ติดต่อ-สอบถาม เว็บไซต์ nittayasan.com

สนใจลงโฆษณา ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือเรื่องอื่น ๆ

กรุณาติดต่อทาง E-mail : [email protected]

หน้าแรกวรรณกรรมเรื่องสั้นไทย "ในห้องส้วมของฯพณฯ" โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

เรื่องสั้นไทย “ในห้องส้วมของฯพณฯ” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

มุมเรื่องสั้นไทย

อุทิศวางกระเป๋าเดินทางลงบนพื้นห้องรับแขก   จากนั้นเลือกนั่งที่โซฟาตัวหนึ่ง   ขณะนั้นเขาอยู่ในสภาพค่อนข้างจะอิดโรย   แต่พอตั้งสติได้แล้ว   ก็รีบเล่าให้คู่สามีภรรยาผู้เป็นเจ้าของบ้าน   ซึ่งมีน้ำใจให้ที่พักพิงชั่วคราวแก่ผู้ลี้ภัยฟังว่า   วันนั้นเขาเบิ่งมองกระจกเงาเจ้าปัญหาด้วยความประหลาดใจ   แม้มันจะเป็นเพียงกระจกเงาอันเก่าคร่ำคร่า   รอยด่างดำถลอกลอกของปรอทที่ฉาบไว้ทางด้านหลัง   ดูผ่านกาลเวลามายาวนาน   

“มันไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย” อุทิศกล่าวอย่างหนักแน่น   เขายังย้ำว่า   ใครได้เห็นก็ย่อมจะพูดเป็นเสียงเดียวกัน   แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่   อย่างน้อยก็ในสายตาของ ฯพณฯ ผู้ทรงอำนาจ   ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า   มีรสนิยมเลิศวิไลอย่างไม่มีใครเหมือน

ดังนั้น   เมื่อ ฯพณฯ รู้เรื่องว่ามีคนถอดกระจกเงาดังกล่าวออกจากผนังในห้องส้วม   มิหนำซ้ำยังนำไปทิ้งเสียอีกด้วย   ฯพณฯ ก็แสดงความเกรี้ยวกราดออกมาราวกับมีใครแอบเลื่อยขาเก้าอี้ตัวโปรดของท่านในกระทรวง   จากนั้นได้สั่งการให้หน้าห้องเร่งนำกระจกเงาบานเดิมกลับมาติดตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด

แน่นอน   หน้าห้องผู้เคราะห์ร้ายย่อมไม่อาจรีรอ   จะมัวชักช้าสักวินาทีหนึ่งก็มิบังควร   หาไม่แล้วก็อาจเต้องก็บป้ายชื่อและข้าวของบนโต๊ะทำงาน   ตลอดจนสมบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ ในลิ้นชักแทบไม่ทันเลยทีเดียว   หน้าห้องโทรศัพท์มาไล่เบี้ยเอากับเจ้าของบริษัทรับเหมาที่ประมูลงานได้   ซึ่งเป็นนายจ้างของอุทิศนั่นเอง

“คุณต้องหาให้เจอ   จงติดกลับคืนให้เหมือนเดิม   ไม่งั้นถ้าผมซวย   คุณก็ต้องซวยด้วย   อย่าลืมว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว”

ในเวลาต่อมา   เจ้านายของอุทิศได้เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง และสั่งด้วยถ้อยคำคล้าย ๆ กัน   จนเขาอดคิดไม่ได้ว่า   บางทีทุกประโยคอาจเคยหลุดออกจากปากของเจ้ากระทรวงมาก่อนก็เป็นได้   ทั้งหมดนี้คือสำเนาที่ผ่านการรับรองความถูกต้องมาแล้วเท่านั้น

“ผมจะรีบสั่งลูกน้องแยกย้ายกันออกหาให้พบ”   อุทิศรีบรับปาก   ทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้นชายหนุ่มไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย   เขามืดแปดด้านกับการเริ่มต้นค้นหากระจกเงาไร้ค่าที่เคยติดอยู่ในห้องส้วมของ ฯพณฯ   เขาจะสามารถนำมันกลับมาได้อย่างไร   ลูกน้องซึ่งเป็นหัวหน้าช่างชี้แจงว่า   คนงานนำไปทิ้งที่กองขยะตั้งแต่เมื่อวานนี้   หลังจากติดตั้งกระจกเงาบานใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว   ตามแบบห้องส้วมซึ่ง ฯพณฯ ได้อนุมัติด้วยวาจาในตอนแรก

อุทิศเดินวนไปเวียนมาอยู่นานนับชั่วโมง   กว่าหัวหน้าช่างจะโทรศัพท์รายงานว่าเจอกระจกเงาบานนั้นแล้ว   มันอยู่ที่กระต็อบของคนงานเก็บขยะ   และเพียงแค่จ่ายเงินเล็กน้อย   ก็ได้กระจกเงาคืนกลับมาโดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด   ข่าวนี้ทำให้เขารู้สึกโล่งอก   ทว่าในความโล่งอกนั้น อุทิศพลันบังเกิดความสงสัยขึ้นภายในใจ

“ทำไมท่านถึงได้ต้องการกระจกเงาบานนั้นเหลือเกิน   มันมีค่าอะไรนักหนางั้นหรือ”   

ความคิดบางอย่างแล่นวนเวียนอยู่ในสมอง   เขาจึงสั่งให้ลูกน้องนำกระจกมาเก็บไว้ที่บ้านของเขาก่อน   อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัย   และเมื่อได้เห็นถนัดตาเป็นครั้งแรกก็พบว่า   มันเป็นเพียงกระจกเงาเก่า ๆ ขนาดไม่ใหญ่โตอะไรนัก   แค่ส่องดูเงาตัวเองครึ่งบนได้ในระยะห่างหนึ่งเมตร   แต่สามารถมองเห็นบรรยากาศโดยรอบได้กว้าง   เนื่องจากมีความยาวตามแนวนอนมากกว่าแนวตั้งถึงสองเท่าตัว

จากลักษณะของเนื้อแก้วที่เป็นสินค้าผลิตจากต่างประเทศ   การฉาบปรอทด้านหลังและการเจียระไนขอบกระจก   ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่   มันน่าจะผ่านวันเวลามาแล้วไม่น้อยกว่าค่อนศตวรรษ   อุทิศจึงสันนิษฐานเอาว่า   กระจกเงาคงติดอยู่ในห้องส้วมนั้นมาตั้งแต่แรกสร้างตึกกระทรวงที่ ฯพณฯ กุมอำนาจอยู่ในเวลานี้   โดยไม่เคยเปลี่ยนบานใหม่แต่อย่างใด   ถ้านี่เป็นความจริงก็ออกจะเป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อย   เพราะห้องส้วมดังกล่าวเคยผ่านการปรับปรุงแก้ไขแทบจะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ

ท่ามกลางความเงียบ    อุทิศกำลังนั่งสะลึมสะลือเหม่อมองกระจกเงาอันขมุกขมัว   แล้วจังหวะนั้นนั่นเอง   ที่เขามองเห็นภาพตัวเองเลอะเลือนวูบไหวดั่งหมอกควันอยู่ภายในกระจกเงาตรงหน้า

“อา   กระจกเงาบานนี้ผ่านกาลเวลามานานจริง ๆ”

ชายหนุ่มพึมพำ   พร้อมกันนั้นก็คิดว่าตัวเองกำลังฝันไป   เขารู้สึกอึดอัดอย่างไรบอกไม่ถูกคล้ายโดนผีอำจากใบหน้าของตัวเอง   หลายนาทีต่อมา   เขาก็เริ่มแลเห็นใบหน้าแปลก ๆ   มันเป็นใบหน้าของคนที่เขาไม่รู้จัก แต่ดูจากการแต่งตัวแล้ว   น่าจะเป็นบุคคลสำคัญในอดีตอันไกลโพ้น   หลายใบหน้าล่องลอยเป็นเงา ๆ อยู่ในกระจก   มันคงซึมซับเอาใบหน้าของบุคคลระดับสูงเอาไว้มากมาย   ในเวลาเดียวกันนั้นกระจกเงาก็ยังได้เก็บงำเรื่องราวต่าง ๆ ฝังแน่นไว้ในเนื้อกระจกโดยไม่เสื่อมคลาย   เขารู้สึกไม่ชอบใจความฝันเช่นนี้เลย   ภายในห้องมีแต่แสงสลัวมัวมืด   ไม่มีใครอีกนอกจากเขากับเงาวูบวาบของบุคคลในอดีต   ซึ่งในเวลาต่อมาเขาจำได้ว่า   เป็นนายทหารผู้มีชื่อเสียงอยู่ในสนามการเมืองยุคก่อน

ภาพของเจ้ากระทรวงขุนศึกทรงอำนาจทางการเมือง   ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อศัตรูรายใด   ทว่าสามารถถูกซื้อได้ด้วยอำนาจเงินของพรรคการเมืองใหญ่   เป็นการซื้อที่ดูไม่ต่างจากการซื้อวัวควายเข้าคอกนัก   ทว่าไม่มีใครคิดถึงเรื่องนั้น   พวกเขาคุยกันแต่เรื่องผลประโยชน์ตอบแทนเสียมากกว่า   แม้ริมผีปากบางเฉียบซึ่งมักเหยียดตรงอย่างหยิ่งทระนง   จะเที่ยวบอกใครต่อใครว่า   สาเหตุที่ย้ายพรรคก็เพื่อคว้าโอกาสในการได้รับใช้พี่น้องประชาชนเท่านั้น   ใช่แล้ว   นั่นนับเป็นคำหวานอันชูจิตชูใจเสียเหลือเกิน   อุทิศรำพึงอยู่ในใจ

ดูเหมือนจะมีเสียงหัวเราะล่องลอยอยู่ในกระจกเงา   เมื่อ ฯพณฯ ในอดีตกำลังขบขัน   ทันทีที่รู้ว่ามีคนมากมายหลงเชื่อคำพูดของตน แม้ ฯพณฯ จะไม่เคยเชื่อสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาเลยก็ตาม   ครั้นเมื่อมีผู้ทักท้วง   ฯพณฯ จึงยอมรับว่า   เคยเผลอใจหลงเชื่อคำพูดของตัวเองอยู่ครั้งหนึ่ง   ซึ่งก็นับเป็นเหตุการณ์ที่ท่านไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย   จากนั้นท่านก็หัวเราะลั่นห้องส้วม   อุทิศไม่แน่ใจนักว่าการหัวเราะของ ฯพณฯ สื่อความนัยถึงอะไร   อดีตเจ้ากระทรวงรายนี้อาจหัวเราะด้วยความสงสารประชาชนก็เป็นได้   เพราะนักการเมืองมักจะทำในสิ่งที่คาดเดาได้ยากเสมอ

ชายหนุ่มทอดถอนหายใจ   ยิ่งจ้องมองภาพในกระจกนานเท่าใด   เขาก็ยิ่งรู้สึกง่วงงุนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น   แต่ภาพของอดีต ฯพณฯ อีกรายหนึ่ง   ซึ่งกำลังซ้อมพูดอยู่คนเดียวต่อหน้ากระจกเงา   กลับทำให้เขาต้องถ่างตามองอย่างสนใจ   ท่านกำลังด่าพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างเผ็ดร้อน   ที่เที่ยวใช้วิธีซื้อตัวนักการเมืองหิวเงินเข้าพรรค

“พวกมึงมันก็โสเภณีโดยแท้   เป็นได้แค่นักการเมืองขายตัว   พวกมึงกระทำการเยี่ยงเดียวกับโสเภณีที่ย้ายเข้าซ่องนั้นออกซ่องนี้   เพื่อผลประโยชน์ในการยกระดับราคาค่าตัว   แต่คิดไปแล้วพวกโสเภณีตามซ่องยังดีเสียกว่า   เพราะทำไปเพื่อปากท้องและความอยู่รอดอย่างซื่อ ๆ   ต่างจากพวกมึงที่ผลประโยชน์กลายเป็นอุดมการณ์ประจำใจ   ช่างไร้ค่าเสียจริง”

เขาเคลิ้มคล้อยไปกับคำพูดดังกล่าว   แต่แล้วกลับต้องสะอึก   เมื่อเห็นอดีตผู้ยิ่งใหญ่ยิ้มมุมปาก   ก่อนเอ่ยว่า   “พวกมึงไม่อายบ้างเลยเรอะ   ให้ตายเถอะ   จะซื้อจะขายตัวกันก็ควรทำให้มิดชิดซะหน่อย   อย่ากระโตกกระตากเสียงดัง   จนคนที่จ้องดูอยู่จับได้ไล่ทันเยี่ยงนี้   หัดใช้สมองหน่อย   จำเอาไว้   และต้องคอยย้ำบอกทุกคนว่า   เวลาพรรคอื่นดูดคนเข้าคอกถือเป็นพรรคเลว   แต่เวลาพรรคเรากระทำบ้าง   ล้วนเป็นไปเพื่อชาติและพี่น้องประชาชน”   กล่าวจบ ฯพณฯ ก็เปล่งเสียงหัวเราะชอบใจลั่นห้องส้วม

ในกระแสธารแห่งภาพใบหน้าของมนุษย์การเมืองในอดีต   อุทิศพลันบังเกิดความรู้สึกคลื่นเหียนอาเจียน   เขานึกอยากวิ่งเข้าห้องน้ำเป็นกำลัง   แต่อาการผีอำยังไม่หาย   กลับกำเริบหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม   เขาพยายามดิ้นรนขลุกขลัก   ทว่าภาพในกระจกเงาก็มีพลังดึงดูดมากเหลือเกิน   สุดท้ายเขาต้องนั่งนิ่งเหมือนตกอยู่ภายใต้คำสาปของความต่ำช้า   สองตาถูกบงการให้เฝ้ามองกระจกอยู่เช่นนั้น

พลันภาพในกระจกเงาก็แปรเปลี่ยนอีกครั้ง   คราวนี้เขาเห็นอดีตรัฐมนตรีที่เคยโด่งดังในยุคหนึ่งกำลังยื่นมือออกไปรับกระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก   กระเป๋าดังกล่าวดูมีน้ำหนักมาก   ผู้ยื่นให้เป็นชายวัยห้าสิบปีเศษ   ร่างอ้วนขาวเหมือนพ่อค้า   ทั้งสองหัวเราะให้กัน   ดวงตาหยี ๆ เปล่งประกายความสมหวัง   แล้วพากันเดินออกจากห้องส้วมไป   ทิ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดไว้ภายในกระจกเงา   จริงสินะ   กระจกเงาพูดไม่ได้   เป็นพยานในศาลไม่ได้   ครั้นจะเป็นแหล่งข่าวให้หนังสือพิมพ์ใช้อ้างอิงก็ไม่ได้อีกเช่นกัน   ชายหนุ่มคิด

ใบหน้าของอดีตผู้ทรงอำนาจมากมายยังคงเลื่อนไหลไปมาอยู่ในกระจกเงา   อุทิศพยายามเตือนตัวเองว่าเขากำลังฝันร้าย   มันคือฝันร้ายเกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอน   ภาพฝันอันทุเรศทุรัง   แต่เขาก็ไม่อาจปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นจากความฝันครั้งนี้   ยังคงต้องจ้องมองภาพนายพลในเครื่องแบบหลายคนผลัดกันเข้ามาทำธุระในห้องส้วม   และสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาชอบทำกันก่อนกลับออกไปสู่โลกภายนอกก็คือ   การจ้องมองสบตาตัวเองในกระจกเงา   แล้วยิ้มด้วยความลำพองใจ

เขาได้เห็นนักการเมืองหลายคนตกลงบางเรื่องกับผู้นำแรงงานที่ขาดความซื่อสัตย์   ได้เห็นการเจรจาปราศรัยระหว่างนายทหารระดับสูงและรัฐมนตรีเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่าง ๆ   โดยท้ายที่สุดแล้ว   มักจะลงเอยด้วยการจับมือกันอย่างรักใคร่   ก่อนทั้งสองฝ่ายจะรีบล้างมือจนสะอาด   แล้วแยกย้ายกันกลับไปทำมาหากินเพื่อประชาชนตามเดิม

ยามนั้นหัวใจของเขารู้สึกสั่นสะท้าน   มันปั่นป่วนด้วยความเจ็บปวดเคียดแค้นชิงชัง   โดยเฉพาะเมื่อพบว่า   เจ้ากระทรวงหลายคนตั้งใจแจกจ่ายเงิน   อาหาร   และเหล้ายา   แก่ประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง   

ฯพณฯ พูดกับกระจกเงาว่า   ท่านปรารถนาให้ประชาชนได้อิ่มท้องไปกับอาหารอันโอชะพร้อมสุราเลิศรส   ปล่อยให้ท่านและพรรคพวกทำหน้าดูแลพี่น้องประชาชนแต่เพียงฝ่ายเดียวเถิด   หน้าที่ของประชาชนก็คือออกไปยังคูหาเลือกตั้ง   จับปากกาทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรตามที่หัวคะแนนแนะนำ   เรื่องอื่นนอกเหนือไปจากนี้   ท่านจะจัดการด้วยตัวของท่านเอง

“พี่น้องประชาชนที่รัก   พวกท่านอย่าได้ออกมาแสดงความคิดเห็นให้เหนื่อยยากเลย   เชื่อผมเถอะ   เก็บเรี่ยวแรงเอาไว้เพื่อความบันเทิงเริงรมย์แต่เพียงประการเดียวเถิด   แล้วพวกเราจะมีความสุขร่วมกันตลอดไป   ผมขอสัญญาตามแผนยุทธศาสตร์หนึ่งร้อยปี”

เวลายังคงเคลื่อนไปตามวิถีแห่งโมงยาม   ไม่นานนัก อุทิศก็ได้เห็นภาพของรัฐมนตรีคนปัจจุบัน   ผู้สั่งการให้นำกระจกเงาบานนี้กลับไปติดตั้งไว้ในห้องส้วมตามเดิม   ท่านกำลังยิ้มให้กับรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ที่แอบมาพูดคุยกันในห้องส้วม   ต่างพากันประสานมือกันเหนียวแน่นอบอุ่น   กลุ่มรัฐมนตรีสามัคคีกันจนน่ายกย่อง   ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดีอยู่มิใช่หรือ   หากว่าคณะรัฐมนตรีจะปรองดองกัน   เพื่อดำเนินนโยบายอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชน   แต่สิ่งที่เขาเห็นก็คือ   การพูดคุยตกลงกันของกลุ่มผู้มีอำนาจ   กลับเป็นไปเพื่อหวังจะสลายอำนาจของนักวิชาการ   สื่อมวลชน   นักเคลื่อนไหว   และนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม   อันเป็นกลุ่มอำนาจใหม่ที่เข้ามาช่วงชิงผลประโยชน์   ฯพณฯ ยังได้กล่าวยืนยันต่อหน้ากระจกเงาว่า   ท่านจะกดดันกลุ่มพลังเหล่านั้นด้วยอำนาจและทุนที่ท่านครอบครองอยู่   เพื่อสืบทอดอำนาจไปจนชั่วลูกชั่วหลานของท่านเลยทีเดียว

“เมื่อใดก็ตาม   ถ้าผู้สนับสนุนทางการเงินหมดไป   กลุ่มพลังดังกล่าวก็แทบจะไม่ต่างไปจากคนง่อยเปลี้ยเสียขา   เราจะต้องตัดท่อน้ำเลี้ยงของพวกมัน   เรื่องพวกนี้จะลืมไม่ได้เลย   ฮ่า  ฮ่า  หากใครยังไม่ยอมสยบต่ออำนาจปืนและเงินตราของฝ่ายเรา   พวกมันก็จะต้องเผชิญกับความเป็นจริงว่า   พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นของพวกมันจะหดตัวลง   จนกระทั่งในที่สุด   ไม่เหลือแม้แต่พื้นที่สำหรับร่ำไห้   หรือแม้กระทั่งการดำรงชีวิตอยู่   บางครั้งการหายสาบสูญไปเลยก็ยังเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลเสมอ   สำหรับคนที่คิดต่างจากพวกเรา”

อุทิศไม่สามารถรับมือกับเรื่องราวเหล่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว   เขาพยายามซบหน้าลงกับหัวเข่าเพื่อที่จะร้องไห้และอาเจียนไปพร้อม ๆ กัน   แต่ร่างกายไม่ยอมทำตามคำสั่ง   มันยังคงแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้   เขาพยายามต่อสู้กับพลังลึกลับนั้น

“สำหรับไอ้พวกประชาชน   พรรคของเราจะต้องจัดการให้พวกมันอยู่ในโอวาทตลอดเวลา   ด้วยการวางแผนปรนเปรอบำเรอสุขอย่างจอมปลอม   อยากได้อะไรก็ต้องจัดหามาให้เพื่อการเสพติด   แม้ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อนก็ตาม   โครงการบำรุงบำเรอทุกชนิดจะต้องเข็นออกมาเป็นระยะตามแผนยุทธศาสตร์หนึ่งร้อยปีแห่งความอ่อนแอ   ถ้ายังไม่พอก็ขอเป็นห้าร้อยปี   ใช่แล้ว   เราต้องสร้างความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณครอบพวกมันเอาไว้   หากทำได้สำเร็จ   ประชาชนจะปกป้องพวกเรายามถูกแย่งชิงอำนาจ   หมาส่วนใหญ่มักไม่ลืมบุญคุณน้ำข้าวหรอก   เชื่อผมเถอะ   ผมรู้เรื่องนี้ดี   ผมเรียนมา   อีกอย่างหนึ่งผมเองก็เคยเป็นหมามีปลอกคอเหมือนกัน   แต่หลังจากผมกัดคนเลี้ยงตายแล้ว   ผมจึงเป็นอิสระอย่างที่เห็น”

“ผมปรารถนาให้การเมืองเป็นเรื่องเฉพาะของพวกเรา   อย่าเอ็ดไปนะครับ   อย่าให้ใครรู้เป้าหมายที่แท้จริง   ผมฝันเสมอว่าอยากจะหาทายาทเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป   ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้   เหมือนร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่จะรับใช้พวกเรา…”

อุทิศรู้สึกได้ถึงความคลื่นเหียนและสยองพองขน   เกิดความเชื่อว่า   ถ้า ฯพณฯ สามารถทำสำเนาตัวเองได้   ท่านก็คงจะทำไปนานแล้ว   ประเทศนี้จะขาดท่านไม่ได้เลยแม้แต่วันเดียว   ท่านคงเชื่อเช่นนั้น   

เขาชักจะชิงชังภาพบนกระจกเงาโสโครกนี่จนสุดที่จะทนทานเสียแล้วสิ   เขาปรารถนาจะหลุดออกไปจากการครอบงำนี้ให้ไกลที่สุด   ด้วยสะอิดสะเอียนในถ้อยคำของ ฯพณฯ เต็มที   ภาพและเสียงในกระจกเงาประหลาดชวนให้สิ้นศรัทธาเหลือเกิน   แต่เขาจะนำเรื่องราวเหลือเชื่อนี้ไปประกาศให้ใครรับรู้ได้   อุทิศรำพึงกับตัวเอง   ในเมื่อบารมีของ ฯพณฯ กำลังงอกงามอยู่เบื้องหลังเก้าอี้ของนายกรัฐมนตรี   ขณะที่ปัญญาชนอ่อนล้าโรยแรงลงไปในทุกเดือนปี   เขาไม่รู้เลยว่าพวกนี้จะต้านทานอยู่ได้นานสักแค่ไหน   อย่างไรก็ตาม   ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามักจะพิสูจน์ให้เห็นว่า   ปัญญาชนย่อมจะพร้อมใจกันต่อสู้กับอธรรมเสมอ   บางทีพวกนี้อาจเป็นแสงเทียนเล่มสุดท้าย   ซึ่งจะลุกโชนเป็นเชื้อไฟ   ทำให้ประชาชนตื่นขึ้นจากภวังค์ความหลงใหล   อีกทั้งตื่นขึ้นมาเพื่อรับรู้ว่า   ฯพณฯ และพวกพ้องกำลังมูมมามอยู่กับชิ้นส่วนใดของบ้านเมืองเรา

การเฝ้ามองภาพแห่งความระยำตำบอนที่ไม่เคยมีใครรู้เห็นมาก่อนนี้   ทำให้เขาตระหนักว่า   ตราบใดที่ยังมีกระจกเงาอยู่ในห้อง   อาการปั่นป่วนภายในช่องท้องคล้ายจะอาเจียนนี้ย่อมไม่มีทางแก้ไข   วิธีที่ดีที่สุดก็คือ   บอกให้ลูกน้องนำกระจกกลับไปติดไว้ในห้องส้วมของ ฯพณฯ ตามเดิมโดยเร็วที่สุด

ขณะกำลังพยายามสลัดให้หลุดจากสภาวะผีอำและอ้าปากตะโกนเรียกใครสักคนอยู่นั้นเอง   อาหารที่เขากินเข้าไปก่อนหน้านี้พลันขย้อน   แล้วพุ่งออกมาเป็นสายราวกับน้ำพุสาดเข้าใส่กระจกเงาโสโครก   อันเป็นผลพวงจากการจ้องมองไปที่กระจกเงาเป็นครั้งสุดท้าย   จนทันได้เห็น ฯพณฯ กำลังฝึกพูดย้ำแต่คำว่า “พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่รัก”   ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

หลังจากอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง   เวลานี้อุทิศขยับตัวได้แล้ว   เขายกหลังมือเช็ดคราบเศษอาหารบนริมฝีปาก   ก่อนทำท่าเกร็งลำคอเหมือนจะตะเบ็งเสียง   เขาหอบหายใจถี่ ๆ   เนื้อตัวเย็นเฉียบคล้ายจะเป็นลม   เหงื่อเม็ดเป้งผุดออกมาตามขมับ   เขาคงคลั่งใจตายหากไม่ได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้น

ในที่สุด   เขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนอย่างเข้มแข็ง   ก่อนจะใช้ฝ่าเท้าถีบเปรี้ยงเข้าไปที่ใบหน้าของ ฯพณฯ ซึ่งเปรอะเปื้อนด้วยคราบอาเจียน

“เพล้ง”   ภาพทั้งหมดพลันหายวับไป   เหลือเพียงเศษกระจกเกลื่อนพื้น   เขารับรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน ที่สำคัญ   ความรู้สึกคลื่นไส้ผะอืดผะอมได้หายเป็นปลิดทิ้งอย่างน่าประหลาด

อุทิศรีบโทรศัพท์หาหัวหน้าช่าง   เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง   แล้วสั่งให้แจ้งแก่หน้าห้องของ ฯพณฯ ว่าหากระจกเงาไม่พบ   แต่จะนำกระจกสภาพเก่าใกล้เคียงไปติดแทน   ด้วยสภาพของมัน   ฯพณฯ คงไม่ว่าอะไร   อย่างน้อยกลิ่นอายของมันก็คงไม่แตกต่างกันนัก   เขาคิด

“จำกระจกเงาเก่า ๆ อีกบานได้ไหมวะ   กระจกเงาในห้องส้วมสาธารณะจากโปรเจกต์ก่อนนั่นไง   ยังเก็บไว้อยู่ใช่ไหมเออ   ตัดให้มันเล็กลงหน่อย   แล้วเอาไปติดแทนที่ซะ”

อุทิศอดยิ้มไม่ได้   นึกภาพ ฯพณฯ ขณะกำลังส่องกระจกเงา   แล้ววันดีคืนดีอาจจะมองเห็นใบหน้าประชาชนตามท้องถนน   ผู้เคยเข้ามาปลดเปลื้องความทุกข์ในห้องส้วมสาธารณะอย่างเสรี   เช่นเดียวกับที่เขาเคยเห็นหลากหลายใบหน้าของผู้ทรงอำนาจจากกระจกเงาในห้องส้วมของ ฯพณฯ นั่นเอง   มันคงจะให้ข้อคิดดี ๆ แก่ ฯพณฯ ได้บ้าง   เขาตั้งความหวัง   ก่อนรีบเก็บเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นลงในกระเป๋าเดินทาง

เรื่องสั้น-ในห้องส้วมของฯพณฯ-โดย-ธาร-ยุทธชัยบดินทร์
เรื่องสั้น-ในห้องส้วมของฯพณฯ-โดย-ธาร-ยุทธชัยบดินทร์

หมายเหตุ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์   เดือนพฤษภาคม   พ.ศ. 2553

เว็บไซต์ nittayasan.com

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการhttps://nittayasan.com
กองบรรณาธิการของ nittayasan.com เกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปิน นักเขียน นักเดินทาง นักกิน หมอดู นักข่าว ช่างภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อมาใช้เวลาสร้างสรรค์คอนเทนต์ในแบบที่ nittayasan.com ต้องการ เพียงคุณเข้ามาอ่าน พวกเราก็ยินดีแล้ว

เรื่องล่าสุด

error: Content is protected !!