแอบมาวุ่นวายกับข้าวของส่วนตัวชวนให้หงุดหงิดใจจวบจนกระทั่งเริ่มเป็นผู้ใหญ่ อยู่ดี ๆ เรื่องราวของน้องสาวก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในความฝันของผม ยามตื่นผมมักจะคิดทบทวน ผมครุ่นคิดในห้องนอนอย่างเงียบ ๆ มันเป็นความรู้สึกที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น แล้วอย่างฉับพลันก็กลายเป็นจริงเป็นจังอย่างน่าเศร้า นานหลายปีทีเดียวที่ผมสะสมความรู้สึกผิดนี้จนเป็นรูปเป็นร่าง จากไม่เคยมีตัวตนก็กลายเป็นมีตัวตนให้จับต้องได้ มันทำให้ผมต้องการเยียวยาน้องสาว จิตน่าจะมีวัยเด็กน่าประทับใจเหมือนเด็กคนอื่น ถ้าเพียงแต่เธอจะมีพี่ชายแสนดีเหมือนอย่างผู้คนในครอบครัวอื่น แต่ผมก็ไม่เคยมีโอกาสได้ทำตามที่ใจคิด เพราะเมื่อผมต้องการพบเธอ จิตก็หายตัวไปจากบ้านเสียแล้ว เธอหนีไปโดยไม่บอกกล่าวผู้ใด   ไม่มีจดหมายอำลา หรือแม้กระทั่งข้อความตำหนิติเตียน คนในบ้านรู้ว่าเธอไม่ได้ฆ่าตัวตายก็จากกระเป๋าเดินทางที่เธอหอบไปด้วย ซึ่งนั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ผมมีความหวัง อย่างน้อยจิตก็ยังมีชีวิตอยู่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมจึงออกเดินทางตามหาน้องสาว จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ด้วยรถจักรยานสีเขียวของจิตนั่นเอง ผมขี่จักรยานไกลออกไป ไกลจากบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยทิ้งพ่อแม่ไว้ทางเบื้องหลัง ปล่อยให้พวกท่านอยู่กับความหวังว่าจะได้พบหรือได้ข่าวของลูกสาวผู้น่าสงสารอีกครั้งหนึ่งหลายปีหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย แต่ยังคงเดินทางมุ่งไปข้างหน้า ด้วยตระหนักว่าเวลาของมนุษย์อย่างเรา ๆ นั้นสั้นนัก เวลาของผมจึงหมดไปกับการเฝ้าติดตามค้นหาเบาะแสของน้องสาวที่หายตัวไป เพื่ออะไรอย่างนั้นหรือ ก็เพื่อพาเธอกลับบ้านน่ะสิ ผมปรารถนาจะรักษาหัวใจของเธอ จากนั้นก็จะดูแลเธอให้ดีเพื่อเป็นการไถ่โทษ โดยหวังว่าเธอจะอภัยให้ในท้ายที่สุด...ท่ามกลางเสียงดนตรีแช่มช้าอ้อยสร้อยฟังดูเศร้า ๆ ภาพที่เห็นตรงกลางบ้านแทบจะทำให้ขาแข้งของผมอ่อนยวบทรุดลงกับพื้นเลยทีเดียว พ่อตากับแม่ยายของผมยืนร้องไห้อยู่เงียบ ๆ  ขณะจ้องมองร่างของไลลาที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงไม้“ไลลาเป็นอะไรไปครับพ่อ” ผมเอ่ยถามเสียงสั่น ๆ“ไลลา…ตายแล้ว”“ไลลาตายแล้ว” ผมทวนคำด้วยเสียงสูง“ใช่ ไลลาตายแล้ว”“เกิดอะไรกับไลลา เมื่อเช้าผมยังเห็น…”“มันตายเพราะเพิ่งรู้ความจริงน่ะสิ” พ่อตาจ้องมองผมด้วยสายตาแสดงความเจ็บปวด “มันเพิ่งรู้ว่าเจ้าไม่ได้รักมันเลย”“…” ผมรู้สึกงงงันไปกับคำพูดนั้น“เป็นเพราะเจ้าละเมอออกมาเองเมื่อตอนเช้ามืด บอกว่าเจ้ารักผู้หญิงคนนั้นมากที่สุด และเจ้าต้องตามหาตัวหล่อนให้พบ เพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตลอดไป”ไม่น่าเลย ไลลาไม่ได้ตายเพราะความจริง แต่เธอตายเพราะความไม่จริงต่างหากเล่า ผมบอกตัวเอง รู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง“ไลลาลูกของเราจึงถอดหน้ากากออก ปล่อยให้ผงฝุ่นดำท่วมท้นบนใบหน้าอันงดงามของเธอ เธอสิ้นใจตรงโน้นแน่ะ ตรงเครื่องทอผ้าที่เธอรักมากนั่นแหละ แต่ถึงอย่างไรก็ยังน้อยกว่าที่รักเจ้า ไอ้ลูกเขย” พ่อตาของผมกล่าวพลางส่ายหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาไปมา ในมือถือหน้ากากไว้ไม่ยอมสวมผมพยายามจับต้นชนปลาย นึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อตอนเช้า แล้วก็พอจะเข้าใจเรื่องราวได้มากขึ้น ในเวลานั้นถ้าเพียงแต่ผมหยุดพูดคุยกับเธอ ในตอนที่เธอทำท่าเหมือนจะเรียก เราก็คงได้คุยกันและเข้าใจได้ว่าผมฝันถึงใคร เรื่องราวคงไม่จบลงเช่นนี้ ความเอาจริงเอาจังกับความรักของเธอได้ทำให้เธอจบชีวิตลงอย่างไร้สาระ ไม่มีหนทางใดให้เธอแก้ตัวอีกแล้ว มันเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะเราสองคนจะไม่ได้พบกันอีก ผมคิดด้วยความสลดใจในเวลานี้ สิ่งสำคัญประการแรกก็คือ ต้องจัดการกับศพของไลลาให้เรียบร้อยเสียก่อน ผมพยายามทำใจให้นิ่งสงบ  บอกกับตัวเองว่า นี่คือสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย แล้วอย่างที่ผมรู้มานานก็คือ มันเป็นธรรมเนียมของเมืองนี้ ที่ผู้เป็นสามีจะต้องอุ้มศพภรรยาเข้าไปเก็บไว้ในสุสานประจำตระกูลแต่เพียงลำพัง ก่อนที่ดวงตะวันจะตกดิน ในกรณีที่สามีเสียชีวิต ภรรยาก็เพียงแต่เดินตามขบวนแห่ศพของสามีเข้าไปในสุสานโดยไม่กลับออกมาเท่านั้น...ร่างแน่งน้อยเบาหวิวของไลลาถูกผมอุ้มพาเดินลุยฝุ่นดำมุ่งหน้าไปยังสุสาน และแม้ว่าจะต้องเดินไปตามคันนาเป็นเวลาร่วมหนึ่งชั่วโมง นั่นก็มิได้ทำให้สามีอย่างผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย กลับอยากให้เส้นทางนั้นทอดยาวไกลที่สุด เพื่อจะเดินอุ้มร่างเธอไปนานเท่านาน ทว่าทุกเส้นทางย่อมมีที่สิ้นสุดเสมอ ผมเดินจนถึงสุสานของตระกูล ซึ่งตั้งอยู่ท้ายไร่ข้าวโพดถัดจากนาข้าวออกไปเล็กน้อย ตัวสุสานเป็นอาคารโค้งแข็งแรง มีสันฐานคล้ายกระดองเต่า และบนหลังคามีปล่องระบายอากาศเหมือนสุสานของชาวบ้านตระกูลอื่น ๆ อาคารทั้งหลังถูกสร้างขึ้นด้วยอิฐก่อถือปูนที่ครั้งหนึ่งเคยทาสีขาวเอาไว้  แต่บัดนี้กลับกลายเป็นสีฝุ่นดำที่ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่นประตูทางเข้าสุสานเป็นแผ่นหินหนาหนักถูกเปิดออกด้วยกลไกง่าย ๆ ตามคำแนะนำของพ่อตา และนั่นก็ทำให้ฝุ่นดำร่วงกราวลงมาจนฟุ้งตลบ ผมก้าวเดินเข้าไปอย่างเชื่องช้า  จมูกภายใต้หน้ากากเริ่มได้กลิ่นอับเหมือนอยู่ในถ้ำ ขณะที่สายตาสอดส่ายสำรวจไปทั่วบริเวณ เมื่อแลเห็นเตียงวางเรียงรายกันอยู่อย่างเป็นระเบียบก็เข้าใจได้ทันที เตียงพวกนี้มีทั้งที่ถูกครอบครองแล้ว ทว่าก็ยังมีอีกมากที่ไร้เจ้าของ ผมเลือกเตียงว่างขนาดพอเหมาะกับร่างของไลลาตามธรรมเนียม เตียงหินว่างเปล่ามีเพียงฝุ่นดำเกาะหนาเป็นคืบทำหน้าที่ไม่ต่างจากผ้าคลุม ผมใช้สองมือกอบฝุ่นบนพื้นขึ้นมาโปรยลงบนใบหน้าและร่างไร้ชีวิตของเธอ เป็นอันว่าพิธีศพเสร็จสิ้นลงอย่างเรียบง่าย อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการขอโทษเธอ ผมจึงไม่หยุดแต่เพียงเท่านั้น ยังคงเที่ยวกอบผงฝุ่นตามพื้นมาโรยลงบนร่างของภรรยาต่อไป นี่คือรูปแบบการแสดงความรักต่อผู้ตายของชาวเมืองนี้ ฝุ่นดำมากมายจะดูดความชื้นออกไปจากศพอันจะทำให้เนื้อหนังไม่เน่าเปื่อย ร่างไม่เน่าเปื่อยจะกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความรัก พวกคนหนุ่มสาวจะทำเรื่องราวนี้ด้วยความกระตือรือร้น หากเป็นในห้วงเวลาที่ไฟรักยังคงลุกโชนสว่างไสว ผมโกยฝุ่นไม่ยอมหยุด กระทั่งมือข้างหนึ่งกระทบเข้ากับอะไรบางอย่างที่จมอยู่ใต้ฝุ่นดำ ผมค่อย ๆ ควานลงไปในฝุ่นนั้น และสัมผัสได้ถึงความหยุ่นนิ่มแต่แห้งผาก ทีแรกผมสะดุ้งหดมือกลับมาด้วยความตกใจกลัว ทว่าหลังจากเรียกสติกลับคืนมาได้ก็นั่งลงคุกเข่า พลางปัดฝุ่นออกจากสิ่งนั้นอย่างช้า ๆ ...

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page